LOGINสองสามวันที่ผ่านมาพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นคนรู้จักที่กฤษณะจ้างวานเอาไว้ไม่มาทำงานเลยสร้างปัญหาให้กับเขาเป็นอย่างมาก งานก็เยอะแถมยังต้องกระเตงลูกอ่อนไปไหนมาไหนด้วยอีก ยังดีที่พอมีที่ฝากเลี้ยงได้แต่เขาก็ไม่ได้มีเวลาไปรับไปส่งลูกขนาดนั้น จะไปฝากไว้ยาว ๆ ก็ดูจะผิดต่อภรรยาที่ต้องเอาลูกไปทิ้งขว้างไว้ที่ไกลหูไกลตา วันนี้เขาจึงขอลาหยุดเพื่อจะได้มีเวลาทบทวนหลาย ๆ สิ่งเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง การมีเด็กอ่อนในบ้านทำให้ชีวิตเขาวุ่นวายได้แทบจะในทุก ๆ วินาที
-- นี่เขาเผลอโยนความผิดให้ลูกตัวเองอีกแล้ว --
แม่บ้านรุ่งรัตน์มองหน้าคุณพ่อมือใหม่อย่างเคลือบแคลง ทั้ง ๆ ที่ลูกสาวของกฤษณะก็อายุย่างเข้าเดือนที่ 10 แล้ว แต่ทำไมเขาถึงกลับได้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการดูแลเด็กเลย ชายหนุ่มดูไม่กระตือรือร้น ไม่สนไม่แคร์อะไรนัก ขนาดเห็นผื่นแดงที่ตัวลูกก็ยังดูไม่ตกใจด้วยซ้ำ พฤติกรรมผิดวิสัยคนเป็นพ่อมาก แม้จะสงสัยแต่ก็ได้แต่เก็บความขุ่นมัวเอาไว้ในใจก่อนจะไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
"ผมเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องเลยใช่ไหม"
น้ำเสียงของกฤษณะที่เปล่งออกมามีความสั่นไหวอยู่เล็กน้อย อีกฝ่ายหันกลับมามองที่เขา รุ่งรัตน์มาทำงานเป็นแม่บ้านที่นี่ได้ไม่นานจึงไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรมากนัก รู้แต่ว่าเขาสูญเสียภรรยากะทันหัน นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาดูล่องลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและเย็นชาแบบนี้
"แม่ของยัยหนูรักลูกมาก เธอประคบประหงมเลี้ยงดูอย่างดี คำขอสุดท้ายของเธอก็คือฝากฝังให้ผมดูแลลูกให้ดี แต่ผมก็ยังทำให้เธอผิดหวังอีกจนได้"
กฤษณะระบายความอัดอั้น เขาคิดว่าชีวิตมันมาถึงทางตันก็ตอนที่ภรรยาจากไป แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะตันได้อีกเมื่อเหลือแค่เพียงเขากับลูก เขาเป็นเด็กไม่มีพ่อมีแม่ ประสบความสำเร็จมาได้ก็เพราะความขยัน ใฝ่รู้ ดิ้นรนหาหนทางก้าวหน้าเพื่อหาเลี้ยงตัวเองให้รอด แต่การโถมทำงานหนักเพราะคิดว่าตัวเองทำเพื่อครอบครัวกลับกลายเป็นการทำลายสิ่งที่เขาสร้างมาเองกับมือ
------
[สามเดือนก่อนหน้า]
"กฤษ ช่วยมินดูลูกหน่อยได้ไหม สนใจลูกบ้างสิ มินก็เหนื่อยเหมือนกันนะ"
"กฤษเพิ่งกลับมาถึงบ้านเอง ขออาบน้ำก่อนได้ไหม"
"อย่างนี้ทุกที กฤษไม่เคยสนใจมินกับลูกเลย เอะอะก็มีแต่งาน งาน แล้วก็งาน กลับบ้านมาแทนที่จะกอด จะหอมลูกก็ไม่มี"
"ทำไมมินต้องหาเรื่องทะเลาะกับกฤษด้วย ดูสิลูกมินร้องไห้ส่งเสียงดังหนวกหูชาวบ้านอีกแล้ว"
"ทำไมกฤษพูดแบบนี้ ลูกมินคนเดียวงั้นเหรอ แล้วถุงแป้งไม่ใช่ลูกกฤษหรือไง"
"กฤษบอกแล้วว่ามีลูกมันเป็นภาระ แต่มินก็ดื้อดึงจะมีให้ได้ แล้วเป็นไงล่ะ สุดท้ายเราก็ต้องมาทะเลาะกันเรื่องนี้ทุกที"
"นี่กฤษโทษมินเหรอ เราตกลงแต่งงานสร้างครอบครัวด้วยกัน ทำไมกฤษไม่เห็นใจ ไม่ช่วยมินบ้าง"
"กฤษก็ทำอยู่ ที่กฤษทำงานหนักขึ้นก็เพื่อหาเลี้ยงมินกับลูกนี่ไง ที่เวลากฤษกับมินไม่พอก็เพราะว่าลูกที่มินอยากได้มาตลอดนี่ไงที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ ถ้าย้อนเวลากลับได้กฤษคงไม่ยอมให้มินมีเด็กนี่"
-- เพี้ยะ –
มินตราตบหน้ากฤษณะด้วยความเจ็บปวดใจไปพร้อมกัน
หากเธอไม่เลือกมีลูก มันก็จะไม่เป็นแบบนี้ใช่ไหม
"ทำไมกฤษพูดแบบนี้ เราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันเหรอ"
"กฤษขออาบน้ำก่อนนะ กฤษเหนื่อย"
ร่างสูงเมินคำถามนั้นก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ เขาเลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจภรรยาและลูกที่กำลังร้องไห้เสียงดังระงมไปทั่วห้องและนั่นกลายเป็นการสนทนาครั้งสุดท้ายของพวกเขาไปตลอดกาล
------
"คุณกฤษคะ"
เสียงของแม่บ้านรุ่งรัตน์ทำให้กฤษณะได้สติ ความรู้สึกผิดที่ยังคงฝังใจทำให้จู่ ๆ เขาก็นึกย้อนไปถึงเรื่องราวในวันนั้น
"ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ มีปัญหาอะไรก็ค่อย ๆ แก้"
"ผมแก้ไม่ได้...มันสายไปแล้ว มินตรา...เธอไม่กลับมาหาผมอีกแล้ว"
กฤษณะพูดเสียงเบา เขามองลูกสาวแล้วก็ได้แต่โทษตัวเองที่ทำให้เรื่องมันกลายมาเป็นแบบนี้ ไม่มีใครช่วยอะไรเขาได้อีกแล้ว
"น้าไม่รู้หรอกนะคะว่าคุณผ่านอะไรมาบ้าง แต่ในฐานะคนที่มีลูกเหมือนกัน น้าอยากจะบอกว่าลูกไม่ได้เลือกมาเกิดกับเราแต่เราต่างหากที่เลือกให้ลูกเกิดมา จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะรักหรือไม่รัก มันคงไม่สำคัญเท่ากับว่าเราดูแลรับผิดชอบต่อเขามากพอหรือยัง อดีตจะเป็นอย่างไรไม่รู้แต่ตอนนี้คุณไม่ใช่ผู้ชายตัวคนเดียว คุณมีลูกแล้ว ลูกสาวคุณน่ารักน่าชังมากนะคะ หากภรรยาคุณกลัวความผิดหวัง เธอคงไม่กล้าฝากฝังลูกไว้กับคุณ
กฤษณะได้ฟังคำพูดเหล่านั้นก็เริ่มที่จะสงบลง ใช่แล้ว สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้ก็คือการได้รับคำแนะนำจากใครสักคน แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาได้ยินจากคนไกลตัวซึ่งมันทำให้เขาฉุกคิดอะไรได้มากทีเดียว หรือที่จริงแล้วเขามัวแต่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเลยมองข้ามความหวังดีที่เคยมีจากคนรอบข้างไปหมด อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้
"แล้วผมควรจะทำยังไง…"
เมื่อทุกอย่างกำลังมืดบอด การที่มีใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วยในยามที่ไม่มีใครมันเป็นยิ่งกว่าแสงสว่าง กฤษณะตัดสินใจถามออกไปแม้จะรู้ว่าอาจจะไม่ได้คำตอบที่เขาต้องการก็เพียงเพื่ออยากจะได้แนวคิดอะไรใหม่ ๆ มาหักล้างความคิดเดิม ๆ ของตัวเอง
รุ่งรัตน์รู้ตัวดีว่าไม่อาจจะให้คำปรึกษาอะไรได้เต็มร้อยเพราะเธอก็เป็นเพียงแค่แม่บ้านที่ทำงานงก ๆ หาเลี้ยงครอบครัวมาตั้งแต่ยังสาว หากมันเป็นเรื่องที่เกินความรู้ของเธอก็คงจะยากที่จะช่วย แต่คนเราทุกคนย่อมต้องรู้จักเผชิญกับปัญหา เมื่อกฤษณะเปิดใจเธอจึงอยากจะลองช่วยสักตั้ง
"แล้วคุณกฤษกำลังต้องการอะไรหรือคะ...."
นั่นเป็นคำตอบที่ไม่ง่ายซึ่งทำให้กฤษณะต้องกลับมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ว่าในตอนนี้เขากำลังต้องการอะไร ร่างสูงนั่งทบทวนอะไรต่อมิอะไรสักพัก มีหลายอย่างที่เขาต้องการการเปลี่ยนแปลง เขาต้องดูแลลูกและอยากจะจัดสรรเวลาชีวิตให้ลงตัวกว่านี้ แต่มันติดตรงที่ว่าเขาทำเองทั้งหมดด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องหาตัวเลือก
"ผมต้องการพี่เลี้ยงเด็ก...............แบบ 24 ชั่วโมง"
[เช้าวันถัดมา] "คุณไม่ใช่คนที่ผมต้องการ" "ครับ?" มารุตเอียงคอทำสีหน้าฉงน วันนี้แม่ให้เขาเข้ามาคุยรายละเอียดงานที่บ้านของผู้ว่าจ้าง แต่เข้ามายังไม่ทันได้หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยซ้ำก็โดนปฏิเสธแล้ว "แม่บ้านรุ่งรัตน์บอกว่าวันนี้จะมีคนมาสมัครงาน คือคุณใช่ไหม ถ้าใช่ ผมไม่รับ" "ทำไมล่ะครับ เรายังไม่ได้คุยรายละเอียดอะไรเลยนะ" "ผมต้องการพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย แค่นี้คุณสมบัติคุณก็ไม่ตรงแล้ว" มารุตขมวดคิ้วเป็นปม ได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ มองตามเจ้าของบ้านที่กำลังเปิดประตูเชื้อเชิญให้เขาออกไป สรุปที่เขาตัดสินใจและพร่ำบอกตัวเองทั้งคืนให้พยายามสู้กับงานนี้ก็ต้องสูญเปล่าเพราะเขาไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้นเหรอ "คุณด่วนตัดสินใจไปหรือเปล่าครับ ผมยังไม่ได้ทดลองงานเลยนะ" "ไม่" กฤษณะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังไม่พอใจ เขาอุตส่าห์ยอมเสียเวลาลางานอีกวันเพียงเพื่อจะได้จัดการเรื่องพี่เลี้ยงคนใหม่ให้เรียบร้อย แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ตามที่คิด ตอนแรกเขานึกว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่มาคุยเ
"แม่ว่าไงนะครับ" "แม่ถามว่า หมอกสนใจงานพี่เลี้ยงเด็กหรือเปล่า" หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน รุ่งรัตน์ก็ชั่งใจอยู่นานก่อนจะตัดสินใจถามคนใกล้ตัวที่สุดนั่นก็คือมารุตลูกชายของเธอเอง "ทำไมอยู่ดี ๆ แม่มาถามหมอกแบบนี้ครับ ไหนแม่บอกว่าไม่อยากให้หมอกทำงานประเภทนี้ยังไงล่ะ" มารุตขมวดคิ้วถามกลับ แม่เป็นคนบอกกับเขาเองว่างานประเภทนี้มันเหนื่อย ไม่อยากให้เขาทำ แต่ทำไมวันนี้กลับยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด "ก็แม่เห็นว่าลูกกำลังหางานทำอยู่ แล้วแม่ก็คิดว่าลูกน่าจะเหมาะกับงานนี้ ลูกเรียนเกี่ยวกับการดูแลเด็กมาไม่ใช่หรือ" "หมอกเรียนวรรณกรรมสำหรับเด็กครับ" "นั่นแหละที่แม่หมายถึง แหมเด็กคนนี้นี่จริง ๆ เลย ผิดนิดผิดหน่อยไม่ได้" มารุตอมยิ้มน้อย ๆ แม่ไม่เคยเรียกชื่อสาขาวิชาที่เขาเรียนถูกเลย แต่ที่แม่พูดมันก็ไม่เชิงผิดเพราะว่าเอกที่เขาเรียนมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็กทั้งสิ้น แม้จะเน้นหนักไปทางด้านวรรณกรรมแต่มันก็ยังมีวิชาที่ให้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กด้วย ดังนั้นเรื่องของการดูแลเด็กก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่คนที่เรียนอ
สองสามวันที่ผ่านมาพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นคนรู้จักที่กฤษณะจ้างวานเอาไว้ไม่มาทำงานเลยสร้างปัญหาให้กับเขาเป็นอย่างมาก งานก็เยอะแถมยังต้องกระเตงลูกอ่อนไปไหนมาไหนด้วยอีก ยังดีที่พอมีที่ฝากเลี้ยงได้แต่เขาก็ไม่ได้มีเวลาไปรับไปส่งลูกขนาดนั้น จะไปฝากไว้ยาว ๆ ก็ดูจะผิดต่อภรรยาที่ต้องเอาลูกไปทิ้งขว้างไว้ที่ไกลหูไกลตา วันนี้เขาจึงขอลาหยุดเพื่อจะได้มีเวลาทบทวนหลาย ๆ สิ่งเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง การมีเด็กอ่อนในบ้านทำให้ชีวิตเขาวุ่นวายได้แทบจะในทุก ๆ วินาที -- นี่เขาเผลอโยนความผิดให้ลูกตัวเองอีกแล้ว -- แม่บ้านรุ่งรัตน์มองหน้าคุณพ่อมือใหม่อย่างเคลือบแคลง ทั้ง ๆ ที่ลูกสาวของกฤษณะก็อายุย่างเข้าเดือนที่ 10 แล้ว แต่ทำไมเขาถึงกลับได้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการดูแลเด็กเลย ชายหนุ่มดูไม่กระตือรือร้น ไม่สนไม่แคร์อะไรนัก ขนาดเห็นผื่นแดงที่ตัวลูกก็ยังดูไม่ตกใจด้วยซ้ำ พฤติกรรมผิดวิสัยคนเป็นพ่อมาก แม้จะสงสัยแต่ก็ได้แต่เก็บความขุ่นมัวเอาไว้ในใจก่อนจะไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ "ผมเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องเลยใช่ไหม" น้ำเสียงของกฤษณะที่เปล่งออกมามีความสั่นไหวอยู่เล็กน้อย อีกฝ่าย
"สวัสดีค่ะคุณกฤษ น้าขอเข้าไปทำความสะอาดนะคะ" รุ่งรัตน์ แม่บ้านที่มาทำงานได้สามเดือนแล้วเอ่ยขออนุญาตผู้เป็นเจ้าของบ้าน เธอจะมาทำความสะอาดที่นี่สัปดาห์ละ 2 วัน (วันพฤหัสบดี 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่มและวันอาทิตย์ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 2 รับค่าจ้างเป็นรายวันตามสัญญาจ้าง ที่เลือกตกลงเป็นสองวันนี้เพราะว่าวันพฤหัสบดีกฤษณะจะเลิกงานเร็ว และเขาจะหยุดทำงานทุกวันอาทิตย์ ทำให้มีเวลาเปิดบ้านให้ช่วงเวลานี้พอดีโดยไม่ต้องรบกวนใครอื่น ปกติแล้วทุกวันพฤหัสบดีแม่บ้านรุ่งรัตน์จะต้องเจอพี่เลี้ยงเด็กเสมอเพราะพี่เลี้ยงจะอยู่จนถึงเวลาพาถุงแป้งเข้านอนถึงจะกลับซึ่งหลายครั้งก็เป็นเวลาไล่เลี่ยกับเวลาที่แม้บ้านรุ่งรัตน์ใกล้จะเลิกงาน แต่วันนี้แปลกไป เธอไม่เห็นเงาของใครนอกจากผู้ว่าจ้างของเธอที่นั่งอ่านเอกสารบางอย่างอยู่ในชุดลำลอง ข้าง ๆ ตัวเขามีเจ้าตัวน้อยนอนส่งเสียงอ้อแอ้อยู่เป็นระยะ สีหน้าของคนเป็นพ่อดูเคร่งเครียดจนทำให้เธออดที่จะถามขึ้นไม่ได้ "วันนี้พี่เลี้ยงหนูถุงแป้งกลับไปแล้วหรือคะ" กฤษณะส่ายหน้าแต่ก็ไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้น ชายหนุ่มถอนหายใจยกมือขึ้นกุมขมับราวกับม
-- มินขอโทษนะกฤษที่มินทำตัวเป็นภาระ แต่มินก็รักยัยหนูเกินกว่าที่จะพาลูกไปด้วย มินฝากลูกด้วยนะกฤษ ถือว่าเป็นคำขอสุดท้ายของมิน -- มินตรา -- มิน!!! มิน ผมขอโทษ ตื่นมาคุยกับผมก่อน ผมขอโทษ – -- เฮือก! -- ร่างสูงสะดุ้งตื่นพร้อมกับเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นเต็มตัว เขาฝันร้ายแบบนี้มาได้สามเดือนแล้วนับตั้งแต่เธอจากไป ความรู้สึกผิดยังคงติดตรึงฝังอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ใช่แค่เขาที่สูญเสียภรรยา แต่ลูกก็ต้องมากำพร้าแม่ด้วย "แงงงงง" ไม่ใช่แค่ฝันร้ายแต่ยังมีเสียงร้องไห้ของเด็กตัวน้อยที่ปลุกให้เขาตื่น กฤษณะมองดูนาฬิกาที่อยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง นี่เพิ่งจะเข้าเที่ยงคืนเท่านั้นแต่ถุงแป้งกลับตื่นมาร้องไห้งอแงไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ลูกสาวเขามักจะร้องไห้กลางดึกเสมอไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นนั่งก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดให้ลึกที่สุดเรียกพละกำลังของตัวเอง ช่วงนี้นอกจากเขาจะยังคงทำงานหนักแล้วยังต้องมาเลี้ยงลูกอีก วัน ๆ แทบไม่ได้นอน จริงอยู่แม้เขาจะจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาคอยดูแลยัยหนูแต่มันก็ยังช่วยแบ่งเบาภาระของเขาได้ไม่มากอยู่ดี เพราะพี่เลี้ยงจะอยู่มากสุดก็แค่ส่งยัยหนูเข้านอนเท่านั





![หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

