登入“แต่อี้...” วนิดารีบแย้ง หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่คิดปฏิเสธ แต่คืนนี้อคิราห์มีนัดเดตสำคัญ
“เรากับพี่เขาจะไปเดตกันที่โรงแรม คืนนี้เรายกห้องเราให้หนูนิด”
แค่มองตาก็พอรับรู้ถึงความกระอักกระอ่วน ขณะที่คนฟังไม่ได้รู้สึกดีเลยสักนิด เจ็บหัวใจยิ่งกว่าเดิม
“นิดว่า นิดไปนอนบ้านคุณย่าดีกว่า เดี๋ยวอี้จอดส่งเราที่ป้ายรถเมล์ข้างหน้าซอยก็ได้ เราจะหาแท็กซี่ไปเอง” บ้านคุณย่าของเธออยู่ห่างออกไปมากพอควร ต้องขับรถไปเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงจึงนึกเกรงใจหากจะให้เขาไปส่ง
“เราไปส่งเอง จะนั่งแท็กซี่ไปให้เปลืองเงินทำไม ตัวไม่ต้องห่วงว่าเราจะผิดเวลาหรอก พี่เขานัดเราไว้ดึกเลย และเราก็คิดถึงคุณย่าด้วย” อคิราห์คิดว่าวนิดาคงกังวลเรื่องเวลานัดหมาย จึงอ้อนในประโยคท้ายนิดๆ เพื่อสื่อว่าเขาคิดถึงคุณย่าของเพื่อนเป็นอย่างมาก
“งั้นก็ได้”
วนิดาไม่คิดแย้งอีก เพราะย่าของเธอก็บ่นว่าคิดถึงอคิราห์ที่ชอบมานั่งกินขนมชั้นที่ท่านทำขายเหมือนกัน
เมื่อทั้งสองเดินทางมาถึงหน้าบ้านปูนขนาดสองชั้น วนิดาก็ลงไปเปิดประตูรั้วด้วยกุญแจที่เธอพกติดตัวไว้ อึดใจเดียวก็เห็นคนเป็นย่าเดินไวๆ ออกมาหาด้วยความดีใจ ส่วนอคิราห์ที่จอดรถไว้ข้างรั้วรีบเดินไปอ้อนคนที่ให้ความเคารพ
“สวัสดีค่ะคุณย่า” อคิราห์พนมมือไหว้พร้อมทำเสียงอ่อนเสียงหวาน
“จะมาทำไมไม่บอกย่าก่อนล่ะ ย่าจะได้ทำความสะอาดห้องไว้ให้ แล้วก็จะได้เตรียมทำขนมชั้นไว้ให้ด้วย” ประนอมพนมมือขึ้นรับไหว้ ดวงตามีความเอ็นดูเต็มเปี่ยมมอบให้แก่เพื่อนของหลานสาวที่เคยมานอนค้างที่บ้านหลายหนแล้ว
“วันนี้อี้ไม่ได้มาค้างด้วยค่ะ อี้แค่มาส่งหนูนิด ไว้วันไหนอี้มานอนค้างแล้วคุณย่าค่อยทำขนมชั้นก็ได้ อี้จะได้ช่วยทำด้วย”
อคิราห์นึกอยากกินขนมชั้น แต่ก็ไม่อยากให้ย่าของเพื่อนต้องเหนื่อยลำพัง รอให้เขามาช่วยคั้นหัวกระทิ ยกถาดยกหม้อนึ่งจะดีกว่า“เอาแบบนั้นก็ได้ลูก” ประนอมว่าตามกัน ตอนนี้เธอก็แก่มากแล้ว ออกแรงได้ไม่มากเหมือนก่อน “แต่ย่าอบคุกกี้ไว้ อี้เอาไปกินนะลูก”
“ได้ค่ะคุณย่า” ผู้ใหญ่ให้ของเขาก็ไม่อยากปฏิเสธ
“นิดเข้าไปเอาคุกกี้ใส่ขวดโหลแล้วเอาออกมาให้อี้ทีนะ” ประนอมไหว้วาน หากเดินไปเองเกรงว่าจะชักช้า แล้วปล่อยให้เพื่อนของหลานต้องรอนาน
“ได้ค่ะ เดี๋ยวเรามานะอี้”
วนิดาทิ้งสายตามองอคิราห์ก่อนหมุนตัวเดินลึกเข้าไปในบ้าน ตรงไปยังตู้เก็บขนมของคุณย่า ท่านนั้นเป็นครูสอนทำขนมมาหลายสิบปี ทำได้ทั้งขนมไทยและขนมฝรั่ง จึงมักมีขนมติดบ้านอยู่เสมอ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
มือบางหยิบคุกกี้ธัญพืชใส่ขวดโหล ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องครัว ทว่าจังหวะนั้นก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นแล้วค่อยๆ ห่างออกไป สองเท้าจึงกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหน้าบ้าน
“อี้ไปแล้วหรือคะคุณย่า” วนิดาถามเมื่อไม่พบคนที่เธอส่งสายตาบอกให้รอก่อน
“จ้ะลูก เมื่อกี้มีคนโทร.มาขอเลื่อนนัดให้เร็วขึ้น อี้เลยต้องรีบกลับก่อน พรุ่งนี้หนูค่อยหิ้วขนมไปให้อี้ละกัน” ประนอมอธิบาย หลังเพื่อนของหลานรับโทรศัพท์ก็หันมาร่ำลาแล้วรีบเดินขึ้นรถไป
“ค่ะคุณย่า”
วนิดาขานรับเสียงเบา พยายามขบปากไว้ไม่ให้สั่น เธอว่าอีกหนึ่งเหตุผลที่อคิราห์รีบร้อนไปเพราะอยากจะชิ่งหนี ไม่ให้เธอคัดค้านมากกว่า ก่อนจะเดินตามประนอมเข้าไปภายในบ้าน
“แล้วนิดกินอะไรมาหรือยัง ให้ย่าทำอะไรให้กินไหม”
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณย่า” เธอไม่อยากให้คนเป็นย่าต้องเหนื่อย และตอนนี้ก็รู้สึกกินอะไรไม่ลงด้วย
“งั้นถ้าอยากกินอะไรบอกย่านะลูก ย่านั่งดูละครอยู่หน้าทีวีที่ประจำ”
“ค่ะ”
สิ้นคำตอบรับของวนิดา ประนอมก็เดินแยกตัวไปนั่งดูละครหลังข่าวที่กำลังจะฉาย ในช่วงชีวิตของคนวัยชราคนหนึ่งไม่อยากได้อะไรมากมาย เพียงได้ดูหนัง ดูละคร ทำขนมที่ชอบ และได้เห็นหลานสาวใช้ชีวิตอย่างดีก็มีความสุขแล้ว
วนิดาเดินแยกตัวเข้าไปในห้องนอน พร้อมหยิบไม้กวาด ไม้ถูกพื้น และถังปั่นติดมือมาด้วย เธอไม่ได้กลับมานอนค้างที่บ้านของย่าร่วมสี่เดือนแล้ว ภายในจึงมีฝุ่นพอควร หญิงสาวลงมือทำความสะอาดห้องยกใหญ่ ปัดกวาดเช็ดถูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่หลงเหลือฝุ่น แต่มือเล็กๆ ก็ยังไม่หยุด
หญิงสาวพยายามจะหาอะไรทำเพื่อให้ลืมความทุกข์ที่ก่อเกิดในใจ แต่ไม่ได้ช่วยเลย ทว่าก็พยายามไม่คิดถึงมัน เมื่อเหนื่อยก็เดินไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่ออาบน้ำ กลับออกมาอีกทีก็เห็นว่าคุณย่าเข้านอนไปแล้ว
วนิดาจึงพาตัวเองไปนั่งที่ประจำของท่านแล้วหยิบรีโมตทีวีขึ้นมากดเปิด เบาเสียงลงแล้วพิงแผ่นหลังกับโซฟา เธอกดเลื่อนหารายการที่อยากดูไปเรื่อยๆ เป็นสิบช่อง แต่ไม่มีอะไรดึงดูดใจได้เลย
“แกกำลังหนีปัญหาอยู่ยัยนิด”
สุดท้ายแล้ววนิดาก็ต้องยอมรับความจริงว่าที่ทำอยู่นั้นคือการวิ่งหนี แล้วนั่งยกขาขึ้นมากอดเข่าจมจ่อมอยู่ตรงนั้น โยกตัวปลอบประโลมใจที่กำลังสับสน ไม่นึกว่าเธอต้องเจอกับการตัดสินใจที่ยากเย็นอีกหน
เพราะสมองบอกให้พอ แต่หัวใจบอกให้ฮึดสู้
บทพิเศษ “ป๊ะป๋าขา” เสียงเล็กใสดังขึ้นพร้อมฝีเท้าที่ย่ำถี่ตรงไปยังห้องนอน หลังถูกมารดาพาไปอาบน้ำ “ขา” ไม่ถึงนาทีคนที่ถูกเรียกก็ขานรับเสียงหวาน รอยยิ้มเอ็นดูปรากฏ ก่อนจะรับลูกสาวเข้ามาในอ้อมกอด “ถักเปียให้หน่อยค่ะ” เด็กหญิงศนิรีบอ้อนบิดา “มาค่ะ เดี๋ยวป๊ะป๋าถักให้ แล้วหม่าม้าล่ะคะ” การถักเปียไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับอคิราห์ เมื่อเขารับหน้าที่ถักผมให้ลูกสาววัยสองขวบกว่าเป็นประจำอยู่แล้ว พลันก้มหน้ามองยัยตัวเล็กเบอร์สองบนหน้าตัก ชื่อของลูกนั้นแปลว่าดาวเสาร์ เขาตั้งมันจากความชอบดูดาวของภรรยา “ทำข้าวต้มอยู่ค่ะ” เด็กหญิงศนิทำท่าชี้นิ้วไปยังห้องครัว “โอเคค่ะ หนูนิตื่นเต้นไหมคะ” อคิราห์พูดคะขากับลูก แววตาเปี่ยมไปด้วยรัก “ตื่นเต้นค่ะ” ศนิตอบด้วยความดีใจ เพราะในวันนี้จะได้มีเพื่อนใหม่อย่างเป็นทางการ อคิราห์ยิ้มเอ็นดูลูกสาวที่ไม่ค่อยกลัวสิ่งใด มีแต่คนเป็นพ่อที่แอบกังวลเมื่อในวันนี้ต้องส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนตรียมอนุบาล เห็นเด็กน้อยในชุดนักเรียนแล้วก็ตื้นตันอยู่ไม่น
สองปีต่อมา “เจ้ อี้ว่ามุมนั้นดีกว่า” “เค” อมิตาพยักหน้าตอบรับน้องชาย แล้วยกกรอบรูปขึ้นนำไปวางตั้งไว้ในมุมด้านซ้าย ขณะน้องนั้นเดินตามติดมา ก่อนเสียงเจ้าตัวจะดังขึ้นอีก “เจ้ หรือว่ามุมเก่าดีกว่า” อคิราห์ยกมือขึ้นลูบคางแล้วเดินไปรอบกรอบรูป เกิดความลังเลใจ วินาทีนั้นก็มีเสียงแว้ดดังขึ้น “โอ๊ย สรุปว่าแกจะไว้มุมไหน เลือกมาสักมุม ฉันขยับจนเหนื่อยแล้ว” อมิตาไม่วายบ่น เธอขยับขาตั้งและกรอบรูปมารอบที่สามแล้ว แต่น้องก็ยังไม่พอใจเสียที ส่วนอลิษาและอริสราตอนนี้อยู่ในห้องครัว กำลังช่วยกันทำขนมหวานสำหรับพิธีสงฆ์ช่วงเช้า “จี้ตัดสินใจไม่ได้อะเจ้” อคิราห์ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะส่งเสียงเรียกหาคนที่ช่วยตัดสินใจ “นิดจ๋า...ออกมาหาอี้หน่อย” ไม่นานเท่าไรวนิดาก็เดินตรงมาหา “เราเอารูปพรีเวดดิงไว้ตรงไหนดี” อคิราห์ชี้นิ้วบอกจุดที่จะวางภาพพรีเวดดิง ซึ่งเป็นภาพถ่ายบนเตียงนอน ที่มีกลีบกุหลาบโรยอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไทสีดำ ทำท่าถือลิปสติก ส่วนวนิดานอนเกยอยู่ที่แผ่นหลัง ผมผูกโบสีชมพู “มุมนั้นอี้” วน
บทพิเศษ วนิดาถูกพาขึ้นรถคันเล็กในช่วงบ่ายของวันเสาร์ ก่อนจะมาจอดยังหน้าร้านที่มีลักษณะเหมือนคาเฟ มีตู้ขนมทำให้แปลกใจไม่น้อย “อี้พานิดมาเอาแหวนที่นี่เหรอ เหมือนเป็นคาเฟเลย” “ใช่ แต่ก่อนจะเอาได้ พวกเราต้องลงมือทำเสียก่อน ร้านนี้เปิด workshop ทำแหวนน่ะ” เจ้าของความคิดอธิบาย “นิดชอบอะ งั้นนิดทำให้อี้ อี้ทำให้นิดละกัน” วนิดาชอบความคิดนี้ของอคิราห์ และตรงตามความต้องการของเธอเป๊ะ “โอเค” นิ้วใหญ่ยกขึ้นทำท่าประกอบ แล้วทั้งสองก็พากันเข้าไปด้านในร้านที่ได้โทร.มาจองคิวไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการทำประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง เมื่อไปนั่งบนเก้าอี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแนะนำขั้นตอนต่างๆ โดยขั้นตอนแรกไม่พ้นร่างแบบแหวน ทั้งสองร่างแบบลงบนกระดาษอย่างตั้งใจ แล้วนำกล่องใส่พลอยออกมาเปิดดู เพราะต้องใช้ประดับลงบนแหวน “ไหนๆ ขอดูที่เธอออกแบบหน่อย สวยอ่า” อคิราห์ยื่นหน้าไปมองแหวนที่วนิดาร่างแบบ แล้วถูกใจเป็นอย่างมาก เพราะมันจะถูกประดับด้วยพลอยรูปหัวใจสีแดง ประกบข้างด้วยหัวใจเช่นกันแต่เป็นสีขาว
“นิดอยากถูกจับกินใจจะขาดแล้ว” นาทีนั้นเจ้าของร่างสูงก็ดีดตัวขึ้นมาเผชิญหน้ากับคนที่เขาแสนรัก มือร้อนลูบไล้ไปมาอยู่ที่เอวคอด แต่ก็ไม่ลืมจะหยิบที่คาดผมหูกระต่ายมาสวมไว้บนศีรษะทุยสวย “อื้อ” พอวนิดาใส่ชุดกระต่ายแบบเต็มยศ เสียงคำรามกระสันซ่านก็ดังขึ้นอีก อคิราห์รู้สึกสั่นไปทั้งตัวและพึงพอใจเป็นอย่างมาก วนิดาก้มหน้ามองร่างกายของตัวเองแล้วชอบใจที่ได้ลองใส่ ก่อนเธอจะถูกมือใหญ่เชยคางขึ้นให้รับจูบหวานๆ แถมยังถูกแทะเล็มด้วยฟันคมให้รู้สึกเจ็บแปลบ แต่กระตุ้นอารมณ์ได้เป็นอย่างดี มือร้อนอีกข้างก็ขยำคลึงเอวคอดแล้วไล้ขึ้นลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโอบกระชับร่างเล็กให้แนบชิดกว่าเดิม ให้บางส่วนเสียดสีกัน วนิดาหน้าร้อนกว่าเดิมเมื่อรู้ถึงสิ่งแข็งขืนที่พองโตขึ้นอย่างเร็วไว ขณะส่วนบอบบางของเธอก็เริ่มชื้นแฉะ แล้วยิ่งมีอาการเมื่อปากได้รูปเลื่อนมาวนเวียนอยู่แถวอกอิ่ม ชั่วอึดใจนั้นปลายลิ้นเย็นก็ตวัดลงบนเนื้อผ้า “อื้อ...อี้” วนิดาส่งเสียงครางแว่วหวาน สัมผัสนั้นทำให้เธอตัวสั่น แล้วยิ่งส่งเสียงเมื่ออคิราห์ใช้ปากครอบครองความนุ่มที่ยังถูกห่อหุ้
“พร้อมจนจวยสั่นแล้วเนี่ย” อคิราห์เน้นคำที่สามตอบกลับ คนอย่างเขาไม่มีคำว่าไม่พร้อม “ทะลึ่งจัง” วนิดาหยิกต้นแขนใหญ่ นับวันอคิราห์จะทะลึ่งขึ้นทุกวัน แต่ไม่ทันได้ต่อว่าอะไรก็มีเสียงข้อความดังขึ้นให้เธอพลิกตัวไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดดู ไลน์ “ใครไลน์มา” เขาหรี่ตามอง เพราะเห็นแววตาเป็นประกายของวนิดา ทำให้นึกใคร่รู้ “มีคนส่งรูปหนุ่มมาให้ดู ไม่ใส่เสื้อผ้าด้วย” วนิดาบอกแล้วพลิกโทรศัพท์หนี ไม่ยอมให้คนตัวโตได้เห็น “ตายแล้วยัยหนูนิด แล้วเธอก็ดูเหรอ ดูของเราไม่พอหรือไง ไหนเอามาดูซิ” อคิราห์ทำท่าเอาเรื่อง แล้วแบมือขอสมาร์ตโฟน วนิดาทำท่าเป็นลังเลใจ แต่สุดท้ายก็ยินยอมส่งให้ ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็มีเสียงแหลมแว้ดใส่ “ยัยบ้า นี่มันรูปหลานพวกเรา” เขาถูกวนิดาหลอกเข้าอย่างจัง เมื่อรูปที่ถูกส่งมาจากธนัชชา เป็นรูปของลูกชายที่กำลังเบ้ปากจะร้องไห้หลังถูกจับอาบน้ำ แล้วตามมาด้วยรูปใบหน้าของคุณแม่มือใหม่ที่ขอบตาดำคล้ำ “ดูหน้านางสิโทรมมาก” อคิราห์พลิกสมาร์ตโฟนให้วนิดาเห็น “ก็นอนตีสี่ทุกคืน”
“ไม่ต้องมาทำซึ้ง เดี๋ยวฉันร้องไห้” อริสราพยายามไม่อ่อนไหวตามน้อง ทั้งที่เป็นคนเซนซิทีฟอยู่พอตัว “แล้วหนูนิดให้อะไรนังจี้” อมิตาทำท่าอยากรู้ “นาฬิกาค่ะเจ้” อคิราห์เป็นคนตอบแทน แล้วยื่นแขนไปโชว์พวกพี่ “สวยไหมเจ้” ทั้งสามพยักหน้าและยิ้มเอ็นดูกับของขวัญที่ทำให้น้องยิ้มหน้าบาน ก่อนจะลงมือคีบมันหมูลงกระทะ “เรามีของขวัญให้เธออีกนะ” วนิดาเอียงหน้าไปกระซิบบอก “อะไรเหรอ ” อคิราห์คิดว่ามีแค่ชิ้นเดียวเสียอีก “เดี๋ยวคืนนี้เราให้” “ตายแล้ว แบบนี้เราตั้งตารอนะ” อคิราห์ถึงกับแอบกลืนน้ำลาย บรรยากาศแบบนี้ชวนให้คิดเป็นอื่นไม่ได้เลย วนิดาอาจจะใส่ชุดนอนไม่ได้นอนอีกก็ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวได้แอบหยิบใส่กระเป๋ามาด้วยหรือเปล่า พลันหันไปสนใจพวกพี่สาวที่กำลังทะเลาะกันเรื่องหักไม่หักใบผักกาด เขาอมยิ้ม ปีนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่แสนมีความสุข หลังอิ่มท้องก็พากันแยกย้ายกันเข้าห้องและไปอาบน้ำ เพราะหากรอให้มืดค่ำมากกว่านี้คงได้แข็งตายแน่ๆ “ไหนของขวัญ” อคิราห์ไม่ลืมทวงของขวัญที่ตั้งตารอหลังจากกด
ในเช้าวันใหม่ช่วงเวลาประมาณบ่ายโมงตรง อคิราห์และวนิดาก็ตรงไปหาเพื่อนตามนัดหมายยังร้านคาเฟที่อยู่ไม่ห่างจากกองถ่าย “หนูนิด คิดถึงจังเลย” มารตีที่รออยู่ก่อนหน้าแล้วนั้นรีบกวักมือเรียกวนิดาให้เดินเข้าไปหา ก่อนจะสวมกอดอย่างแสนคิดถึง “แล้วไม่คิดถึงฉันบ้างหรือไง” อคิราห์โวย เมื่อมารตี
“แดดคงหมดแล้วแน่ๆ” เขาขับเคลื่อนรถไปด้วยความเร็วไม่มากนัก โดยมีเสียงเพลงขับกล่อมไปตลอดทาง มีจอดแวะพักปั๊มน้ำมันเพื่อเข้าห้องน้ำและซื้อเครื่องดื่มบ้าง กว่าจะไปถึงร้านอาหารตามรีวิวพระอาทิตย์ลูกโตก็กำลังจะลาลับขอบฟ้าพอดี “สวยเนอะนิด ว่าแต่นิดอยากกินอะไรบ้าง” เขาชื่นชมความสวยของวิวเ
“นิดไม่ได้มีใคร” วนิดายิ้มเอ็นดูแล้วบอกถึงความจริง ก่อนจะจับหัวไหล่ของคนที่ทำท่าจะล้มลงนอนบนเตียงให้หันมาเผชิญหน้ากัน “ที่นิดต้องโกหก เพราะนิดอยากจะเซอร์ไพรส์อี้ วิณเป็นนักออกแบบนาฬิกา นิดเลยอยากสั่งทำให้อี้ เป็นเรือนพิเศษที่จะมีแค่อี้ที่มี ใกล้จะถึงวันเกิดอี้แล้วไง” เพราะอยากจะ
“พอแล้วนังอี้” ธนัชชาร้องปรามแล้วหันไปส่งยิ้มแห้งๆ ให้กับลุงเบิ้ม เจ้าของร้านยาดองที่เป็นญาติห่างๆ ของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่เธอสนิทด้วย “ไม่พอ” คนเมาส่งเสียงตวาด เขาจะกิน เขาอยากลืมเรื่องคนใจร้ายที่โกหกกัน แล้วเบะปากคล้ายอยากจะร้องไห้ “ม







