เข้าสู่ระบบกลิ่นหอมของกำยาน ‘มังกรสงบ’ อบอวลอยู่ในตำหนักทรงอักษร แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ผู้ที่ประทับอยู่รู้สึกสงบตามชื่อแม้แต่น้อย จ้าวลวี่ ทอดพระเนตรฎีกาที่กองสูงท่วมหัวด้วยสายพระเนตรที่เหนื่อยหน่าย ขุนนางในราชสำนักส่วนใหญ่ดีแต่ประจบประแจง ส่วนพวกที่มีฝีมือกลับซ่อนเล็บเก็บงำผลประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่อง 'อุทกภัยประจำปี' ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งทุกคนต่างโยนความรับผิดชอบกันไปมาราวกับลูกชิ้นร้อนๆ
“ฝ่าบาท... นางกำนัลจากโรงซักล้างมาถึงแล้วพะยะค่ะ” กงกงฟาน ขันทีคนสนิทเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
จ้าวลวี่ละสายตาจากฎีกา “ให้นางเข้ามา”
ประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรเปิดออกช้าๆ เสิ่นเวย ก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยชุดนางกำนัลอาลักษณ์สีน้ำเงินเข้มที่แม้จะเรียบง่ายแต่กลับส่งเสริมให้บุคลิกที่นิ่งสงบของนางดูโดดเด่นขึ้น นางไม่ได้สวมเครื่องประดับใดๆ ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ท่าทางการเดินของนางมั่นคง ไม่มีความประหม่าแม้ต้องเผชิญหน้ากับโอรสสวรรค์ในที่รโหฐาน
“หม่อมฉันเสิ่นเวย ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” นางคุกเข่าลงด้วยท่วงท่าที่สมบูรณ์แบบจนกงกงฟานยังต้องลอบชื่นชม
“ลุกขึ้นเถิด เสิ่นอาลักษณ์” จ้าวลวี่เน้นเสียงตรงคำเรียกตำแหน่งใหม่ของนาง “ที่นี่ไม่มีใครอื่น นอกจากข้าและคนสนิท เจ้าไม่ต้องอ้อมค้อม ผังเมืองเก้ามังกรที่พ่อเจ้าเขียนไว้ รหัสลับนั้นอยู่ที่ไหน?”
เสิ่นเวยลุกขึ้นยืน นัยน์ตาของนางสงบราบเรียบดุจน้ำในบ่อลึก “รหัสลับไม่ได้ถูกจดบันทึกไว้ในกระดาษแผ่นใดเพคะ แต่มันถูกสลักไว้ใน 'ความทรงจำ' และ 'บทเพลงกล่อมเด็ก' ที่บิดาเคยร้องให้ฟัง หากจะไขรหัส ต้องใช้ภาพวาดดั้งเดิมที่ถูกเก็บไว้ในหอสมุดหลวงประกอบกับความเข้าใจเรื่องทิศทางลมและกระแสน้ำในฤดูมรสุม”
จ้าวลวี่หรี่ตาลง “เจ้ากำลังจะบอกว่า ข้าต้องพึ่งพาเจ้าเพียงคนเดียวงั้นหรือ?”
“หามิได้เพคะ ฝ่าบาททรงพึ่งพา ‘ความจริง’ ต่างหาก” เสิ่นเวยตอบด้วยเสียงเรียบ “แต่ความจริงมักจะถูกบิดเบือนโดยผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ขุนนางกรมโยธาที่บอกว่าแก้รหัสไม่ได้ แท้จริงแล้วพวกเขาอาจจะ 'ไม่อยาก' แก้ให้ได้ เพราะงบประมาณการซ่อมแซมเขื่อนในทุกๆ ปี คือบ่อเงินบ่อทองของพวกเขามิใช่หรือเพคะ?”
คำพูดของนางเหมือนลูกธนูที่ยิงเข้ากลางเป้า จ้าวลวี่แค่นยิ้มเย็น “เจ้าช่างกล้าพูด... หากขุนนางพวกนั้นได้ยินคำของเจ้า หัวของเจ้าคงไม่อาจตั้งอยู่บนบ่าได้นานนัก”
“หม่อมฉันตายไปแล้วครั้งหนึ่งในวันที่ครอบครัวถูกเนรเทศเพคะ คนที่เคยตายมาแล้ว ย่อมไม่มีสิ่งใดต้องกลัว” นางสบพระเนตรโดยตรง “แต่สิ่งที่ฝ่าบาทควรทรงระวัง คือขุนนางกลุ่ม 'ตระกูลเว่ย' ที่คุมกรมโยธามาสามชั่วอายุคน พวกเขาคือกาฝากที่เกาะกินฐานรากของบัลลังก์ท่าน หากปีนี้น้ำไม่ท่วม พวกเขาจะเสียรายได้มหาศาล และที่สำคัญ... พวกเขาจะเสียอำนาจในการควบคุมเสบียงกรุง”
จ้าวลวี่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ความเฉลียวฉลาดของสตรีผู้นี้ล้ำลึกกว่าที่เขาคาดไว้ นางไม่เพียงแต่รู้เรื่องผังเมือง แต่ยังเข้าใจโครงสร้างอำนาจที่เน่าเฟะภายในราชสำนักอย่างทะลุปรุโปร่ง
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร? ในเมื่อข้ายังไม่อาจถอนรากถอนโคนตระกูลเว่ยได้ในตอนนี้”
เสิ่นเวยก้าวไปที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่วางแผนที่เมืองหลวงไว้ นางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึกแล้วขีดเส้นวงกลมเล็กๆ ตรงจุดที่เป็นรอยต่อระหว่างกำแพงวังกับย่านการค้า “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสเพคะ ฝ่าบาทมิต้องสั่งซ่อมเขื่อนทั้งหมด แต่ให้สั่งเปิดประตูน้ำระบายเข้าสู่ ‘คลองไส้ไก่’ ที่บิดาหม่อมฉันแอบสร้างไว้ในแผนผังลับ คลองนี้จะนำน้ำไปกักเก็บในพื้นที่ลุ่มรกร้างทางทิศใต้ ซึ่งเป็นที่ดินที่ตระกูลเว่ยแอบกว้านซื้อไว้เพื่อทำไร่เกลือ น้ำที่ท่วมที่ดินของพวกเขาจะทำให้พวกเขาขาดทุนย่อยยับ และเมื่อนั้น... พวกเขาจะเป็นฝ่ายคลานมาอ้อนวอนขอให้ฝ่าบาททรงซ่อมเขื่อนเอง”
จ้าวลวี่จ้องมองจุดที่นางชี้ แผนการนี้ช่างร้ายกาจและแยบคาย มันไม่ใช่การประจันหน้า แต่เป็นการใช้ ‘ธรรมชาติ’ เป็นอาวุธทำลายศัตรูทางการเมือง
“เจ้ามันนางแม่มด... เสิ่นเวย” จ้าวลวี่ตรัส แม้ถ้อยคำจะดูรุนแรงแต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับบ่งบอกถึงความพึงใจ “หากแผนนี้สำเร็จ ข้าจะให้เจ้าได้สิ่งที่ต้องการ แต่ระหว่างนี้ เจ้าต้องไปพำนักที่ ‘ตำหนักหยาดพิรุณ’ ในฐานะนางสนมฝึกหัด เพื่อไม่ให้ใครสงสัยว่าทำไมนางกำนัลซักล้างถึงเดินเข้าออกตำหนักทรงอักษรได้บ่อยครั้ง”
เสิ่นเวยชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน “ฐานะนางสนมงั้นหรือเพคะ? นั่นจะยิ่งทำให้หม่อมฉันเป็นเป้าสายตาของพระสนมคนอื่นๆ”
“นั่นคือบททดสอบของเจ้า” จ้าวลวี่ก้าวเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดหน้าผากนาง “บนกระดานนี้ เจ้าไม่ใช่แค่คนดู แต่เจ้าคือหมากที่ข้าจะใช้เดิน หากเจ้าเอาตัวรอดในวังหลังไม่ได้ เจ้าก็ไม่มีค่าพอที่จะช่วยข้าล้มตระกูลเว่ย”
เสิ่นเวยย่อตัวลงรับคำสั่งอย่างช้าๆ “หม่อมฉันน้อมรับพระบัญชาเพคะ... แต่ฝ่าบาท โปรดระวังไว้ว่า หมากที่ถูกวางไว้ในตำแหน่งที่เด่นชัดที่สุด บางครั้งก็คือหมากที่จะรุกฆาตขุนได้รวดเร็วที่สุดเช่นกัน”
นางเดินจากไป ทิ้งให้จ้าวลวี่ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบ เขาเริ่มตระหนักแล้วว่า การดึงนางกลับมาครั้งนี้ อาจเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล สตรีที่ดูนิ่งสงบราวผิวน้ำผู้นี้ แท้จริงแล้วซ่อนพายุที่พร้อมจะพัดถล่มทุกสิ่งไว้ภายใน
สายลมวสันตฤดูโชยเอื่อยพัดผ่านมวลหมู่บุปผชาติในอุทยานหลวง ส่งกลิ่นหอมหวานละมุนละไมขจรขจายไปทั่วนอกชานพระราชวัง แสงอรุณแรกของวันใหม่ทาทาบผืนฟ้าเป็นสีทองคำนวลสว่างไสว สะท้อนภาพอาณาจักรแคว้นจ้าวที่บัดนี้ก้าวเข้าสู่ยุคทองอันรุ่งเรืองสูงสุดอย่างแท้จริง สถานการณ์ทั่วทั่วยุทธจักรสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลทหาร หรือเงาจารชนใดๆ ราษฎรทั่วมหานครต่างมีกินมีใช้ เด็กๆ มีตำราอ่านในสถานศึกษาหลวง ความมั่งคั่งผาสุกหลั่งไหลไปสู่เขตปกครองพิเศษชายแดนดั่งสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นภาพชีวิตประจำวันอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้ประทับเคียงคู่กัน ทอดมองผลผลิตแห่งสติปัญญาและอานุภาพแห่งรักแท้ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวหลวง เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์ฟ้าด้วยด้ายไหมเงินยวง ดูงดงามนุ่มนวลและทรงคัมภีรภาพสมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เรือนผมยาวสลวยปล่อยสยายเต็มแผ่นหลังระหง มีเพียงปิ่นหยกขาวชิ้นเดี่ยวที่ประดับอยู่ นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยความสงบผาสุกขั้นสูงสุด มือบางกำลังประคองถ้วยชาบ
เมื่อร่มเงาแห่งสันติภาพอันสมบูรณ์แบบแผ่ขยายเข้าครอบคลุมทั่วทุกตารางนิ้วของแคว้นจ้าว นครหลวงอันยิ่งใหญ่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงได้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง เงาค่ายกลสงคราม หรือภัยจารชนข้ามพรมแดนให้ต้องทรงกังวลพระทัย ทั่วทั่วมหานครต่างอบอวลไปด้วยเสียงเพลงรื่นเริงและรอยยิ้มอิ่มเอมของประชาราษฎร์ และนับเป็นเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาจัด ‘พระราชพิธีสถาปนาเขตปกครองพิเศษและการขยายความมั่งคั่ง’ เพื่อกระจายโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษาหลวงออกสู่มณฑลชายแดนอย่างยั่งยืนชั่วนิรันดร์ภายในท้องพระโรงกลางอันโอ่อ่าตระการตา แสงสุริยันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างสลักลายมังกรคาบแก้ว ทอดประกายสีทองอร่ามลงบนแผ่นศิลาจารึกธรรมนูญฉบับใหม่ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักเต็มยศสีน้ำเงินเข้มขลิบทองคำบริสุทธิ์ดูสง่างามเฉลียวฉลาดปานเทพธิดาแห่งปัญญา เรือนผมยาวสลวยเกล้าขึ้นประดับด้วยรัดเกล้าหงส์สยายปีกประดับมุกราตรี นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายสุขุม นุ่มลึก และเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์อัน
ภายใต้หลังคาทรงโดมสูงตระหง่านของหออาลักษณ์หลวง กลิ่นอายหอมนวลของน้ำหมึกจีนและแผ่นกระดาษเซี่ยวกระดาษโบราณเนื้อดีอบอวลไปทั่วบริเวณ แสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายสะท้อนผ่านหน้าต่างบานแก้วเข้ามาตกกระทบแท่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ บัดนี้ แผ่นดินแคว้นจ้าวสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง เงาของค่ายกลสงคราม หรือภัยจารชนต่างแดน ราษฎรทั่วมหานครต่างใช้ชีวิตด้วยความเบิกบานใจสูงสุด และนี่คือช่วงเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาจารึก ‘บันทึกประวัติศาสตร์และการเฉลิมฉลองของอาณาจักร’ เพื่อประกาศความรุ่งเรืองสู่อนุชนรุ่นหลังสืบทอดนับพันปีใจกลางหออาลักษณ์ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีทองคำนวลขลิบแดงทับทิมงดงามตระการตา สมฐานะคู่บัลลังก์ผู้พลิกชะตาแผ่นดิน เรือนผมยาวสลวยรวบขึ้นเป็นมวยทรงสูง ประดับด้วยรัดเกล้าพญาหงส์สยายปีกดูสง่างามจับตา นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ฉายประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์คัมภีรภาพ มือบางจับพู่กันจีนด้ามหยก ค่อยๆ บรรจงขัดเกลาและตรวจสอบตัวอักษรทุกลำดับชั้นในสมุดบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยร่วมกับหัวหน้าอาลักษณ์หลวงด้วยความใส่ใจส
แสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นและสว่างไสวสาดส่องทั่วนครหลวงแคว้นจ้าว นำพาเอาความหวังและพลังบวกแผ่ซ่านไปสู่จิตใจของประชาราษฎร์ในทุกลำดับชั้น บัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลสงคราม หรือภัยจากจารชนต่างแดนให้ต้องทรงตรากตรำพระทัยอีกต่อไป ทุกมณฑลล้วนเจริญรุ่งเรืองด้วยระบบเศรษฐกิจและการขนส่งที่ปลอดภัย และในวันนี้ นับเป็นวันประวัติศาสตร์อันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้ร่วมกันทำพิธีเปิด ‘สถานศึกษาหลวง’ แห่งแรกเพื่อวางรากฐานทางปัญญาให้แก่บุตรหลานของชาวบ้านและพ่อค้าสามัญชน ท่ามกลางการต้อนรับอันอบอุ่นล้นพ้นจากราษฎรทั่วมหานครณ ใจกลางย่านชุมชนเมืองหลวง อาคารไม้หลังใหญ่สองชั้นที่เพิ่งสร้างเสร็จหอมกลิ่นน้ำมันสนและไม้เนื้อดีตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม ป้ายชื่อสถานศึกษาหลวงแกะสลักด้วยอักษรสีทองคำสะท้อนแสงแดดดูเด่นล้ำ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีม่วงอ่อนราวกลีบดอกไม้ป่าดูนุ่มนวลและสง่างามสมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เส้นผมยาวสลวยรวบครึ่งศีรษะปักปิ่นหงส์เหินคู่หยกนวล นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ฉายประกายฉลาดเฉลียวและเปี่ยมด้วยความเมตตาปรานี ยามทอดมองเด็กๆ ตัวน้อย
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างสูงตระหง่านของหอตำราหลวง ทอดเงาสีทองอบอุ่นลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตัวยาวที่บัดนี้เต็มไปด้วยม้วนฎีกา แผนที่ภูมิศาสตร์ และตำราวิชาการหลากแขนง บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบ ทว่าอบอวลไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ แผ่นดินแคว้นจ้าวบัดนี้สงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลทหาร หรือเงาจารชนใดๆ ข่าวคราวการเก็บเกี่ยวพืชผลอันอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพทางการค้าหลั่งไหลมาจากทุกมณฑล เป็นเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาและอานุภาพแห่งรักแท้ ร่วมกันร่าง ‘แผนภาพความรุ่งเรืองและการวางรากฐานสู่อนาคต’ เพื่อราษฎรทั่วมหานครสืบไปนับร้อยปีใจกลางหอตำรา เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีฟ้าครามปักลายเมฆมงคลด้วยด้ายเงินยวง เรือนผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยอย่างเรียบร้อยและประดับด้วยปิ่นหยกขาวชิ้นเดี่ยว นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ล้ำเลิศ มือบางกำลังประคองพู่กันจีนจุ่มหมึกดำ บรรจงลากเส้นสายลงบนผืนผ้าใบไหมขนาดยักษ์ที่กางแผ่อยู่บนโต๊ะ แผนภาพนี้มิใช่แผนที่ทางทหารเพื่อการสู้รบ ทว
เมื่อม่านราตรีสีน้ำเงินเข้มขยับขยายเข้าครอบคลุมเหนือนครหลวงแคว้นจ้าว ดวงดาราพราวระยับนับแสนดวงต่างส่องแสงระยิบระยับประชันกับแสงโคมไฟสีส้มอบอุ่นที่จุดเรียงรายทั่วนอกชานวังหลวง บัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบในทุกลำดับชั้น ไร้รอยร้าวทางการเมืองหรือแผนการร้ายจากจารชนต่างแดนให้ต้องทรงกังวลพระทัย ราษฎรทั่วมหานครต่างหลับใหลด้วยความเบิกบานใจ และนับเป็นค่ำคืนอันแสนประเสริฐยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจะได้เฉลิมฉลองบทสรุปแห่งความสุขในชีวิตประจำวัน ผ่าน ‘งานเลี้ยงสวมหน้ากากกับเกมซ่อนหาในอุทยาน’ กิจกรรมยามว่างที่เนรมิตขึ้นเพื่อสร้างเสียงหัวเราะและผ่อนคลายเบาสบายขั้นสูงสุดภายในอุทยานหลวงฝั่งทิศตะวันออก โต๊ะเสวยทรงยาวถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเรียบง่ายท่ามกลางหมู่มวลบุปผาราตรีที่ส่งกลิ่นหอมขจรขจาย งานเลี้ยงสรรค์สร้างบรรยากาศเป็นกันเองอย่างลึกล้ำ ข้าราชบริพาร นางกำนัล และองครักษ์เงาคนสนิทต่างได้รับพระราชทานอนุญาตให้สวมหน้ากากไม้แกะสลักเป็นรูปสัตว์มงคลหลากชนิด ทั้งหน้ากากกระต่ายป่า หน้ากากจิ้งจอกสวรรค์ และหน้ากากกวางมูส เพื่อทลายกำแพงยศถาบรรดาศักดิ์ชั่วคราว เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีม่วงดอกลาเวนเดอร์งดง
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องผ่านม่านมุกและม่านโปร่งบางในตำหนักหยาดพิรุณ ประกายระยิบระยับที่กระทบกับเครื่องเรือนไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรควรจะสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นทว่ากลับรู้สึกหนาวชืดอย่างประหลาด กลิ่นกำยานที่เคยหอมหวานบัดนี้กลับเจือไปด้วยความขมปร่าในความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยเสิ่นเวย นั่งนิ่งสนิทอยู่หน้ากร
แสงเทียนภายในห้องหนังสือไหววับตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท เสิ่นเวยยืนนิ่งงันราวกับวิญญาณที่หลุดออกจากร่าง ในมือที่สั่นระริกคือกระดาษแผ่นเก่าที่ซ่อนความจริงอันเน่าเฟะมานานหลายปี น้ำตาที่นางเคยปฏิญาณว่าจะไม่ให้ไหลออกมาอีก บัดนี้มันกลับคลอเบ้าและหยดลงบนตัวอักษรของบิดาจนหมึกเริ่มพร่าเลื
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องเหนือท้องฟ้าเมืองหลวงมานานกว่าสามวันสามคืนแล้ว เมฆสีเทาทมิฬแผ่ปกคลุมราวกับผืนม่านยักษ์ที่บดบังแสงสุริยา สายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาทำให้น้ำในคลองรอบพระราชวังเริ่มเอ่อล้น แข่งกับความตึงเครียดภายในท้องพระโรงที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุดบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในชุดพิธีการสีแดงและม
ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของฤดูสารท ควันธูปในท้องพระโรงลอยละล่องเป็นสายใยบางๆ บดบังใบหน้าของเหล่าขุนนางที่ยืนเรียงรายกันดุจหุ่นศิลา ความเงียบที่ปกคลุมอยู่นั้นไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นความกดดันที่พร้อมจะระเบิดออกทุกวินาที ข่าวการลอบสังหาร ใต้เท้าหลี่ ขุนนางใหญ่ผู้กุมความลับของอดีตเสนาบดีเว่ย กลายเป็นชนวนเ







