ANMELDEN
แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
ณ ภัตตาคารอาหารชื่อร้าน ‘เรือนไทย’ ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองแคลิฟอร์เนีย
“รษามีแขกวีไอพีเข้าไปอีกห้องแล้วนะฝากดูด้วย วันนี้คนเยอะชะมัด”
“ได้ เดี๋ยวฉันดูเอง”
“อืม ขอบใจนะ”
กล่าวจบหญิงสาวร่างบางคนนั้นจึงเดินกลับไปทำหน้าที่ต้อนรับแขกที่เห็นว่ากำลังเดินเข้ามาในร้านอีกกลุ่มใหญ่ สีหน้าเจ้าหล่อนนิ่วมุ่นเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากงาน หากพอเผชิญหน้ากับแขกก็ปรับสีหน้าให้มีรอยยิ้มได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เช้ายังไม่มีใครได้หย่อนก้นพักเลยสักคนเพราะแขกวันนี้มักจะเยอะกว่าวันปกติ
ร่างบางอ้อนแอ้นของหญิงสาวอีกนางที่รับคำบอกแต่งกายด้วยชุดพนักงานของร้าน เสื้อแขนยาวทรงกระบอกใส่กับกระโปรงยาวสีส้มเข้ารูป มีลวดลายไทยที่เป็นเอกลักษณ์ปักอยู่ที่ชายกระโปรงและชายแขนเสื้อ ตรงหน้าอกข้างซ้ายติดป้ายชื่อของพนักงานแต่ละคนด้วยอักษรภาษาอังกฤษชัดเจน หมุนตัวกลับเข้าไปในห้องรับรองพิเศษ ใบหน้าเรียวมนสวยหวานแบบสาวเอเชียระบายยิ้มพิมพ์ใจอยู่เนืองนิตย์ เสียงหวาน ๆ กล่าวต้อนรับแขกผู้มาใหม่อย่างคล่องแคล่ว ทั้งแนะนำเมนูอาหารขึ้นชื่อของร้านด้วยภาษาอังกฤษในสำเนียงไพเราะลื่นหู
รษา สวัสดิกุล... เดินทางมาจากบ้านเกิดที่ประเทศไทยเข้ามาทำงานในภัตตาคารอาหารแห่งนี้ได้ปีกว่าแล้ว จากคำชักชวนของ ‘สิรี’ เพื่อนสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย รษา...เป็นทั้งชื่อเล่นและชื่อจริงของหญิงสาว รูปร่างหน้าตาสวยหวาน อายุยี่สิบหกปี จัดได้ว่าเธอกำลังอยู่ในช่วงความสวยที่เปรียบกับดอกไม้ก็คงกำลังบานสะพรั่งเต็มที่ ด้วยเสน่ห์อันเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวทำให้แขกที่มารับประทานอาหารชื่นชอบเธอเป็นอย่างมาก หลายคนไม่อาจปฏิเสธว่าเธอเป็นตัวเรียกแขกของร้าน มีลูกค้าหลายคนที่ยอมสมัครเป็นลูกค้าวีไอพี เพื่อจะให้หญิงสาวมาบริการในห้องรับรองพิเศษ สาวสวยผู้มีผิวพรรณสีเหลืองนวลดูผุดผ่องเฉกเช่นผิวคนไทยแท้ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ยามที่เธอใส่ชุดพนักงานที่ค่อนข้างเข้ารูปเน้นสัดส่วนยิ่งทำให้น่ามอง รอยยิ้มพิมพ์ใจที่แจกจ่ายให้กับทุกคนโดยที่เจ้าตัวไม่คิดอะไรมากเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ชวนให้อยากเข้าหา ดวงตาสีนิลกลมโตยามจดจ้องมองใครน้อยคนนักที่จะไม่หลงในเสน่ห์ นี่กระมังที่เป็นเหตุทำให้ผู้มาเยือนหลายคนเจรจาอยากที่จะพาเธอออกไปดินเนอร์นอกเวลาด้วยมากมาย แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ต้องผิดหวังไปตาม ๆ กัน เพราะนโยบายของร้านคือบริการด้านอาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีบริการอย่างอื่นเป็นอ็อปชันเสริมแน่นอน เว้นแต่ว่าตัวของพนักงานเองจะยินยอม ซึ่งทางร้านก็ไม่เคยไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวแต่อย่างใด สำหรับตัวรษาเองก็ไม่ได้มีความประสงค์เช่นนั้นเหมือนกัน การเดินทางมาทำงานในอีกซีกโลกหนึ่งของเธอ เป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือต้องการแค่เงินเก็บสักก้อน ส่วนเป้าหมายอื่นเธอไม่เคยนึกถึงมัน หญิงสาวมีความตั้งใจว่าจะมาทำงานในต่างประเทศเพียงแค่สองปีเท่านั้น พอเก็บเงินได้ในจำนวนที่เธอคิดว่าเพียงพอแล้วก็จะกลับเมืองไทยบ้านเกิดของตัวเองทันที ไม่คิดจะอยู่นานกว่านี้เพราะที่บ้านมีคนสองคนกำลังรอคอยเธออยู่ทุกลมหายใจของพวกท่าน
จังหวัดนนทบุรี
บ้านหลังเล็กกึ่งปูนกึ่งไม้สองชั้นรูปทรงน่ารักเหมือนบ้านในสมัยก่อนดูแล้วมีความคลาสสิก อาณาบริเวณล้อมรอบไปด้วยสวนมะพร้าวและต้นไม้น้อยใหญ่ บ้างก็ปลูกไว้กินผล บ้างก็เป็นไม้ประดับ รายล้อมรอบบริเวณบ้าน หน้าบ้านมีคลองเล็ก ๆ ไหลผ่านเป็นทางสัญจรทางน้ำและแหล่งหากินสำหรับคนในละแวกนั้น ทำให้บ้านหลังเล็กหลังนี้ดูร่มรื่นน่าอยู่ ใครที่นั่งเรือสัญจรผ่านไปมาในคลองนั้นต่างมองและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“เจ้าของบ้านคิดจะขายบ้างไหมนะ ถ้าขายจะจ่ายไม่อั้น”
มีนายทุนหลายคนเสนอราคาอยากจะซื้อที่แถวบริเวณบ้านของเธอแต่ก็ถูกเจ้าของปฏิเสธกลับไปเสียทุกราย
“จะไปจริง ๆ หรือลูก”
คุณระริน หญิงวัยกลางสี่สิบมารดาของรษาเอ่ยถามหลังจากที่ลูกสาวมาบอกว่า ตัดสินใจจะไปทำงานในร้านอาหารไทยที่เมืองนอกตามคำชวนของเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน
“ค่ะแม่ หนูจะไปจริง ๆ ค่ะ”
ใบหน้างามเงยขึ้นมาตอบมารดาขณะที่กำลังเตรียมเอกสารสำหรับการเดินทางในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว ผู้เป็นแม่ได้แต่ยืนมองลูกสาวพลางถอนหายใจออกด้วยหลากหลายความรู้สึก ไม่มีคำพูดใดจะมาทักท้วงไม่ให้ไปได้อีกแล้ว เพราะคุณระรินรู้ว่าถึงอย่างไรก็ห้ามลูกสาวหัวรั้นของตัวเองไม่ได้ คนเป็นแม่รู้ดีว่าลูกสาวคนนี้ตั้งแต่เด็กจนโตถึงจะหัวรั้นไปบ้างแต่ก็ไม่เคยทำเรื่องให้แม่กับยายไม่สบายใจเลยสักครั้ง ลูกสาวของเธอเอาตัวรอดได้เสมอ และไม่ว่าลูกจะทำอะไรคนเป็นแม่ก็ไม่ห้ามหรอก ถ้าสิ่งที่ลูกทำเป็นสิ่งที่ดีไม่ทำให้ใครต้องมาเดือนร้อน แต่คราวนี้ลูกสาวคนเดียวต้องมาห่างอกไปอยู่ไกลตั้งสองปีแบบไม่ได้กลับมาเลยนึกแล้วก็อดใจหายไม่ได้... รษารับรู้ถึงความผิดปกติในอาการเงียบของมารดาก็รู้ว่าท่านเป็นห่วงมาก แต่ที่เธอไปเพราะต้องการหาเงินมาดูแลท่านทั้งสองเหมือนกันไม่ได้ไปเที่ยวเล่นสักหน่อย หญิงสาวลุกขึ้นเดินเข้าไปด้านหลังมารดาพร้อมสวมกอดและหอมแก้มท่านด้วยความรักและเป็นห่วงคนทางนี้เช่นกัน
“หนูรู้ว่าแม่เป็นห่วงหนู หนูก็เป็นห่วงแม่กับคุณยายมากเหมือนกัน แม่ก็รู้นี่ ที่หนูไปเพราะหนูอยากได้ตังค์เยอะ ๆ เอามาดูแลแม่กับคุณยาย แม่จะได้ไม่ต้องทำงานอีกไงคะ”
“แต่ที่บ้านเราก็ไม่ได้ลำบากอะไรขนาดที่ลูกต้องไปทำงานไกลบ้านขนาดนั้น”
“ตอนนี้อาจจะยังมีใช้อยู่ แต่ต่อไปมันก็คงร่อยหรอลงเรื่อย ๆ หนูอยากหามาเพิ่มไว้เยอะ ๆ นี่ค่ะ”
“แม่ห้ามลูกได้ที่ไหนกัน” คุณระรินเอียงหน้ามามองลูกสาวหัวรั้นอย่างอดที่จะคิดมากไม่ได้เพราะคราวนี้ต้องจากลูกสาวนานเหลือเกิน
“แม่อย่าทำให้หนูเป็นห่วงสิคะ เห็นแม่เศร้าแบบนี้ หนูจะทำงานอย่างมีความสุขได้ยังไงล่ะ สองปีเองไวจะตาย หนูจะโทร.มาหาบ่อย ๆ เอ๊ย! ไม่สิ จะไลน์หาบ่อย ๆ ดีกว่า จะได้เห็นหน้ากัน หนูจะได้รู้ว่าแม่กับคุณยายสบายดีไหมด้วยไง เห็นไหมคะแม่ เทคโนโลยีสมัยนี้มันไปไกลแค่ไหน อยู่ไกลคนละประเทศก็เหมือนอยู่ใกล้กันแค่นี้ นะคะแม่ อย่าเศร้าไปเลยนะ หนูรับปากเลย หนูจะกลับมาคนเดียวแน่ไม่มีใครพ่วงกลับมาด้วยหรอกค่ะ สัญญาเลย”
เสียงหวานฉอเลาะจำนรรจาหยอกเย้ามารดาให้คลายกังวล แม้ประโยคสุดท้ายที่เธอพูดยังติดสำเนียงเย้าแหย่...
“หืม พามาก็ดีสิแม่ก็อยากจะได้หลานเป็นลูกครึ่งเหมือนกัน คงจะน่ารักมาก หาพ่อมันหล่อ ๆ นะ”
“โธ่! แม่อะ”
คำตอบแกมล้อแกมจริงของมารดาพลอยให้หญิงสาวหน้ามุ่ยงอนไม่จริงจังนัก ‘เธอเป็นผู้หญิงไทยไม่ชอบคนต่างชาติหรอก’ แต่หากจะได้กลับมาจริง ๆ คุณระรินก็คงไม่โกรธ หรือตัดแม่ตัดลูกกันหรอก เพราะลูกสาวของเธอก็โตพอที่จะมีใครเป็นตัวเป็นตนได้แล้ว แต่นี่ก็ยังไม่มีสักคน เคยถามลูกสาวไปอยู่หลายครั้งว่าไม่มีหนุ่ม ๆ มาจีบบ้างเลยเหรอ มองจากหน้าตาลูกสาวก็จัดได้ว่าสวยทีเดียว แล้วก็ได้รับคำตอบมาว่า... “มีค่ะ แต่หนูยังไม่ชอบใครเลยนี่คะ มันยังไม่ตรงสเป็ก”
“แม่พูดจริงนะ ลูกโตจนเลยวัยสาวแรกแย้มมาแล้วยังไม่มีแฟนกับเขาเสียที แม่ก็กลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าหลานน่ะสิ”
“ก็หนูยังไม่ชอบใครนี่คะแม่ แม่หยุดพูดเรื่องนี้เลย”
“ไม่พูดหนูก็ไม่มีใครสักคน”
“ถ้าเจอแล้วมันใช่หนูก็พามาหาแม่เองแหละน่า หนูเป็นผู้หญิงก็อยากจะมีครอบครัว อยากแต่งงานเหมือนคนอื่น ๆ เขานั่นแหละ”
“นี่ไง ไปคราวนี้ก็พากลับมาด้วย เอาหน้าตาเหมือนกับพระเอกหนังฮอลลีวูดเลยนะลูก”
“แม่!”
คนถูกแม่แกล้งนิ่วหน้าค้อนหนัก มองใบหน้ามารดาที่หัวเราะตน
“เอา ๆ แม่ไม่พูดแล้วก็ได้ ไป ๆ ออกไปหาคุณยายกัน”
สองแม่ลูกหัวเราะกันยกใหญ่ก่อนจะเดินออกไปหน้าบ้านหาคุณยายที่นั่งสานตะกร้าอยู่ระเบียงหน้าบ้าน
“รษาวันนี้เหนื่อยมากเลยเนอะกว่าจะได้กินข้าว ฉันนะแทบจะเดินไม่ไหวแล้วเนี่ย แขกเยอะมากเข้ามาแบบไม่ให้พนักงานได้พักหายใจกันเลย”
สิรีเพื่อนร่วมงานคนไทยในภัตตาคารบ่นกับเธอชุดใหญ่ ขณะที่ทั้งสองนั่งทานข้าวระหว่างพักทำงาน... สิรีมาอยู่ที่นี่ได้เกือบห้าปีแล้วตั้งแต่เรียนจบพร้อมกับรษา เพราะสาวเจ้ามีญาติก็คือ คุณเจมส์ เป็นผู้จัดการร้านนี้จึงอยากมาทำงานที่เมืองนอก
“แขกก็เข้าร้านเยอะทุกวันนี่ แล้ววันนี้เป็นวันหยุดสิ้นเดือนด้วย ยังไม่ชินอีกเหรอ เธอทำงานมาก่อนฉันซะอีกนะ ฉันชอบที่แขกเข้าร้านเยอะ ๆ เราจะได้ทิปเยอะ ๆ ด้วยไง เธอไม่ชอบเหรอ”
เธอหันมาตอบด้วยใบหน้าอมยิ้มเหมือนไม่มีความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเช่นคนอื่น
“เธอนี่ก็อึดจริง ๆ เลยนะ ทำงานมาปีกว่าละ ฉันยังไม่เห็นเธอบ่นสักคำเลย”
สิรีพูดลอย ๆ เหมือนทุกครั้งที่เธอบ่นกับรษาพลางตักข้าวคำโตเข้าปาก เคี้ยวเร็ว ๆ บ่งบอกว่าเจ้าตัวนั้นเหนื่อยและหิวสุด ๆ สำหรับวันนี้
“ทำงานมันก็เหนื่อยเป็นธรรมดานั่นแหละ แต่พอกลับไปนอนพักตื่นขึ้นมามันก็หายเหนื่อยมีแรงลุกขึ้นมาทำงานอีก ฉันอยากจะเก็บตังค์ให้ได้มากที่สุดในสองปีนี้ก่อนที่ฉันจะกลับเมืองไทย กลับไปหาคนที่รอฉันอยู่”
“...”
สิรีไม่ถามหรอกว่าคนที่รอเธออยู่เมืองไทยนั่นเป็นใคร เพราะเธอได้บอกตั้งแต่ครั้งแรกที่เคยคุยกันแล้วว่า คนสองคนที่รอเธออยู่ก็คือแม่กับยายของเธอนั่นเอง
“ก็ฉันเห็นเธอทำงานหนักจะตาย รับงานแทนเพื่อนอีก ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะ ทำงานหนักขนาดนี้เดี๋ยวไม่สบายเข้าจะยุ่ง ที่นี่ยิ่งไม่ใช่บ้านเมืองเรา ไปรักษาตัวเขาจะดูแลเราดีเหมือนที่บ้านเรารึเปล่าก็ไม่รู้”
รษายิ้มรับกับคำพูดที่แสดงความเป็นห่วงของเพื่อน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สิรีพูดแสดงความเป็นห่วงเธอแบบนี้
“แต่ฉันว่า ถ้าเธอลองเปิดใจให้หนุ่ม ๆ ฝรั่งบ้าง ก็ดีนะ”
“ไม่เอาหรอก เดี๋ยวกลับไปแม่ฉันได้ช็อกตายพอดี บอกว่าจะมาทำงานแต่ได้ผัวกลับไปด้วย”
จบคำเสียงหัวเราะจากสองสาวก็ดังขึ้น ผลัดกันคุยหยอกล้อกันในเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามความสนิทสนมที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ก่อนได้ยินเสียงร้องโอดครวญราวกับมีใครเป็นอะไรร้องดังมาแต่ไกล ทำให้สองสาวที่คุยกันอย่างสนุกสนานต้องหันกลับไปมอง…
“โอ๊ย! เอาอีกแล้ว ๆ”
…จึงพบว่าเจ้าของน้ำเสียงนั้นก็คือคุณเจมส์ ผู้จัดการร้านอาหารถึงตัวจะเป็นชายแต่ใจก็เป็นหญิงเต็มร้อย เจ้าตัวเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดมาแต่ไกลพร้อมหย่อนตัวนั่งร่วมวงกับสองสาว ยกสองมือกุมขมับทั้งสองข้างในท่ากลัดกลุ้ม สีหน้าเคร่งเครียดอย่างกับคนที่กำลังเผชิญปัญหาในชีวิตอย่างหนัก
“นี่อา เป็นอะไรอีกเนี่ย”
“ก็นังนีน่าน่ะสิเล่นฉันจนได้ มันหนีฉันไปอยู่กับผัวฝรั่งของมันแล้วเนี่ยเพิ่งจะโทร.มาลาออกกับฉันเมื่อตะกี้นี้เอง แล้วฉันจะหาคนที่ไหนมาแทนได้ล่ะทีนี่แขกยิ่งเยอะขึ้นทุกวัน พนักงานก็ดันมาออกอีกจะบ้าตาย โอ๊ย เครียดจนหัวจะระเบิดแล้วเนี่ย ไอ้ที่มีอยู่ก็วิ่งบริการแขกกันแบบไม่ได้หยุดได้หย่อน”
“เอาน่าผู้จัดการ ลาออกไปแค่คนเดียวเอง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ยังเหลือพนักงานอีกตั้งหลายคนนะคะ”
“วันนี้ลาออกคนนึง เดี๋ยววันต่อไปมันก็จะมาลาออกกับฉันอีกน่ะสิ ดูแววแล้วไม่พลาดแน่ เดือนนี้พนักงานลาออกไปอยู่กับผัวฝรั่งสามคนแล้วนะ ฉันจะทำยังไงดีเนี่ย ฉันซื้อหวยทำไมไม่เคยถูก ตั้งแต่อีนังพวกนี้เข้ามาทำงานนะ ฉันมองตามันแวบเดียวก็รู้ว่ามันน่ะตั้งใจมาหาผัว แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาเร็วไปเร็วขนาดนี้”
คุณเจมส์พูดพลางชี้มือชี้ไม้ทำหน้าทำตาประกอบ ทำเอาสองสาวถึงกับอมยิ้มในท่าทางนั้นอย่างอดขำไม่ได้
“อย่างนี้พวกเราก็ต้องทำงานหนักกันขึ้นอีกน่ะสิคะอา”
“ก็ใช่น่ะสิยะ คราวนี้พวกเธอไม่ได้นั่งพักกันแน่”
“...”
คนทั้งสามหันหน้ามามองตากันปริบ ๆ อย่างรู้ชะตากรรมว่า นับจากพรุ่งนี้ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว...
ภัตตาคารแห่งนี้เปิดบริการตั้งแต่เวลาสิบเอ็ดโมงตรงถึงสองทุ่มตามเวลาท้องถิ่น มีพนักงานหญิงไทยมาสมัครงานอยู่เรื่อย ๆ สลับกับมีพนักงานลาออกกันเรื่อย ๆ เช่นกัน เพราะวัตถุประสงค์ของพวกเธอเหล่านั้นก็เหมือน ๆ กับนีน่าคนที่เพิ่งออกล่าสุด ถึงแม้นโยบายของร้านจะขายอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ใครจะรู้ได้เล่าว่าถ้าพนักงานกับแขกที่มาทานอาหารเกิดถูกใจซึ่งกันและกันแล้ว นอกเวลางานจะแอบไปสานสัมพันธ์กันต่อ ทางร้านก็ไม่มีสิทธิ์จะไปห้ามพวกเธอเหล่านั้นได้เหมือนกัน
“นี่ ต่อไปนะ ชะนีไทยตัวไหนมาสมัครงานที่นี่ ฉันจะสแกนยันบ้านเลยว่ามานี่ต้องการมาหาผัวรึเปล่า”
คุณเจมส์พูดแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ก่อนนิ่วหน้าหันมามองรษา
“รษา เธอก็เหมือนกันนะ อย่าเพิ่งทิ้งฉันไปล่ะ”
“หนูยังไม่ทิ้งผู้จัดการไปไหนหรอกค่ะ จนกว่าจะครบสองปีที่หนูตั้งใจไว้ ยังอยู่กับผู้จัดการอีกหลายเดือนเลยค่ะ”
“ขอบใจนะ เอ้า ๆ พวกเธอกินข้าวกันต่อเถอะ ฉันล่ะเอาเรื่องงานมาทำให้พวกเธอเครียดด้วยอีกละ แต่ถ้าไม่ระบายกับพวกเธอก็ไม่รู้จะระบายกับใครนี่นา”
เฮ้อ...เสียงถอนหายใจเฮือกยาวตามมาอีกหลายรอบ
ห่างไกลออกมาจากตัวเมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายของมหานครใหญ่ มีบ้านพักหลังใหญ่หลังหนึ่งติดกับนครริมชายหาดของแคลิฟอร์เนีย พื้นที่บริเวณตัวบ้านกว้างใหญ่สมฐานะของเจ้าของที่ร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี บริเวณโดยรอบประดับตกแต่งไปด้วยพืชไม้นา ๆ พันธุ์ในรูปแบบการตกแต่งสวนแบบชาวอังกฤษ เจ้าของบ้านเป็นชายหนุ่มรูปงามอาศัยอยู่เพียงคนเดียวชื่อ ราฟาเอล โจเซฟ มีเพียงลูกน้องสองคนสนิทเท่านั้นที่เขาอนุญาตให้เข้านอกออกในบ้านหลังนี้ได้ตามสะดวก ส่วนเรื่องการดูแลจะมีแม่บ้านคอยเวียนมาทำความสะอาดในตอนที่เขาอยากจะให้มาเท่านั้น ด้วยความที่เจ้าของบ้านเป็นคนรักความสันโดษไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับใครมากให้ชีวิตวุ่นวาย แต่กลับกันกับมีสาว ๆ หลายคนเกือบทั้งเมืองที่อยากจะทำความรู้จักและอยากเป็นคนใกล้ชิดเขาแทบจะทุกคน
“วันนี้นายจะไปทานอาหารนอกบ้านรึเปล่าครับ”
เสียงถามคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลังของผู้ที่นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โต๊ะทำงาน แต่ยังไม่ทันที่ผู้เป็นนายจะได้ตอบกลับ ลูกน้องคนสนิทก็ถามขึ้นต่อว่า
“หรือว่านายจะให้ผมสั่งอาหารจากโรงแรมมาให้นายดีครับ”
เดนนิส หนึ่งในลูกน้องคนสนิทของราฟาเอล เป็นเด็กกำพร้าที่บิดาของชายหนุ่มรับมาอุปการะจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งเพื่อหวังจะให้เป็นเพื่อนเล่นกับลูกชาย เป็นทั้งเพื่อนและลูกน้องในคราวเดียวกัน เดนนิสไม่รู้สึกน้อยใจเลยสักนิดที่ตัวเองต้องมาเป็นลูกน้องของราฟาเอล แต่กลับซาบซึ้งในบุญคุณของบิดาชายหนุ่มเป็นอย่างมากที่ช่วยอุปการะเขาให้มีชีวิตที่ดีจนถึงทุกวันนี้ และเขาเองก็พร้อมที่จะเป็นได้ทุกสถานะให้กับเจ้านาย
โดยปกติแล้วชายหนุ่มเจ้าของบ้านไม่ค่อยจะอยู่ติดบ้านสักเท่าไหร่ เขามักจะไปค้างที่ห้องพักในโรงแรมกับสาว ๆ สักคนที่เขาเลือกมานอนด้วย เสร็จธุระจากกันในตอนเช้า ชายหนุ่มก็จะทิ้งค่าตัวไว้ให้ที่หัวเตียงพร้อมกับโน้ตใบหนึ่ง จากนั้นเขาก็เข้าบริษัท ไม่บ่อยเท่าใดนักที่กลับมาอยู่ค้างคืนที่บ้าน ในเรื่องของอาหารการกิน หากวันที่เขาอยู่บ้านเดนนิสก็จะสั่งอาหารจากโรงแรมมาให้ หรือหากเจ้านายจะออกไปทานข้างนอกพร้อมของหวานเขาก็ไม่ขัด
คนถูกถามกระดิกปากกาในมืออยู่อึดใจก่อนได้ยินคำตอบ
“วันนี้ฉันอยากจะออกไปกินอาหารไทย นายไปกับฉันด้วยนะ เดนนิส”
“อะ อาหารไทยหรือครับ”
ลูกน้องคนสนิททวนคำอย่างติด ๆ ขัด ๆ ชักสีหน้าในเชิง...ไม่ค่อยปลื้มกับรสชาติอาหารที่เจ้านายชวน
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้น หรือนายไม่ชอบ”
ใช่ เดนนิสไม่ค่อยชอบอาหารไทยสักเท่าไหร่ ก็รสชาติที่เขาเคยไปทานมานั้นมันทั้งเผ็ดร้อน ไม่เหมือนกับขนมปัง ไส้กรอก หรือแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่ที่เขาเคยทานเลยนี่นา
“ก็ไม่ถึงกับไม่ชอบหรอกครับ แค่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับรสชาติของมัน”
“เอาน่า ตอนนั้นนายกินแค่พาพาย่าสลัดอย่างเดียว ฉันเตือนนายแล้วว่ามันเผ็ดมากนายก็ไม่ฟัง แถมยังยัดใส่ปากไปคำโตเชียว ไปคราวนี้ลองกินอย่างอื่นบ้าง นายอาจจะชอบขึ้นมาก็ได้ แล้วก็โทร.หาแม็กด้วยนะให้ไปกับเราด้วย เผื่อจะได้ช่วยแนะนำเมนูอย่างอื่นได้”
“ครับนาย”
“ดี” จบด้วยรอยยิ้มบนมุมปาก เมื่อมองเห็นสีหน้ากร่อยสนิทของเดนนิส
^
^
^
***โปรดติดตามตอนต่อไป คอมเม้นต์เป็นกำลังใจด้วยนะคะ
“คุณรษาครับ คุณรษา” หญิงสาวหันไปตามเสียงเรียก“คุณจอห์น”“ขึ้นรถสิครับ คุณจะไปไหน เดี๋ยวผมไปส่ง”จอห์นที่บังเอิญขับรถผ่านมาพอดีเสนอตัว“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกำลังจะกลับบ้าน” เธอปฏิเสธ“ขึ้นรถเถอะครับ เดี๋ยวผมไปส่งคุณที่บ้าน” เขายังตื้อ“อากาศหนาวแบบนี้อยู่ข้างนอกนาน ๆ ไม่ดีนะครับ ขึ้นรถดีกว่าผมไปส่งเองกว่ารถจะมาเดี๋ยวคุณหนาวตายพอดี” จอห์นพูดให้เธอกลัวนิด ๆ หญิงสาวคิด ใช่อากาศวันนี้อุณหภูมิต่ำลงจริง ๆ เธอเองก็หนาวไปหมดทั้งตัวแล้ว อย่าลืมสิรษาตอนนี้เธอไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วนะ“ก็ได้ค่ะ”สิ้นเสียงคำตอบรับของรษา จอห์นก็ลงจากรถมาเปิดประตูให้หญิงสาวขึ้นรถไปกับเขาทันที“ผมกำลังจะเข้าบริษัทพอดี ไปรอรับรียาเห็นวันนี้มีประชุมผู้บริหารอีกรอบ”จอห์นบอก ที่เขาไปบริษัทก็อาจจะเพราะเหตุผลนี้กระมังหญิงสาวคิด“ค่ะ” เธอไม่พูดอะไรมาก“ว่าแต่คุณรษามาที่โรงพยาบาลทำไมเหรอครับ”จอห์นเห็นว่าเธอเดินออกมาจากโรงพยาบาล“เอ่อ ฉันแค่ไม่สบายนิดหน่อยน่ะค่ะ อากาศเปลี่ยนแปลง บางวันร้อน บางวันหนาวมาก เลยปรับตัวไม่ทัน”หญิงสาวแก้ตัว จอห์นชวนหญิงสาวคุยไปตลอดทาง เธอเองก็ตอบคำถามเขาไปตามมารยาทเท่านั้นห้องเล็กในโรงแรม“จอ
เป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ รษาลืมตาขึ้น อากาศเย็นนิด ๆ มีผ้าห่มอุ่น ๆ ทำให้หญิงสาวนอนหลับสบาย แต่…เอ๊ะ ตอนที่เธอนอนไม่ได้มีผ้าห่มนี่ แล้วผ้าห่มมันมาจากไหนนะ หรือว่า...รษารีบลุกขึ้น เธอได้ยินเสียง จุ๊บจั๊บ เหมือนคนดูดนิ้วและซี้ดปากเป็นระยะ รษายืนตะลึงงงงันกับภาพที่เห็น เขานั่งกินมะม่วงและของดองอีกหลายอย่างเลย หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้“คุณราฟ” เธอเรียกชื่อเขาเบา ๆ แต่ก็พอที่จะทำให้อีกฝ่ายได้ยินและหันหน้ามา“เอ้า ตื่นซะทีนะ นึกว่าจะนอนยันเช้าวันพรุ่งนี้เลย”ปากคอยังเราะรายเหมือนเดิมกับเรื่องประชดประชันเนี่ย เขาหันไปมองเธอแวบเดียวก็หันไปสนใจกับของกินตรงหน้าต่อ“คุณซื้อของพวกนี้มากินเหรอคะ” เธอถามเขา“เปล่า ฉันให้แม็กซื้อมาให้” เขายังไม่หยุดกิน“กินมาก ๆ เดี๋ยวท้องเสียนะคะ ของเปรี้ยวทั้งนั้น” เธอบอกอย่างเป็นห่วงเขา“ไม่เห็นจะเปรี้ยวตรงไหนเลย เธอลองกินดูสิ นี่มะม่วงแม็กบอกว่ามันเปรี้ยวมากฉันกินแล้วไม่เห็นเปรี้ยวเลย ลองกินดู”เขาพูดพร้อมยื่นชิ้นมะม่วงให้กับเธอ หญิงสาวรับมาและกัดมันดูนิดเดียว“อื้อฮือ มันเปรี้ยวมากเลยค่ะ เปรี้ยวจนกินแบบเปล่า ๆ ไม่ได้”เธอพูดตาหลับปี๋เพราะความเปรี้ยวจากมะม่วง ชายหนุ่มส่าย
รษา ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย เวียนหัวเล็กน้อย เธอค่อย ๆ ลากตัวเองลงจากเตียงไปยังห้องน้ำ สองมือควานหาที่ยึดเกาะระหว่างทางที่เดินไป จับตู้บ้าง ลิ้นชักบ้างเพื่อพยุงตัวเธอให้ถึงห้องน้ำ“นี่เราเป็นอะไรไปนะ ทำไมมันรู้สึกเวียนหัวอย่างนี้เนี่ย” รำพันกับตัวเอง หรือว่าหมู่นี้เขารักเธอหนักเกินไปจนร่างกายเธอรับไม่ไหวแล้ว พอมาถึงอ่างล้างหน้า หญิงสาวเปิดน้ำล้างหน้าตัวเองหวังจะให้น้ำเย็น ๆ ช่วยลดอาการวิงเวียนที่เป็นอยู่ จากนั้นก็อาบน้ำชำระคราบเหนียวหนึบของคนตัวใหญ่เมื่อคืนที่ฝากเอาไว้เลอะเทอะไปหมด ทั้งที่ต้นขาและส่วนนั้นออก หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำเพิ่งสังเกตว่าเขาไม่อยู่อีกแล้ว สายตามองไปที่หัวเตียงมีกระดาษแผ่นเล็ก ๆ สีเหลืองติดอยู่พร้อมข้อความเขียนว่า...‘เข้าบริษัท เดี๋ยวกลับมา’...คนที่ไม่อยู่บอกเธอถึงสาเหตุการหายตัวไปของเขาในตอนเช้า หลังจากราฟาเอลตื่นเขาได้เห็นข้อความจากแม็กในโทรศัพท์ บอกว่าตอนแปดโมงมีประชุมกับลูกค้าคนสำคัญเป็นถึงตัวแทนจากภาคเอเชีย ซึ่งถ้าเจ้าของบริษัทไม่มาประชุมด้วยตัวเองอาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทไม่น้อย หญิงสาวเดินลงมาข้างล่างพบเจ้าร็อกกี้นอนอยู
บ้านซาตาน กิจวัตรประจำวันก่อนนอนของเขาและเธอเป็นดั่งเช่นทุกวัน คือกินข้าวเย็นเสร็จขึ้นห้องอาบน้ำเตรียมนอน โดยหญิงสาวอาบน้ำก่อนและนอนก่อนเขาแทบทุกคืน ซึ่งหมู่นี้รษาชอบนอนเร็วหัวถึงหมอนปุ๊บเธอก็หลับทันทีทั้งที่บางวันเธอได้แอบหลับกลางวันมาบ้าง แล้วทำไมตอนกลางคืนถึงยังง่วงนอนได้นะ ราฟาเอลเดินออกมาจากส่วนห้องแต่งตัว มีเพียงกางเกงบ็อกเซอร์เท่านั้นที่เขาใส่ ชายหนุ่มมองไปยังคนที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงด้วยอารมณ์เคือง ๆ นิดหน่อย“หึ คิดว่าหลับแล้วเธอจะรอดงั้นเหรอรษา คืนนี้ฉันต้องลงโทษเธอให้ได้ โทษฐานที่เธอกล้าขัดคำสั่งฉัน”เสียงคำรามของซาตานถึงคนที่นอนหลับอยู่ ไม่รอช้าเขากระโดดขึ้นไปบนเตียงราวกับเด็กหวังจะให้อีกฝ่ายตกใจตื่นแต่ก็หาเป็นผลไม่เธอยังคงหลับสนิทเช่นเดิมไม่สะทกสะท้าน แม่คนนี้ไปอดหลับอดนอนมาจากที่ไหนนะเขาทำขนาดนี้แล้วเธอยังไม่รู้สึกตัวอีก แต่ถึงจะนอนหลับสนิทแค่ไหนถ้าเขาต้องการเธอก็ต้องตื่น ว่าแล้วเขาก็ไม่รอช้า ดึงผ้าห่มที่ปกคลุมร่างกายเธอออกเผยให้เห็นทรวงอกที่เต่งตึงภายใต้ชุดนอนบางเบาเพียงตัวเดียวตั้งท้าทายเขา เห็นแค่เพียงนี้เขาก็แทบอดใจไม่ไหวแล้ว มือหนาลูบไล้ไปมาอย่างแผ่วเบาจ
ในครัว… สองสาวเข้ามาเตรียมทำอาหารไทยกันอยู่ในครัวสองคน ทิ้งให้ชายหนุ่มอยู่ข้างนอกด้วยกันตามลำพัง“รียาดีใจจังเลยค่ะ ที่คุณรษายอมสอนรียาทำอาหารไทย” เธอขอบคุณรษาอีกครั้ง“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณอยากทำดิฉันก็ยินดีสอน แต่คงไม่อร่อยเท่าแม่ครัวมืออาชีพหรอกนะคะ แค่พอกินได้เท่านั้น”“ใครบอกล่ะคะ คุณรษาทำอาหารอร่อยมาก รียาทานมาแล้ว”มารียายิ้ม“แล้ววันนี้ คุณรษาจะทำอะไรคะ” รียาถามถึงเมนูที่คุณครูจะสอนทำ“อืม อาหารขึ้นชื่อของคนไทย ต้มยำกุ้งดีไหมคะ”“ดีค่ะ รียาก็ชอบกิน” รษาพามารียาเตรียมวัตถุดิบที่มีอยู่ออกมาจัดสรรเป็นเมนูอาหารไทยประมาณสามสี่อย่าง สองสาวคุยกันอย่างถูกคอมีเสียงหัวเราะดังออกมาบ้างจากในครัวเป็นระยะ ส่วนชายหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่ด้านนอกนั้นไม่มีใครสนใจใครเลยมีเพียงใช้สายตาเท่านั้นที่หันไปมองกันบ้าง จอห์นชะเง้อมองเข้าไปในครัวหลายครั้งเพื่อหวังจะเห็นรษา การกระทำนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาคมดั่งเหยี่ยวของราฟาเอลไปได้ ถ้าจอห์นคิดจะทำอะไรกับรษาแล้วล่ะก็เขาไม่เอามันไว้แน่ ถึงจะเป็นสามีของญาติก็ตาม ถ้าบังอาจมายุ่งกับผู้หญิงของเขาแล้วล่ะก็รับรองไม่ได้ตายดีแน่ (เฉพาะคนนี้เท่านั้นนะ)“อ
บนคอนโดสูงแห่งหนึ่งในเมืองแคลิฟอร์เนีย“จอห์นคะ โซเฟียคิดถึงคุณจังเลยค่ะ คุณไม่โทร.หาโซเฟียตั้งหลายวันแล้ว โซเฟียโทร.หาคุณก็ไม่ค่อยจะรับ”โซเฟียโทร.หาจอร์นอีกครั้ง หวังว่าเขาจะรับสายเธอ หลังจากวันนั้นเธอก็ติดต่อเขาไม่ค่อยได้เลย เธออ้อนฝ่ายชายทันทีเมื่อเขารับโทรศัพท์เธอ“ผมก็คิดถึงคุณโซเฟีย ตอนนี้งานผมยุ่งมากเลย เลยไม่ได้รับโทรศัพท์คุณน่ะ”“โซเฟียคิดถึงคุณมากเลยค่ะ คุณมาหาโซเฟียหน่อยได้ไหม เราเจอกันที่เดิมก็ได้นะคะ จอห์นขา โซเฟียคิดถึงคุณจริง ๆ นะคะ”โซเฟียออดอ้อนพร้อม ๆ กับมีเสียงจากปลายสายฝ่ายชายแทรกขึ้น“จอห์น คุยกับใครอยู่เหรอคะ”มารียาเดินเข้ามาหาสามี เมื่อเห็นว่าเขากำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนอยู่ ซึ่งเธอเดาว่าคงไม่ใช่ลูกค้าแน่นอน“เอ่อ โซเฟียแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมติดต่อกลับไป”เมื่อได้ยินเสียงของภรรยาตัวจริงจอห์นก็รีบตัดบทจากปลายสายทันที“จอห์น เดี๋ยวสิคะ จอห์น จอห์น โธ่เว้ย!!!” โซเฟียเรียกเขาซ้ำหลายครั้ง แต่ก็ไร้ผลเมื่อปลายสายได้กดตัดสายไปเรียบร้อยแล้ว โทรศัพท์เครื่องแพงจึงถูกปาลงที่เตียงนุ่ม เธอสบถออกมาอย่างเสียอารมณ์ เมื่อถูกอีกฝ่ายปฏิเสธการพบเจอ“คุณคุยกับใครอยู่เ





![กรงรักเถื่อนสวาท NC25+ [พระเอกมาเฟีย โหด คลั่งรัก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

