로그인เสิ่นซื่อหลุบตาลงเรื่องที่ฮ่องเต้ทรงคิดกระทำไม่เคยเรียบง่าย จนถึงยามนี้เสิ่นซื่อก็ยังไม่เคยได้ยินพระองค์ตรัสถึงเรื่องที่จี้หานอีเล่าให้ฟัง พระดำรัสเหล่านั้นเป็นการหยั่งเชิงจริง ทว่าการหยั่งเชิงย่อมหมายความว่าฮ่องเต้ทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องหยั่งเชิงจี้หานอีแต่จี้หานอีเป็นเพียงสตรีในห้องหอผู้หนึ่ง นางจะทำสิ่งใดได้ส่วนเขาก็ไม่ถึงขั้นจะถูกสตรีผู้หนึ่งชักจูงได้เสียหน่อยแต่หากทรงสงสัยว่านางจะอาศัยเรื่องบิดามายุแยงสกุลเสิ่น เมื่อพิจารณาจากความขี้ระแวงของฮ่องเต้ ก็พอจะมีเหตุผลอยู่บ้างแต่ตราบใดที่สกุลเสิ่นไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องขององค์รัชทายาท ก็ย่อมไม่มีทางคิดเป็นอื่นต่อฮ่องเต้ และฮ่องเต้เองก็ทรงทราบเรื่องนี้ดีที่สุดเขาตบแผ่นหลังของจี้หานอีเบา ๆ “ไม่ต้องกังวล ฮ่องเต้เพียงสนทนาเรื่องทั่วไปกับเจ้าเท่านั้น รอเจ้าวาดภาพนี้เสร็จ ข้าจะเป็นผู้นำไปถวายพระองค์เอง”จี้หานอีใช้สองแขนโอบเอวเสิ่นซื่อพลางซุกไซ้ เมื่อได้ฟังคำพูดของเขาก็รู้สึกวางใจ จึงพยักหน้าเล็กน้อยเรือนร่างในอ้อมกอดอบอุ่นนุ่มนิ่ม ยามนางซุกไซ้เข้ามาก็คล้ายกระต่ายน้อย ร่างของเสิ่นซื่อแข็งเกร็งขึ้น เขาประคองใบหน้าจี้หานอ
ความจริงเมื่อครู่หลังได้เห็นท่าทีของเสิ่นฉางชิน จี้หานอีก็ยิ่งรู้สึกว่าเสิ่นซื่อนั้นดีต่อนางโดยแท้เสิ่นฉางชินเป็นบุตรชายจากตระกูลขุนนาง บนร่างแฝงความเคร่งขรึมของบุตรชายคนโตผู้แบกรับภาระของตระกูลไว้บนบ่าเนื้อแท้ของเขาคงไม่เลว เพียงแต่เคร่งครัดจนเกินไป ไม่รู้จักผ่อนปรน บนร่างแฝงความเย่อหยิ่ง คิดว่าตนเป็นดั่งผู้กุมชะตาของเรือนหลัง ทั้งยังมีความทะนงตนของผู้สูงส่งเช่นลูกรักสวรรค์ เขาดูแคลนเรื่องจุกจิกในเรือนหลัง เห็นว่าเรื่องเหล่านั้นจัดการได้ง่ายดาย และสมควรปล่อยให้สตรีเป็นผู้จัดการเท่านั้นการใช้ชีวิตร่วมกับสามีเช่นนี้ย่อมเหน็ดเหนื่อยอย่างแท้จริงเพราะเขาไม่มีวันเห็นใจถึงความยากลำบากของสตรีในเรือนหลัง จึงยิ่งไม่มีทางเข้าใจเสิ่นซื่อเองก็หยิ่งทะนง มักวางท่าต่อหน้านาง ทั้งยังสูงส่งและเย็นชาเสมอ แต่จี้หานอีก็ต้องยอมรับว่าเสิ่นซื่อยังคงรู้จักเห็นใจนาง แม้แต่ยามที่นางออดอ้อนด้วยความเกียจคร้านไม่อยากทำงาน ต่อให้เสิ่นซื่อมองออกก็ยังคงยอมตามใจอยู่ดีความจริงยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นปฏิบัติต่อนางไม่เลวนัก นับว่าไม่เคยเคี่ยวกรำอันใด ทุกครั้งที่เสิ่นซื่อหยุดพัก เขาก็จะไม่ยอมให้นางไปคารวะฮูหยิ
ซ้ำยังด่าว่านางเป็นตัวอัปมงคลอีกคำหนึ่งนางชุยอยากเล่าเรื่องนี้ให้จี้หานอีฟัง แต่ก็เกรงว่าหากแม่สามีรู้เข้าเรื่องจะบานปลาย ถึงอย่างไรแม่สามีก็ไม่ชอบจี้หานอี หากรู้ว่านางนำความทุกข์มาระบายกับจี้หานอี แม่สามีคงไม่ปล่อยนางไว้แน่นางส่ายหน้า ครั้นเห็นแววตาแฝงความห่วงใยของจี้หานอี ก็อดก้มหน้าซบไหล่อีกฝ่ายร่ำไห้ไม่ได้เดิมทีภายในใจจี้หานอียังคงแบกรับเรื่องหนักอึ้ง แต่เมื่อเห็นนางชุยซบอยู่ในอ้อมกอดตนพลางร่ำไห้ นางก็พักเรื่องเหล่านั้นไว้ก่อน ได้แต่รีบตบแผ่นหลังของนางชุยเบา ๆ เป็นการปลอบโยนด้วยอาศัยอยู่ในจวนเดียวกัน ช่วงหลายวันนี้นางไป๋ปฏิบัติต่อนางชุยเช่นไร จี้หานอีย่อมเห็นอยู่บ้าง แต่หากนางยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของบ้านใหญ่ ทั้งที่นางไป๋ไม่ลงรอยกับตนอยู่แล้ว เกรงว่านางชุยจะยิ่งใช้ชีวิตลำบากกว่าเดิม นางจึงทำได้เพียงพูดปลอบใจเท่านั้นทว่ายังไม่ทันเอ่ยปาก นางชุยในอ้อมกอดก็ผละออกไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเสียงอันแหบพร่าด้วยความหวาดกลัวของนางก็ดังขึ้น “ท่านแม่”เมื่อจี้หานอีเงยหน้าขึ้น ก็เห็นนางไป๋เดินมาจากทางด้านข้างด้วยแววตาเย็นชา อีกฝ่ายมองจี้หานอี ก่อนคลี่ยิ้ม “บัดนี้น้องสะใภ้คิดก้าวก่า
จี้หานอีเข้าใจแล้วว่าฮ่องเต้ยังคงหยั่งเชิงนางอยู่แต่นางไม่ทราบเลยว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงยึดติดกับการหยั่งเชิงนางถึงเพียงนี้นางพยายามตั้งสติ ควบคุมสีหน้าหลุบสายตาอย่างว่าง่าย ทำให้ตนดูนอบน้อมเป็นธรรมชาติ ก่อนตอบเสียงแผ่วเบา “หม่อมฉันจะพยายามวาดให้เป็นที่พอพระทัยของฝ่าบาทเพคะ”ฮ่องเต้ทรงหลุบพระเนตรพิจารณาสีหน้าของจี้หานอี ก่อนพยักพระพักตร์โดยไม่ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์ทรงปัดฉลองพระองค์อย่างไม่รีบร้อน ก่อนเสด็จผ่านหน้าจี้หานอีไปในที่สุดกระทั่งร่างในฉลองพระองค์สีเหลืองทองเสด็จห่างออกไปไกลแล้ว จี้หานอีจึงหลุดพ้นจากความรู้สึกกดดันอันหนักหน่วงนั้นนางยื่นมือไปจับมือหรงชุนผู้อยู่ข้างกาย ฝ่ามือเย็นเฉียบกระทั่งภายในดงเหมยเหลือเพียงเสียงลมแผ่วเบา จี้หานอีจึงค่อย ๆ เงยหน้ามองต้นเหมยซิ่งตรงหน้านางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ขณะกำลังจะเดินออกไป สายตาก็พลันเหลือบเห็นองค์รัชทายาทในฉลองพระองค์สีดำเข้มอยู่ไม่ไกลองค์รัชทายาทกำลังเสด็จมาทางนี้โดยไม่มีผู้ใดติดตามแม้แต่คนเดียวจี้หานอีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยว่าเหตุใดองค์รัชทายาทจึงเสด็จมาที่นี่ตามลำพัง ครั้นพระองค์เสด็จมาถึง จี้หานอียังไม่ทันกล่าวคำใด อ
จี้หานอีฟังแล้วหัวใจพลันสั่นสะท้าน รีบคุกเข่าลงทันที “ฝ่าบาททรงเป็นผู้สูงศักดิ์ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี ไม่มีผู้ใดกล้าไม่จงรักภักดี และไม่เคารพฝ่าบาทหรอกเพคะ”ฮ่องเต้ทรงก้มหน้าจ้องมองใบหน้าที่ซีดเผือดราวกำลังถูกข่มขวัญของจี้หานอี เรือนคิ้วและดวงตาของนางหลุบต่ำ มวยผมเกล้าไว้อย่างงดงาม สายลมหนาวโชยมาสัมผัสเสื้อคลุมสีเหลืองอ่อน ขนจิ้งจอกขาวที่โอบล้อมใบหน้ายิ่งขับเน้นให้ดวงหน้านางดูเล็กจ้อยกว่าเดิมพระองค์ทรงเลิกคิ้ว โน้มกายลงเล็กน้อย ก่อนยื่นพระหัตถ์มาทำท่าประคองนางโดยไม่สัมผัส “เหตุใดฮูหยินเสิ่นจึงตกใจกลัวถึงเพียงนี้? ข้าเพียงสนทนาเรื่องทั่วไปกับเจ้าเท่านั้น”“ลุกขึ้นเถิด”จี้หานอีมองพระหัตถ์ที่ยื่นมาตรงหน้า กลิ่นกำยานหลงเสียนแฝงความเย็นเยียบดุดัน บรรยากาศของเหมันต์เดือนสิบสองยิ่งมอบความรู้สึกน่าเกรงขามเป็นพิเศษนางลุกขึ้นยืน และในชั่วขณะที่เงยหน้า สายตาก็สบเข้ากับพระเนตรของฮ่องเต้เป็นพระเนตรที่ทั้งเย็นชาและไร้เยื่อใยคู่หนึ่งเย็นเยียบยิ่งกว่าดวงตาของเสิ่นซื่อเสียอีกจี้หานอีไม่เคยมองพระพักตร์โดยตรง นี่เป็นครั้งแรกที่นางมองเห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้อย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้นางเคยมีโอกาส
สองวันนี้จี้หานอีกำลังวาดภาพดอกเหมยถวายฮ่องเต้นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะยาวภายในห้องหนังสือ แจกันบนโต๊ะปักกิ่งเหมยที่หักมาจากสวนหลวง กลิ่นหอมละมุนของดอกเหมยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องจี้หานอียกพู่กันขึ้นหลายครั้ง แต่กลับไม่อาจค้นหาความรู้สึกที่ต้องการภายในใจ นางอยากรีบวาดให้เสร็จอย่างรวบรัด แต่ก็เกรงว่าฮ่องเต้จะทรงจับผิดในส่วนที่ไม่พอพระทัยแต่หากต้องตั้งใจลงพู่กันอย่างจริงจัง นางก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่คู่ควรจี้หานอีไม่ได้มีความรู้สึกขัดแย้งเช่นนี้มานานแล้วนางนั่งเหม่อลอยอยู่ครึ่งค่อนเช้า ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปไม่น้อย ในที่สุดจึงยอมลงพู่กันไม่ว่าอย่างไรก็ต้องวาดให้ดี มิเช่นนั้นคงเกิดเรื่องยุ่งยากตามมาอีกนางใช้เวลาวาดภาพตลอดวัน ทั้งพิจารณาและตรวจดูโดยละเอียด หลังได้รับคำชี้แนะจากท่านอาจารย์เว่ย ฝีมือการวาดภาพของนางก็พัฒนาขึ้นอีกระดับ ไม่ว่าอย่างไรจี้หานอีก็รู้สึกพึงพอใจกับภาพนี้ วันรุ่งขึ้นจึงให้เสิ่นซื่อนำไปถวายในวัง และถือว่าตนเองทำหน้าที่เสร็จสิ้นแล้วแต่ผ่านไปเพียงวันเดียว นางก็ถูกเรียกตัวเข้าวังอีกครั้ง คราวนี้นางได้พบฮ่องเต้ แต่หาใช่ภายในห้องทรงพระอักษร ทว่าเป็นที่สวนเหมยเมื่อจี







