Masukข้อกล่าวหาที่ไร้สติทำให้พนักงานที่แอบดูอยู่ซุบซิบกันเสียงขรม อตีญาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรักษาระดับอารมณ์ให้เป็นมืออาชีพที่สุด
"ดิฉันไม่ได้ทำค่ะ คุณกำลังเข้าใจผิด" อตีญาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบและหนักแน่น "คืนนั้นดิฉันเดินทางกลับบ้านทันทีที่ส่งท่านประธานขึ้นรถ ดิฉันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปแอบถ่ายรูปคุณ และกรุณาให้เกียรติสถานที่ด้วยค่ะ ที่นี่คือบริษัท ไม่ใช่ที่ที่คุณจะมาอาละวาด"
"ไม่ต้องมาตอแหล! คืนนั้นแกแอบตามฉันขึ้นไปที่ชั้น 28 ฉันดูกล้องวงจรปิดแล้ว แกนั่นแหละที่ขายข่าวให้พวกนักข่าว!" ลลิตาที่กำลังหน้ามืดตามัวไม่ฟังเหตุผลใดๆ เธอพุ่งเข้าไปหาอตีญาอีกครั้ง เงื้อมือขึ้นหมายจะตบซ้ำให้หายแค้น
แต่ก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะกระทบใบหน้าของเลขาหสาว...
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ ลลิตา!!!"
เสียงตวาดกร้าวทรงพลังดังลั่นมาจากหน้าประตูห้องทำงานที่เปิดอ้าออก หรัญก้าวพรวดออกมาด้วยความเร็วที่ไม่มีใครคาดคิด เขาพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของลลิตาไว้แน่นจนเธอเจ็บจี๊ด ก่อนจะสะบัดออกอย่างแรงจนร่างของหญิงสูงศักดิ์เซถลาถอยหลังไปหลายก้าว
ประธานหนุ่มก้าวเข้ามายืนขวางหน้าอตีญาไว้อย่างปกป้อง แผ่นหลังกว้างของเขาบดบังร่างบางของเธอจนมิด ดวงตาคมกริบที่มักจะเยือกเย็น บัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยความโกรธจัดจนน่าขนลุก เขาจ้องมองลลิตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"พี่หรัญ... ปล่อยลิตานะคะ! ลิตาจะจัดการนังเลขาขี้อิจฉาคนนี้ มันเป็นคนปล่อยภาพลิตา!" ลลิตายังคงโวยวาย น้ำตาแห่งความโกรธและอับอายไหลอาบแก้ม
"หยุดบ้าได้แล้ว!" หรัญตอกกลับเสียงเย็นชา "คนที่ถ่ายรูปคุณคือปาปารัสซี่ที่ตามสืบเรื่องของกวินมาเป็นเดือนแล้ว ไม่ใช่คุณอตีญา! ภาพพวกนั้นถูกตั้งกล้องถ่ายจากฝั่งตรงข้ามโรงแรม คุณหัดใช้สมองคิดบ้างสิว่าเลขาของผมจะไปมีปัญญาจ้างช่างภาพมืออาชีพมาดักถ่ายคุณตอนไหน!"
"แต่... แต่มันแอบตามลิตาขึ้นไป..."
"ถึงเธอจะตามไปดู มันก็เป็นสิทธิของเธอ ในฐานะคนที่ต้องคอยดูแลผลประโยชน์ให้ผม!" หรัญสวนกลับทันควัน "อตีญารู้เรื่องนี้มาสามวันแล้ว แต่เธอไม่เคยปริปากพูดเรื่องนี้กับผมเลยสักคำ เธอเลือกที่จะปกปิดความเน่าเฟะของคุณเพื่อรักษาเกียรติของคุณด้วยซ้ำ แต่คุณกลับบุกมาทำร้ายเธอถึงในบริษัทของผม!"
คำพูดของหรัญทำให้ลลิตาหน้าซีดเผือด เธอเถียงไม่ออก ได้แต่ยืนตัวสั่น
"รปภ.!" หรัญตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมา "เชิญคุณลลิตาออกไปจากตึกนี้ และห้ามให้เธอเหยียบเข้ามาที่นี่อีกเด็ดขาด! และฟังให้ดีนะลลิตา... ถ้าคุณกล้าแตะต้องคนของผมอีกแม้แต่ปลายเล็บ ผมจะให้ทีมทนายของผมฟ้องร้องคุณข้อหาทำร้ายร่างกายและบุกรุกให้ถึงที่สุด ถึงตอนนั้น อย่าหาว่าผมไม่ไว้หน้าผู้ใหญ่ก็แล้วกัน!"
ลลิตาถูกรปภ. สองคนเชิญตัวออกไปอย่างทุลักทุเล เธอส่งเสียงกรีดร้องและด่าทอไปตลอดทางจนกระทั่งประตูลิฟต์ปิดลง เมื่อตัวการความวุ่นวายจากไป ความเงียบก็เข้าปกคลุมฟลอร์อีกครั้ง หรัญหันขวับกลับมามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาทันที อารมณ์โกรธเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกและร้อนรนอย่างที่เขาเองก็ไม่เคยเป็นมาก่อน
สายตาของเขาจับจ้องไปที่รอยนิ้วมือสีแดงเถือกที่ประทับอยู่บนแก้มเนียนขาวของอตีญา ผมที่เคยรวบตึงหลุดลุ่ยลงมาปรกหน้า และที่ทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบอย่างรุนแรงคือหยาดเลือดสีสดที่ซึมออกมาจากมุมปากของเธอ ความรู้สึกเจ็บปวดปะทุขึ้นในอก มันแปลบปลาบและรุนแรงจนเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายถูกตบเสียเอง หรัญไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรู้สึกโกรธแค้นแทนเธอได้มากขนาดนี้ เขาบอกตัวเองว่า ‘มันเป็นเรื่องธรรมดา... เจ้านายที่ดีก็ต้องโกรธที่ลูกน้องคนเก่งถูกทำร้ายสิ เธอคือเลขาคนสำคัญของฉัน ฉันต้องปกป้องเธอ’ ชายหนุ่มหลอกตัวเองด้วยเหตุผลของหน้าที่การงาน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าแววตาที่เขามองเธอนั้น... มันเกินกว่าคำว่าเจ้านายกับลูกน้องไปไกลลิบแล้ว
"คุณ... เจ็บมากไหม"
เสียงทุ้มที่เคยดุดันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด หรัญยกมือขึ้นช้าๆ หมายจะสัมผัสรอยแดงบนแก้มนั้นเพื่อสำรวจบาดแผล ปลายนิ้วของเขาสั่นเล็กน้อย ทว่าก่อนที่มือของเขาจะแตะโดนผิวของเธอ... อตีญากลับขยับตัวถอยหลังไปครึ่งก้าว เป็นการรักษาระยะห่างอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด ฝ่ามือของหรัญชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เขามองหน้าเธอด้วยความรู้สึกชาวาบในอก
"ดิฉันไม่เป็นไรค่ะ" อตีญาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเมื่อครู่ไม่ได้มีเรื่องรุนแรงเกิดขึ้น เธอยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปากลวกๆ ก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม "ขอบพระคุณท่านประธานมากค่ะที่เข้ามาช่วย... ดิฉันต้องขอประทานโทษด้วยที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในหน้าห้องทำงานของท่าน ดิฉันจะรีบจัดการเก็บเอกสารและให้แม่บ้านมาทำความสะอาดเดี๋ยวนี้ค่ะ"
พูดจบ เธอก็ย่อตัวลงเก็บแฟ้มเอกสารที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นอย่างเงียบๆ ซ่อนแววตาสั่นไหวและหัวใจที่เต้นระส่ำไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบตึง... เมื่อครู่แผ่นหลังกว้างที่กางกั้นปกป้องเธอไว้ มันทำให้เธอเผลอรู้สึกอบอุ่นจนเกือบจะร้องไห้ออกมา แต่สติที่ยังเหลืออยู่ก็ย้ำเตือนอย่างโหดร้ายว่า... เขาทำไปเพราะเธอคือพนักงาน ของเขาเท่านั้น
หรัญยืนมองหญิงสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของด้วยความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในใจอย่างบอกไม่ถูก กำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นมามันหนาจนเขาเริ่มรู้สึกรำคาญใจ ทำไมเธอถึงต้องทำตัวห่างเหินขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ยอมอ่อนแอให้เขาเห็นบ้าง
ก็แค่ไม่อยากให้พนักงานคนเก่งต้องมาเจ็บตัวเพราะเรื่องงี่เง่าของเขา... ใช่... เขาแค่อยากดูแลเธอในฐานะเจ้านายเท่านั้นเอง ชายหนุ่มพยายามย้ำคิดในใจ แต่ลึกๆ แล้ว เขาเองก็เริ่มสงสัยว่า... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เลขาหน้าห้องคนนี้ เข้ามามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขามากถึงเพียงนี้.
ความเย็นเยียบของกระเบื้องหินอ่อน ภายในห้องน้ำหญิงระดับผู้บริหาร ไม่ได้ช่วยลดทอนความปวดร้าวบนพวงแก้มของอตีญาลงได้เลย หญิงสาวยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ เปิดน้ำก๊อกปล่อยให้สายน้ำเย็นฉ่ำไหลผ่านมือ ก่อนจะแตะลงบนมุมปากที่ยังคงมีรอยเลือดซึมจางๆ ดวงตากลมโตที่มักจะฉายแววเด็ดเดี่ยวอยู่เสมอ บัดนี้ทอดมองเงาของตัวเองในกระจกด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ทั้งเหนื่อยล้า ทั้งอดสู แต่ก็ต้องเก็บซ่อนมันไว้อย่างมิดชิด
เสียงส้นสูงกระทบพื้นดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอดังใกล้เข้ามา ก่อนที่ประตูห้องน้ำจะถูกผลักออก ร่างของมินตราก้าวเข้ามาภายใน ใบหน้าที่เคยแสร้งทำเป็นใสซื่อและหวาดกลัวเมื่อหลายวันก่อน บัดนี้เชิดขึ้นอย่างถือดี ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีสดเหยียดยิ้มเยาะหยันเมื่อเห็นสภาพของเลขาหน้าห้องที่เพิ่งผ่านพ้นพายุอารมณ์ของคุณหญิงลลิตามาหมาดๆ
"เจ็บมากไหมคะ... พี่อตีญา" น้ำเสียงของมินตราไม่ได้มีความห่วงใยเจือปนอยู่แม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด หญิงสาวรุ่นน้องเดินนวดไปยืนพิงเคาน์เตอร์อ่างล้างมือ กอดอกมองคนเจ็บด้วยสายตาเหยียดหยาม
อตีญาดึงกระดาษทิชชูมาซับหน้าอย่างใจเย็น ไม่แม้แต่จะหันไปมองคนที่กำลังหาเรื่อง
"ดิฉันสบายดีค่ะ ขอบคุณที่ถาม หากคุณมินตราไม่มีธุระอะไร ดิฉันขอตัวกลับไปทำงานก่อน"
"เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหนล่ะ" มินตราขยับตัวเข้ามาขวางทาง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฉุนจัดลอยปะทะจมูก "ฉันแค่อยากจะมาแสดงความยินดีด้วย ที่วันนี้แผนการของฉันมันออกมาสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าที่คิดไว้เสียอีก เห็นหน้ายัยลลิตานั่นตอนเต้นแร้งเต้นกาเป็นคนบ้า แล้วก็เห็นแกโดนตบจนเลือดกลบปาก... มันสะใจจนฉันแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่เลยล่ะ"
พูดจบ หรัญก็สะบัดมือเสี่ยโชติทิ้งอย่างขยะแขยง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเอื้อมมือไปคว้าต้นแขนของอตีญาที่กำลังยืนหน้าซีดเผือดตัวสั่นเทาอยู่ข้างโต๊ะ ออกแรงดึงร่างบางให้เดินตามเขาออกไปจากห้องวีไอพีอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงเรียกหรือคำขอโทษที่ดังตามหลังมาเลยแม้แต่น้อย"ทะ... ท่านประธาน ปล่อยดิฉันนะคะ!" อตีญาร้องประท้วงเสียงหลง พยายามแกะนิ้วเหล็กกล้าที่เกาะกุมต้นแขนของเธอออก แต่หรัญกลับยิ่งบีบแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหนีหายไปไหนอีกชายหนุ่มกึ่งลากกึ่งจูงเลขาในชุดเมดกระต่ายออกมาย่านโถงทางเดินด้านนอกที่ค่อนข้างเงียบสงบ ลับตาคน เขาผลักแผ่นหลังบางของเธอให้ชนกับผนังบุผนังบุกำมะหยี่อย่างแรง ก่อนจะใช้แขนทั้งสองข้างยันกำแพงกักขังร่างของเธอไว้ตรงกลาง ไม่ให้มีหนทางหนีรอด ระยะห่างระหว่างเขากับเธอเหลือเพียงไม่ถึงคืบ อตีญาได้กลิ่นวิสกี้ราคาแพงผสมกับกลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศที่คุ้นเคยโชยมาจากตัวเขา หน้าอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ แทบจะเบียดเสียดกับแผงอกแกร่งของเขา ความใกล้ชิดที่มากเกินไปประกอบกับสายตาคมดุดันที่จ้องมองมา ทำให้หัวใจของอตีญาเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกความอับอายถาโถมเ
และแล้วลมหายใจของเธอก็แทบสะดุด ร่างสูงสง่าอันคุ้นตาในชุดเชิ้ตสีดำปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและสร้อยคอแพลตตินัม กำลังนั่งพิงโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เธอแอบมองมาตลอดห้าปี บัดนี้อยู่ห่างจากเธอเพียงแค่เอื้อมมือ!‘พระเจ้า... ทำไมต้องเป็นเขา! ทำไมโลกถึงได้กลมและโหดร้ายขนาดนี้!’ อตีญากรีดร้องในใจ เธอรีบก้มหน้าลงต่ำจนคางแทบชิดอก ภาวนาให้ความมืดสลัวของห้องช่วยพรางใบหน้าของเธอเอาไว้ เธอเร่งมือชงเหล้าให้เสร็จเพื่อจะได้รีบออกไปจากขุมนรกแห่งนี้หรัญที่กำลังนั่งฟังคู่ค้าทางธุรกิจพูดคุย ไม่ได้สนใจพนักงานเสิร์ฟที่เข้ามาใหม่เลยแม้แต่น้อย เขาเบื่อหน่ายกับงานสังคมแบบนี้เต็มทน ในหัวของเขามีแต่ความหงุดหงิดและกระวนกระวายใจเรื่องของเลขาหน้าห้อง ที่จู่ๆ ก็หายตัวไป ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เช้า เขาสั่งให้วรวุฒิไปสืบดูที่คอนโดก็พบว่าเธอไม่อยู่ ความเป็นห่วงมันตีตื้นขึ้นมาจนเขากินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องมาระบายอารมณ์ด้วยการดื่มเหล้าที่นี่หญิงสาวในชุดเมดกระต่ายคืบคลานเข้ามาใกล้เพื่อวางแก้วเหล้าลงตรงหน้าเขา หรัญยกแก้วขึ้นจิบ ทว่าในจังหวะที่ร่างบางขยับตัวถอยห่าง ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็พั
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเองด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัว เขาพยายามกดโทรศัพท์ภายในเรียกเธอแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ จนกระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ความหงุดหงิดก็เปลี่ยนเป็นความฉงนหรัญกดสายตรงไปที่ฝ่ายบุคคลทันที“นั่นฝ่ายบุคคลใช่ไหม คุณอตีญาไปไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่มาทำงาน”“เอ่อ... ท่านประธานคะ คุณอตีญาลางานด่วนเข้ามาเมื่อเช้ามืดค่ะ แจ้งว่าเป็นเหตุฉุกเฉินทางครอบครัวที่ต่างจังหวัดค่ะ ขอลาพักร้อนรวมกับลากิจที่เหลือทั้งหมดเลยค่ะ”หรัญนิ่งไปครู่หนึ่ง “ลาพักร้อนรวมกับลากิจเลยงั้นเหรอ ปกติเธอไม่เคยลาแบบนี้นี่ แล้วเธอได้บอกไหมว่าฉุกเฉินเรื่องอะไร?”“ไม่ได้ระบุรายละเอียดค่ะท่านประธาน บอกแค่ว่าเรื่องด่วนมากจริงๆ ค่ะ”หรัญวางสายด้วยความรู้สึกวูบไหวในอก ตลอดห้าปีที่ทำงานด้วยกันมา อตีญาเป็นเลขาที่เคร่งครัดเรื่องเวลามากที่สุด ต่อให้ป่วยเธอก็ยังมาทำงาน หรืออย่างน้อยก็จะโทรรายงานเขาโดยตรงก่อนล่วงหน้า การที่เธอหายไปเฉยๆ และลาผ่านฝ่ายบุคคลแบบนี้ บ่งบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต้อง ‘ไม่ธรรมดา’เขาหยิบสมาร์ทโฟนส่วนตัวขึ้นมา กดโทรออกเบอร์ของอตีญาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนตืด... ตืด...ไม่มีคนรับสาย... หรัญ
อตีญายืนนิ่ง หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรงกับคำพูดของเจ้าสัวและหรัญ มันคือความตื้นตันที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ ทว่าเธอก็ยังคงกดความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยรสรินโกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นยืนอย่างก้าวร้าว “ได้! ในเมื่อพวกเธอเลือกนังคนใช้นี่มากกว่าคนกันเอง ก็อย่ามาเรียกฉันว่าเพื่อนอีกเลย! มินตรา กลับ! ต่อไปนี้ไม่ต้องไปเหยียบที่นั่นอีก!”มาดามรสรินและมินตราสะบัดหน้าเดินออกจากคฤหาสน์ไปท่ามกลางความเงียบงันเมื่อความวุ่นวายจบลง คุณหญิงมลฤดีหันมองลูกชายด้วยสายตารู้ทัน “ตาหรัญ... ลูกปกป้องหนูอตีญามากเกินไปหรือเปล่า?”หรัญนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับมารดาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการ “ผมแค่ปกป้องทรัพยากรบุคคล ที่ดีที่สุดของผมครับคุณแม่ ผมไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวไร้สาระมาทำให้การทำงานของผมสะดุด”เขาลุกขึ้นยืนแล้วหันมาทางอตีญา “อตีญา... กลับกันเถอะ ผมจะไปส่งคุณเอง”“ไม่เป็นไรค่ะท่านประธาน ดิฉันกลับเองได้ค่ะ”“นี่คือคำสั่งครับ” หรัญเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาของเขากลับดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิงในรถหรูที่มุ่งหน้าไปยังคอนโดของอตีญา ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริ
ชายหนุ่มพ่นเหตุผลร้อยแปดออกมา เพื่ออธิบายการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของตนเอง เขาหลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าที่เขาโกรธจนแทบคลั่ง ที่เขาพร้อมจะแตกหักกับครอบครัวของมินตรา เป็นเพราะอตีญาคือเลขาคนสำคัญ ที่เขาขาดไม่ได้ในการทำงาน เขาไม่รู้ใจตัวเองเลยสักนิดว่า ลึกๆ แล้ว ความหวงแหนและห่วงใยที่เขามีต่อเธอนั้น... มันได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งของคำว่าเจ้านายกับลูกน้องไปไกลแสนไกลแล้วอตีญามองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา คำว่า ‘ในฐานะเจ้านาย’ และ ‘คนสำคัญของบริษัท’ ดังสะท้อนก้องอยู่ในใจ มันเป็นเครื่องเตือนสติชั้นดีที่ทำให้เธอยอมรับความจริงว่า... ไม่ว่าเขาจะปกป้องเธอมากแค่ไหน สุดท้ายแล้ว เธอก็เป็นเพียงแค่ฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการทำงานของเขาเท่านั้น ไม่ใช่คนสำคัญในหัวใจ"ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะท่านประธาน" อตีญาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาเจ็บปวดไว้ใต้ขนตางอนยาว "หากไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนนะคะ ช่วงบ่ายท่านประธานมีประชุมบอร์ดบริหารเรื่องไตรมาสที่สาม ดิฉันจะไปเตรียมเอกสารให้พร้อมค่ะ"เธอหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้หรัญยืนมองแผ่นหลังบางนั้นด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ในอก... เขา
บรรยากาศภายในห้องทำงาน ของประธานบริหารสูงสุดในยามบ่ายชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งไว้เย็นเฉียบกลับไม่สามารถดับความร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ของ ‘หรัญ’ ได้เลย ชายหนุ่มนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิท นัยน์ตาคมกริบจ้องมองแฟ้มเอกสารสีดำที่ ‘วรวุฒิ’ เพิ่งนำมาวางไว้บนโต๊ะเมื่อสิบนาทีก่อนภายในนั้นไม่ได้บรรจุเอกสารสัญญาธุรกิจหมื่นล้าน แต่เป็นหลักฐานความโสมมทั้งหมด... ทั้งสลิปการโอนเงินจากบัญชีของมินตราไปยังบริษัทนักสืบเอกชน ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพตากล้องปาปารัสซี่รับซองเงิน และคลิปเสียงสนทนาที่วรวุฒิส่งคนไปรีดเค้นความจริงมาได้ ทุกอย่างมัดตัว ‘เด็กฝาก’ ของมารดาเขาจนดิ้นไม่หลุดก๊อก... ก๊อก..."ขออนุญาตค่ะพี่หรัญ"เสียงหวานใสที่ดัดจนเกินธรรมชาติรอดเข้ามา ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออก มินตราก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดเดรสรัดรูปแบรนด์เนม ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีต เธอยิ้มกริ่มอย่างได้ใจ คิดไปเองว่าการที่ประธานบริษัทเรียกพบด่วน คงหนีไม่พ้นการชื่นชมผลงาน หรือไม่ก็อาจจะเรียกมาปรับความเข้าใจเรื่องที่ลลิตามาอาละวาดเมื่อวาน"พี่หรัญมีงานด่วนให้มินช







