LOGINเหล่าผู้อาวุโสในห้องต่างพยักหน้าสนับสนุน ส่งเสียงพึมพำเห็นพ้องต้องกันประหนึ่งฝูงกาที่รุมล้อมซากเหยื่อ
"ถูกต้องแล้วสะใภ้ใหญ่ สตรีไร้บุตรย่อมไร้ที่พึ่งพิงในบั้นปลาย การรับคังเอ๋อร์เป็นบุตรมีแต่จะสร้างเกียรติยศให้นาง"
"ร้านผ้าไหมและโรงย้อมของเจ้า มีผู้หญิงคอยดูแลย่อมไม่สะดวก ให้คังเอ๋อร์และคนในตระกูลช่วยดูแล ย่อมปลอดภัยกว่าเงินทองตกไปอยู่ในมือคนนอก"
เสิ่นจือเวยฟังคำลวงโลกเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเวทนา นางมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย หากแต่นัยน์ตากลับเย็นยะเยียบประดุจน้ำแข็งใต้บึงลึก นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีความสง่างามและเด็ดเดี่ยวแผ่กระจายออกมาจนเด็กชายหลี่คังถึงกับสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว
"เกียรติยศหรือเจ้าคะ? หรือว่าเป็นเกียรติยศที่แลกมาด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อของข้า?"
เสียงของนางตัดผ่านเสียงพึมพำของคนทั้งโถงจนเงียบกริบ
"ตามประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในหมวดทรัพย์สินครอบครัว... 'สตรีม่ายที่ไร้บุตร หากพ้นกำหนดไว้ทุกข์ ย่อมมีสิทธิ์สมบูรณ์ในการนำสินเดิม (Zhuanglian) ทั้งหมดที่นำติดตัวมาแต่บ้านเดิมกลับคืนไปได้ และมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการตัดสินใจแต่งงานใหม่หรือครองตนเป็นอิสระ โดยที่ตระกูลของสามีเดิมหามีสิทธิ์ก้าวก่ายแม้แต่เศษสตางค์แดงเดียวไม่!'"
เสิ่นจือเวยยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ชุนเถาที่ยืนอยู่ด้านหลังจึงก้าวออกไปเปิดประตูโถงออกกว้าง เผยให้เห็นขบวนเกวียนบรรทุกหีบไม้ขนาดใหญ่จำนวนสิบคันที่จอดเรียงรายอยู่ลานหน้าเรือน พร้อมด้วยชายฉกรรจ์ร่างกำยำในชุดของสกุลเสิ่นกว่ายี่สิบคนยืนคุมเชิงอยู่อย่างเงียบงัน
"ข้าได้ให้คนทำบัญชีตรวจนับทรัพย์สินเดิมของข้าทั้งหมดแล้ว ร้านผ้าไหมสามแห่ง โรงย้อมสองแห่ง ตั๋วเงินเจี้ยวจื่อ และที่ดินนอกเมือง ทั้งหมดเป็นสินเดิมที่มีตราประทับของทางการตั้งแต่เมื่อแปดปีก่อน ข้าจะไม่ยกให้ผู้ใดทั้งสิ้น และข้า... จะไม่รับเด็กคนนี้เป็นบุตรบุญธรรม!"
"นังแพศยา! เจ้ากล้าดีอย่างไร!" ผู้อาวุโสสายรองลุกขึ้นชี้หน้านางด้วยความโกรธจัด "หากเจ้าก้าวออกจากประตูนี้พร้อมสินเดิม ข้าจะป่าวประกาศไปทั่วเมืองเปี้ยนจิงว่าเจ้าเป็นหญิงใจคออำมหิต ละทิ้งครอบครัวสามี ขาดความกตัญญู ข้าจะไปร้องเรียนต่อที่ว่าการเมืองไคเฟิง ให้ผู้พิพากษาสั่งขังเจ้าในข้อหาอกตัญญู!"
"ไปสิเจ้าคะ" เสิ่นจือเวยหันไปสบตากับผู้อาวุโสผู้นั้นอย่างไม่หวั่นเกรง ดวงตาของนางวาวโรจน์ "ไปร้องเรียนเลยเถิด! แต่ก่อนที่ท่านจะก้าวขาออกจากประตูจวน ข้าขอเตือนไว้สักนิด... ในหีบเหล่านั้น นอกจากสินเดิมของข้าแล้ว ยังมีสมุดบัญชีหนี้สินที่หลี่ซิวไปกู้ยืมมาจากบ่อนพนันนอกเมือง ซึ่งข้าเป็นผู้ใช้เงินส่วนตัวชดใช้แทนตลอดสามปีที่ผ่านมา หากเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาล ข้าก็จะยื่นฟ้องร้องต่อทางการเพื่อทวงคืนเงินทุกตำลึงที่ข้าจ่ายไปให้แก่ตระกูลหลี่เช่นกัน ดูสิว่าระหว่างหญิงม่ายที่รักษากฎหมายบ้านเมือง กับตระกูลขุนนางตกอับที่ข่มเหงสะใภ้และติดหนี้บ่อนพนัน ผู้ว่าการเมืองเปี้ยนจิงจะลากคอผู้ใดไปโบยก่อนกัน!"
คำพูดที่เฉียบขาดและเต็มไปด้วยหลักฐานมัดแน่นทำให้นายท่านผู้เฒ่าหลี่หน้าซีดเผือด ชายชราทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้ หายใจหอบถี่ด้วยความจุกอก ความละโมบที่เคยลุกโชนถูกดับลงด้วยความจริงที่ว่า พวกเขาไม่มีอำนาจทางกฎหมายใดๆ เหนือสตรีผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
"เจ้า... เจ้ามันนางงูพิษ..." นายท่านผู้เฒ่าเค้นเสียงลอดไรฟัน "เจ้าคิดหรือว่าหญิงม่ายอย่างเจ้า เมื่อไร้ตระกูลขุนนางคุ้มหัว จะสามารถรักษาทรัพย์สินมหาศาลเช่นนั้นไว้ได้ในเมืองหลวงแห่งนี้? พ่อค้าหน้าเลือดและขุนนางกังฉินจะรุมทึ้งเจ้าจนไม่เหลือซาก!"
"นั่นเป็นเรื่องที่ข้าต้องเผชิญ มิใช่เรื่องที่ตระกูลหลี่ต้องเป็นกังวล"
เสิ่นจือเวยย่อกายลงคารวะอย่างสมบูรณ์แบบตามธรรมเนียมเป็นครั้งสุดท้าย ท่วงท่าของนางงดงาม ไร้ที่ติ ทว่าเย็นชาจนเสียดแทงกระดูก
"ขอลาก่อนเจ้าค่ะ ท่านพ่อตา"
นางหันหลังกลับโดยไม่แม้แต่จะชายตามองคนข้างหลังอีก ชายกระโปรงสีครามสะบัดพลิ้วยามที่นางก้าวข้ามธรณีประตูเรือนตระกูลหลี่ออกมา แสงแดดยามสายสาดกระทบใบหน้านวลเนียน เสิ่นจือเวยสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าเต็มปอด แต่นางรู้ดีแก่ใจ... คำขู่ของนายท่านผู้เฒ่าหลี่มิใช่เรื่องเหลวไหล
ในเมืองหลวงเปี้ยนจิงอันรุ่งเรืองแห่งนี้ สตรีที่มีทรัพย์สินมหาศาลแต่ไร้ขั้วอำนาจทางการเมืองหนุนหลัง ย่อมไม่ต่างอันใดกับกวางอ้วนพีที่เดินอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า กฎหมายคุ้มครองสินเดิมของราชวงศ์ซ่งอาจปกป้องนางจากตระกูลหลี่ได้ในเบื้องต้น แต่ไม่อาจปกป้องนางจากเล่ห์เหลี่ยมของขุนนางผู้หิวกระหายได้ตลอดไป
นางต้องการเกราะกำบัง และต้องเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวที่สุดในเปี้ยนจิง
"ชุนเถา" เสิ่นจือเวยเอ่ยสั่งขณะก้าวขึ้นไปบนรถม้าประจำตระกูลเสิ่นที่ประดับด้วยผ้าม่านสีเข้ม
"เจ้าค่ะฮูหยิน"
"สั่งคนขับรถม้า... ไม่ต้องกลับเรือนเสิ่น แต่ให้มุ่งหน้าไปยังถนนทางทิศเหนือ ตรงไปที่ศาลาว่าการสำนักตรวจการ (อวี้สื่อไถ)"
ชุนเถาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ลมหายใจสะดุดกึก "ปะ...ไปอวี้สื่อไถหรือเจ้าคะ? นั่นมันที่ทำงานของใต้เท้ากู้... คนที่ผู้คนขนานนามว่า 'พญายม' นะเจ้าคะฮูหยิน!"
"ใช่" เสิ่นจือเวยเอนกายพิงพนักนวมภายในรถม้า เปลือกตาปิดลงช้าๆ ซ่อนประกายความคิดอันซับซ้อนไว้ภายใน "หากจะหาเกราะคุ้มกันภัย จะมีเกราะใดมั่นคงไปกว่าดาบที่คมที่สุดในราชสำนักเล่า"
เหล่าผู้อาวุโสในห้องต่างพยักหน้าสนับสนุน ส่งเสียงพึมพำเห็นพ้องต้องกันประหนึ่งฝูงกาที่รุมล้อมซากเหยื่อ"ถูกต้องแล้วสะใภ้ใหญ่ สตรีไร้บุตรย่อมไร้ที่พึ่งพิงในบั้นปลาย การรับคังเอ๋อร์เป็นบุตรมีแต่จะสร้างเกียรติยศให้นาง""ร้านผ้าไหมและโรงย้อมของเจ้า มีผู้หญิงคอยดูแลย่อมไม่สะดวก ให้คังเอ๋อร์และคนในตระกูลช่วยดูแล ย่อมปลอดภัยกว่าเงินทองตกไปอยู่ในมือคนนอก"เสิ่นจือเวยฟังคำลวงโลกเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเวทนา นางมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย หากแต่นัยน์ตากลับเย็นยะเยียบประดุจน้ำแข็งใต้บึงลึก นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีความสง่างามและเด็ดเดี่ยวแผ่กระจายออกมาจนเด็กชายหลี่คังถึงกับสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว"เกียรติยศหรือเจ้าคะ? หรือว่าเป็นเกียรติยศที่แลกมาด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อของข้า?"เสียงของนางตัดผ่านเสียงพึมพำของคนทั้งโถงจนเงียบกริบ"ตามประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในหมวดทรัพย์สินครอบครัว... 'สตรีม่ายที่ไร้บุตร หากพ้นกำหนดไว้ทุกข์ ย่อมมีสิทธิ์สมบูรณ์ในการนำสินเดิม (Zhuanglian) ทั้งหมดที่นำติดตัวมาแต่บ้านเดิมกลับคืนไปได้ และมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการตัดส
เสียงผ้ากระสอบหยาบกรีดผ่านผิวเนื้อยามที่เสิ่นจือเวยปลดสายรัดเอวสีขาวหม่นออก เป็นเสียงที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดสามปีเต็มกลิ่นควันธูปที่อบอวลอยู่ในโถงบรรพชนของสกุลหลี่เริ่มจางคลายลงไปพร้อมกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เสิ่นจือเวยยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้ชุนเถา—สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากตระกูลเสิ่นตั้งแต่เยาว์วัย—ค่อยๆ บรรจงถอดชุดไว้ทุกข์ตัวนอกที่ทำจากผ้าป่านหยาบกร้านออกไปทีละชิ้น ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าทั้งสองข้างประหนึ่งศิลาแลงดูเหมือนจะมลายหายไปพร้อมกับอาภรณ์สีขาวหม่นผืนนั้นเบื้องหลังผ้าป่านผืนหนา คือชุดเป้ยจื่อตัวยาวตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม ปักลวดลายกิ่งเหมยสีเงินเรียบหรูทว่าเคร่งขรึม ชายเสื้อทิ้งตัวพลิ้วไหวตามทรวดทรงที่ซ่อนเร้นความงามสะพรั่งของสตรีวัยยี่สิบหกปีไว้ได้อย่างมิดชิด หากมองเพียงผิวเผิน ผู้คนในเมืองเปี้ยนจิงย่อมเห็นเพียงสตรีม่ายที่เพิ่งพ้นมลทินแห่งความตาย ทว่าหากพินิจลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อคู่นั้น จะพบเพียงประกายคมปลาบประดุจคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำอันนิ่งสงบสามปีแล้ว... นับตั้งแต่วันที่หลี่ซิว อดีตสามีผู้มีต
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห







