INICIAR SESIÓN“อี้ ถ้าเป็นเพราะนิดรักอี้ล่ะ...” วนิดากลั้นใจพูดออกไป ทั้งกลัวและกล้า ด้วยไม่อยากเสียอคิราห์ให้ใคร ทว่าพูดออกมาได้เพียงสองคำก็ถูกสวนมาด้วยคำหนักๆ
“หรือเราเป็นเพื่อนที่ไม่ดีของนิด ถึงไม่ยอมเชื่อใจเรา” อคิราห์อยากให้วนิดาลองทบทวนดู เขาเคยทำแบบนั้นหรืออย่างไร
วนิดาพูดไม่ออกเมื่อเจอกับปมในใจ และมันเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งเธอให้จมอยู่กับความไม่กล้า เพราะกลัวจะสูญเสียอคิราห์ไป การถูกเพื่อนถอยห่างมันเป็นรอยแผลฝังลึก แต่ก็ไม่เคยคิดโกรธ เพราะสาเหตุก็มาจากพฤติกรรมของครอบครัวที่เธอห้ามเท่าไรไม่เคยยอมฟัง
เวลานี้วนิดากำลังรู้สึกเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว เธอฝืนใจอคิราห์ คนที่เป็นเพื่อนที่ดีให้กันมาเสมอ ด้าน
เจ้าของร่างสูงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยให้บรรยากาศดีขึ้น
“ว่าแต่แก้มหนูนิดก็นุ่มนะ ใช้อะไรเหรอ เราอยากใช้บ้าง” เขาชม ด้วยหวังว่าเพื่อนจะยิ้มออก แล้วถามย้ำ “นิดใช้อันไหน...”
วนิดาเดินอย่างเชื่องช้าไปหยุดยังเชลฟ์ที่มีครีมยี่ห้อหนึ่งวางอยู่
“อันนี้”
มือเล็กหยิบมันแล้วยื่นให้กับคนที่อยากได้ วินาทีนั้นอคิราห์ก็ยกมือขึ้นเท้าเอว“หนูนิด นี่มันครีมทาส้นเท้า เธอจะบอกว่าผิวหน้าเราเหมือนส้นเท้าเหรอ”
“นิดขอโทษ นิดได้ยินผิด” วนิดาก้มหน้าลงอย่างขอโทษ ด้วยตอนนี้เธอสมองเบลอ หูอื้อไปหมด ก่อนจะรีบเดินไปหยิบครีมบำรุงผิวหน้าที่ช่วยให้ผิวนุ่มเด้งมาให้อคิราห์หนึ่งกระปุก
ฝ่ายอคิราห์ไม่ได้ถือสาอะไร เมื่อได้ของที่ต้องการแล้วก็เดินไปจ่ายเงิน ก่อนจะลากพาวนิดาไปยังร้านรองเท้าร้านประจำ แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อพบว่าร้านปิด
“เดี๋ยวเราใส่คู่ที่เพิ่งซื้อมาไปก็ได้” อคิราห์นึกเสียดาย “งั้นเรากลับกันดีกว่า เราไปส่งหนูนิดเอง”
“อื้อ”
หญิงสาวครางรับไปเสียงเบา หัวใจรู้สึกอ่อนแรงเหลือเกิน ตลอดทางจึงค่อนข้างเงียบ แต่ก็ยังฝืนยิ้มให้เพื่อนที่พยายามชวนคุยไม่หยุด กระทั่งไปถึงหอพัก หัวใจดวงเล็กก็ต้องรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม ขณะเสียงเล็กแหลมดังขึ้นทันทีอย่างไม่พึงพอใจ
“หนูนิด นั่นมันไอ้พวกคนจัญไรนี่” ดวงตาคมเข้มมองแรงตรงไปยังคนที่กำลังยืนอยู่หน้าทางเข้าประตูหอพัก เป็นผู้ชายที่อายุราวห้าสิบปลายๆ กับเด็กหนุ่มที่อายุย่างเข้ายี่สิบปี ความโล่งใจก่อนหน้าหายไปในพริบตา
“อี้”
วนิดาร้องค้านเบาๆ แล้วมองไปยังพ่อเลี้ยงกับน้องชายต่างสายเลือดที่ชอบมารีดไถเงินเธอเป็นประจำ แม้จะไม่เคยได้กลับไปก็ยังไม่ยอมเลิกรา ส่วนมารดาเวลานี้ก็คงไม่พ้นเมาหัวทิ่มอยู่ที่บ้านเช่า
“ก็จริงนี่ เป็นวิญญาณเร่ร่อนหรือไง ไม่ไปผุดไปเกิดเสียที” อคิราห์ไม่ได้พูดผิดตรงไหนเลย คนพวกนี้มีวีรกรรมมากมาย จำได้ว่าตอนที่เขาเริ่มสนิทกับวนิดา ครอบครัวของเจ้าตัวแวะมาหา หลังถูกคนเป็นย่ารับมาเลี้ยง
วนิดาดีอกดีใจมากที่มารดามีความคิดถึงให้กัน อีกทั้งยังมารับไปกินข้าวด้วย แต่วันรุ่งขึ้นอคิราห์กลับพบว่าเพื่อนมีรอยช้ำที่ตัว ต้องรีดเอาคำตอบอยู่นานกว่าจะได้รู้ว่าเจ้าตัวถูกมารดาและพ่อเลี้ยงทุบตี เพราะไม่ยอมทำตามคำสั่งที่ให้มาหลอกเพื่อนๆ ว่าป่วย แล้วขอหยิบยืมเงินไปเป็นค่ารักษา
วนิดาที่เสียใจมามากแล้วจึงทำใจแข็งตัดขาดจากกัน แต่คนพวกนี้ก็ไม่เคยลดละความพยายาม และยังตีโพยตีพายหาว่าวนิดาเนรคุณ เขาคิดแล้วก็หงุดหงิดใจแล้วตัดสินใจหักพวงมาลัยวนรถออกทางเดิม นั่นทำให้ได้ยินคำถาม
“อี้จะพาเราไปไหน”
“คืนนี้ไปนอนห้องเรา” เขาปล่อยให้วนิดาเดินลงไปเจอคนไร้จิตสำนึกไม่ได้หรอก
บทพิเศษ “ป๊ะป๋าขา” เสียงเล็กใสดังขึ้นพร้อมฝีเท้าที่ย่ำถี่ตรงไปยังห้องนอน หลังถูกมารดาพาไปอาบน้ำ “ขา” ไม่ถึงนาทีคนที่ถูกเรียกก็ขานรับเสียงหวาน รอยยิ้มเอ็นดูปรากฏ ก่อนจะรับลูกสาวเข้ามาในอ้อมกอด “ถักเปียให้หน่อยค่ะ” เด็กหญิงศนิรีบอ้อนบิดา “มาค่ะ เดี๋ยวป๊ะป๋าถักให้ แล้วหม่าม้าล่ะคะ” การถักเปียไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับอคิราห์ เมื่อเขารับหน้าที่ถักผมให้ลูกสาววัยสองขวบกว่าเป็นประจำอยู่แล้ว พลันก้มหน้ามองยัยตัวเล็กเบอร์สองบนหน้าตัก ชื่อของลูกนั้นแปลว่าดาวเสาร์ เขาตั้งมันจากความชอบดูดาวของภรรยา “ทำข้าวต้มอยู่ค่ะ” เด็กหญิงศนิทำท่าชี้นิ้วไปยังห้องครัว “โอเคค่ะ หนูนิตื่นเต้นไหมคะ” อคิราห์พูดคะขากับลูก แววตาเปี่ยมไปด้วยรัก “ตื่นเต้นค่ะ” ศนิตอบด้วยความดีใจ เพราะในวันนี้จะได้มีเพื่อนใหม่อย่างเป็นทางการ อคิราห์ยิ้มเอ็นดูลูกสาวที่ไม่ค่อยกลัวสิ่งใด มีแต่คนเป็นพ่อที่แอบกังวลเมื่อในวันนี้ต้องส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนตรียมอนุบาล เห็นเด็กน้อยในชุดนักเรียนแล้วก็ตื้นตันอยู่ไม่น
สองปีต่อมา “เจ้ อี้ว่ามุมนั้นดีกว่า” “เค” อมิตาพยักหน้าตอบรับน้องชาย แล้วยกกรอบรูปขึ้นนำไปวางตั้งไว้ในมุมด้านซ้าย ขณะน้องนั้นเดินตามติดมา ก่อนเสียงเจ้าตัวจะดังขึ้นอีก “เจ้ หรือว่ามุมเก่าดีกว่า” อคิราห์ยกมือขึ้นลูบคางแล้วเดินไปรอบกรอบรูป เกิดความลังเลใจ วินาทีนั้นก็มีเสียงแว้ดดังขึ้น “โอ๊ย สรุปว่าแกจะไว้มุมไหน เลือกมาสักมุม ฉันขยับจนเหนื่อยแล้ว” อมิตาไม่วายบ่น เธอขยับขาตั้งและกรอบรูปมารอบที่สามแล้ว แต่น้องก็ยังไม่พอใจเสียที ส่วนอลิษาและอริสราตอนนี้อยู่ในห้องครัว กำลังช่วยกันทำขนมหวานสำหรับพิธีสงฆ์ช่วงเช้า “จี้ตัดสินใจไม่ได้อะเจ้” อคิราห์ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะส่งเสียงเรียกหาคนที่ช่วยตัดสินใจ “นิดจ๋า...ออกมาหาอี้หน่อย” ไม่นานเท่าไรวนิดาก็เดินตรงมาหา “เราเอารูปพรีเวดดิงไว้ตรงไหนดี” อคิราห์ชี้นิ้วบอกจุดที่จะวางภาพพรีเวดดิง ซึ่งเป็นภาพถ่ายบนเตียงนอน ที่มีกลีบกุหลาบโรยอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไทสีดำ ทำท่าถือลิปสติก ส่วนวนิดานอนเกยอยู่ที่แผ่นหลัง ผมผูกโบสีชมพู “มุมนั้นอี้” วน
บทพิเศษ วนิดาถูกพาขึ้นรถคันเล็กในช่วงบ่ายของวันเสาร์ ก่อนจะมาจอดยังหน้าร้านที่มีลักษณะเหมือนคาเฟ มีตู้ขนมทำให้แปลกใจไม่น้อย “อี้พานิดมาเอาแหวนที่นี่เหรอ เหมือนเป็นคาเฟเลย” “ใช่ แต่ก่อนจะเอาได้ พวกเราต้องลงมือทำเสียก่อน ร้านนี้เปิด workshop ทำแหวนน่ะ” เจ้าของความคิดอธิบาย “นิดชอบอะ งั้นนิดทำให้อี้ อี้ทำให้นิดละกัน” วนิดาชอบความคิดนี้ของอคิราห์ และตรงตามความต้องการของเธอเป๊ะ “โอเค” นิ้วใหญ่ยกขึ้นทำท่าประกอบ แล้วทั้งสองก็พากันเข้าไปด้านในร้านที่ได้โทร.มาจองคิวไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการทำประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง เมื่อไปนั่งบนเก้าอี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแนะนำขั้นตอนต่างๆ โดยขั้นตอนแรกไม่พ้นร่างแบบแหวน ทั้งสองร่างแบบลงบนกระดาษอย่างตั้งใจ แล้วนำกล่องใส่พลอยออกมาเปิดดู เพราะต้องใช้ประดับลงบนแหวน “ไหนๆ ขอดูที่เธอออกแบบหน่อย สวยอ่า” อคิราห์ยื่นหน้าไปมองแหวนที่วนิดาร่างแบบ แล้วถูกใจเป็นอย่างมาก เพราะมันจะถูกประดับด้วยพลอยรูปหัวใจสีแดง ประกบข้างด้วยหัวใจเช่นกันแต่เป็นสีขาว
“นิดอยากถูกจับกินใจจะขาดแล้ว” นาทีนั้นเจ้าของร่างสูงก็ดีดตัวขึ้นมาเผชิญหน้ากับคนที่เขาแสนรัก มือร้อนลูบไล้ไปมาอยู่ที่เอวคอด แต่ก็ไม่ลืมจะหยิบที่คาดผมหูกระต่ายมาสวมไว้บนศีรษะทุยสวย “อื้อ” พอวนิดาใส่ชุดกระต่ายแบบเต็มยศ เสียงคำรามกระสันซ่านก็ดังขึ้นอีก อคิราห์รู้สึกสั่นไปทั้งตัวและพึงพอใจเป็นอย่างมาก วนิดาก้มหน้ามองร่างกายของตัวเองแล้วชอบใจที่ได้ลองใส่ ก่อนเธอจะถูกมือใหญ่เชยคางขึ้นให้รับจูบหวานๆ แถมยังถูกแทะเล็มด้วยฟันคมให้รู้สึกเจ็บแปลบ แต่กระตุ้นอารมณ์ได้เป็นอย่างดี มือร้อนอีกข้างก็ขยำคลึงเอวคอดแล้วไล้ขึ้นลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโอบกระชับร่างเล็กให้แนบชิดกว่าเดิม ให้บางส่วนเสียดสีกัน วนิดาหน้าร้อนกว่าเดิมเมื่อรู้ถึงสิ่งแข็งขืนที่พองโตขึ้นอย่างเร็วไว ขณะส่วนบอบบางของเธอก็เริ่มชื้นแฉะ แล้วยิ่งมีอาการเมื่อปากได้รูปเลื่อนมาวนเวียนอยู่แถวอกอิ่ม ชั่วอึดใจนั้นปลายลิ้นเย็นก็ตวัดลงบนเนื้อผ้า “อื้อ...อี้” วนิดาส่งเสียงครางแว่วหวาน สัมผัสนั้นทำให้เธอตัวสั่น แล้วยิ่งส่งเสียงเมื่ออคิราห์ใช้ปากครอบครองความนุ่มที่ยังถูกห่อหุ้
“พร้อมจนจวยสั่นแล้วเนี่ย” อคิราห์เน้นคำที่สามตอบกลับ คนอย่างเขาไม่มีคำว่าไม่พร้อม “ทะลึ่งจัง” วนิดาหยิกต้นแขนใหญ่ นับวันอคิราห์จะทะลึ่งขึ้นทุกวัน แต่ไม่ทันได้ต่อว่าอะไรก็มีเสียงข้อความดังขึ้นให้เธอพลิกตัวไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดดู ไลน์ “ใครไลน์มา” เขาหรี่ตามอง เพราะเห็นแววตาเป็นประกายของวนิดา ทำให้นึกใคร่รู้ “มีคนส่งรูปหนุ่มมาให้ดู ไม่ใส่เสื้อผ้าด้วย” วนิดาบอกแล้วพลิกโทรศัพท์หนี ไม่ยอมให้คนตัวโตได้เห็น “ตายแล้วยัยหนูนิด แล้วเธอก็ดูเหรอ ดูของเราไม่พอหรือไง ไหนเอามาดูซิ” อคิราห์ทำท่าเอาเรื่อง แล้วแบมือขอสมาร์ตโฟน วนิดาทำท่าเป็นลังเลใจ แต่สุดท้ายก็ยินยอมส่งให้ ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็มีเสียงแหลมแว้ดใส่ “ยัยบ้า นี่มันรูปหลานพวกเรา” เขาถูกวนิดาหลอกเข้าอย่างจัง เมื่อรูปที่ถูกส่งมาจากธนัชชา เป็นรูปของลูกชายที่กำลังเบ้ปากจะร้องไห้หลังถูกจับอาบน้ำ แล้วตามมาด้วยรูปใบหน้าของคุณแม่มือใหม่ที่ขอบตาดำคล้ำ “ดูหน้านางสิโทรมมาก” อคิราห์พลิกสมาร์ตโฟนให้วนิดาเห็น “ก็นอนตีสี่ทุกคืน”
“ไม่ต้องมาทำซึ้ง เดี๋ยวฉันร้องไห้” อริสราพยายามไม่อ่อนไหวตามน้อง ทั้งที่เป็นคนเซนซิทีฟอยู่พอตัว “แล้วหนูนิดให้อะไรนังจี้” อมิตาทำท่าอยากรู้ “นาฬิกาค่ะเจ้” อคิราห์เป็นคนตอบแทน แล้วยื่นแขนไปโชว์พวกพี่ “สวยไหมเจ้” ทั้งสามพยักหน้าและยิ้มเอ็นดูกับของขวัญที่ทำให้น้องยิ้มหน้าบาน ก่อนจะลงมือคีบมันหมูลงกระทะ “เรามีของขวัญให้เธออีกนะ” วนิดาเอียงหน้าไปกระซิบบอก “อะไรเหรอ ” อคิราห์คิดว่ามีแค่ชิ้นเดียวเสียอีก “เดี๋ยวคืนนี้เราให้” “ตายแล้ว แบบนี้เราตั้งตารอนะ” อคิราห์ถึงกับแอบกลืนน้ำลาย บรรยากาศแบบนี้ชวนให้คิดเป็นอื่นไม่ได้เลย วนิดาอาจจะใส่ชุดนอนไม่ได้นอนอีกก็ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวได้แอบหยิบใส่กระเป๋ามาด้วยหรือเปล่า พลันหันไปสนใจพวกพี่สาวที่กำลังทะเลาะกันเรื่องหักไม่หักใบผักกาด เขาอมยิ้ม ปีนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่แสนมีความสุข หลังอิ่มท้องก็พากันแยกย้ายกันเข้าห้องและไปอาบน้ำ เพราะหากรอให้มืดค่ำมากกว่านี้คงได้แข็งตายแน่ๆ “ไหนของขวัญ” อคิราห์ไม่ลืมทวงของขวัญที่ตั้งตารอหลังจากกด
บทที่ 10 วนิดามีอาการกระสับกระส่ายเมื่อโทร.ไปหาอคิราห์เป็นครั้งที่สิบสามแล้ว แต่เจ้าตัวไม่ยอมรับสายเลย ขณะนี้เธอกำลังอยู่บนรถแท็กซี่มิเตอร์ มุ่งตรงไปยังคอนโดมิเนียมของอคิราห์ เมื่อถึงที่หมายสองเท้าก็รีบจ้ำตรงไปยังล็อบบีอาคารเอ สายตากวาดมองหาอคิราห์เผื่อเจ้าตัวจะนั่งอยู่ เมื่อไม่
“ไม่มี นิดแค่คิดถึงย่าเฉยๆ ไว้วันอื่นนะ” “ก็ได้ๆ” อคิราห์ว่าตามนั้น ก่อนจะเผยอปากหมายจะเอ่ยอีกประโยค “นิดไปเองได้อี้” แค่มองตาเธอก็รู้ประโยคถัดไปของอคิราห์แล้ว “ตามใจละกัน” เขาเบื่อคนรู้ทัน แล้วเหลือบมองดวงหน้าสวยหลายหน เริ่มรู้สึกตงิดขึ้นมา กลัววนิดาจะเผชิญหน้ากับปัญห
“แกชวนหนูนิดจริงปะ” “จริง หนูนิดไม่ว่าง ไปหาย่า” เขาตวัดตาค้อน สรุปว่าอีกฝ่ายเป็นพี่สาวของใครกันแน่ แต่ลึกๆ นั้นคือความดีใจที่ทุกคนเอ็นดูวนิดาของเขา “หาย่าที่ไหน ฉันเห็นหนูนิดอยู่กะหนุ่ม” อริสราส่ายหน้าใส่คำบอกนั้น “เจ้จำผิดคนแล้ว” “ไม่ผิด” “แต่หนูน
“สวัสดีค่ะเจ้ลี่” อคิราห์พนมมือขึ้นไหว้อลิษา พี่ใหญ่ของบ้าน แล้วเห็นพี่สาวคนรองอย่างมี่ อมิตากำลังยืดเส้นยืดสายอยู่ ก่อนจะมองหาใครอีกคน “แล้วเจ้อิงไปไหน” “ไปซื้อขนมของโปรดแก ของหนูนิดด้วย เสียดายไม่ได้เจอ” อมิตาส่งเสียงมา “แล้วชวนน้องมาออกกำลังกายเนี่ยนะ” อคิ







