Share

บทที่ 26

Author: Wabibi
last update publish date: 2026-10-01 23:05:29

เสียงผ้ากระสอบหยาบกรีดผ่านผิวเนื้อยามที่เสิ่นจือเวยปลดสายรัดเอวสีขาวหม่นออก เป็นเสียงที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดสามปีเต็ม

กลิ่นควันธูปที่อบอวลอยู่ในโถงบรรพชนของสกุลหลี่เริ่มจางคลายลงไปพร้อมกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เสิ่นจือเวยยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้ชุนเถา—สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากตระกูลเสิ่นตั้งแต่เยาว์วัย—ค่อยๆ บรรจงถอดชุดไว้ทุกข์ตัวนอกที่ทำจากผ้าป่านหยาบกร้านออกไปทีละชิ้น ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าทั้งสองข้างประหนึ่งศิลาแลงดูเหมือนจะมลายหายไปพร้อมกับอาภรณ์สีขาวหม่นผืนนั้น

เบื้องหลังผ้าป่านผืนหนา คือชุดเป้ยจื่อตัวยาวตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม ปักลวดลายกิ่งเหมยสีเงินเรียบหรูทว่าเคร่งขรึม ชายเสื้อทิ้งตัวพลิ้วไหวตามทรวดทรงที่ซ่อนเร้นความงามสะพรั่งของสตรีวัยยี่สิบหกปีไว้ได้อย่างมิดชิด หากมองเพียงผิวเผิน ผู้คนในเมืองเปี้ยนจิงย่อมเห็นเพียงสตรีม่ายที่เพิ่งพ้นมลทินแห่งความตาย ทว่าหากพินิจลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อคู่นั้น จะพบเพียงประกายคมปลาบประดุจคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำอันนิ่งสงบ

สามปีแล้ว... นับตั้งแต่วันที่หลี่ซิว อดีตสามีผู้มีตำแหน่งเป็นเพียงขุนนางระดับล่างในกรมโยธา สิ้นลมหายใจลงด้วยโรคไข้ป่าเรื้อรัง

ชีวิตสมรสแปดปีที่เริ่มต้นขึ้นจากการคลุมถุงชนของผู้ใหญ่ในอดีต จบลงด้วยความว่างเปล่า หลี่ซิวทิ้งไว้เพียงจวนเก่าซอมซ่อ หนี้สินจากการพนันและสุราที่เขาแอบก่อไว้ลับหลัง และความโลภโมโทสันของตระกูลหลี่สายหลักที่จ้องมองสินเดิมของนางตาเป็นมัน หากไม่ใช่เพราะนางเป็นผู้กุมบังเหียนร้านค้าผ้าไหมสามแห่ง โรงย้อมผ้าขนาดใหญ่ และผืนดินอุดมสมบูรณ์นอกเมืองเปี้ยนจิงที่บิดามอบให้ติดตัวมา ป่านนี้นางคงถูกคนตระกูลนี้กลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก

"ฮูหยินเจ้าคะ... นายท่านผู้เฒ่าและเหล่าผู้อาวุโสรออยู่ที่โถงเจิ้งถังแล้วเจ้าค่ะ" ชุนเถากระซิบเสียงเบา ปลายนิ้วที่ช่วยจัดสาบเสื้อของนางสั่นเทาเล็กน้อย "เมื่อเช้าบ่าวเห็นคนจากเรือนสายรองพานายน้อยหลี่คังมาด้วย ดูท่าทางคงไม่ยอมปล่อยให้ฮูหยินก้าวออกจากประตูจวนไปง่ายๆ แน่"

เสิ่นจือเวยยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา นางยกมือขึ้นลูบปิ่นหยกขาวรูปหยดน้ำที่ปักอยู่บนมวยผมอันประณีต สัมผัสเย็นเยียบของเนื้อหยกช่วยตอกย้ำให้สติสัมปชัญญะของนางคมชัดขึ้น

"พวกเขารอวันนี้มาสามปี คิดหรือว่าข้าจะไม่ได้เตรียมการอันใดไว้เลย" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำในฤดูเหมันต์ "ไปเถิด อย่าให้ท่านพ่อตาต้องรอนานจนไฟโทสะเผาผลาญร่างชรานั่นเสียก่อน"

นางก้าวออกจากห้องนอนชั้นใน ชายกระโปรงสีครามกวาดผ่านธรณีประตูเรือนตะวันตกที่นางอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาเนิ่นนาน ทุกลมหายใจที่ก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินคดเคี้ยว เสิ่นจือเวยสัมผัสได้ถึงสายตาของบ่าวไพร่ตระกูลหลี่ที่ลอบมองมาด้วยความเคลือบแคลงระคนหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าสบตานางตรงๆ ด้วยรู้ดีว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา เบี้ยเลี้ยงและข้าวสารทุกกระสอบที่หล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารของคนในจวนแห่งนี้ ล้วนมาจากเงินทองในกระเป๋าของหญิงม่ายผู้นี้ทั้งสิ้น

เมื่อก้าวเข้าสู่โถงเจิ้งถัง บรรยากาศอึดอัดหนักอึ้งก็ถาโถมเข้าใส่ทันที กลิ่นชาหยาบราคาถูกลอยคลุ้ง ผสมปนเปกับกลิ่นไม้ผุและควันบุบบิบจากกล้องยาสูบ

บนเก้าอี้ประธานไม้ฮวาหลีตัวใหญ่ นายท่านผู้เฒ่าหลี่นั่งอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ริ้วรอยลึกบนใบหน้าเหี่ยวย่นตึงเปรี๊ยะด้วยความถือดีของชนชั้นขุนนาง แม้ว่าจะเป็นเพียงอดีตขุนนางขั้นเจ็ดที่ปลดเกษียณแล้วก็ตาม ด้านข้างของเขามีเหล่าผู้อาวุโสสายตรงและสายรองนั่งเรียงราย และตรงกลางโถง มีเด็กชายวัยแปดขวบหน้าตามอมแมมสวมชุดผ้าแพรตัวใหม่ที่ดูขัดตากำลังยืนก้มหน้าอย่างหวาดกลัว นั่นคือ 'หลี่คัง' หลานชายจากสายรองที่บิดามารดาติดหนี้พนันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

"สะใภ้ใหญ่ เจ้ามาช้า" นายท่านผู้เฒ่าหลี่เปิดฉากขึ้นทันทีที่นางย่อกายคารวะตามมารยาท เสียงแหบพร่านั้นแฝงแววตำหนิอย่างไม่ปิดบัง "วันนี้เป็นวันมงคลที่เจ้าพ้นมลทินจากการไว้ทุกข์ให้ซิวเอ๋อร์ ในฐานะสะใภ้กตัญญู สิ่งแรกที่เจ้าพึงกระทำคือการแสดงความเคารพต่อป้ายวิญญาณสามี และสืบสานสายเลือดแห่งตระกูลหลี่ต่อไป"

เสิ่นจือเวยยืนนิ่งอยู่กลางโถง นางไม่ยอมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวล่างที่จัดไว้ให้นางโดยเจตนาเพื่อกดข่ม ดวงตาคู่เรียวสวยกวาดมองใบหน้าของทุกคนในห้องอย่างช้าๆ นางสังเกตเห็นประกายตาละโมบที่ซ่อนไม่มิดในแววตาของผู้อาวุโสสายรอง และเห็นประกายความหวังอันโง่เขลาในแววตาของบิดาอดีตสามี

"ท่านพ่อตากล่าวหนักเกินไปแล้วเจ้าค่ะ" เสิ่นจือเวยเอ่ยตอบ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าก้องกังวานไปทั่วโถง "ข้าปฏิบัติตามขนบจารีต ไว้ทุกข์ให้สามีผู้ล่วงลับครบสามปีเต็ม มิเคยขาดตกบกพร่องแม้แต่วันเดียว วันนี้พ้นกำหนดแล้ว ย่อมถือว่าหน้าที่ของข้าในฐานะภรรยาของหลี่ซิวได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมายแห่งราชวงศ์ซ่ง"

คำว่า 'สิ้นสุดลงตามกฎหมาย' ประหนึ่งเข็มแหลมที่ทิ่มแทงเข้ากลางใจของนายท่านผู้เฒ่าหลี่ ชายชราตบโต๊ะข้างกายดัง ปัง! จนถ้วยชาสะเทือน

"สามหาวนัก! สิ้นสุดอันใดกัน! เจ้าแต่งเข้าตระกูลหลี่ ยามมีชีวิตเป็นคนสกุลหลี่ ยามตายก็ต้องเป็นผีสกุลหลี่!" นายท่านผู้เฒ่าชี้หน้านาง มือไม้สั่นเทาด้วยความเดือดดาล "ซิวเอ๋อร์จากไปโดยไร้ทายาทสืบสกุล ป้ายวิญญาณของเขาจะไร้คนเซ่นไหว้ไม่ได้! วันนี้ต่อหน้าบรรพชน ข้าในฐานะผู้นำตระกูล ขอตัดสินใจยกคังเอ๋อร์ให้เป็นบุตรบุญธรรมในนามของซิวเอ๋อร์และเจ้า เจ้ามีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูเขา ส่งเสียให้เขาร่ำเรียนเพื่อสอบจอหงวน และยกทรัพย์สินทั้งหมดให้เขาดูแลเมื่อเขาเติบใหญ่ นี่คือคุณธรรมและความกตัญญูที่สตรีพึงกระทำ!"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 27

    เหล่าผู้อาวุโสในห้องต่างพยักหน้าสนับสนุน ส่งเสียงพึมพำเห็นพ้องต้องกันประหนึ่งฝูงกาที่รุมล้อมซากเหยื่อ"ถูกต้องแล้วสะใภ้ใหญ่ สตรีไร้บุตรย่อมไร้ที่พึ่งพิงในบั้นปลาย การรับคังเอ๋อร์เป็นบุตรมีแต่จะสร้างเกียรติยศให้นาง""ร้านผ้าไหมและโรงย้อมของเจ้า มีผู้หญิงคอยดูแลย่อมไม่สะดวก ให้คังเอ๋อร์และคนในตระกูลช่วยดูแล ย่อมปลอดภัยกว่าเงินทองตกไปอยู่ในมือคนนอก"เสิ่นจือเวยฟังคำลวงโลกเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเวทนา นางมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย หากแต่นัยน์ตากลับเย็นยะเยียบประดุจน้ำแข็งใต้บึงลึก นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีความสง่างามและเด็ดเดี่ยวแผ่กระจายออกมาจนเด็กชายหลี่คังถึงกับสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว"เกียรติยศหรือเจ้าคะ? หรือว่าเป็นเกียรติยศที่แลกมาด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อของข้า?"เสียงของนางตัดผ่านเสียงพึมพำของคนทั้งโถงจนเงียบกริบ"ตามประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในหมวดทรัพย์สินครอบครัว... 'สตรีม่ายที่ไร้บุตร หากพ้นกำหนดไว้ทุกข์ ย่อมมีสิทธิ์สมบูรณ์ในการนำสินเดิม (Zhuanglian) ทั้งหมดที่นำติดตัวมาแต่บ้านเดิมกลับคืนไปได้ และมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการตัดส

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 26

    เสียงผ้ากระสอบหยาบกรีดผ่านผิวเนื้อยามที่เสิ่นจือเวยปลดสายรัดเอวสีขาวหม่นออก เป็นเสียงที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดสามปีเต็มกลิ่นควันธูปที่อบอวลอยู่ในโถงบรรพชนของสกุลหลี่เริ่มจางคลายลงไปพร้อมกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เสิ่นจือเวยยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้ชุนเถา—สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากตระกูลเสิ่นตั้งแต่เยาว์วัย—ค่อยๆ บรรจงถอดชุดไว้ทุกข์ตัวนอกที่ทำจากผ้าป่านหยาบกร้านออกไปทีละชิ้น ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าทั้งสองข้างประหนึ่งศิลาแลงดูเหมือนจะมลายหายไปพร้อมกับอาภรณ์สีขาวหม่นผืนนั้นเบื้องหลังผ้าป่านผืนหนา คือชุดเป้ยจื่อตัวยาวตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม ปักลวดลายกิ่งเหมยสีเงินเรียบหรูทว่าเคร่งขรึม ชายเสื้อทิ้งตัวพลิ้วไหวตามทรวดทรงที่ซ่อนเร้นความงามสะพรั่งของสตรีวัยยี่สิบหกปีไว้ได้อย่างมิดชิด หากมองเพียงผิวเผิน ผู้คนในเมืองเปี้ยนจิงย่อมเห็นเพียงสตรีม่ายที่เพิ่งพ้นมลทินแห่งความตาย ทว่าหากพินิจลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อคู่นั้น จะพบเพียงประกายคมปลาบประดุจคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำอันนิ่งสงบสามปีแล้ว... นับตั้งแต่วันที่หลี่ซิว อดีตสามีผู้มีต

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 25

    ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 24

    ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 23

    เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 22

    เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status