เงาจันทร์ซ่อนพันฤดู

เงาจันทร์ซ่อนพันฤดู

last updateTerakhir Diperbarui : 2025-05-07
Bahasa: Thai
goodnovel16goodnovel
Belum ada penilaian
31Bab
575Dibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

ธนิดาถูกจับไปเป็นตัวประกันระหว่างรอชดใช้หนี้ให้มาเฟียอย่างนาวิน ความใกล้ชิดค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความรัก ทว่าท่ามกลางอันตรายและความลับที่ปิดซ่อนไว้ ทั้งสองจะเอาชนะโชคชะตาและความเสี่ยงของโลกมาเฟียได้หรือไม่

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทนำ : รอยร้าวแห่งกาลเวลา

ซู่ๆๆ

สายฝนโปรยลงมาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่ช่วงเช้ามืด มันช่างน่าแปลก ปกติแล้วช่วงฤดูร้อนแบบนี้มักไม่ค่อยมีฝนตกลงมาสักเท่าไหร่ แต่ปีนี้สภาพอากาศดูแปรปรวนกว่าที่ผ่าน ๆ มา ท้องฟ้าทั้งผืนเป็นสีเทาหม่นขมุกขมัวเหนือเมืองหลวงในวันนี้ดูราวกับเป็นผ้าม่านที่กำลังปิดบังบางสิ่งเอาไว้

เป็นวันที่ไม่สดใสเอาเสียเลย...

หลินซือหยูคิดพลางยืนนิ่งอยู่หน้าตึกสูงของมหาวิทยาลัย เธอเปียกฝนเล็กน้อย มือกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด เพราะเธอเพิ่งได้รับข้อความจากอาจารย์ที่ปรึกษามาหมาด ๆ

ถ้าคุณยังส่งงานวิจัยไม่ทันภายในสิ้นเดือนนี้ ผมจะตัดคุณออกจากรายชื่อนักศึกษา ผมยืดเวลามาให้คุณมากเกินไปแล้ว

คำขู่ที่แสนเย็นชานั้นทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความกลัว เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ อากาศชื้น ๆ จากฝนไหลซึมเข้าเต็มปอด แต่ไม่ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด ยิ่งเจอสภาพอากาศแบบนี้ยิ่งทำให้เธอรู้สึกดิ่งไปกันใหญ่

“ทำไมชีวิตฉันถึงได้ยุ่งเหยิงขนาดนี้เนี่ย!!” ซือหยูพึมพำกับตัวเอง น้ำตาคลอหน่วยที่ดวงตาทั้งสองข้าง

เธอในวัยยี่สิบห้าปีไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีค่าเลยสักครั้ง ครอบครัวก็แตกแยก เพื่อนก็มีน้อย แถมการเรียนก็ดันกลายเป็นโซ่ตรวนล่ามเธอจากอิสระมากกว่าที่จะช่วยเติมเต็มความฝันของเธออย่างที่เคยปรารถนา

ลมเย็นจากถนนที่รถราพลุกพล่านพัดผ่านมา ผมยาวสีน้ำตาลเข้มของเธอที่มัดไว้หลวม ๆ ปลิวไปตามแรงลม เธอถอนหายใจเบา ๆ ขณะมองกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นที่ทยอยลงมาจากรถบัสของมหาวิทยาลัย บางคนถือสมุดบันทึก บางคนสะพายกล้องถ่ายรูป เธอไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนดูตื่นเต้นกับการทัศนศึกษาในครั้งนี้มากขนาดนั้น

สำหรับเธอ มันก็เป็นแค่วันหยุดที่ถูกขโมยไปโดยอาจารย์จอมเข้มงวดวิชา “ประวัติศาสตร์เอเชียยุคกลาง” ที่เพิ่งส่งข้อความขู่มาให้เธอเมื่อครู่

บอกให้พวกฉันมาทัศนศึกษาเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม...

แต่ตัวอาจารย์เจ้าของวิชาดันไม่มาด้วยเนี่ยนะ!

“ซือหยู รีบมาเซ็นชื่อเร็วเข้า!” เสียงแหลมใสของ หลี่เสี่ยว เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอในชั้นเรียนดังขึ้นจากด้านหน้าประตูพิพิธภัณฑ์ หลี่เสี่ยวโบกมืออย่างกระตือรือร้น ผมสั้นสีดำของเธอเด้งไปมา “พ่อฉันบอกว่าวันนี้พิเศษมาก มีของใหม่จากราชวงศ์ถังมาโชว์ด้วย”

“รู้แล้วน่า!” ซือหยูยกยิ้มบางก่อนจะเอ่ยตอบสั้น ๆ แล้วลากขาเดินตามไป เธอหยิบปากกาจากกระเป๋าสะพายใบเก่าขึ้นมาเซ็นชื่อลงไปในสมุดที่หลี่เสี่ยวยื่นมาให้อย่างไม่เต็มใจนัก

หลี่เสี่ยวเป็นลูกสาวของศาสตราจารย์หลี่ หัวหน้าทีมขุดค้นที่ดูแลการทัศนศึกษาในครั้งนี้ และนั่นทำให้หลี่เสี่ยวตื่นเต้นเกินเหตุกับทุกอย่างที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ต่างกับซือหยูเพราะเธอไม่เคยเข้าใจ ถึงแม้ว่าเธอจะเรียนประวัติศาสตร์มาเกือบสี่ปี แต่เธอก็ชอบอ่านตำรามากกว่าการมองของเก่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับและฝุ่นแบบนี้

“เธอจะตื่นเต้นไปไหนเนี่ย” ซือหยูพูดหยอกขณะเดินตามหลี่เสี่ยวเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ กลิ่นเย็น ๆ จากเครื่องปรับอากาศผสมกับกลิ่นไม้เก่าของพื้นโถงใหญ่ตีเข้าจมูก เธอมองไปรอบ ๆ เห็นป้ายต้อนรับขนาดใหญ่ที่เขียนเอาไว้ว่า

นิทรรศการพิเศษ: สมบัติจากราชวงศ์ถัง

“ก็มันพิเศษจริง ๆ น่ะสิ” หลี่เสี่ยวตอบกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริง “พ่อบอกว่ามีของชิ้นหนึ่งที่เพิ่งขุดเจอจากสุสานเก่า เป็นจี้หยกที่สวยมาก ๆ ยังไม่มีข้อมูลด้วยนะว่าจี้หยกชิ้นนี้เป็นของใคร”

“เหรอ...”

“เธอต้องชอบแน่ๆ เพราะมันเกี่ยวกับตระกูลหลิน” หลี่เสี่ยวบอกพลางหันมามองหน้าซือหยูด้วยความตื่นเต้น

“ตระกูลหลิน?” ซือหยูเลิกคิ้ว “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน”

เธอถามต่อด้วยน้ำเสียงขบขัน เธอรู้ว่านามสกุล หลินของเธอเป็นชื่อที่พบได้ทั่วไปในจีน แต่การที่หลี่เสี่ยวยกมาเชื่อมโยงแบบนี้ ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ

“ก็ไม่รู้สิ” หลี่เสี่ยวหัวเราะ “แต่มันบังเอิญดีออก บางทีเธออาจจะมีเชื้อสายขุนนางโบราณก็ได้นะ” เธอควงแขนซือหยูแล้วลากเข้าไปในโถงนิทรรศการโดยไม่ได้สนใจสีหน้าที่เริ่มเบื่อหน่ายของเพื่อนสาว

ภายในโถงใหญ่แสงไฟจากโคมระยิบระยับสาดส่องลงบนตู้จัดแสดงที่เรียงรายอยู่ตามผนัง ซือหยูปล่อยให้หลี่เสี่ยวนำทางไปตามจุดต่าง ๆ ผ่านโลงศพไม้ที่มีรอยขูดลึก ๆ ดาบทองสัมฤทธิ์ที่ขึ้นสนิม และผ้าไหมเก่าที่ขาดวิ่น เธอพยักหน้าให้

หลี่เสี่ยวเป็นระยะ ๆ ราวกับว่ากำลังตั้งใจฟัง แต่สายตาของเธอเริ่มเลื่อนไปมองนาฬิกาข้อมือบ่อยขึ้น เธอแอบนับเวลาว่าเมื่อไหร่จะถึงตอนที่ได้กลับหอพักเพื่อนอนอ่านนิยายออนไลน์เรื่องโปรดสักที

จนกระทั่งเธอหยุดชะงักอยู่ที่หน้าตู้กระจกตู้หนึ่ง...

มันไม่ใช่ตู้ที่ใหญ่ที่สุดในโถง และไม่ใช่จุดที่คนมุงมากที่สุดด้วย แต่บางอย่างในนั้นดึงดูดสายตาของเธอโดยไม่รู้ตัว ซือหยูปล่อยแขนหลี่เสี่ยวในทันทีแล้วเดินตรงเข้าไปที่ตู้กระจกนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

ภายในตู้มีจี้หยกสีเขียวมรกตรูปหยดน้ำวางอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีแดงเข้ม ขนาดของมันไม่ได้ใหญ่ไปกว่าหัวแม่มือของเธอสักเท่าไหร่ ผิวหยกเรียบเนียนราวกับถูกขัดเกลามานานนับศตวรรษ มีรอยสลักคำว่า 林 (หลิน) อยู่ด้านหลัง แสงไฟของตู้จัดแสดงสะท้อนบนจี้หยกทำให้มันดูเหมือนมีชีวิตและลายเส้นสีเขียวเข้มบนหยกชิ้นนั้นในบางครั้งซือหยูก็รู้สึกเหมือนว่ามันจะขยับได้

“สวยจัง...” ซือหยูพึมพำขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เธอก้มลงไปอ่านป้ายเล็ก ๆ ที่ปรากฏอยู่ข้างตู้จัดแสดง

จี้หยกแห่งราชวงศ์ถัง คาดว่าสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิถังไท่จง พบในสุสานของขุนนางตระกูลหลินที่ยังไม่ระบุตัวตน บางตำรากล่าวว่าเป็นเครื่องรางผูกวิญญาณ

“ตระกูลหลินจริง ๆ ด้วย” ซือหยูพูดกับตัวเอง เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน เธอหัวเราะในลำคอ ความคิดที่ว่าเธออาจจะมีความเชื่อมโยงกับวัตถุโบราณชิ้นนี้ช่างดูไร้สาระสิ้นดี แต่ในขณะเดียวกันหัวใจของเธอก็เต้นเร็วขึ้นโดยไม่มีเหตุผล มันรู้สึกตื่นเต้นแปลก ๆ เธอเงยหน้าขึ้นมองจี้หยกอีกครั้งและรู้สึกเหมือนมันกำลังจ้องกลับมาที่เธอ เงาสะท้อนของใบหน้าตัวเองบนผิวหยกนั้นดูแปลกตา เธอพบว่าดวงตาของเธอที่ปรากฏอยู่ในเงาสะท้อนไม่ใช่ของเธอ แววตานั้นดูเข้มแข็งและดื้อรั้น ไม่เหมือนกับแววตาของเธอในตอนนี้

“ซือหยู ดูอะไรอยู่น่ะ” หลี่เสี่ยวเดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นหน้าเข้ามาข้าง ๆ

“นี่ไง...” เธอชี้ให้ดู

“อ๋อ จี้หยกนี่เอง พ่อบอกว่ามันพิเศษมากเลยนะ เพราะยังไม่มีบันทึกว่ามันเป็นของใคร ทั้งที่ฝีมือการแกะสลักเนี้ยบสุด ๆ”

“อ่อ...”

“เธอชอบเหรอ? ไม่เคยเห็นเธอสนใจอะไรแบบนี้มาก่อนเลย” หลี่เสี่ยวเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย

“ก็... ไม่รู้สิ” ซือหยูตอบเลี่ยง ๆ เธอไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงถึงความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นในอก มันไม่ใช่แค่ความสวยงามของจี้หยกที่ทำให้เธอหยุดมอง แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างในนั้นเรียกหาเธอ เสียงกระซิบที่ดังอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลา มันเบามากจนเหมือนเสียงของลมที่พัดผ่านมาและผ่านไป แต่มันค่อนข้างรบกวนจิตใจของเธอได้ไม่น้อย และเธอแน่ใจว่ามันไม่ใช่แค่การจินตนาการไปเองอย่างแน่นอน

“แล้วเธอเคยได้ยินตำนานการผูกวิญญาณจากพ่อเธอบ้างไหม” ซือหยูถามต่อ

“อืม... พ่อเคยเล่าให้ฟังตอนเด็ก ๆ ว่านักรบโบราณบางคนฝังวิญญาณไว้กับเครื่องราง เพื่อรอคนที่ถูกกำหนดให้ปลดปล่อยมัน”

“หลี่เสี่ยว!!” ไมทันที่ซือหยูจะได้เอ่ยปากถามต่อ เสียงทุ้มของศาสตราจารย์หลี่ก็ดังมาจากอีกฝั่งของห้องโถง “พาเพื่อน ๆ ไปรวมตัวที่ห้องเก็บของลับเดี๋ยวนี้ พ่อจะเล่าเรื่องการขุดค้นให้ฟัง”

“ได้ค่ะ” หลี่เสี่ยวตะโกนตอบ แล้วหันมาคว้าแขนซือหยู “ไปกันเถอะ อย่ามัวยืนเหม่ออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวจะพลาดของดีเอา”

ซือหยูพยักหน้ารับแต่สายตายังไม่ละจากจี้หยก เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ มันเหมือนมีบางอย่างในนั้นรอเธออยู่ บางอย่างที่เธอไม่เข้าใจและไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล

เธอหันหลังเดินตามหลี่เสี่ยวไปแต่ความรู้สึกหนักอึ้งในอกยังคงอยู่ เธอสัมผัสคอตัวเองตามสัญชาตญาณราวกับมีอะไรบางอย่างควรจะห้อยอยู่ที่นั่น

ในขณะที่เธอเดินออกไป เธอไม่รู้เลยว่าเงาสะท้อนของดวงตาในจี้หยกนั้นยังคงจ้องมองตามหลังเธอ มันเป็นดวงตาคู่หนึ่งที่ไม่ใช่ของเธอในตอนนี้ แต่ก็กำลังจะกลายเป็นของเธอในไม่ช้า...

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
31 Bab
บทนำ : รอยร้าวแห่งกาลเวลา
ซู่ๆๆสายฝนโปรยลงมาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่ช่วงเช้ามืด มันช่างน่าแปลก ปกติแล้วช่วงฤดูร้อนแบบนี้มักไม่ค่อยมีฝนตกลงมาสักเท่าไหร่ แต่ปีนี้สภาพอากาศดูแปรปรวนกว่าที่ผ่าน ๆ มา ท้องฟ้าทั้งผืนเป็นสีเทาหม่นขมุกขมัวเหนือเมืองหลวงในวันนี้ดูราวกับเป็นผ้าม่านที่กำลังปิดบังบางสิ่งเอาไว้เป็นวันที่ไม่สดใสเอาเสียเลย...หลินซือหยูคิดพลางยืนนิ่งอยู่หน้าตึกสูงของมหาวิทยาลัย เธอเปียกฝนเล็กน้อย มือกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด เพราะเธอเพิ่งได้รับข้อความจากอาจารย์ที่ปรึกษามาหมาด ๆถ้าคุณยังส่งงานวิจัยไม่ทันภายในสิ้นเดือนนี้ ผมจะตัดคุณออกจากรายชื่อนักศึกษา ผมยืดเวลามาให้คุณมากเกินไปแล้วคำขู่ที่แสนเย็นชานั้นทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความกลัว เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ อากาศชื้น ๆ จากฝนไหลซึมเข้าเต็มปอด แต่ไม่ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด ยิ่งเจอสภาพอากาศแบบนี้ยิ่งทำให้เธอรู้สึกดิ่งไปกันใหญ่“ทำไมชีวิตฉันถึงได้ยุ่งเหยิงขนาดนี้เนี่ย!!” ซือหยูพึมพำกับตัวเอง น้ำตาคลอหน่วยที่ดวงตาทั้งสองข้างเธอในวัยยี่สิบห้าปีไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีค่าเลยสักครั้ง ครอบครัวก็แตกแยก เพื่อนก็มีน้อย แถมการเรียนก็ดันกลายเป็นโซ่ตรวน
Baca selengkapnya
ตอนที่ 1 จี้หยกแห่งโชคชะตา
หลินซือหยู...เสียงกระซิบแผ่วเบาเรียกหลินซือหยูให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ เธอรู้สึกถึงความหนักอึ้งในทรวงอกราวกับมีก้อนหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ เสียงลมหวีดหวิวที่ข้างหูค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงความเงียบที่ปกคลุมความรู้สึกของเธอเอาไว้ เธอพยายามลืมตา แต่เปลือกตาของเธอดูเหมือนจะไม่ยอมทำตามคำสั่งนั้น มันเปิดยากราวกับถูกเย็บติดกันเอาไว้ความทรงจำสุดท้ายในหัวของเธอคือมีเสียงร้องเรียกชื่อเธอในขณะที่เธอกำลังเดินตามหลี่เสี่ยวไป เธอจึงหันกลับไปมอง ก่อนจะพบว่ามีแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นจากตู้จัดแสดงที่มีจี้หยกสีเขียววางอยู่ในนั้น เธอจึงรีบวิ่งกลับไปดูนั่นเป็นภาพสุดท้ายที่เธอได้เห็น...‘แสงสีเขียวจากจี้หยกในพิพิธภัณฑ์ กระจกของตู้จัดแสดงต่าง ๆ แตกกระจายเต็มพื้น วัตถุโบราณล้มระเนระนาดไปหมด’แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท...แม้จะพบความยากลำบากในการลืมตาตื่น แต่ก็ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก เธอฝืนสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด อากาศเย็นชื้นปนกลิ่นฝนซึมเข้าไปในจมูก เธอขยับนิ้วช้า ๆ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบจากบางสิ่งในมือฉันยังไม่ตาย... ใช่ไหม...เธอพึมพำในใจ เสียงในหัวของเธอสั่นเทาตามความรู้สึกหนาวเย็นในเวลานี้ เธอฝืนลืมตาขึ้นอีกครั้ง
Baca selengkapnya
ตอนที่ 2 ร่างใหม่ โลกเก่า
หลินซือหยูรู้สึกถึงอาการปวดตุบ ๆ ที่ขมับขณะลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า ๆ สาดลงมาบนใบหน้าของเธอ อากาศรอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรปนดินและกลิ่นไม้ไหม้จาง ๆ ที่ทำให้เธอสะดุ้งตื่น เธอขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ร่างกายหนักอึ้งราวกับแบกก้อนหิน เธอมองลงไปที่มือของตัวเอง และสิ่งที่เห็นทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะ“นี่มัน... มือของใครเนี่ย!?” เธออุทานออกมาเสียงดัง และนั่นก็ทำให้เธอได้ยินเสียงพูดที่หลุดออกมาจากปากของเธอว่ามันไม่ใช่เสียงของตัวเอง เพราะน้ำเสียงนี้มันค่อนข้างบาง อ่อนหวาน และมีสำเนียงแปลก ๆ ที่เธอไม่เคยได้ยินจากตัวเองมาก่อนมือคู่นี้ที่เธอเห็นมันเรียวเล็ก ผิวก็ขาวเนียนเกินกว่ามือของเธอที่เคยหยาบกร้านจากการจดเลคเชอร์และพิมพ์งาน เธอพลิกฝ่ามือดู มีรอยแผลบาง ๆ ที่ข้อมือซ้าย ซึ่งเธอแน่ใจว่าเธอไม่เคยมีรอยนี้ในชีวิตจริง เธอลองกดที่แผลนั้นดูเบา ๆ ก็เกิดความรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในทันที“นี่ไม่ใช่ฝันแน่ ๆ” เธอพึมพำขณะที่สมองเริ่มตื่นตัวเต็มที่เธอหันมองไปรอบห้อง ห้องนอนที่เธอนอนอยู่นั้นเป็นห้องไม้เก่า ๆ เหมือนกับที่เธอเคยเห็นในละครย้อนยุค เตียงที่เธอนั่งอยู่ปูด้วย
Baca selengkapnya
ตอนที่ 3 แม่ทัพผู้เย็นชา
หลินซือหยูรู้สึกถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าวในลำคอขณะที่เธอถูกเสี่ยวหลานดันหลังให้ไปซ่อนตัวหลังม่านผ้าสีครามหนาที่ยื่นลงจากเพดาน เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ มันหนักแน่นราวกับจังหวะกลองศึก นั่นยิ่งทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกลัวปนตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ“อย่าส่งเสียงนะเจ้าคะ!” เสี่ยวหลานยกมือขึ้นปิดปากเธอ กระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ดวงตาของเสี่ยวหลานเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ซือหยูสัมผัสได้ถึงอันตรายขึ้นมาในทันที ถ้าหากบุคคลนี้เป็นคนที่หมายจะเอาชีวิตหลินซือเยว่ ร่างที่เธอมาอาศัยอยู่ในตอนนี้ เธออาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะหาคำตอบว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง“ฉันต้องหนี!” ซือหยูพูดเสียงเบาแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่นพลางสะบัดมือเสี่ยวหลานออก คว้าจี้หยกจากโต๊ะข้างเตียงที่เธอเพิ่งวางทิ้งไว้หลังจากกำไว้ในมือมาตลอดแล้วมองไปที่ประตูหลังก๊อก ๆ ๆซือหยูและเสี่ยวหลานหน้าซีดเผือกเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูไม่ทันแล้ว...ซือหยูนึกในใจ สลับมองที่ประตูด้านหลังกับประตูด้านหน้าด้วยความตระหนก เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นที่ใบหน้าของเธอ ในวินาทีนั้นก่อนจะสายเกินไปเสี่ยวหลานจึงรีบผลักให้เจ้านายของตนเข้าไปหลบอยู่
Baca selengkapnya
ตอนที่ 4 ความลับในเงามืด
หลินซือหยูก้าวตามจ้าวหย่งเฉินด้วยขาที่สั่นเทา ป่ามืดที่เต็มไปด้วยกลิ่นดินชื้นและคาวเลือดจากร่างโจรสามคนที่ล้มกองอยู่ด้านหลังยังคงติดอยู่ในจมูกของเธอ เสียงฝีเท้าม้าของเขาดังก้องในความเงียบ เธอมองไปที่แผ่นหลังกว้างในชุดเกราะสีดำของเขา เกราะที่เปื้อนเลือดแห้งกรังสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายจาง ๆ เธอรู้สึกถึงน้ำหนักของคำพูดสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้เมื่อครู่ตามข้าไปที่ค่ายทหาร ข้าจะสืบว่าเจ้าเป็นใครมันไม่ใช่คำขอ แต่เป็นคำสั่งที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ เธอกำจี้หยกในมือแน่นขึ้น มันร้อนผ่าวแต่เธอไม่กล้าปล่อยมันทิ้ง เพราะมันทำให้เธอยังพอที่จะรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง“เร็วเข้า ถ้าเจ้ายังอยากมีชีวิตถึงรุ่งเช้า” หย่งเฉินพูดโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงทุ้มของเขายังคงแฝงด้วยความอบอุ่นที่ขัดแย้งกับความน่าเกรงขามซือหยูรีบเร่งฝีเท้า แม้ว่าชุดผ้าไหมที่ขาดวิ่นของเธอจะพันขาให้รำคาญ เธอสะดุดรากไม้เล็ก ๆ จนเผลอส่งเสียงร้องออกมา แต่หย่งเฉินก็ไม่แม้แต่จะหยุดรอหรือหันมามอง เขาควบม้าต่อไปราวกับไม่สนใจว่าเธอจะตามทันหรือไม่เขาไม่มีความเมตตาบ้างเลยเหรอเนี่ย...เธอคิดในขณะที่พยายามควบคุมลมหายใจที่หอบเหนื่อยหลังจากเดินไปได้ราว
Baca selengkapnya
ตอนที่ 5 พันธมิตรจำเป็น
หลินซือหยูนั่งตัวแข็งอยู่บนเก้าอี้ไม้หยาบ ๆ ในเต็นท์ของจ้าวหย่งเฉิน มีดสั้นที่เขาปักทิ้งไว้บนโต๊ะยังคงสั่นเล็กน้อยจากแรงกระแทก เสียงฝีเท้าของหย่งเฉินที่เดินออกไปก้องอยู่ในหัวของเธอ ดูเหมือนว่าชีวิตของเธอในตอนนี้จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเท่านั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าวันไหนที่เขาจะตัดสินใจฆ่าเธอทหารร่างสูงในชุดเกราะสีเทา ถือหอกยาว ที่ได้รับหน้าที่ยืนเฝ้าเธอ มองเธอด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก เธอกำจี้หยกในมือแน่นขึ้น มันยังคงร้อนผ่าวราวกับมีชีวิต เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ “ฉันต้องหาทางรอดจากที่นี่ให้ได้”แม้ลึก ๆ เธอจะรู้ดีว่าในโลกที่เธอไม่รู้จักนี้ การหนีอาจหมายถึงความตายก็ตาม...แสงตะเกียงในเต็นท์สั่นไหวตามลมที่พัดผ่านผ้าใบ เสียงทหารนอกค่ายเริ่มเงียบลงเมื่อเวลาค่ำคืนคืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ ซือหยูพยายามนึกถึงสิ่งที่หย่งเฉินพูดขบวนการกบฏ ตระกูลหลิน และหลินซือเยว่ที่ถูกวางยาพิษ “ถ้าฉันอยู่ในร่างของเธอจริง ๆ แล้วเธอรู้ความลับอะไรบางอย่าง... ฉันจะหาคำตอบได้จากที่ไหนนะ” เธอคิด ขณะที่มองไปที่ทหารเฝ้ายามแล้วพยายามถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร “นี่คุณ! ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าตระกูลหลินทำอะไรผิด”“
Baca selengkapnya
ตอนที่ 6 ปริศนาตระกูลหลิน
เสียงความวุ่นวายภายนอกสงบลงแล้ว เป็นค่ำคืนที่ทำให้หลินซือหยูจดจำไม่ลืม จากที่เคยร่ำเรียนเพียงแค่ในห้องเรียนเกี่ยวกับสงครามในวิชาประวัติศาสตร์ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งเธอจะได้มาอยู่ร่วมในเหตุการณ์จริงแบบนี้ความสงบมาพร้อมกับเช้าวันใหม่ที่มอบความหนาวเย็นลอยเข้ามาสัมผัสผิวกายของเธอที่กำลังหลับไหลอยู่ในเต็นท์ท่ามกลางกลิ่นควันไฟและคราบเลือดแห้งกรังจากเหตุการณ์โจรบุกเมื่อคืน เธอนอนหลับบนเสื่อผ้าที่หย่งเฉินจัดให้ เสียงฝีเท้าของทหารที่เดินไปมานอกเต็นท์ดังเป็นจังหวะประสานกับเสียงลมที่พัดผ่านผ้าใบเต็นท์ เธอรู้สึกตัวแล้วหลังจากที่นอนหลับมาตลอดคืน เปลือกตาเปิดขึ้นอย่างช้า ๆ ร่างกายยังคงหนักอึ้งเพราะความเหนื่อยล้าจากการหนีและการเผชิญหน้ากับอันตรายเมื่อคืนนี้“ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มของจ้าวหย่งเฉินดังขึ้นจากทางเข้าทำให้เธอสะดุ้งซือหยูยันตัวลุกขึ้นนั่งพลางมองไปเห็นเขายืนอยู่ที่ปากเต็นท์ ชุดเกราะของเขายังเปื้อนคราบเลือดแห้งจากคืนก่อน ใบหน้าคมเข้มของเขาดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงเย็นชาและเฉียบคม“มอร์นิ่งค่ะ” เธอเอ่ยทัก“มอ... มอร์นิ่ง? เจ้าพูดอะไรแปลกๆ อีกแล้ว ภาษาของเจ้ามันพิกลนัก ข้าไม่เคยได้ย
Baca selengkapnya
ตอนที่ 7 คำพูดจากโลกอนาคต
แผ่นหลังของหลินซือหยูรู้สึกได้ถึงความเมื่อยล้าขณะที่นั่งบนเกวียนที่เคลื่อนผ่านถนนฝุ่นแดงไปยังเมืองหลวง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง เสียงม้าก้าวเท้าดังก้องเป็นจังหวะประสานกับเสียงล้อเกวียนที่ดังกรอบแกรบ เธอมองไปที่จ้าวหย่งเฉินที่ขี่ม้าสีน้ำตาลเข้มนำหน้า ชุดเกราะของเขายังคงสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย แต่ใบหน้าคมเข้มของเขาดูตึงเครียดราวกับแบกรับภาระหนักเอาไว้ตลอดเวลา“หยุดพักตั้งค่ายข้างหน้า!” หย่งเฉินตะโกนสั่งทหารที่ขี่ตามหลัง เสียงของเขายังคงทุ้มและน่าเกรงขาม ทหารทั้งหมดพยักหน้าและเริ่มตั้งแคมป์ชั่วคราวเมื่อเดินมาถึงบริเวณลำธารเล็ก ๆ ค่ายนี้มีเพียงเต็นท์ผ้าสีเทาสองสามหลัง กองไฟถูกจุดขึ้น กลิ่นควันไฟผสมกับกลิ่นใบไม้แห้งลอยมาแตะจมูกของซือหยู“นี่มันเหมือนที่เราเห็นในหนังพีเรียดเลย” เธอพูดกับตัวเอง ขณะที่ลงจากเกวียนด้วยความช่วยเหลือจากทหาร“เจ้าว่าอะไรนะ” หย่งเฉินเข้ามาถามเธอด้วยสีหน้าสงสัยซือหยูสะดุ้งโหยง ไม่คิดว่าอีกคนจะได้ยินที่เธอพึมพำกับตัวเอง “ฉันไม่ได้พูดอะไรนะ”“เจ้ากำลังปิดบังข้า” เขาจ้องมองเธอด้วยแววตาสงสัย “เมื่อครู่ข้าได้ยินเจ้ากระซิบอะไรกับตัวเอง”“ปะ... เปล่า! ไ
Baca selengkapnya
ตอนที่ 8 เงาขององค์ชาย
เกวียนของซือหยูเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้งผ่านอากาศที่ค่อนข้างเย็นในป่าที่ยังคงเงียบสงัด ใกล้เมืองหลวงเข้าไปทุกที แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนลง เสียงม้าก้าวเท้าดังเป็นจังหวะประสานกับเสียงใบไม้แห้งที่ดังกรอบ แกรบใต้ล้อเกวียน เธอมองไปยังจ้าวหย่งเฉินที่อยู่บนหลังม้าหน้าขบวน ชุดเกราะของเขายังสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย แต่ใบหน้าคมเข้มของเขาดูตึงเครียดราวกับรับรู้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา เขาหันมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง“ระวัง” หย่งเฉินพูดกับทหารที่ขี่ตามหลัง “เรากำลังเข้าใกล้เขตที่โจรขององค์ชายสามมักซุ่มโจมตี จงระมัดระวังให้ดี อย่าประมาท” เสียงสั่งของเขายังคงทุ้มและน่าเกรงขามเช่นเดิมทหารทั้งหมดพยักหน้า ขึงสายธนูและจับดาบแน่น ซือหยูยกมือขึ้นมาจับจี้หยกที่ห้อยคอแน่นขึ้น มันเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อยวูบ!ภาพเหตุการณ์หนึ่งวาบเข้ามาในหัวของเธอ‘ชายในชุดดำยืนอยู่ท่ามกลางควันไฟ ใบหน้าคมเข้มของเขามีรอยยิ้มเย็นชา ที่มุมปากของเขามีรอยแผลเป็นปรากฏอยู่’ “นั่น... องค์ชายสามเหรอ...” เธอพึมพำกับตัวเอง ขณะที่ภาพนั้นหายไป“เจ้ามีอะไรหรือเปล่า?” หย่งเฉินหันมามองเธอด้วยสายตาที่สงสัยซือหยูส่ายหน้า “เปล่า... ฉันแค่รู้สึกไม่ค่
Baca selengkapnya
ตอนที่ 9 ความทรงจำ
แสงจันทร์ยามค่ำคืนลอดผ่านผ้าใบบาง ๆ สาดเข้ามาในเต็นท์ที่กางตั้งภายในค่ายพักชั่วคราว เสียงลมพัดผ่านใบไม้แห้งด้านนอกดังเป็นจังหวะ แม้ว่าในคืนนี้จะดูสงบกว่าคืนที่ผ่านมา แต่ก็ทำให้หย่งเฉินและซือหยูหลับได้ไม่สนิทนักเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่ซือหยูย้อนเวลากลับมาอยู่ในอดีตแล้วฝัน มันดูเป็นภาพฝันที่ค่อนข้างคุ้นเคย เธอเห็นหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีครามยืนอยู่ในเรือนเก่า เธอค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าหญิงสาวในชุดโบราณที่เธอเห็นบ่อย ๆ จากจี้หยกนั้นต้องเป็นหลินซือเยว่ตัวจริงอย่างแน่นอน แต่ครั้งนี้ภาพที่เธอเห็นนั้นทำให้รู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะใบหน้าของซือเยว่ซีดเผือดกว่าปกติ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เธอถือจดหมายลับในมือ ตัวอักษรจีนโบราณจาง ๆ บนกระดาษระบุชื่อ ‘ถังหย่งซาน’ และสัญลักษณ์หยดน้ำล้อมรอบด้วยลายเมฆสีแดง ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของตระกูลหลิน หญิงสาวนั้นร้องไห้ก่อนจะซ่อนจดหมายไว้ใต้พื้นไม้ในห้อง“นี่มันอะไรกัน?” ซือหยูเอ่ยพูดในฝัน แต่หญิงสาวคนนั้นไม่ตอบ เธอหันไปมองรอบ ๆ และเห็นเงาของชายในชุดดำยืนอยู่มุมเรือน ใบหน้าคมเข้มของเขามีรอยยิ้มเย็นชา“หลินซือเยว่ เจ้าคิดว่าจะซ่อนความลับนี้ได้หรือ” เสียงทุ้ม
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status