Masukเสกสรรนั่งพนมมือ ปากกำลังจะแย้มถามสิ่งที่ตนต้องการรู้แต่หลวงตากลับพูดขึ้นมาก่อน
“โยมจะได้สัตว์สองเท้าในคราวเดียวกันถึงสามตัว เพศเมียสองเพศผู้หนึ่ง”
“สัตว์สองเท้า” เสกสรรพึมพำออกมาเสียงแผ่ว สัตว์สองเท้าถ้าไม่ใช่เป็ดไก่สำหรับเขาก็คงเป็นคน เขาเองก็ไม่ใช่คนโง่เขลาที่จะแปลความหมายของหลวงตาไม่ออก “หลวงตาหมายถึงผมจะมีเมียเป็นแม่ม่ายลูกติดหรือครับ” เสกสรรค่อนข้างตื่นเต้นกับสิ่งที่หลวงตาทัก ตลอดชีวิตเขาโหยหาสิ่งนี้
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่หนทางมันไม่ได้ราบรื่นนัก”
“นานไหมครับหลวงตา” ถึงจะเป็นแม่ม่ายแต่เขาก็ยังยินดีรับเธอเป็นภรรยา เขามีเงินมากมายที่จะเลี้ยงดูพวกเขา คงเป็นดังที่คนอื่นเคยว่าไว้ ว่าคนในอยากออกคนนอกอย่างเข้า คนที่กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก และอยู่คนเดียวมาจนถึงตอนนี้ มันก็รู้สึกโดดเดี่ยวมากเป็นธรรมดา
“แค่ฝันตื่นหนึ่งโยมก็จะได้พบแล้ว”
ดวงตาคนฟังเป็นประกายพราวระยับเมื่อคิดว่าตัวเองจะมีเมียกับเขาสักที “แล้วผมต้องทำยังไงถึงจะพอแก้ไขให้มันราบรื่นได้ครับ”
“ทำบุญ”
“หลวงตาหมายถึง…”
“ทำบุญกับที่ไหนก็ได้ที่โยมอยากทำ ยิ่งทำมากก็ยิ่งได้มาก”
“ครับหลวงตา” เสกสรรยังไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่หลวงตาพูดนักที่ผ่านมาเขายังไม่เคยเห็นใครทำบุญมากแล้วได้มากสักคน ส่วนมากทำแล้วก็หมดไป แต่เขาก็จะลองทำดู อย่างไรเงินทองเขาก็มีมากมายอยู่แล้ว
“ขยับเข้ามาใกล้อาตมาอีกสักหน่อย” หลวงตาบอกเสียงเรียบ แต่ประกายตาเหมือนอยากสื่ออะไรบางอย่าง หลวงตาไม่เคยพบผู้ใดที่มีดวงชะตาเช่นนี้มาก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย พ่อหนุ่มคนนี้ถือเป็นหนึ่งในสิบล้านคน
เสกสรรทำตามอย่างว่าง่าย ถึงจะเคลื่อนตัวลำบากและปวดเข่าจนแทบจะลุกไม่ไหว เขาสูดปากเล็กน้อยจนหลวงตาสังเกตได้
หลวงตาหยิบบางอย่างออกมาจากย่ามข้างกายแล้วเอ่ย “ต่อไปโยมจะไม่ต้องทรมานกับการเจ็บป่วยทางร่างกายอีก แต่สิ่งที่ตามมานั้นย่อมยากกว่า”
เสกสรรไม่เข้าใจกับสิ่งที่หลวงตาพูดนัก ขอเพียงเขาไม่ต้องทนปวดเข่าทุกวันเขาก็ยอมแลกกับความลำบากที่อาจารย์พูดถึง เพียงไม่นานที่หลวงตาร่ายมนต์ด้วยภาษาที่เสกสรรฟังไม่เข้าใจ สิ่งที่อยู่ในมือหลวงตาที่รูปร่างคล้ายลูกกระสุนรูปทรงเรียวรีสีนิลมันวาวก็หายไปต่อหน้าต่อตา
เสกสรรตาโตอ้าปากค้าง มากกว่านั้นเขาเพิ่งรู้ว่าสิ่งนั้นมาอยู่ในเนื้อต้นแขนด้านในข้างรักแร้ที่แขนข้างซ้ายของเขา มันฝังลึกอยู่ในชั้นผิวหนังและนูนขึ้นมาเล็กน้อย แต่สิ่งที่แปลกคือเขาไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว
“มัน มันคืออะไรเหรอครับหลวงตา” เขาถามหลวงตาเสียงสั่น เสกสรรไม่เคยรู้จักเครื่องรางของขลังมาก่อน
“มันคือเหล็กไหล เมื่อโยมไปอยู่กับลูกเมียแล้วมันจะมีประโยชน์”
เสกสรรมองเหล็กไหลที่สามารถเคลื่อนตัวไปมาบนแขนของเขาด้วยความทึ่ง
“ขอบพระคุณมากครับหลวงตา” เสกสรรกราบหลวงตาสามครั้งจากนั้นก็ไปติดต่อขอบริจาคกับทางวัดด้วยยอดเงินเจ็ดแสนบาท เหตุผลที่บริจาคให้กับทางวัดมากขนาดนั้นก็เพราะเขาเกิดแรงศรัทธากับพระอาจารย์เป็นอย่างมาก เขารู้สึกประหลาดใจจนหัวใจแทบจะกระดอนออกมานอกอก เมื่อเห็นอาจารย์เสกเหล็กไหลเข้าไปในร่างกายของเขาโดยที่เขาไม่รู้สึกอะไรเลย เช่นนั้นพวกที่เสกหนังควายเข้าท้องก็คงมีอยู่จริง คิดมาแล้วก็ขนลุกขนพอง อีกทั้งวัดป่าพอกแห่งนี้ยังคงต้องการปัจจัยในการสร้างศาลา และห้องน้ำ ดังนั้นพวกข้าวสารอาหารแห้งที่เขาซื้อมาวันนี้ก็คงบริจาคให้กับวัดป่าทั้งหมด
หลังจากวันนั้นในช่วงเช้าเสกสรรก็เดินสายบริจาคกับสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัด โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และโรงพยาบาล สิ่งที่บริจาคก็จะมี ข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำดื่ม ยารักษาโรคจำพวกยาสามัญประจำบ้านทั่วไป เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์ทำครัวจำพวก หม้อ มีดกระทะ ตะหลิว ทัพพี ถ้วยชามและแก้วน้ำ เครื่องอาบน้ำ เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน และครีมอาบน้ำ อีกทั้งยังบริจาคของสดจำพวก เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ หมึก กุ้ง ให้แก่โรงเรียนเพื่อนำไปประกอบอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน รวมถึงเครื่องปรุงรสอีกนับไม่ถ้วน
เสกสรรใช้เวลาบริจาคของเหล่านี้อยู่กว่าสามสัปดาห์ รวมเงินสดที่บริจาคไปทั้งหมดสี่ล้านกว่าบาทไม่รวมเงินที่ใช้ซื้อของบริจาคอีกกว่าห้าล้านบาท แต่หลังจากนั้นอีกสองวันเขาก็ล้มป่วยเพราะอาการปวดเข่า ตามข้อมือข้อเท้าปูดบวมจนเดินแทบไม่ได้ ที่ร้ายแรงกว่านั้นเช้าวันหนึ่งที่เขาตื่นขึ้นมาอย่างยากลำบากเขาเกิดอาการเวียนศีรษะหน้ามืดอย่างรุนแรงและอาเจียนเป็นเลือด
เจ้าของร่างใหญ่ฝืนขับรถไปโรงพยาบาลด้วยความทรมาน ดวงตาเขาพร่ามัวเต็มที ตลอดเวลาที่ขับรถไปตามถนนในหัวเขาเฝ้าถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าภรรยากับลูกที่หลวงตาเคยทำนายไว้อยู่ที่ไหน ที่บอกว่าฝันเพียงตื่นหนึ่งก็ได้เจอเห็นทีจะเป็นเหมือนแค่เรื่องหลอกเด็ก เขาฝันและตื่นขึ้นมาเกือบสามสัปดาห์แล้ว แต่ก็ยังไม่เจอใครเข้ามาในชีวิตสักคน สุดท้ายแล้วพระผู้นั้นก็แค่หมอเดา บัดนี้ขณะที่เขาใกล้จะตายแม้แต่เงาภรรยากับลูกเขาก็ยังไม่เคยเห็น ต่อจากนี้ไปเขาจะไม่งมงายกับเรื่องพวกนี้อีก หลวงตาหลอกให้เขาทำบุญหมดเงินไปตั้งหลายล้านบาท หนำซ้ำอาการปวดเข่าของเขายังกำเริบ สิ่งที่หลวงตาพูดไว้ไม่มีสิ่งไหนใกล้เคียงความจริงแม้เพียงครึ่งคำ
เขายิ้มหยันให้ตัวเอง
หายจากอาการเจ็บป่วยทางร่างกายอย่างนั้นหรือ
ทำมากได้มากอย่างนั้นหรือ
ได้สัตว์สองเท้าสามตัวพร้อมกันอย่างนั้นหรือ
ทุกสิ่งล้วนหลอกลวงชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างเขาที่หลงเชื่องมงายกับเรื่องดวงเท่านั้น
เสกสรรจอดรถที่หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ใบหน้าก็ฟุบลงกับพวงมาลัยรถ ลมหายใจเขาก็ดับสูญไปในตอนนั้น
“เขาจะตายไหมพี่” น้ำเสียงหวาดหวั่นเล็กน้อย “ไม่ตายหรอก” “แล้วเราจะเอายังไงกับเขาดี” “เดี๋ยวพี่จัดการเอง” ขณะนั้นวิญญาณของเสกสรรได้ออกจากร่างไปแล้ว เขาเดินเข้าไปกระชากแขนกุลชาอย่างแรง แต่ยิ่งไขว่คว้าร่างนั้นเท่าไรเขากลับสัมผัสเธอไม่ได้เลย ในเวลาต่อมาเมื่อเห็นพศินลากร่างเขาออกไป เขาจึงตระหนักได้ทันทีว่าเขาได้ตายไปแล้ว เขาเสียใจที่กุลชาทำกับเขาเช่นนี้ หลอกเอาเงินกับเขาไปให้ผู้ชายคนอื่น แถมผู้ชายคนนั้นยังเป็นเพื่อนสนิทกับเขาอีก คืนนั้นเสกสรรนั่งร้องไห้เฝ้าร่างของตัวเองที่นอนแน่นิ่งอยู่ในป่ารกจนถึงเช้า พยายามเข้าไปสิงร่างเดิมของตัวเองเป็นร้อยเป็นพันรอบแต่เขาก็ไม่สามารถกลับไปเป็นคนได้อีก เขาต้องยอมรับความตายครั้งนี้อย่างนั้นหรือ หลังจากนั้นวิญญาณของเสกสรรก็ล่องลอยกลับไปที่บ้านของตัวเอง แต่ก็พบว่าภรรยากับลูกไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังนั้นแล้ว เขาจึงตามเธอไปที่บ้านแม่ยาย พอไปถึง ทันใดนั้นณดลน้องชายของยุพาก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “พี่ยุ ๆ” “มีอะไร” “พี่เสกตายแล้ว” “ฮะ!” เสียงยุพาดูตกใจแต่แววตา
เช้าวันต่อมาข่าวที่ภรรยาของพศินวิ่งไล่ฟันสามีกับชู้รักอย่างกุลชาก็ดังไปทั้งหมู่บ้าน พศินได้รับบาดเจ็บสาหัส แถมเมียยังขู่ว่าจะขอหย่า ส่วนกุลชาวิ่งหนีไปได้แต่ก็หนีไปในสภาพที่ดูไม่ได้เช่นกัน และเธอคงไม่กล้ากลับมาที่หมู่บ้านนี้อีก เพราะผู้คนในหมู่บ้านนี้รู้เช่นเห็นชาติของเธอหมดแล้ว และถ้ากลับมาอีกบุญชูเมียของพศินคงเอากุลชาถึงตาย แม่และพี่สาวของยุพามาหาที่บ้านแต่เช้า ยุพากำลังรดน้ำผักอยู่ข้างบ้านพอดี “แกรู้เรื่องยัยกุลหรือยัง” แสงเดือนเป็นห่วงลูกสาว กลัวว่าเสกสรรจะไปร่วมทำไม่ดีกับพศินด้วยจึงรีบมาหาที่บ้าน “กุลเขาทำไมเหรอคะแม่” ยุพายังทำหน้านิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อน “ก็มันแอบไปนอนกับไอ้ศินอยู่เถียงนานอกบ้านนี่เอง เมียไอ้ศินมันไปเจอ ไล่ฟันกันจนต้องไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาล” “อ้อ เหรอคะ” “แล้วนี่น้าเสกไปไหน ไปดูไอ้ศินมันเหรอ” นีราถามน้องสาว “เปล่า พี่เสกทำอาหารอยู่ข้างบนค่ะ” “ไอ้เสกทำอาหาร แกรดน้ำผัก?” “อือฮึ ทำไมเหรอคะ เขาก็ทำอาหารทุกวันนะ ไม่เห็นแปลกตรงไหน” น้ำเสียงติดอวดสามีนิด ๆ
กุลชาเดินลับ ๆ ล่อ ๆ ออกมาจากที่ซ่อนเมื่อรู้ว่ามีคนนำเสกสรรมาไว้บนเถียงนาให้เธอเชือดแล้ว เธอย่องขึ้นไปบนเถียงนาอันมืดมิดอย่างเงียบ ๆ ดีแล้วที่คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด จากนั้นเปลื้องผ้าของตัวเองออกแล้วไปจัดการกับคนที่นอนนิ่งอยู่ กุลชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อนทั้งหมดเธอกับผู้ชายคนนั้นซดข้าวต้มรอบดึกด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย เพราะต่างคนก็ต่างเมา ไม่สนใจว่าอากาศรอบตัวจะเย็นเฉียบสักแค่ไหน แวบแรกกุลชารู้สึกคุ้นเคยกับเพลงรักและเสียงครางของผู้ชายคนนี้มาก แต่เมื่ออยู่ในห้วงอารมณ์นั้นเธอก็ไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว เธอปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามท่วงทำนองผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงภรรยาของพศินที่เดินมากับไกรเลิศเอ่ยเสียงดังด้วยความโกรธจัด “ไหน ไอ้ผัวตัวดีของกูมันอยู่ที่ไหน” ถึงมองเห็นใบหน้าไม่ชัดแต่ก็รู้ว่าหน้าของเธอคงแดงก่ำเสียงนั้นทำให้สองร่างที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างนัวเนียถึงกับชะงัก“เมียพี่มา” พศินเอ่ยเสียงแหบ ลำคอแห้งผาก ไก่โต้งที่กำลังชูคอแข็งขึงหดตัวอ่อนยวบลงอย่างรวดเร็วทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตกใจ จะถามหาเหตุผลที่พวกเขามานอนอยู่ที่นี่ด้วยกันได้อย่างไรก็คงไม่ทันแล้วมือข้างหนึ่งถือไฟฉาย มืออีกข้างถ
เสกสรรกลับมาจากนา รับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วยุพาจึงเดินเข้าไปคุยด้วย “วันนี้กุลมาหาฉันที่บ้าน” คิ้วดกดำขมวดเข้าหากันทันที “มาทำไม” น้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก เขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้หญิงอย่างกุลชาดี อีกอย่างเขาก็เป็นผู้ชายจึงไม่อยากใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง แต่ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้เมื่อไรเธอจะหยุด “เขามาบอกฉันว่า พี่เป็นคนเอาเงินสี่หมื่นนั้นให้เขา” ยุพาสูดหายใจเข้าลึกแล้วพูดต่อ “ฉันอยากรู้ว่าเรื่องราววันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ด้วยความโกรธบวกกับความเกลียดและกลัวเขาวันนั้นเธอจึงไม่อยากถามว่าเกิดอะไรขึ้น เสกสรรมองภรรยาด้วยแววตาเป็นกังวล เขาห่วงความรู้สึกของภรรยามากกว่า “สัญญากับพี่ก่อนสิว่าเธอจะไม่เกลียดพี่” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเพื่อรอคำตอบ แววตาเว้าวอน พอภรรยาพนักหน้ามุมปากจึงคลี่ยิ้มออกมาจาง ๆ “วันนั้นหลังจากพี่วางยานอนหลับเธอกับลูกแล้ว พี่ก็ขโมยเงินที่อยู่ใต้ที่นอนเธอไปทั้งหมด แล้วให้ไอ้วุธไปส่งที่ศาลารอรถทางเข้าหมู่บ้าน” เขาเว้นวรรคเพื่อหายใจ เอื้อมมือข้างหนึ่งไปจับมือภรรยาไว้ ใช้หัวแม่มือคลึงกลางฝ่ามือเธอเบา ๆ “ตอนไปถึงพี่ไม่เจอกุล เ
ดวงตาทั้งคู่สานสบกันในห้องนอนที่มองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายเพียงเลือนราง ยุพายิ้มออกมาได้เมื่อรู้ว่าเขายังปกติดีทุกอย่าง “เบา ๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” เธอกระซิบเสียงแผ่ว อา! เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในห้องนี้มีลูกอยู่ด้วย “จะพยายาม” สิ้นคำเขาจึงทำไปตามสัญชาตญาณของตัวเอง ทั้งสองกดข่มเสียงเอาไว้ให้ลึกถึงก้นบึ้ง ยุพารู้สึกพึงพอใจกับบทรักของเขาครั้งนี้เป็นอย่างมาก เขานุ่มนวล ทะนุถนอมเธอ ไม่เหมือนเสกสรรคนก่อน ในตอนเช้าเสกสรรตื่นขึ้นมาก่อนภรรยา เขานอนมองหน้าเธอแล้วยิ้มละมุน จากที่คิดว่าจะให้ภรรยาสอนแต่เขากลับทำเองทุกกระบวนท่า เขายื่นปากไปจุมพิตริมฝีปากภรรยา ค้างไว้เช่นนั้นหลายอึดใจ ถอนปากออกมาอย่างเสียดาย แล้วตัดสินใจลุกขึ้นไปนึ่งข้าว เพิ่งรู้ว่าการมีเมียมันดีอย่างนี้นี่เอง เขาไม่น่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึงสองเดือนเลย หลายวันมานี้เสกสรรตื่นแต่เช้าเพื่อไปใส่ปุ๋ยและไถกลบมันสำปะหลัง ตอนสายเขาจะกลับมากินข้าวเช้าที่บ้าน เขาทำอย่างนี้ทุกวันพอแดดจัดจะได้พักผ่อน ช่วงบ่ายสามสี่โมงเย็นค่อยออกไปทำงานอีกครั้งพร้อมลูกกับภรรยา กุลช
กุลชาเดินกลับมาทำงานด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด พอเสกสรรกลับมาทำงานตามเดิม พศินจึงเดินมาหากุลชา “เป็นไงบ้าง” เขาถามเสียงเบา และทำทีปลูกมันสำปะหลังไปด้วยราวกับว่าไม่ได้คุยกัน “เมียกับลูกเขาตามไปเจอฉันก่อน เซ็งเลยเกือบจะมีเงินใช้อยู่แล้วเชียว” เหตุผลที่กุลชาชอบทำตัวแบบนี้คือหนึ่งเธอได้เงิน สองคือเธอได้โปรยเสน่ห์ของตัวเองไปด้วย เธออยากให้ผู้ชายทุกคนมาลุ่มหลงเธอ “เดี๋ยวนี้ดูมันไม่ค่อยห่างลูกห่างเมียเลย” พศินบ่นอุบอิบ หรือเสกสรรจะเข็ดหลาบกับเรื่องผู้หญิงจริง ๆ “แล้วเราจะทำยังไงดี” “ดูมันไปก่อน” เขาเชื่อว่าเสือร้ายอย่างไอ้เสกไม่มีวันสิ้นลายแน่ ศราวุธที่คอยสังเกตสองคนนี้ตั้งแต่ต้นจึงเกิดความสงสัย เหตุใดพศินกับกุลชาถึงได้สนิทสนมกันเกินควร เวลาผ่านไปจนถึงตอนเย็น ก่อนกลับบ้านศราวุธรอให้คนงานคนอื่นกลับบ้านไปก่อนจากนั้นเขาจึงเดินเข้าไปคุยกับเสกสรร “กูว่าไอ้ศินกับกุลสนิทกันแปลก ๆ ว่ะ มึงคิดเหมือนกูไหม” “อือ ฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกัน” รถกระบะคันที่พศินขับมาเขาก็รู้สึกคุ้นตานัก ความจริงวันนี้พศินไม่ต้องมาช่วย
เสกสรรยื่นเงินให้ลุงขับสามล้อพอหันกลับมาก็ต้องตกใจ ภรรยากับลูกเดินถือกระเป๋าตามกันมา โดยมีแม่ยายเดินขนาบข้าง “ยุกับลูกจะไปไหน” “ฉันกับลูกจะไปอยู่บ้านแม่ค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ แต่ในใจเขารู้ว่าเธอกำลังโกรธ ผู้หญิงคนนี้เมื่อโกรธจนถึงขีดสุดเธอเลือกที่จะเงียบมากกว่าโวยวาย
หญิงวัยกลางคนเดินขึ้นมาบนบ้านลูกสาวเมื่อทราบข่าวว่าลูกเขยหนีไปกับหญิงอื่น “ยุ” แสงเดือนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่สายแล้วแต่ลูกสาวยังไม่ตื่นถึงแม้ลูกสาวจะป่วยแต่ยุพาก็ไม่เคยตื่นสายขนาดนี้ เธอเปิดมุ้งเข้าไปก็พบว่าสามแม่ลูกยังนอนหลับสนิท แสงเดือนเอามือเขย่าร่างลูกสาว “ยุ ตื่นได้แล้ว ผัวแกหนีไปกับนังกุล
เสกสรรวาดขาขึ้นซ้อนรถมอเตอร์ไซด์เพื่อน จากนั้นศราวุธก็ขับรถออกไปยังถนนกลางหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างอำเภอ ศราวุธจอดรถเมื่อมาถึงศาลารอรถหน้าทางเข้าหมู่บ้าน “ให้กูอยู่เป็นเพื่อนไหม” ตอนนี้ก็มืดมากแล้ว “ไม่ต้อง อีกหน่อยกุลก็คงจะมา” ท
ดวงตะวันกำลังจะตกดินทอแสงสีแดงประกายแสดลอดผ่านออกมาจากปลายไม้มองเห็นเพียงริบหรี่ นี่คงเกือบจะหกโมงเย็นแล้วกระมังแต่ยังไร้วี่แววของสามีที่ออกจากบ้านไปตั้งแต่ช่วงสายของวัน ภายในบ้านไม้ยกสูงกลางเก่ากลางใหม่ มีหญิงสาววัยยี่สิบหกปีกำลังนอนซมเพราะพิษไข้มานานกว่าสองสัปดาห์ ห่างออกไปเล็กน้อยมีเด็กชายกับเด็







