LOGIN[เช้าวันถัดมา]
"คุณไม่ใช่คนที่ผมต้องการ"
"ครับ?"
มารุตเอียงคอทำสีหน้าฉงน วันนี้แม่ให้เขาเข้ามาคุยรายละเอียดงานที่บ้านของผู้ว่าจ้าง แต่เข้ามายังไม่ทันได้หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยซ้ำก็โดนปฏิเสธแล้ว
"แม่บ้านรุ่งรัตน์บอกว่าวันนี้จะมีคนมาสมัครงาน คือคุณใช่ไหม ถ้าใช่ ผมไม่รับ"
"ทำไมล่ะครับ เรายังไม่ได้คุยรายละเอียดอะไรเลยนะ"
"ผมต้องการพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย แค่นี้คุณสมบัติคุณก็ไม่ตรงแล้ว"
มารุตขมวดคิ้วเป็นปม ได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ มองตามเจ้าของบ้านที่กำลังเปิดประตูเชื้อเชิญให้เขาออกไป สรุปที่เขาตัดสินใจและพร่ำบอกตัวเองทั้งคืนให้พยายามสู้กับงานนี้ก็ต้องสูญเปล่าเพราะเขาไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้นเหรอ
"คุณด่วนตัดสินใจไปหรือเปล่าครับ ผมยังไม่ได้ทดลองงานเลยนะ"
"ไม่"
กฤษณะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังไม่พอใจ เขาอุตส่าห์ยอมเสียเวลาลางานอีกวันเพียงเพื่อจะได้จัดการเรื่องพี่เลี้ยงคนใหม่ให้เรียบร้อย แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ตามที่คิด ตอนแรกเขานึกว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่มาคุยเรื่องหาพี่เลี้ยงคนใหม่ให้กับลูกเขาเสียอีกถึงได้เชิญเข้าบ้าน แต่คงมีใครเข้าใจอะไรผิดอยู่แน่ ๆ กฤษณะจ้องตามารุตเขม็งกดดันให้อีกฝ่ายรีบออกไปพื้นที่ส่วนตัวของเขา
"คุณไม่รับผมทำงาน เพราะแค่ผมเป็นผู้ชายเนี่ยนะ"
"ลูกสาวผมเป็นเด็กผู้หญิง ผมจะไม่ปล่อยให้ผู้ชายหน้าไหนมาแตะต้องลูกผมเด็ดขาด อีกอย่างผมไม่คิดว่าคุณจะทำงานนี้ได้หรอก"
มารุตขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เรื่องหวงลูกสาวนั้นเป็นเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้ แต่การที่มาบอกว่าเขาทำไม่ได้นั่นมันดูถูกกันชัด ๆ นี่แม่เขาไปเห็นใจคนปากแบบนี้ได้ยังไงกัน
"ผมสงสารลูกสาวคุณจริง ๆ ที่มีพ่อแบบนี้ คุณตัดสินคนอื่นโดยที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ ไม่มีเหตุผลเลย"
ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นแทงใจดำคนฟังแค่ไหน รู้แต่ว่าทันทีที่เขาพูดจบ มารุตก็ถูกผลักติดกับประตู ไหล่เขาถูกบีบแน่นเหมือนกระดูกภายในจะหักลงให้ได้
"ทำอะไรของคุณ ปล่อยผม"
"แงงงงงงงง"
ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังปะทุดุเดือด เสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นจนทั้งคู่ต้องหันไปมองหาที่มาของเสียง กฤษณะรีบปล่อยมือจากคนตรงหน้าก่อน ออกปากไล่มารุตอีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินเข้าห้อง ๆ หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลไปอย่างหัวเสีย เสียงร้องที่ผิดแปลกไปจากปกตินั่นทำให้เขาใจไม่ดีเอาเสียเลย มารุตเองก็ดูจะตกใจไม่น้อย เขาเลือกเดินตามเข้าไปโดยไม่สนใจว่าเจ้าของบ้านจะอนุญาตหรือไม่
กฤษณะอุ้มลูกขึ้นมาไว้แนบอก ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของชายคนตรงหน้ารวมถึงสภาพของหนูน้อยบ่งบอกได้ดีถึงอะไรหลาย ๆ อย่างทำให้มารุตเริ่มจะเข้าใจอะไรได้มากยิ่งขึ้น
"ร้องทำไม"
ดูเหมือนว่าคนเป็นพ่อจะไม่เข้าใจวิธีการปลอบเด็ก ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ใช้ทำให้ลูกน้อยให้อ้อมกอดของเขาตกใจกลัวจนร้องไห้หนักกว่าเดิม
"คุณกำลังทำให้เด็กกลัว"
"ผมบอกให้คุณออกไปไง"
กฤษณะเริ่มขึ้นเสียงเมื่อเห็นว่าแขกที่ไม่ได้ตั้งใจรับเชิญเดินตามเขาเข้ามาในห้องลูก ยิ่งพูดเสียงดังมากเท่าไร ลูกเขาก็ร้องไห้เสียงดังมากเท่านั้น แต่พออีกฝ่ายพูด ยัยหนูของเขากลับมีท่าทีชะงักงันและพยายามเอี้ยวตัวกลับไปหาต้นตอของน้ำเสียงนุ่ม ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ
ไม่รู้ว่ามันบังเอิญหรือเป็นแค่ปฏิกิริยาตอบสนองตามปกติของเด็กอายุเท่านี้ แต่มันก็ทำให้ร่างสูงที่มีอารมณ์คุกรุ่นเริ่มจะนิ่งลงด้วยความสนอกสนใจและรอดูว่าเจ้าตัวเล็กจะทำอะไรต่อ
"แอ๊"
ใบหน้าจิ้มลิ้มเหลียวมองไปทางด้านหลังพร้อมกับเสียงเล็กแหลมที่เปล่งออกมา ร่างกายนุ่มนิ่มนิ่งงันไปเล็กน้อยก่อนจะเริ่มขยับตัวอีกครั้งและเอื้อมสองมือเข้าหาผู้มาใหม่ แต่กฤษณะกลับกระชับกอดแน่นขึ้นจนลูกเขาส่งเสียงงอแงอีกรอบถึงได้ยอมคลายมือออก
มารุตอ้าแขนรับเด็กน้อยมาไว้ในอ้อมกอดด้วยสีหน้างุนงงไม่ต่างไปจากพ่อเด็ก แต่มันก็เป็นที่น่าพอใจที่อย่างน้อยจะได้ทำให้คนตัวสูงใหญ่ตรงหน้านี้รู้สึกตัวเสียทีว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ไม่ใช่เรื่องที่สมควร
"แอ๊…"
"ว่าไงครับ"
"แอะ…แอ๊…"
"หืม..อายัยงับ"
สองคนคุยกันราวกับอยู่ในโลกที่คนอื่นเข้าไม่ถึง มารุตเอื้อมมือขึ้นลูบแก้มยุ้ยนั่นเบา ๆ เด็กคนนี้น่ารักเหมือนที่แม่เขาบอกไว้ไม่มีผิด ส่วนกฤษณะได้แต่ยืนมองดูลูกตัวเองกำลังทำเสียงอ้อแอ้คุยกับคนแปลกหน้าอย่างที่เขาเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน พอเห็นภาพนั้นในใจก็เกิดสับสนขึ้นมา
"พอได้แล้ว"
พอกฤษณะเอ่ยขัดและเอื้อมมือไปอุ้มลูกกลับคืน เจ้าตัวเล็กก็ร้องเสียงดังขึ้นมาอีก แม้จะไม่ชอบใจที่เห็นคนแปลกหน้าทำแบบนี้กับลูกตัวเองแทนที่แม่ตัวจริง แต่ภาพของทั้งสองคนที่คุยกันเมื่อครู่ก็ยังคงติดตาและสร้างความรู้สึกแง่บวกให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของเขาได้ไม่น้อย
เสียงร้องทักท้วงที่ฟังไม่ได้ศัพท์นั้นทำให้กฤษณะยอมปล่อยลูกให้มารุตอุ้มดังเดิม สิ่งที่เห็นทำให้เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังมองอะไรพลาดไปหรือเปล่า หรือสิ่งที่เขาคิดมาตลอดมันผิด
"คุณอยากจะทำงานนี้จริง ๆ ใช่ไหม"
มารุตได้ยินคำถามก็พยักหน้าตอบอัตโนมัติ เขาตอบตกลงแม่ตัวเองไปแล้วและไม่คิดจะคืนคำ ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาเองก็ถูกชะตากับเด็กคนนี้ไม่น้อย
"ผมจะให้คุณทดลองงานก็ได้ ถ้าคุณยอมรับข้อตกลงของผมได้"
"เรื่องนั้นเราคุยกันได้ครับ"
"ดี ถ้าคุณมั่นใจขนาดนั้นผมจะรอดู ขนาดพี่เลี้ยงมืออาชีพยังทนอยู่ไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคุณ"
กฤษณะยังคงใช้วาจาดูแคลนอีกฝ่ายไม่เลิก ผู้ชายตรงหน้าแม้จะพูดจาฉะฉานชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่กร้านโลก แต่ดูก็รู้ว่าอายุอานามน่าจะน้อยกว่าเขาหลายปี ใบหน้าที่ไร้ริ้วรอยแลดูสดใสกับท่าทางมั่นอกมั่นใจนั่นค่อนข้างขวางหูขวางตาเขามากทีเดียว แต่แม้จะยังขุ่นใจอยู่บ้างที่โดนเด็กที่ไหนไม่รู้หาว่าไม่มีเหตุผล แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้ตัวเขาไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว เขาต้องทำงานและยัยหนูต้องการพี่เลี้ยงโดยด่วน ดังนั้นลองดูก็คงไม่เสียหาย
ส่วนมารุตได้ยินประโยคสุดท้ายถึงกับต้องข่มใจเอาไว้ ว่าที่นายจ้างอุตส่าห์ใจอ่อนยอมทำข้อตกลงด้วยแล้ว จึงคิดว่าไม่ควรต่อปากต่อคำให้เสียบรรยากาศดีกว่า อีกอย่างมาปรามาสกันแบบนี้มันยอมได้ที่ไหน นายหมอก มารุตคนนี้จะพิสูจน์ให้ดูเองว่าเขามีคุณสมบัติในการเป็นพี่เลี้ยงอย่างครบถ้วนแบบที่หาใครมาแทนไม่ได้อีกเลยล่ะ
[เช้าวันถัดมา] "คุณไม่ใช่คนที่ผมต้องการ" "ครับ?" มารุตเอียงคอทำสีหน้าฉงน วันนี้แม่ให้เขาเข้ามาคุยรายละเอียดงานที่บ้านของผู้ว่าจ้าง แต่เข้ามายังไม่ทันได้หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยซ้ำก็โดนปฏิเสธแล้ว "แม่บ้านรุ่งรัตน์บอกว่าวันนี้จะมีคนมาสมัครงาน คือคุณใช่ไหม ถ้าใช่ ผมไม่รับ" "ทำไมล่ะครับ เรายังไม่ได้คุยรายละเอียดอะไรเลยนะ" "ผมต้องการพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย แค่นี้คุณสมบัติคุณก็ไม่ตรงแล้ว" มารุตขมวดคิ้วเป็นปม ได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ มองตามเจ้าของบ้านที่กำลังเปิดประตูเชื้อเชิญให้เขาออกไป สรุปที่เขาตัดสินใจและพร่ำบอกตัวเองทั้งคืนให้พยายามสู้กับงานนี้ก็ต้องสูญเปล่าเพราะเขาไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้นเหรอ "คุณด่วนตัดสินใจไปหรือเปล่าครับ ผมยังไม่ได้ทดลองงานเลยนะ" "ไม่" กฤษณะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังไม่พอใจ เขาอุตส่าห์ยอมเสียเวลาลางานอีกวันเพียงเพื่อจะได้จัดการเรื่องพี่เลี้ยงคนใหม่ให้เรียบร้อย แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ตามที่คิด ตอนแรกเขานึกว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่มาคุยเ
"แม่ว่าไงนะครับ" "แม่ถามว่า หมอกสนใจงานพี่เลี้ยงเด็กหรือเปล่า" หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน รุ่งรัตน์ก็ชั่งใจอยู่นานก่อนจะตัดสินใจถามคนใกล้ตัวที่สุดนั่นก็คือมารุตลูกชายของเธอเอง "ทำไมอยู่ดี ๆ แม่มาถามหมอกแบบนี้ครับ ไหนแม่บอกว่าไม่อยากให้หมอกทำงานประเภทนี้ยังไงล่ะ" มารุตขมวดคิ้วถามกลับ แม่เป็นคนบอกกับเขาเองว่างานประเภทนี้มันเหนื่อย ไม่อยากให้เขาทำ แต่ทำไมวันนี้กลับยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด "ก็แม่เห็นว่าลูกกำลังหางานทำอยู่ แล้วแม่ก็คิดว่าลูกน่าจะเหมาะกับงานนี้ ลูกเรียนเกี่ยวกับการดูแลเด็กมาไม่ใช่หรือ" "หมอกเรียนวรรณกรรมสำหรับเด็กครับ" "นั่นแหละที่แม่หมายถึง แหมเด็กคนนี้นี่จริง ๆ เลย ผิดนิดผิดหน่อยไม่ได้" มารุตอมยิ้มน้อย ๆ แม่ไม่เคยเรียกชื่อสาขาวิชาที่เขาเรียนถูกเลย แต่ที่แม่พูดมันก็ไม่เชิงผิดเพราะว่าเอกที่เขาเรียนมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็กทั้งสิ้น แม้จะเน้นหนักไปทางด้านวรรณกรรมแต่มันก็ยังมีวิชาที่ให้ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กด้วย ดังนั้นเรื่องของการดูแลเด็กก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่คนที่เรียนอ
สองสามวันที่ผ่านมาพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นคนรู้จักที่กฤษณะจ้างวานเอาไว้ไม่มาทำงานเลยสร้างปัญหาให้กับเขาเป็นอย่างมาก งานก็เยอะแถมยังต้องกระเตงลูกอ่อนไปไหนมาไหนด้วยอีก ยังดีที่พอมีที่ฝากเลี้ยงได้แต่เขาก็ไม่ได้มีเวลาไปรับไปส่งลูกขนาดนั้น จะไปฝากไว้ยาว ๆ ก็ดูจะผิดต่อภรรยาที่ต้องเอาลูกไปทิ้งขว้างไว้ที่ไกลหูไกลตา วันนี้เขาจึงขอลาหยุดเพื่อจะได้มีเวลาทบทวนหลาย ๆ สิ่งเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง การมีเด็กอ่อนในบ้านทำให้ชีวิตเขาวุ่นวายได้แทบจะในทุก ๆ วินาที -- นี่เขาเผลอโยนความผิดให้ลูกตัวเองอีกแล้ว -- แม่บ้านรุ่งรัตน์มองหน้าคุณพ่อมือใหม่อย่างเคลือบแคลง ทั้ง ๆ ที่ลูกสาวของกฤษณะก็อายุย่างเข้าเดือนที่ 10 แล้ว แต่ทำไมเขาถึงกลับได้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการดูแลเด็กเลย ชายหนุ่มดูไม่กระตือรือร้น ไม่สนไม่แคร์อะไรนัก ขนาดเห็นผื่นแดงที่ตัวลูกก็ยังดูไม่ตกใจด้วยซ้ำ พฤติกรรมผิดวิสัยคนเป็นพ่อมาก แม้จะสงสัยแต่ก็ได้แต่เก็บความขุ่นมัวเอาไว้ในใจก่อนจะไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ "ผมเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องเลยใช่ไหม" น้ำเสียงของกฤษณะที่เปล่งออกมามีความสั่นไหวอยู่เล็กน้อย อีกฝ่าย
"สวัสดีค่ะคุณกฤษ น้าขอเข้าไปทำความสะอาดนะคะ" รุ่งรัตน์ แม่บ้านที่มาทำงานได้สามเดือนแล้วเอ่ยขออนุญาตผู้เป็นเจ้าของบ้าน เธอจะมาทำความสะอาดที่นี่สัปดาห์ละ 2 วัน (วันพฤหัสบดี 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่มและวันอาทิตย์ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 2 รับค่าจ้างเป็นรายวันตามสัญญาจ้าง ที่เลือกตกลงเป็นสองวันนี้เพราะว่าวันพฤหัสบดีกฤษณะจะเลิกงานเร็ว และเขาจะหยุดทำงานทุกวันอาทิตย์ ทำให้มีเวลาเปิดบ้านให้ช่วงเวลานี้พอดีโดยไม่ต้องรบกวนใครอื่น ปกติแล้วทุกวันพฤหัสบดีแม่บ้านรุ่งรัตน์จะต้องเจอพี่เลี้ยงเด็กเสมอเพราะพี่เลี้ยงจะอยู่จนถึงเวลาพาถุงแป้งเข้านอนถึงจะกลับซึ่งหลายครั้งก็เป็นเวลาไล่เลี่ยกับเวลาที่แม้บ้านรุ่งรัตน์ใกล้จะเลิกงาน แต่วันนี้แปลกไป เธอไม่เห็นเงาของใครนอกจากผู้ว่าจ้างของเธอที่นั่งอ่านเอกสารบางอย่างอยู่ในชุดลำลอง ข้าง ๆ ตัวเขามีเจ้าตัวน้อยนอนส่งเสียงอ้อแอ้อยู่เป็นระยะ สีหน้าของคนเป็นพ่อดูเคร่งเครียดจนทำให้เธออดที่จะถามขึ้นไม่ได้ "วันนี้พี่เลี้ยงหนูถุงแป้งกลับไปแล้วหรือคะ" กฤษณะส่ายหน้าแต่ก็ไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้น ชายหนุ่มถอนหายใจยกมือขึ้นกุมขมับราวกับม
-- มินขอโทษนะกฤษที่มินทำตัวเป็นภาระ แต่มินก็รักยัยหนูเกินกว่าที่จะพาลูกไปด้วย มินฝากลูกด้วยนะกฤษ ถือว่าเป็นคำขอสุดท้ายของมิน -- มินตรา -- มิน!!! มิน ผมขอโทษ ตื่นมาคุยกับผมก่อน ผมขอโทษ – -- เฮือก! -- ร่างสูงสะดุ้งตื่นพร้อมกับเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นเต็มตัว เขาฝันร้ายแบบนี้มาได้สามเดือนแล้วนับตั้งแต่เธอจากไป ความรู้สึกผิดยังคงติดตรึงฝังอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ใช่แค่เขาที่สูญเสียภรรยา แต่ลูกก็ต้องมากำพร้าแม่ด้วย "แงงงงง" ไม่ใช่แค่ฝันร้ายแต่ยังมีเสียงร้องไห้ของเด็กตัวน้อยที่ปลุกให้เขาตื่น กฤษณะมองดูนาฬิกาที่อยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง นี่เพิ่งจะเข้าเที่ยงคืนเท่านั้นแต่ถุงแป้งกลับตื่นมาร้องไห้งอแงไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ลูกสาวเขามักจะร้องไห้กลางดึกเสมอไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นนั่งก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดให้ลึกที่สุดเรียกพละกำลังของตัวเอง ช่วงนี้นอกจากเขาจะยังคงทำงานหนักแล้วยังต้องมาเลี้ยงลูกอีก วัน ๆ แทบไม่ได้นอน จริงอยู่แม้เขาจะจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาคอยดูแลยัยหนูแต่มันก็ยังช่วยแบ่งเบาภาระของเขาได้ไม่มากอยู่ดี เพราะพี่เลี้ยงจะอยู่มากสุดก็แค่ส่งยัยหนูเข้านอนเท่านั
![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



![รรร...ก็แค่ตกกระไดพลอยโจน [mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


