LOGIN“ไม่มีอะไรหรอก” เธอตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินนิ่ง ๆ กลับเข้าโซน VIP ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมรสหวานจัดให้ลอยอวลอยู่ในอากาศ
ฉันยืนนิ่งสงบสติอารมณ์อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วรีบขยับเท้าเดินกลับไปทำงานตามหน้าที่ต่อในหัวคิดเพียงแค่ว่า ค่ำคืนนี้ต้องรีบผ่านพ้นไปให้เร็วที่สุด โดยที่ห้ามมีปัญหาอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกเด็ดขาด
เวลาเคลื่อนผ่านไปจนเกือบเที่ยงคืน ตัวสนามเริ่มเข้าสู่ช่วงรอบ free run สำหรับลงซ่อมบำรุงและทดสอบระบบ เสียงเครื่องยนต์ระเบิดท่อดังสลับกันไปทั่วทั้งแทร็กยางมะตอย กลุ่มคนดูรอบนอกเริ่มมีอาการเมามายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ส่งผลให้บริเวณโซน VIP วุ่นวายกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ฉันเพิ่งจะเดินนำแฟ้มเอกสารของสปอนเซอร์ไปส่งมอบให้ทางทีมงานเสร็จเรียบร้อย และกำลังจะขยับขาก้าวเดินลงบันไดกลับมายังพื้นที่ด้านล่าง
“เมษา” เสียงเรียกของพี่เซย์ดังรั้งท้ายไว้
“คะพี่เซย์”
“เอาน้ำเปล่ากับพวกเครื่องดื่มชูกำลังไปส่งให้ฝั่งอู่ RED หน่อยสิ พวกนั้นยังไม่ได้พักกินน้ำกันเลยตั้งแต่วิตแรก”
ร่างกายของฉันชะงักกึกลงทันที หัวใจแกว่ง “...ให้คนอื่นยกไปส่งแทนได้ไหมคะพี่ พอดีหนูยังวิ่งงานค้างอยู่เลย”
พี่เซย์เลิกคิ้วสูง “ทำงานค้างอะไร ทุกคนในสนามตอนนี้ก็วิ่งงานหัวหมุนกันหมดนั่นแหละ”
พูดจบ อีกฝ่ายก็ยื่นถุงพลาสติกหนาที่บรรจุขวดน้ำและเครื่องดื่มชูกำลังใส่มือของฉันทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ “รีบเอาไปส่งเถอะ เดี๋ยวรถแข่งเขาต้องลงแทร็กทดสอบรอบถัดไปอีก”
เมื่อหมดทางหลีกเลี่ยงและไม่มีเหตุผลในการโต้เถียง สุดท้ายฉันจึงต้องยื่นมือไปรับถุงมาถือไว้เงียบ ๆ แล้วขยับขาก้าวเดินลงบันไดลัดตัดผ่านพิตเลนตรงไปยังเป้าหมาย
บริเวณหน้าอู่ของทีม RED ENGINEERING ยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย วินทร์กำลังนั่งขมวดคิ้วตรวจเช็กข้อมูล data ในหน้าจอ iPad ส่วนภูผายืนคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเด็กช่างเรื่องระบบช่วงล่างรถอยู่เงียบ ๆ
และเป็นจอมขวัญที่เหลือบสายตามาเห็นฉันก้าวเดินเข้าไปเป็นคนแรก
“อ้าว น้องเมษา” เขาส่งรอยยิ้มทักทายมาให้ทันที “มาแจกเสบียงถึงที่เลยเหรอครับเนี่ย”
“พี่เซย์ฝากเอาเครื่องดื่มมาให้ค่ะ” ฉันวางถุงพลาสติกลงบนโต๊ะเหล็กกลางอู่ช้า ๆ ก่อนจะพยายามหมุนตัวเพื่อรีบก้าวเดินออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุด
ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ขยับขาพ้นหนึ่งก้าว
“เดี๋ยว”
น้ำเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังรั้งมาจากทางด้านหลัง ส่งผลให้ฝ่าเท้าของฉันต้องหยุดชะงักลงสนิททันที ขุนทัพขยับก้าวขาเดินออกมาจากทางด้านหลังตัวรถแข่ง ผิวเนื้อตามท่อนแขนยังคงมีคราบน้ำมันเครื่องเปื้อนอยู่จาง ๆ เสื้อสีเข้มประจำทีมถูกถอดแขนเสื้อออกมารัดเอาไว้ตรงช่วงเอว เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอวลภายในอู่
สายตาคมกริบของเขามองตรงไปยังถุงเครื่องดื่มบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาจับจ้องใบหน้าของฉันนิ่ง
“มีน้ำเปล่าไหม”
“มีค่ะ” ฉันยื่นมือลงไปหยิบขวดน้ำพลาสติกออกจากถุงแล้วส่งไปให้ตรงหน้า
ทว่าในจังหวะที่ฝ่ามือของอีกฝ่ายยื่นมารับ—ปลายนิ้วหนาของเขากลับขยับมาแตะโดนผิวเนื้อนิ้วมือของฉันเข้าพอดี
ฉันรีบชักมือตัวเองกลับคืนมาทันทีราวกับโดนของร้อนลวก ขุนทัพจดจ้องมองใบหน้าของฉันอยู่แวบหนึ่งด้วยแววตาเรียบนิ่ง ก่อนจะยื่นมือไปบิดเปิดฝาขวดน้ำยกขึ้นดื่มเงียบ ๆ โดยไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาจากปากของพวกเราสองคนอีก
แต่กระนั้น มวลความเงียบและกระแสความอึดอัดรอบตัวมันกลับเริ่มทวีความรุนแรงและแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ จนคนรอบข้างสัมผัสได้ จอมขวัญปัดสายตามองสลับไปมาระหว่างใบหน้าของฉันกับขุนทัพ ก่อนจะหลุดยิ้มขำออกมาเบา ๆ
“แปลกว่ะมึง”
วินทร์ละสายตาจากหน้าจอ iPad เงยใบหน้าขึ้นมามองทันที “มีอะไรแปลกวะ”
“ก็ปกติไอ้ทัพมันเคยยอมเสียเวลาคุยกับใครตอนกำลังคุมรถซะที่ไหนล่ะ”
ฉันรีบขยับปากเอ่ยแทรกปฏิเสธออกไปทันทีเพื่อตัดพิรุธ “พี่เขาก็แค่ถามเรื่องน้ำเปล่าเฉย ๆ เองค่ะ”
“อ๋อเหรอครับ” จอมขวัญลากเสียงยาวล้อเลียน แววตาเต็มไปด้วยกระแสความไม่เชื่อถือ
ขุนทัพเหลือบสายตาคมดุไปมองหน้าเพื่อนสนิทของตัวเองนิ่ง ๆ ครั้งหนึ่งด้วยท่าทางกดดัน ส่งผลให้จอมขวัญต้องรีบยกมือขึ้นสองข้างแล้วหลุดหัวเราะออกมา “โอเค ๆ ไม่แซวแล้วก็ได้ครับคุณชาย”
ฉันตั้งท่ากำลังจะเอ่ยปากขอตัวเพื่อเดินแยกออกมาจากสถานการณ์น่าอึดอัดตรงนี้ ทว่าน้ำเสียงของผู้หญิงอีกคนกลับดังแทรกเข้ามาในวงสนทนาเสียก่อน
“พี่ทัพคะ”
มิรินขยับก้าวขาเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงบริเวณหน้าอู่พร้อมส่งรอยยิ้มสวยจัดประดับบนใบหน้า สายตาของเธอกวาดมองมาทางฉันแวบหนึ่งด้วยกระแสเรียบนิ่ง ก่อนจะเบนความสนใจทั้งหมดกลับไปทางขุนทัพ “รอบการแข่งหน้า หนูกับเพื่อน ๆ ขอนั่งดูอยู่ข้างในพิตของทีม RED ได้ไหมคะ”
ขุนทัพยังคงยืนพิงแผ่นหลังอยู่กับขอบโต๊ะเครื่องมือ ท่าทางนิ่งสนิท “แล้วแต่ราม”
“แต่พี่ทัพเป็นนักขับมือหนึ่งของทีมนี่คะ แค่นี้ไม่ได้เหรอ”
“มันเป็นกฎของทีม”
มิรินนิ่งเงียบไปเล็กน้อย สีหน้าดูไม่ค่อยพอใจกับคำตอบที่ได้รับเท่าไหร่นัก ส่วนตัวฉันเองเริ่มรับรู้ได้ถึงมวลความอึดอัดที่ทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ และคิดว่าตัวเองไม่ควรจะยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไปแล้ว
“งั้นหนูขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” ฉันเอ่ยปากบอกเสียงเรียบแล้วรีบหมุนตัวเดินหันหลังให้อู่ทันที
ทว่าดินออกมาได้ยังไม่ทันจะพ้นระยะสองก้าวดี น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบของขุนทัพก็ดังไล่หลังตามมาอีกครั้ง
“เมษา”
ก้าวเท้าของฉันชะงักกึกลงสนิททันที บรรยากาศภายในอู่ RED ENGINEERING เงียบสงัดลงพร้อมกันในพริบตาจนผิดปกติ ขุนทัพทอดสายตาคมกริบมองตรงมาที่แผ่นหลังของฉันนิ่ง ก่อนจะขยับริมฝีปากเอ่ยประโยคคำพูดเรียบ ๆ ออกมา
“คืนนี้อย่ากลับดึกมาก”
ความเงียบงันปกคลุมรอบบริเวณไปสองวินาทีเต็ม ๆ ราวกับโลกหยุดหมุน จอมขวัญหลุดคำสบถ “เชี่ย…” ออกมาเบา ๆ ในลำคอด้วยความตกใจ ส่วนมิริน รอยยิ้มสวยจัดบนใบหน้าเมื่อครู่พังทลายและเลือนหายลับไปในทันที
Special Chapter 2— The New Pit Crew “พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามายกของหนัก” เสียงทุ้มดุแฝงความหงุดหงิดดังขึ้นทันทีที่ฉันพยายามจะช่วยยกกล่องลังกระดาษใส่น้ำดื่มในพิตเลน พี่ขุนทัพเดินดิ่งเข้ามาแย่งกล่องในมือฉันไปถือเองทันทีโดยที่ฉันยังไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะเหล็กอย่างระมัดระวังคล้ายกลัวว่าแรงสะเทือนจะกระทบมาถึงคนข้าง ๆ แล้วหันกลับมามองฉันด้วยสายตาคาดโทษ ดวงตาคมกริบคู่ที่เคยทำให้คู่แข่งในสนามแข่งต้องหวาดหวั่น ตอนนี้กลับจ้องฉันเขม็งนิ่งสนิทราวกับกำลังจะเรียกเข้าห้องสอบสวนขัดกับท่าทางผ่อนลมหายใจยาวหน่วงเพื่อระงับอารมณ์ “มันไม่ได้หนักขนาดนั้นสักหน่อยค่ะพี่ขุน หนูแค่อยากช่วย ไม่อยากนั่งเฉย ๆ” ฉันบ่นอุบ ย่นจมูกใส่เขา พลางลูบท้องตัวเองเบา ๆ อย่างคนไม่สำนึกผิดเพื่อเอาใจช่วยตัวเอง ตอนนี้ฉันท้องได้เกือบห้าเดือนแล้ว หน้าท้องเริ่มนูนชัดขึ้นจนเสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์ที่ใส่มาวันนี้ปิดไม่มิด อาการแพ้ท้องในช่วงแรกหายไปเกือบหมด เหลือเพียงความหิวบ่อยกับพลังงานล้นเหลือจนคนรอบตัวเริ่มปวดหัวยามที่เห็นฉันขยับตัวทำนู่นทำนี่ไม่หยุด
Special Chapter 1 — Midnight Shift ตีสองสิบห้านาที… ประตูห้องฉุกเฉินปิดลงด้านหลังพร้อมเสียงดังแกร๊กเบา ๆ ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าประตูแปบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นกดบ่าและต้นคอที่ปวดตึงจนแทบขยับไม่ได้ ความเหนื่อยล้าสะสมจากเวรยาวกว่าสิบหกชั่วโมงเต็มทำเอาร่างกายประท้วงจนโลกทั้งใบดูช้าลงไปหมด แสงไฟนีออนสีขาวในทางเดินของโรงพยาบาลสว่างจ้าจนแสบตา กลิ่นแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อโชยติดเสื้อผ้าขยับตามทิศทางลมไม่หาย “หมอเมษา กลับบ้านดี ๆ นะคะ” พยาบาลรุ่นพี่ที่กำลังนั่งเคลียร์เอกสารโบกมือให้จากหน้าเคาน์เตอร์ “ค่ะพี่อร เจอกันพรุ่งนี้นะคะ” ฉันฝืนยิ้มตาปรือพยักหน้ารับ “พรุ่งนี้อีกแล้วเหรอ” “เวรเช้าค่ะ…” “โหดเกินคนแล้วลูก พักผ่อนบ้างนะ” เสียงหัวเราะเอ็นดูดังตามหลังมาเบา ๆ ฉันยิ้มแห้งตอบ ก่อนจะก้าวขาเดินไปตามทางเดินยาวพลางหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาดู หน้าจอสว่างวาบปรากฏข้อความสั้น ๆ ที่ส่งมาเมื่อสามสิบนาทีก่อน ‘เลิกเวรหรือยัง พี่จอดรถอยู่ใต้ตึก’ แค่นึกภาพคนส่ง หัวใจที่แห้งเหี่ยวและ
“ตั้งใจเป็นหมอดี ๆ ล่ะ อย่าหักโหมเกินไป” “ค่ะ เมษาจะจำไว้” ดึกสงัดของคืนวันเดียวกัน… แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าในกรุงเทพมหานครค่อย ๆ ดับลงทีละดวงตามกาลเวลา ถนนหลายสายที่เคยพลุกพล่านเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า ทว่าเสียงคำรามต่ำทรงพลังของเครื่องยนต์รถสปอร์ตสีดำคันคุ้นเคยยังคงดังก้องทะลุผ่านความเงียบงันยามราตรี พี่ขุนทัพขับรถพาฉันกลับมายัง MIDNIGHT CIRCUIT สถานที่ที่มีความหมายกับเราสองคนมาก เพราะมันเป็นที่ที่เปลี่ยนชีวิตพัง ๆ ของฉันให้ดีขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้มาอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ เมื่อรถจอดสนิทตรงพิตเลน… เขาดับเครื่องยนต์จนความเงียบเข้าปกคลุม ร่างสูงใหญ่ก้าวลงจากรถเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้ฉันช้า ๆ สองมือหนาประคองจับประตูย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อรอรับเหมือนที่เขาตั้งใจทำเสมอมา “มองอะไร” เสียงทุ้มห้วนติดดุถามขึ้นเบา ๆ เมื่อเห็นฉันยังคงนั่งนิ่งสบตาเขาแล้วอมยิ้มไม่ยอมก้าวลงจากรถ “มองว่ากัปตันทีมแชมป์ระดับเอเชีย ผู้ชายที่ดุดันที่สุดในสนามแข่ง ยังยอมลงมาเปิดประตูรถให้แฟนอยู่เลยค่
มา 5 ปีต่อมา… “ยินดีด้วยนะคุณหมอเมษา!” เสียงของจีน่ากับเรย์ดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะพุ่งเข้ามากอดฉันคนละข้างจนแทบเสียหลัก แรงกอดแน่น ๆ นำพาเอาความตื้นตันใจมาสู่ฉันจนก้อนสะอื้นแล่นมาจุกที่คอ เสียงหัวเราะ เสียงแสดงความยินดี และเสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปดังไปทั่วลานหน้าหอประชุมใหญ่ในช่วงบ่ายของวันสำคัญ วันนี้คือวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วันแห่งความสำเร็จที่นิสิตแพทย์ทุกคนเฝ้าเพียรพยายามมาตลอด 6 ปีเต็ม วันที่ฉันจะได้ก้าวเข้าสู่การเป็นแพทย์หญิงอย่างภาคภูมิใจ ฉันยืนมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้ของคณะ ดวงตาไล่มองภาพสะท้อนของตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดครุยวิทยฐานะที่สวมทับอยู่บนร่างกายดูแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา มันทั้งงดงาม ทรงเกียรติ และดูหนักอึ้งไปด้วยความรับผิดชอบของคำว่า ‘ผู้รักษา’ ห้าปีหลังจากคืนฝนตกวันนั้น… และอีกหนึ่งปีเต็มในฐานะอินเทิร์น เพียงแค่คิดถึงคำนี้ หัวใจก็สั่นไหวอย่างรุนแรง หกปีเต็ม ๆ ที่ต้องแลกมาด้วยการหยิบยืมเวลานอน แลกมาด้วยหยาดน้ำตาและความกดด
“ก็หนูดีใจนี่” “รู้” “แล้วจะว่าอะไร” “ไม่ได้ว่า” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “แค่รู้สึกดี” “ดีอะไร” “มีคนดีใจให้ขนาดนี้” หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนจะยิ่งหนักกว่าเดิมเมื่อเสียงพิธีกรดังขึ้นจากเวที “เชิญผู้ชนะขึ้นรับถ้วยรางวัลครับ!” ขุนทัพถอนหายใจเบา ๆ “ไปทำหน้าที่ก่อน” “ค่ะ กัปตัน” “เดี๋ยวกลับมา” “เมษารออยู่แล้ว” ดวงตาคมสบตาฉันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบปลายนิ้วเบา ๆ แล้วเดินขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง แสงสปอร์ตไลต์สาดส่องลงบนร่างสูงสง่า ถ้วยรางวัลแชมป์ถูกชูขึ้นเหนือศีรษะ พลุสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น เสียงเพลงแห่งชัยชนะดังกระหึ่มไปทั่วสนาม ฉันยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เพราะรู้ดีว่า… ผู้ชายคนนี้สมควรได้รับทุกอย่างแล้วจริง ๆ หลังจบพิธีมอบรางวัล ทีม RED ENGINEERING จัดการฉลองกันเล็ก ๆ ภายในพิต เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย จอมขวัญเปิดแชมเปญจนฟองกระจายไปทั่ว รามโดนทีมช่างจับยกขึ้นบ่า ส่วนวินทร์กำลังโดนล้อเรื่องหน้าตาเครียดตลอ
หลังจากผ่านพ้นมรสุมเรื่องครอบครัวของฉันไปได้ โลกทั้งใบก็เหมือนจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง พี่ขุนทัพทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ทุกอย่าง เขาดูแลฉันดีมากจนบางครั้งฉันยังแอบคิดว่าผู้ชายดุดันในสนามแข่งคนนั้นหายไปไหน ปัญหาเรื่องพ่อเลี้ยงกับแม่เงียบหายไปสนิทราวกับไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตฉันอีกเลย แต่สำหรับพี่ขุนทัพ... งานใหญ่ที่แท้จริงของเขากำลังจะเริ่มขึ้น ไทม์ไลน์ของชีวิตเราหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงวันสำคัญที่สุดในฤดูกาล ศึกตัดสินแชมป์ King’s Cup นัดสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย สมรภูมิที่สนาม MIDNIGHT CIRCUIT ในวันนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่เดิน เสียงเครื่องยนต์จากพิตต่าง ๆ คำรามสลับกันจนแผ่นดินสะเทือน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันและความตื่นเต้น ฉันยืนอยู่กลางแทร็กในพิตเลน สวมชุด Race Queen ของทีม RED ENGINEERING ตัวเสื้อสีขาวตัดกับกระโปรงสั้นสีแดงสด ยืนเคียงข้างรถแข่งสีแดงดำเบอร์ 7ของกัปตันทีม พี่ขุนทัพในชุดแข่งเต็มยศเดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าหล่อเหลาดูจริงจังและนิ่งขรึมกว่าทุกวัน สายตาของเขาจับจ้องไปที่แทร็กข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ทว่าพอหันมาสบ







