LOGINRrrr Rrrr
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปลุกเธอออกจากภวังค์ มือเล็กรีบหยิบขึ้นมาดู เป็นเบอร์ของพ่อที่ไม่ได้โทรมาหาเธอเกือบหนึ่งเดือน "ค่ะพ่อ" (เห็นหนังสือที่ส่งไปที่บริษัทหรือยัง) "หนังสืออะไรคะ" (ก็หนังสือขอตัวแกกลับมาที่กรุงเทพฯ ไง ตอนนี้ที่นี่ยุ่งมาก พี่แกกับฉันจัดการไม่ไหว) นับหนึ่งถอนหายใจออกมา เธอไม่ค่อยเข้าใจประโยคที่พ่อของเธอพูดนัก "จัดการอะไรคะ ในเมื่อตอนนี้พ่อไม่ได้เป็นผู้บริหารแล้ว" (บอกให้กลับมาก็กลับมาเถอะน่า แกควรมาทำหน้าที่ลูกได้แล้ว คิดจะอยู่ที่นั่นไปจนตายเลยหรือไง) "แล้วตอนแรกส่งหนูมาทำไมคะ ไหนบอกว่าให้อยู่ที่นี่เลย นี่แค่ปีเดียว พ่อก็จะให้กลับไปแล้ว พอหนูปรับตัวได้ พ่อก็เอาแต่ใจตัวเองทันที" (อย่าพูดมาก หรืออยากให้แม่แกเครียดไปมากกว่านี้) "เหอะ พ่อก็เป็นแบบนี้ทุกที พออะไรไม่ได้ดั่งใจ ก็เอาแม่มาขู่ตลอด พ่อรู้หรือเปล่าว่าตั้งแต่บริษัทพ่อล้มไป พ่อเปลี่ยนไปมากขนาดไหน หนูเข้าใจนะคะ ว่าพ่อเครียดที่ทุกสิ่งที่พ่อสร้างมา ตกไปเป็นของคนอื่น แต่มันคือสัจธรรมของชีวิตค่ะ อีกอย่างพ่อก็อายุมากแล้วนะคะ ควรจะพักผ่อน ใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายให้มีความสุข ไม่ต้องเป็นห่วงหนูกับพี่ดาวเลยค่ะ เราสองคนมีงานทำ เราเลี้ยงตัวเองได้แล้วค่ะ" (ฉันเป็นพ่อนะ จะห้ามไม่ให้เป็นห่วงลูกได้ยังไง ยิ่งแกไปอยู่ไกลหูไกลตาแบบนี้ด้วย) "พ่อคะ"เธอเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ เธอยังไม่อยากกลับไปตอนนี้ เธอยังสนุกกับงานที่นี่อยู่ ใครจะคิดว่ามันช่างประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เธอกำลังลังเลใจเรื่องที่จะไปงานเลี้ยงรุ่นพอดี ทุกอย่างมันก็บังเอิญไปเสียหมด (ไม่ต้องพูดมาก ยังไงคำสั่งก็ออกไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้) พ่อกดวางสายเธอไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธอะไรออกไปอีก เธอได้แต่ถอนหายใจ นึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีต ที่ทำให้ตัวเองตัดสินใจมาอยู่เชียงใหม่ หนึ่งปีที่แล้ว “วันนี้มีเพื่อนมาฝึกงานใหม่อีกคนนะ ถูกส่งมาจากบริษัท Kin Engineering” สกายที่กำลังนั่งทำงานอยู่กับคีริน ได้ยินชื่อบริษัทก็หันไปมองหน้ารุ่นพี่ทันที ก่อนจะหันมาเลิกคิ้วกับคีรินด้วยความสงสัย เพราะบริษัทที่ว่าคือบริษัทพ่อของคาเตอร์ เขาจำได้ว่าที่นั่นมีเพื่อนผู้หญิงคณะเดียวกับเขาฝึกงานอยู่ที่นั่นสองคนคือใยไหม แฟนของโซลเพื่อนสนิทของพวกเขากับเพื่อนสนิทของเธอคือนับหนึ่ง “ใยไหมกับนับหนึ่ง ฝึกอยู่ที่นั่นไม่ใช่เหรอว่ะ” “เออ กูว่าได้ยินไม่ผิดนะ ว่าเป็นบริษัทของน้าคินจริง ๆ” “มีอะไรสงสัยกันสองหนุ่ม”เกษรารุ่นพี่คนสวยของแผนกหันมาส่งยิ้มหวานให้เขาสองคนที่กำลังนั่งซุบซิบกัน“สงสัยอะไรถามได้เลยนะ” “คือเพื่อนผมสองคนฝึกงานอยู่ที่นั่นครับ” “อ้าว...จริงเหรอ เพื่อนเราเป็นผู้หญิงหรือเปล่าล่ะ” “ใช่ครับ” “ชื่ออะไรนะ เดี๋ยวพี่ขอดูเอกสารส่งตัวแปบนะ”เกษราก้มหน้าไปยังแฟ้มในมือ กวาดสายตาหาชื่อของนักศึกษาที่ถูกส่งมาฝึกงานที่นี่กระทันหัน เนื่องจากวัตถุประสงค์ของผู้บริหารที่ต้องการให้นักศึกษาฝึกงานได้เรียนรู้งานที่หลากหลายมากขึ้น “ชื่อศรุตา จันทรวานิช ใช่เพื่อนเราสองคนหรือเปล่า” “ใช่ครับ”ทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกันทันที โดยไม่ได้นัดหมาย ถึงจะไม่ได้สนิทกันมาก แต่ในกลุ่มผู้หญิงสี่คนนั้น นับหนึ่งเป็นผู้หญิงที่พูดคุยกับกลุ่มของพวกเขามากที่สุด มากกว่าใยไหมแฟนของโซลเสียอีก “งั้นก็ดีเลย น่าจะใกล้มาแล้วแหละ เพราะเมื่อกี้รายงานตัวอยู่ที่แผนกบุคคล” ทางด้านนับหนึ่ง หลังออกจากห้องของฝ่ายบุคคล เธอก็เดินตรงไปยังแผนกวิศวกรคอมพิวเตอร์ เธอถูกส่งตัวมาฝึกงานที่นี่กระทันหัน บริษัทแจ้งเธอก่อนหน้านี้แค่เพียงสองวัน ให้เธอเตรียมตัว ตอนที่รู้เธอแทบอยากจะร้องไห้ออกมา เพราะเหลือเวลาฝึกงานแค่เดือนเดียว เธอไม่คิดว่าจะต้องมาฝึกงานอีกที่ ต้องแยกกับใยไหมเพื่อนสนิทของเธอ “พี่คะ สวัสดีค่ะ”เธอยกมือขึ้นไหว้รุ่นพี่ของแผนก ไม่รู้หรอกว่าพี่คนนี้ทำงานตำแหน่งอะไร แต่พอเดินเข้ามาเธอเจอรุ่นพี่ผู้หญิงคนนี้นั่งอยู่ ก็คิดว่าต้องทักทายรุ่นพี่คนนี้ก่อน พลางกวาดสายตามองภายในแผนก มีพนักงานอยู่ไม่กี่คน อีกทั้งเธอไม่เห็นนักศึกษาฝึกงานอยู่ที่นี่เลยแม้แต่คนเดียว พลันในใจก็ห่อเหี่ยวทันที เมื่อรู้ว่าไม่มีคนรุ่นเดียวกันฝึกงานอยู่ที่นี่สักคน “มาแล้วเหรอ”เกษราที่ยืนก้ม ๆ เงย ๆ อยู่กับกองเอกสารที่โต๊ะส่วนตัว เงยหน้าขึ้นถาม เธอจะอยู่โต๊ะติดกับประตูทางเข้าของแผนก เป็นพนักงานฝ่ายจัดการของแผนกวิศวกรคอมพิวเตอร์ “เดี๋ยวพี่จะพาไปหาเพื่อนนะ ว่าแต่เราชื่อเล่นว่าอะไรจ๊ะ” “ชื่อนับหนึ่งค่ะ” “พี่ชื่อเกดนะ เรียกพี่เกดก็ได้นะ” นับหนึ่งส่งยิ้มให้เกษรากลับไป พลางเดินตามเข้าไปในห้องหนึ่ง ที่อยู่มุมสุดของแผนก ก่อนดวงตากลมโตจะเบิกโพลงและยิ้มกว้างออกมา เมื่อเห็นนักศึกษาหน้าตาคุ้นหน้า นั่งอยู่ในห้องนี้สองคน “พวกนายฝึกงานที่นี่เหรอ” “อืม ไอ้ตะวันอีกคน แต่วันนี้มันออกไปภาคสนามกับพี่ในแผนก”สกายเป็นคนเอ่ยตอบออกมา ทำให้นับหนึ่งแสดงอาการดีใจอย่างไม่คิดปิดบัง อย่างน้อยเธอก็ยังมีเพื่อนที่รู้จัก คิดว่าจะต้องอยู่คนเดียวเสียอีก “เธอไม่รู้เหรอ ที่นี่บริษัทของพ่อมัน”คีรินเดินเข้ามากระซิบบอกนับหนึ่งที่ข้างหู ซึ่งคนตัวเล็กก็ทำตาโตทันที เพราะไม่เคยรู้มาก่อน “จริงเหรอ งั้นฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”นับหนึ่งทำท่าทางก้มหัวลงไปเหมือนคารวะ ส่วนสกายนั้นหันไปเตะขาคีรินที่พูดมากเรื่องนี้ ถึงแม้เพื่อนจะพูดเบา แต่เขาก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาเป็นลูกชายของเจ้าของบริษัท “งั้นพี่ฝากเราสองคน สอนงานนับหนึ่งด้วยนะ”ทั้งสองคนพยักหน้าตอบรับคำรุ่นพี่ ก่อนเกษราจะเดินออกจากห้องไป “ก่อนหน้านี้ ใยใหมบอกฉันว่าบริษัทที่ฉันฝึกงานอยู่เป็นของพ่อคาเตอร์ มาที่นี่ก็เป็นของพ่อนายอีก พวกนายนี่รวยกันจริง ๆ เลยนะ” “สมบัติพ่อแม่ จะเรียกว่ารวยอะไร”สกายยักไหล่อย่างไม่สนใจ เขามาฝึกงานที่นี่ก็เพราะมันตรงสายที่เรียนมา ทำตามขั้นตอนนักศึกษาฝึกงานทุกอย่าง ผ่านแผนกบุคคล ไม่ได้ใช้เส้นสายเลยแม้แต่น้อย เขาไม่อยากให้ใครมองว่าเขาเข้ามาฝึกงานที่นี่ได้ ก็เพราะนามสกุลเดียวกันกับประธานบริษัท “ว่าแต่เหลืออีกเดือนเดียว ทำไมเธอถึงถูกส่งให้มาอยู่นี่ล่ะ” “ฉันเพิ่งรู้ก่อนหน้านี้สองวันเองนะ เห็นรุ่นพี่ที่แผนกบอกฉันว่า เป็นนโยบายของบริษัทที่อยากให้นักศึกษาฝึกงานเรียนรู้งานหลากหลาย อีกอย่างอยู่ที่โน่น ก็ไม่ค่อยมีงานด้วยนะ มีนักศึกษาฝึกงานตั้งห้าคน” “เอาจริงนะ ที่นี่ก็ไม่ค่อยมีงานหรอก ส่วนใหญ่จะมีไปข้างนอกกับพี่ในแผนกบ้าง หรือไปช่วยงานแผนกอื่น ลงโปรแกรมให้บ้าง แต่ก็น้อยมากนะ” “แต่ฉันดีใจนะ ที่อย่างน้อยก็ยังมีพวกนายอ่ะ คิดว่าจะไม่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันเสียอีก”นับหนึ่งเอ่ยพลางส่งยิ้มหวานให้คีริน ก่อนสายตาของเธอจะเหลือบไปเห็นสกายนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับโทรศัพท์ในมือ เหมือนกำลังคุยแชทใครสักคนอยู่ “สกายมีแฟนแล้วเหรอ”เธอกระซิบถามคีรินด้วยความสงสัย “คนคุยมันอ่ะ ไอ้นี่เห็นแบบนี้มันชอบคุยหลายคน คุยไปเรื่อย”เธอหันไปมองสกายอีกครั้ง ไม่อยากจะเชื่อตามที่คีรินว่า ผู้ชายบุคลิกแบบสกายจะเป็นแบบนั้นได้หลังจากนั้นไม่นาน ใยไหมก็มาส่งนับหนึ่งที่คอนโดเก่าของตัวเอง สภาพห้องยังปกติทุกอย่างเพราะใยไหมให้แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้ง "ขอบใจมึงมากนะ รีบกลับไปดูลูกเถอะ" "งั้นเจอกันที่ร้านเหล้าเลยนะ มึงห้ามเบี้ยวเด็ดขาด เข้าใจไหม" "อะไรทำให้มึงคิดว่ากูจะเบี้ยว" นับหนึ่งเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเพื่อน ตั้งแต่กลับมาเธอเองก็สังเกตุว่าเพื่อนพูดอะไรทำนองนี้หลายครั้ง จนเธอนึกสงสัยว่าเพื่อนรู้เรื่องอะไรมาหรือเปล่า "กะ กู...." "ติดอ่างอะไรของมึง" "ก็กูคิดว่ามันคือเหตุผลที่มึงหนีไปทำงานที่เชียงใหม่"เธอถึงกับอึ้งไปทันที เมื่อได้ยินคำตอบของเพื่อน "แต่กูแค่คิดนะ แล้วไม่อยากรู้ด้วย ถ้ามึงไม่อยากเล่าให้กูฟังเอง เอาที่มึงสบายใจ อยากบอกอะไรกับกูตอนไหนก็บอก ขอแค่มึงรู้ว่ากูอยู่ข้าง ๆ มึงเสมอก็พอ ห้ามคิดว่าตัวเองอยู่คนเดียว" น้ำตาที่เก็บไว้แทบจะไหลออกมา เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิท แต่ก็พยายามแสร้งยิ้มออกมา "กูบอกว่าอย่าพูดอะไรเลี่ยน ๆ นี่มึงติดคำพูดพวกนี้มาจากใครว่ะ" "ไม่ได้ติดมาจากใคร กูแค่อยากย้ำให้มึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว" "กลับไปได้แล้วเหอะ หลานกูร้องไห้คิดถึงมึงแล้ว" เมื่อรู้ว่าตั
“หม่ำ หม่ำ”เสียงอ้อแอ้ที่ดังขึ้นทำให้นับหนึ่งเอ็นดูเป็นที่สุด ได้แต่คิดว่าเธอหายไปนานจนหลานโตขนาดนี้ได้ยังไง "กูคิดถึงมึง"ใยไหมยิ้มทั้งน้ำตา“กูจะไม่ถามว่าที่ผ่านมามึงหายไปทำไม แต่หลังจากนี้อย่าทำแบบนี้อีกได้ไหมว่ะ” "เออ กูไม่ไปไหนแล้ว จะอยู่เกาะติดมึง จนมึงเบื่อกูเลยดีไหม"นับหนึ่งเอ่ยออกมา พลางหัวเราะเบา ๆ รับหลานตัวน้อยมาอุ้ม เด็กน้อยเกาะคอของเธอแน่น“ไหนน้องเซ้นต์ของน้าครับ ดื้อกับแม่หรือเปล่าเอ๋ย” ทั้งสองคนเดินออกจากสนามบิน ใยไหมเป็นคนเข็นกระเป๋าให้เพื่อน ส่วนนับหนึ่งอุ้มหลานชายตัวอ้วนที่หลับตาพริ้มในอ้อมแขน จากที่คิดว่ากลับมาแล้ว บรรยากาศระหว่างเพื่อนคงแปลกไป กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น เธอกับใยไหมยังคงต่อกันติด มีเรื่องเล่าให้ฟังกันไปตลอดทาง จนถึงบ้านหลังโตของเพื่อน “พ่อแม่ผัวมึงไม่อยู่เหรอ”นับหนึ่งถามพลาง มองสำรวจไปรอบบ้าน ที่ดูเงียบผิดปกติ นอกจากมีแค่แม่บ้านที่เดินมาช่วยเข็นกระเป๋าของเธอ “พ่อกับแม่ไปพักผ่อนที่ลำปาง ส่วนยีนส์กับมิลลิไปนอนคอนโดนะ" "ปกติมึงอยู่คนเดียวแบบนี้เหรอ ถ้าผัวมึงไปทำงาน" ใยไหมพยักหน้า รับเอาลูกชายที่กำลังหลับมาวางบนที่นอนอย่างเบามือ นับหนึ่งที่เห็นภาพนั
“ถ้ามึงไม่ได้คิดแบบที่กูว่า งั้นกูจีบนับหนึ่งนะ” “ไอ้เหี้ย! มึงหยุดพูดสักที” “งั้นก็บอกกูมาว่าระหว่างมึงกับนับหนึ่งมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” “แม่ง!! ขี้เสือกว่ะ”สกายแกล้งต่อว่าเพื่อนออกไป ทั้งที่ในใจคือเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าให้เพื่อนฟังตั้งแต่ตอนไหน อีกทั้งมีเหตุผลอะไรที่เขาจะไปหวงเธอ ไม่อยากให้เพื่อนจีบ ในเมื่อเขากับเธอตอนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกัน และยอมรับว่าความรู้สึกในใจเขา มันไม่ถึงขั้นชอบหรือรัก เพียงแต่เป็นความไม่เข้าใจที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ทุกอย่างมันเลยหนักอึ้งอยู่ในอกของเขาจนถึงตอนนี้ “ถ้ามึงไม่ถือเรื่องได้ผู้หญิงคนเดียวกับเพื่อน กูก็ไม่มีอะไรจะพูด” “สัดกาย ทำไมปากหมาจังว่ะ ว่าแต่คืนงานเลี้ยงส่งของรุ่นพี่ใช่ไหมว่ะ กูเห็นหลังจากวันนั้นนับหนึ่งก็หายไปเลย” “…..” สกายไม่ตอบ คีรินก็เลยทึกทักเอาเองว่าต้องเป็นคืนนั้นแน่นอน ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้เพื่อนหัวร้อนออกมาทันที“ได้แล้วไม่รัก ได้แล้วไม่ชอบ จะหวงทำเหี้ยไรว่ะ จะมองเขาตาเป็นมันขนาดนั้นทำไม” “กูไม่ได้หวง แค่ไม่เข้าใจ ว่าเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไง” “อ้าว เขาไม่พูด มึงไม่พูด ก็แค่คิดว่ามันเป็นวันไนต์สแตนด์สิว่ะ จะไปยากอะ
สกายทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง มือหนากุมศีรษะแน่น ความทรงจำเมื่อคืนพรั่งพรูออกมา ทั้งเสียงครางของเธอที่เรียกชื่อเขาหลุดออกมาจากปากเธอหลายครั้ง แต่ทว่าตอนนี้ กลับมีเพียงความเงียบ และความสงสัยในหัวของเขา ว่าเธอทิ้งเขาไว้แบบนี้ได้ยังไง หรือเมื่อคืนเธอจะจำไม่ได้ว่าเราสองคนทำอะไรกัน และเพิ่งมารู้สึกตัวตอนตื่น เลยหนีเขาไปแบบนี้ สองเดือนต่อมา งานแต่งงานของโซลกับใยไหมถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมฐานะลูกชายบริษัทรับเหมาก่อสร้างใหญ่ติดอันดับของประเทศ ทุกอย่างถูกเนรมิตออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อนเจ้าสาว อย่างนับหนึ่ง เอวา และใบหม่อน แต่งตัวแต่งหน้าจัดเต็ม ด้วยธีมชุดเพื่อนเจ้าสาว เดรสเกาะอกสีชมพูหวาน ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวก็ไม่น้อยหน้า ทั้งยีนส์ คาเตอร์ สกาย คีริน ตะวัน อยู่ในชุดทักซิโด้แบรนด์ดัง “มึงมองใครนักหนาไอ้กาย กูเห็นมองอยู่นานแล้ว”ตะวันหันมาถามไถ่เพื่อน เขาสังเกตุเห็นว่าตั้งแต่พิธีหมั้นตอนเช้า จนถึงงานเลี้ยงตอนเย็น สกายเอาแต่มองไปยังกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวตลอดเวลา “มันคงตะลึงที่เห็นเพื่อนเจ้าสาวสวยล่ะมั้ง แต่ว่าก็ว่าเถอะ นับหนึ่งสวยฉิบหายเลยว่ะ แม่ง!!! ไม่คิดว่าจะแต่งแนวหวานแบบนี้แล้วสวยจับใจข
สกายยกศีรษะขึ้นมองหน้าเธอ ดวงตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และความปรารถนาที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในกายของเขา จนร้อนรุ่มกลางกาย ไม่อาจทานทนไหว “อยากให้หยุดไหม?”เขาถามเสียงแหบพร่า ทว่าคำตอบของเธอ คือดึงใบหน้าหล่อเหลาของเขาลงมาจูบอย่างดุเดือด กางเกงในของทั้งสองคนถูกถอดออกในพริบตา คนตัวสูงก้มลงจูบที่หน้าอกอวบอิ่มของเธอ ดูดเม้มจุกยอดสีหวานที่แข็งคัด ชูชันขึ้นมาจนเธอร้องครางดังลั่น มือหนาอีกข้างของเขาลูบไล้เนินอกข้างที่ว่าง สลับกับปากที่ดูดเม้มไม่หยุด นับหนึ่งเกร็งตัว มือจิกผมหนาของเขาแน่น ก่อนเขาจะลากเลียความเปียกชื้นลงไปตามหน้าท้องแบนราบ "อื้อ~ อ๊าสส" นับหนึ่งครางเสียงแผ่วเมื่อริมฝีปากหนาของเขาแตะผิวเนื้อต้นขาด้านใน ร่างกายของเธอสั่นระริก ลมหายใจร้อนผ่าวขึ้นทุกขณะ สกายยกยิ้มมุมปาก มองขึ้นไปเห็นใบหน้าหวานที่บิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเสียวซ่าน เขาตวัดลิ้นร้อนออกมาแตะเบา ๆ ที่ร่องรักชุ่มชื้นของเธอ ซึ่งกำลังอ้าออกเล็กน้อย เหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างเข้ามาเติมเต็ม “อ๊าส กะ กาย”นับหนึ่งร้องครวญคราง มือเล็กจิกผ้าปูที่นอนแน่น ทว่าสกายไม่รอช้า ลิ้นร้อนของเขาดูดเลียร่องรักนั้นอย่างช่ำชอง เริ่มจากกล
สองวันต่อมา ไฟนีออนสลัวสาดส่องลงบนโต๊ะไม้ตัวยาวของร้านเหล้าชื่อดังแห่งหนึ่ง กลิ่นเหล้า กลิ่นบุหรี่ลอยคละคลุ้งในอากาศ เสียงดนตรีสดดังกระหึ่มจนพื้นสั่นสะเทือน กลุ่มรุ่นพี่ฝึกงานที่แผนกยกแก้วขึ้นชนกันครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงพูดคุยดังขึ้นไม่หยุด “กินเต็มที่เลยนะ พวกพี่เลี้ยงเอง”รุ่นพี่ผู้ชายที่ชอบแซวนับหนึ่งตะโกนเสียงดังลั่นแข่งกับเสียงเพลง นับหนึ่งหัวเราะ ยกแก้วเหล้าในมือขึ้นชนกลับ “ขอบคุณพวกพี่มากนะคะ”เธอพูดเสียงสดใส ใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มมาแล้วหลายแก้ว ตะวันที่นั่งข้างกันยกมือขึ้นปิดปากหาว“กูขอตัวก่อนนะ พรุ่งนี้ต้องไปหน้างานแต่เช้า”เขาหันไปกระซิบกับสกายและคีริน“มึงกลับพร้อมกูด้วยไหม” คีรินพยักหน้า“เออ กลับด้วย กูก็ง่วงแล้วเหมือนกันว่ะ ปล่อยให้สองคนนี้เมาให้พอ”ทั้งคู่ลุกขึ้น บอกลารุ่นพี่รอบโต๊ะ แล้วเดินกอดคอออกไปทันที ทิ้งให้สกายและนับหนึ่งนั่งดื่มต่อกับกลุ่มรุ่นพี่ สกายถือแก้วเหล้า สีหน้าเรียบเฉย แต่ทว่าดวงตาเริ่มแดงก่ำ เพราะดื่มไปหลายแก้ว แต่ดูเหมือนคนที่เมาหนักกว่าเขาคือนับหนึ่ง เธอเอาแต่ยกแก้วชนกับคนนั้น คนนี้ไปทั่ว บางครั้งก็ยืนขึ้นโยกตามจังหวะเพลงที่กำลังดัง ด้







