Masukเสกสรรวาดขาขึ้นซ้อนรถมอเตอร์ไซด์เพื่อน จากนั้นศราวุธก็ขับรถออกไปยังถนนกลางหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างอำเภอ
ศราวุธจอดรถเมื่อมาถึงศาลารอรถหน้าทางเข้าหมู่บ้าน “ให้กูอยู่เป็นเพื่อนไหม” ตอนนี้ก็มืดมากแล้ว
“ไม่ต้อง อีกหน่อยกุลก็คงจะมา” ทีแรกกุลชาบอกว่าจะมารอเขาแต่ทำไมเธอยังไม่มาอีก สายตากวาดมองไปทั่วบริเวณ มีเพียงรถกระบะหนึ่งคันจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม
“เออ งั้นกูกลับก่อน”
ว่าจบศราวุธก็ขับรถออกไป คนที่นัดกับเขาไว้จึงเดินออกมาจากที่ซ่อน พร้อมกับยิ้มหวานให้คนตรงหน้า เสกสรรก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจพูดออกมาน้ำเสียงเจือตำหนิเล็กน้อย “ทำไมไปหลบอยู่ตรงนั้นล่ะ”
“ก็ฉันกลัวคนเห็นนี่นา” เขาคิดว่าเธอจะเบี้ยวนัดเสียแล้ว
“งั้นเราก็รีบไปกันเถอะ” เสกสรรพอจะเดาได้ว่ารถกระบะคันนั้นคือรถที่กุลชาเช่ามาให้ไปส่งในตัวอำเภอ
“เดี๋ยวก่อนสิ”
“ยังมีอะไรอีก”
“พี่เอาเงินมาด้วยรึเปล่า”
“เอามาสิ นี่ไง” เสกสรรพูดพลางหยิบเงินสี่หมื่นบาทที่ใช้หนังยางรัดออกมาจากกระเป๋าสะพายแล้วส่งให้กุลชาทั้งหมด
“พี่เสกน่ารักที่สุดเลย” กุลชายิ้มกว้างให้เขา ฝ่ายชายจึงโน้มใบหน้าลงมาหมายจะจุมพิตแฟนสาวแต่แล้วสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนก็เกิดขึ้น
ท่อนไม้ขนาดใหญ่ฟาดเข้าที่ท้ายทอยคนที่ไม่ทันระวังตัวอย่างแรง
“โอ๊ย!” เขาร้องออกมาแค่นั้น ร่างใหญ่ก็ล้มลงไปกองกับพื้นทันที
คนที่ยืนถือไม้อยู่ส่งยิ้มให้หญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าดวงตาเปล่งประกายพราวระยับ
“เขาจะตายไหมพี่”
“ไม่ตายหรอก”
“แล้วเราจะเอายังไงกับเขาดี”
“เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
ยิ่งดึกอากาศโดยรอบก็ยิ่งหนาวจัด กลิ่นดินกลิ่นหมอกปลุกให้คนที่นอนสลบไสลอยู่ค่อย ๆ รู้สึกตัว นิ้วมือกระดิกช้า ๆ ทีละนิ้ว ทีละนิ้ว ดวงตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ ปรือขึ้น ครู่ต่อมาดวงตาคมคายคล้ายมีแววสับสน เมื่อเบื้องหน้าของเขาคือพระจันทร์ดวงใหญ่ เขาจำได้ว่าเขาขับรถไปที่โรงพยาบาล แต่ไฉนตอนนี้เขาถึงมานอนในป่ารกเช่นนี้ได้ แถมยังรู้สึกหนาวจนสะท้านไปทั้งตัว ปกติร่างกายเขาไม่ค่อยตอบสนองต่ออากาศหนาวเท่าไรนัก เขายันกายลุกขึ้นท่ามกลางเงาจันทร์ที่กำลังส่องแสงนวลผ่อง วันนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงอย่างนั้นหรือ
เจ้าของร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนช้า ๆ กระนั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวเองลุกขึ้นยืนได้ง่ายกว่าเดิม ซ้ำยังไม่รู้สึกปวดเข่าด้วย หรือว่าเขาจะหายจากอาการปวดเข่าแล้วจริง ๆ แต่เขากลับรู้สึกปวดท้ายทอยตุบ ๆ เอื้อมมือไปกุมไว้ เขารู้สึกเจ็บเมื่อสัมผัสเข้ากับจุดที่โดนตีหัว ยืนนิ่งสักพักเพราะรู้สึกว่าพื้นดินกำลังพาหมุน เขาหลับตาลงอีกครั้ง ภาพความทรงจำของร่างนี้พลันถาโถมเข้ามาเป็นฉาก ๆ มันไม่ใช่เรื่องราวของเขา แต่เป็นเรื่องราวของคนอื่น เมื่อใบหน้าของผู้หญิงที่ชื่อกุลชาลอยเข้ามาก่อนที่เขาจะสลบไป ทันใดนั้นสติเขาก็คืนกลับมา ลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วก้มลงสำรวจตรวจตราร่างกายตัวเองด้วยแววตาตื่นตระหนก
เขาถกแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว เหยียดแขนทั้งสองออกมาคู่กัน ลำแขนแข็งแรงมีกล้ามเนื้อชัดเจน ตามนิ้วยาว หลังมือ และท่อนแขนมีเส้นเลือดปูดนูนขึ้นมา ดูจากท่อนแขนก็พอคาดเดาได้ว่าร่างนี้น่าจะเป็นคนหล่อ คนอะไรจะหล่อยันเส้นเลือดขนาดนี้
ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งความทรงจำและร่างกายนี้ไม่ใช่ของเขา ผู้ชายคนนี้ชื่อเสกสรรเหมือนกับเขาก็จริง แต่เขามีภรรยาที่กำลังนอนป่วยอยู่ที่บ้าน พร้อมกับลูกชายหญิงอีกสองคน แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นเขายังวางยานอนหลับภรรยากับลูก และขโมยเงินภรรยาไปจนหมดเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้หญิงคนนั้น หรือว่า …
‘โยมจะได้สัตว์สองเท้าในคราวเดียวกันถึงสามตัว เพศเมียสองเพศผู้หนึ่ง’
‘นานไหมครับหลวงตา’
‘แค่ฝันตื่นหนึ่งโยมก็จะได้พบแล้ว’
เขาแค่นยิ้มออกมาด้วยความสมเพชในวาสนาของตัวเอง จะมีเมียมีลูกทั้งทีดันต้องมาอยู่ในร่างของผู้ชายที่ทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าเอาไว้กับภรรยาและลูกของตัวเอง แต่ก็ดีแล้วที่มันตายไปได้ ต่อไปนี้คนที่เหมือนตายทั้งเป็นก็คงเป็นเขาเอง
“ผมเชื่อแล้วครับหลวงตาว่ามันไม่ราบรื่นจริง ๆ” ทำเรื่องเลวทรามไว้ขนาดนี้ แล้วเขาจะมีชีวิตรอดไปถึงเมื่อใด คิดแล้วก็อยากตายให้รู้แล้วรู้รอด ให้มีเมียมีลูกแต่ต้องให้มารับกรรมแทนผู้ชายเฮงซวยคนนี้อีก ถ้าให้เกิดใหม่แบบนี้อย่าให้เกิดเสียดีกว่า ไม่หนำใจ ยังให้เขาย้อนกลับมาในปีพอศอสองพันห้าร้อยสามสิบเจ็ดอีก ก็ยังดีที่มีไฟฟ้าใช้แล้ว
เขาถอนหายใจออกมายาว ๆ “เอาวะ เป็นไงเป็นกัน” อย่างน้อยเขาก็ผอมลงมาก และไม่ได้รู้สึกปวดเข่าอีกแล้ว ยังไงก็ต้องยอมแลก
เสกสรรก้มลงหยิบกระเป่าสะพายหลังใบไม่ใหญ่มากนักที่ถูกโยนทิ้งไว้ข้างตัวแล้วตะเกียกตะกายขึ้นจากซอกหลืบลึกจนท่วมหัว ที่แห่งนี้ถูกน้ำกัดเซาะจนเป็นหลุมลึกขนานไปตามถนน ขึ้นมาได้ก็เดินออกไปดูที่ศาลารอรถก็ไม่เห็นมีใครแล้ว เวลานี้ดึกสงัดตามชนบทแบบนี้คงไม่มีใครออกมาเพ่นพ่าน เขาตัดสินใจเดินกลับบ้านทันที ในหัวก็คิดตลอดว่าจะแก้ต่างกับภรรยาอย่างไรดี แต่ระยะทางจากตรงนี้ถึงบ้านของภรรยาก็น่าจะราว ๆ หกกิโลเมตร เขาคงต้องใช้เวลาเดินอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึง
“เขาจะตายไหมพี่” น้ำเสียงหวาดหวั่นเล็กน้อย “ไม่ตายหรอก” “แล้วเราจะเอายังไงกับเขาดี” “เดี๋ยวพี่จัดการเอง” ขณะนั้นวิญญาณของเสกสรรได้ออกจากร่างไปแล้ว เขาเดินเข้าไปกระชากแขนกุลชาอย่างแรง แต่ยิ่งไขว่คว้าร่างนั้นเท่าไรเขากลับสัมผัสเธอไม่ได้เลย ในเวลาต่อมาเมื่อเห็นพศินลากร่างเขาออกไป เขาจึงตระหนักได้ทันทีว่าเขาได้ตายไปแล้ว เขาเสียใจที่กุลชาทำกับเขาเช่นนี้ หลอกเอาเงินกับเขาไปให้ผู้ชายคนอื่น แถมผู้ชายคนนั้นยังเป็นเพื่อนสนิทกับเขาอีก คืนนั้นเสกสรรนั่งร้องไห้เฝ้าร่างของตัวเองที่นอนแน่นิ่งอยู่ในป่ารกจนถึงเช้า พยายามเข้าไปสิงร่างเดิมของตัวเองเป็นร้อยเป็นพันรอบแต่เขาก็ไม่สามารถกลับไปเป็นคนได้อีก เขาต้องยอมรับความตายครั้งนี้อย่างนั้นหรือ หลังจากนั้นวิญญาณของเสกสรรก็ล่องลอยกลับไปที่บ้านของตัวเอง แต่ก็พบว่าภรรยากับลูกไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังนั้นแล้ว เขาจึงตามเธอไปที่บ้านแม่ยาย พอไปถึง ทันใดนั้นณดลน้องชายของยุพาก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “พี่ยุ ๆ” “มีอะไร” “พี่เสกตายแล้ว” “ฮะ!” เสียงยุพาดูตกใจแต่แววตา
เช้าวันต่อมาข่าวที่ภรรยาของพศินวิ่งไล่ฟันสามีกับชู้รักอย่างกุลชาก็ดังไปทั้งหมู่บ้าน พศินได้รับบาดเจ็บสาหัส แถมเมียยังขู่ว่าจะขอหย่า ส่วนกุลชาวิ่งหนีไปได้แต่ก็หนีไปในสภาพที่ดูไม่ได้เช่นกัน และเธอคงไม่กล้ากลับมาที่หมู่บ้านนี้อีก เพราะผู้คนในหมู่บ้านนี้รู้เช่นเห็นชาติของเธอหมดแล้ว และถ้ากลับมาอีกบุญชูเมียของพศินคงเอากุลชาถึงตาย แม่และพี่สาวของยุพามาหาที่บ้านแต่เช้า ยุพากำลังรดน้ำผักอยู่ข้างบ้านพอดี “แกรู้เรื่องยัยกุลหรือยัง” แสงเดือนเป็นห่วงลูกสาว กลัวว่าเสกสรรจะไปร่วมทำไม่ดีกับพศินด้วยจึงรีบมาหาที่บ้าน “กุลเขาทำไมเหรอคะแม่” ยุพายังทำหน้านิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อน “ก็มันแอบไปนอนกับไอ้ศินอยู่เถียงนานอกบ้านนี่เอง เมียไอ้ศินมันไปเจอ ไล่ฟันกันจนต้องไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาล” “อ้อ เหรอคะ” “แล้วนี่น้าเสกไปไหน ไปดูไอ้ศินมันเหรอ” นีราถามน้องสาว “เปล่า พี่เสกทำอาหารอยู่ข้างบนค่ะ” “ไอ้เสกทำอาหาร แกรดน้ำผัก?” “อือฮึ ทำไมเหรอคะ เขาก็ทำอาหารทุกวันนะ ไม่เห็นแปลกตรงไหน” น้ำเสียงติดอวดสามีนิด ๆ
กุลชาเดินลับ ๆ ล่อ ๆ ออกมาจากที่ซ่อนเมื่อรู้ว่ามีคนนำเสกสรรมาไว้บนเถียงนาให้เธอเชือดแล้ว เธอย่องขึ้นไปบนเถียงนาอันมืดมิดอย่างเงียบ ๆ ดีแล้วที่คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด จากนั้นเปลื้องผ้าของตัวเองออกแล้วไปจัดการกับคนที่นอนนิ่งอยู่ กุลชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อนทั้งหมดเธอกับผู้ชายคนนั้นซดข้าวต้มรอบดึกด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย เพราะต่างคนก็ต่างเมา ไม่สนใจว่าอากาศรอบตัวจะเย็นเฉียบสักแค่ไหน แวบแรกกุลชารู้สึกคุ้นเคยกับเพลงรักและเสียงครางของผู้ชายคนนี้มาก แต่เมื่ออยู่ในห้วงอารมณ์นั้นเธอก็ไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว เธอปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามท่วงทำนองผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงภรรยาของพศินที่เดินมากับไกรเลิศเอ่ยเสียงดังด้วยความโกรธจัด “ไหน ไอ้ผัวตัวดีของกูมันอยู่ที่ไหน” ถึงมองเห็นใบหน้าไม่ชัดแต่ก็รู้ว่าหน้าของเธอคงแดงก่ำเสียงนั้นทำให้สองร่างที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างนัวเนียถึงกับชะงัก“เมียพี่มา” พศินเอ่ยเสียงแหบ ลำคอแห้งผาก ไก่โต้งที่กำลังชูคอแข็งขึงหดตัวอ่อนยวบลงอย่างรวดเร็วทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตกใจ จะถามหาเหตุผลที่พวกเขามานอนอยู่ที่นี่ด้วยกันได้อย่างไรก็คงไม่ทันแล้วมือข้างหนึ่งถือไฟฉาย มืออีกข้างถ
เสกสรรกลับมาจากนา รับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วยุพาจึงเดินเข้าไปคุยด้วย “วันนี้กุลมาหาฉันที่บ้าน” คิ้วดกดำขมวดเข้าหากันทันที “มาทำไม” น้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก เขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้หญิงอย่างกุลชาดี อีกอย่างเขาก็เป็นผู้ชายจึงไม่อยากใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง แต่ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้เมื่อไรเธอจะหยุด “เขามาบอกฉันว่า พี่เป็นคนเอาเงินสี่หมื่นนั้นให้เขา” ยุพาสูดหายใจเข้าลึกแล้วพูดต่อ “ฉันอยากรู้ว่าเรื่องราววันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ด้วยความโกรธบวกกับความเกลียดและกลัวเขาวันนั้นเธอจึงไม่อยากถามว่าเกิดอะไรขึ้น เสกสรรมองภรรยาด้วยแววตาเป็นกังวล เขาห่วงความรู้สึกของภรรยามากกว่า “สัญญากับพี่ก่อนสิว่าเธอจะไม่เกลียดพี่” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเพื่อรอคำตอบ แววตาเว้าวอน พอภรรยาพนักหน้ามุมปากจึงคลี่ยิ้มออกมาจาง ๆ “วันนั้นหลังจากพี่วางยานอนหลับเธอกับลูกแล้ว พี่ก็ขโมยเงินที่อยู่ใต้ที่นอนเธอไปทั้งหมด แล้วให้ไอ้วุธไปส่งที่ศาลารอรถทางเข้าหมู่บ้าน” เขาเว้นวรรคเพื่อหายใจ เอื้อมมือข้างหนึ่งไปจับมือภรรยาไว้ ใช้หัวแม่มือคลึงกลางฝ่ามือเธอเบา ๆ “ตอนไปถึงพี่ไม่เจอกุล เ
ดวงตาทั้งคู่สานสบกันในห้องนอนที่มองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายเพียงเลือนราง ยุพายิ้มออกมาได้เมื่อรู้ว่าเขายังปกติดีทุกอย่าง “เบา ๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” เธอกระซิบเสียงแผ่ว อา! เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในห้องนี้มีลูกอยู่ด้วย “จะพยายาม” สิ้นคำเขาจึงทำไปตามสัญชาตญาณของตัวเอง ทั้งสองกดข่มเสียงเอาไว้ให้ลึกถึงก้นบึ้ง ยุพารู้สึกพึงพอใจกับบทรักของเขาครั้งนี้เป็นอย่างมาก เขานุ่มนวล ทะนุถนอมเธอ ไม่เหมือนเสกสรรคนก่อน ในตอนเช้าเสกสรรตื่นขึ้นมาก่อนภรรยา เขานอนมองหน้าเธอแล้วยิ้มละมุน จากที่คิดว่าจะให้ภรรยาสอนแต่เขากลับทำเองทุกกระบวนท่า เขายื่นปากไปจุมพิตริมฝีปากภรรยา ค้างไว้เช่นนั้นหลายอึดใจ ถอนปากออกมาอย่างเสียดาย แล้วตัดสินใจลุกขึ้นไปนึ่งข้าว เพิ่งรู้ว่าการมีเมียมันดีอย่างนี้นี่เอง เขาไม่น่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึงสองเดือนเลย หลายวันมานี้เสกสรรตื่นแต่เช้าเพื่อไปใส่ปุ๋ยและไถกลบมันสำปะหลัง ตอนสายเขาจะกลับมากินข้าวเช้าที่บ้าน เขาทำอย่างนี้ทุกวันพอแดดจัดจะได้พักผ่อน ช่วงบ่ายสามสี่โมงเย็นค่อยออกไปทำงานอีกครั้งพร้อมลูกกับภรรยา กุลช
กุลชาเดินกลับมาทำงานด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด พอเสกสรรกลับมาทำงานตามเดิม พศินจึงเดินมาหากุลชา “เป็นไงบ้าง” เขาถามเสียงเบา และทำทีปลูกมันสำปะหลังไปด้วยราวกับว่าไม่ได้คุยกัน “เมียกับลูกเขาตามไปเจอฉันก่อน เซ็งเลยเกือบจะมีเงินใช้อยู่แล้วเชียว” เหตุผลที่กุลชาชอบทำตัวแบบนี้คือหนึ่งเธอได้เงิน สองคือเธอได้โปรยเสน่ห์ของตัวเองไปด้วย เธออยากให้ผู้ชายทุกคนมาลุ่มหลงเธอ “เดี๋ยวนี้ดูมันไม่ค่อยห่างลูกห่างเมียเลย” พศินบ่นอุบอิบ หรือเสกสรรจะเข็ดหลาบกับเรื่องผู้หญิงจริง ๆ “แล้วเราจะทำยังไงดี” “ดูมันไปก่อน” เขาเชื่อว่าเสือร้ายอย่างไอ้เสกไม่มีวันสิ้นลายแน่ ศราวุธที่คอยสังเกตสองคนนี้ตั้งแต่ต้นจึงเกิดความสงสัย เหตุใดพศินกับกุลชาถึงได้สนิทสนมกันเกินควร เวลาผ่านไปจนถึงตอนเย็น ก่อนกลับบ้านศราวุธรอให้คนงานคนอื่นกลับบ้านไปก่อนจากนั้นเขาจึงเดินเข้าไปคุยกับเสกสรร “กูว่าไอ้ศินกับกุลสนิทกันแปลก ๆ ว่ะ มึงคิดเหมือนกูไหม” “อือ ฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกัน” รถกระบะคันที่พศินขับมาเขาก็รู้สึกคุ้นตานัก ความจริงวันนี้พศินไม่ต้องมาช่วย
เสกสรรยื่นเงินให้ลุงขับสามล้อพอหันกลับมาก็ต้องตกใจ ภรรยากับลูกเดินถือกระเป๋าตามกันมา โดยมีแม่ยายเดินขนาบข้าง “ยุกับลูกจะไปไหน” “ฉันกับลูกจะไปอยู่บ้านแม่ค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ แต่ในใจเขารู้ว่าเธอกำลังโกรธ ผู้หญิงคนนี้เมื่อโกรธจนถึงขีดสุดเธอเลือกที่จะเงียบมากกว่าโวยวาย
หญิงวัยกลางคนเดินขึ้นมาบนบ้านลูกสาวเมื่อทราบข่าวว่าลูกเขยหนีไปกับหญิงอื่น “ยุ” แสงเดือนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่สายแล้วแต่ลูกสาวยังไม่ตื่นถึงแม้ลูกสาวจะป่วยแต่ยุพาก็ไม่เคยตื่นสายขนาดนี้ เธอเปิดมุ้งเข้าไปก็พบว่าสามแม่ลูกยังนอนหลับสนิท แสงเดือนเอามือเขย่าร่างลูกสาว “ยุ ตื่นได้แล้ว ผัวแกหนีไปกับนังกุล
ดวงตะวันกำลังจะตกดินทอแสงสีแดงประกายแสดลอดผ่านออกมาจากปลายไม้มองเห็นเพียงริบหรี่ นี่คงเกือบจะหกโมงเย็นแล้วกระมังแต่ยังไร้วี่แววของสามีที่ออกจากบ้านไปตั้งแต่ช่วงสายของวัน ภายในบ้านไม้ยกสูงกลางเก่ากลางใหม่ มีหญิงสาววัยยี่สิบหกปีกำลังนอนซมเพราะพิษไข้มานานกว่าสองสัปดาห์ ห่างออกไปเล็กน้อยมีเด็กชายกับเด็
เสกสรรนั่งพนมมือ ปากกำลังจะแย้มถามสิ่งที่ตนต้องการรู้แต่หลวงตากลับพูดขึ้นมาก่อน “โยมจะได้สัตว์สองเท้าในคราวเดียวกันถึงสามตัว เพศเมียสองเพศผู้หนึ่ง” “สัตว์สองเท้า” เสกสรรพึมพำออกมาเสียงแผ่ว สัตว์สองเท้าถ้าไม่ใช่เป็ดไก่สำหรับเขาก็คงเป็นคน เขาเองก็ไม่ใช่คนโง่เขลาที่จะแปลความหมา







