Mag-log inก้าวเข้าสู่ปีที่สิบแห่งการทะลุมิติมายังโลกปัจจุบันอย่างไม่คาดฝัน ในที่สุดระบบก็ค้นพบว่าตัวข้าคือบั๊ก มันเตรียมส่งข้ากลับสู่ยุคสมัยเดิม โดยมอบเวลาให้ข้าสามวันเพื่อกล่าวคำอำลา วันแรก หลินหว่านชิงบอกให้ข้ายกงานแต่งงานให้แก่เพื่อนสมัยเด็กของนาง ข้าไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายหรือโวยวาย เพียงยิ้มรับพลางถอดแหวนแต่งงานคืนให้นาง วันที่สอง นางพาเพื่อนสมัยเด็กผู้นั้นกลับมาที่บ้าน เอ่ยว่าจะมอบครอบครัวให้แก่เขา ข้าตอบรับอย่างเรียบเฉย ยินดีหลีกทางให้ด้วยความเต็มใจ วันที่สาม นางต้องการพาเขาไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่เจียงหนาน สถานที่ซึ่งข้าเฝ้าใฝ่ฝันมาตลอด ข้ายังคงช่วยนางจัดการทุกสิ่งอย่างนุ่มนวล ทว่ายามที่นางก้าวขึ้นรถมุ่งหน้าสู่เจียงหนาน ข้ากลับหมุนตัวเดินไปตามเส้นทางหวนคืนของตนเอง ความฝันตลอดสิบปีนี้ ถึงเวลาต้องตื่นเสียที
view more“ฉู่ชิงเยี่ยน...คุณอยู่ที่ไหน กลับมาได้ไหม”เธอเริ่มติดต่อฉู่ชิงเยี่ยนอย่างบ้าคลั่ง โทรศัพท์ไม่ติด ส่งข้อความไม่ไป ที่บริษัทบอกว่าเขาลาออกไปนานแล้ว เจ้าของบ้านเช่าก็บอกว่าหมดสัญญาและเขาไม่ได้ต่ออายุถึงขั้นไปแจ้งความ หวังจะใช้กำลังตำรวจตามหาฉู่ชิงเยี่ยน ทว่าตำรวจตรวจสอบประวัติทั้งหมดแล้ว กลับไม่พบข้อมูลใด ๆ ของฉู่ชิงเยี่ยนเลย ราวกับว่าเขาไม่เคยปรากฏตัวบนโลกใบนี้มาก่อนทุกคนล้วนไม่รู้ว่าฉู่ชิงเยี่ยนไปที่ไหนราวกับเขาโผล่มากลางอากาศ แล้วก็หายตัวไปดื้อ ๆโจวจื่อมั่วมองท่าทีลุกลี้ลุกลนของเธอ ในใจก็นึกดูแคลน ทว่าปากกลับปลอบโยนอย่างอ่อนโยน “หว่านชิง บางทีพี่ฉู่อาจแค่คิดได้ แล้วไปจากที่นี่แล้วก็ได้ เธออย่ากังวลไปเลย”ทว่าหลินหว่านชิงกลับผลักเขาออกอย่างแรง ในที่สุดน้ำตาก็ร่วงหล่นลงมาเธอนึกถึงเด็กหนุ่มในชุดประหลาดที่ยืนตื่นตระหนกอยู่ริมถนนเมื่อสิบปีก่อนนึกถึงตอนที่เขาเรียนรู้การใช้โทรศัพท์มือถือ เรียนรู้การขึ้นรถไฟใต้ดิน และเรียนรู้สิ่งทันสมัยทุกอย่างด้วยความเก้ ๆ กัง ๆนึกถึงตอนที่เขามอบความอ่อนโยนทั้งหมดให้เธอ มองเธอเป็นดั่งแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่แท้โลกแปลกหน้าที่เขาพูดถึง คือ
เห็นท่าทีเช่นนี้ของเขา ความคลางแคลงใจในใจของหลินหว่านชิงไม่เพียงแต่ไม่หมดไป แต่กลับยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆจู่ ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าโจวจื่อมั่วไม่เคยให้เธอเห็นใบรายงานผลการตรวจโรคมะเร็งของเขาอย่างละเอียดเลย และไม่เคยให้เธอไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนเลยนึกถึงตอนที่อาการป่วยเขากำเริบ ทุกครั้งก็แค่ไอเบา ๆ ไม่กี่ที สีหน้าซีดเซียว แต่ไม่เคยมีอาการหายใจลำบากหรือเจ็บปวดทรมานจนทนไม่ไหวให้เห็นเลยความคิดอันน่ากลัวอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเธอโรคมะเร็งของโจวจื่อมั่วจะเป็นของปลอมหรือเปล่านะเขาจงใจปลอมแปลงใบรับรองแพทย์ เพื่อหลอกให้เธอทิ้งฉู่ชิงเยี่ยน แล้วมาอยู่เคียงข้างเขาใช่ไหม“จื่อมั่ว”น้ำเสียงของหลินหว่านชิงกลายเป็นเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยการจับผิด “นายบอกฉันมาสิว่ามะเร็งของนายเป็นของปลอมใช่ไหม นายตั้งใจหลอกฉันใช่ไหม”สีหน้าของโจวจื่อมั่วพลันซีดเผือดลงทันที ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย สายตาหลบเลี่ยง ไม่อาจเสแสร้งต่อไปได้อีกเขาผลักมือของหลินหว่านชิงออกอย่างแรง น้ำเสียงเจือความโกรธเกรี้ยวเพราะความอับอาย “ใช่! ฉันหลอกเธอ! แล้วมันจะทำไมล่ะ”หลินหว่านชิงเซถอยหลังไปครึ่งก้าว มองเขาอย่างไม่อย
โจวจื่อมั่วสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอ จึงรีบถามด้วยความเป็นห่วง พลางยื่นมือไปหมายจะแตะหน้าผากเธอ “ไม่สบายเหรอ ไปหาหมอที่โรงพยาบาลไหม”เมื่อกลับถึงโฮมสเตย์ หลินหว่านชิงก็อ้างว่าเหนื่อย แล้วกลับเข้าห้องไปตามลำพังเธอปิดประตู เอนหลังพิงบานประตู ในที่สุดน้ำตาก็อดร่วงหล่นลงมาไม่ได้เธอไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงร้องไห้ ทั้งที่เธอเป็นคนเลือกโจวจื่อมั่ว ทั้งที่เธอรู้สึกว่าฉู่ชิงเยี่ยนทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผล แต่ทำไมพอคิดถึงฉู่ชิงเยี่ยน เธอถึงได้รู้สึกเสียใจและร้อนรนขนาดนี้เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา อยากจะส่งข้อความหาฉู่ชิงเยี่ยนตามสัญชาตญาณ เพื่อถามเขาว่ากินข้าวตรงเวลาไหม พักผ่อนเพียงพอหรือเปล่า ทว่าผ่านไปเนิ่นนาน ก็ไม่มีใครตอบกลับความหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก พลันถาโถมเข้าใส่เธอทันทีเธอนึกถึงคำพูดสุดท้ายเหล่านั้นของฉู่ชิงเยี่ยน นึกถึงแววตาที่เขามองเธอเมื่อก่อนเธอมักจะคิดว่าฉู่ชิงเยี่ยนกำลังเรียกร้องความสงสาร คิดว่าสิ่งที่เขาเรียกว่า “มาจากยุคโบราณ” เป็นเพียงคำโกหกที่แต่งขึ้นมา คิดว่าเขาขาดเธอไม่ได้ และจะไม่มีวันจากไปจริง ๆทว่าตอนนี้ จู่ ๆ เธอกลับเริ่มไม่แน่ใจแล้วถ้าสิ่งที่เขาพูดเป็นความ
นี่คือเจียงหนานที่ฉู่ชิงเยี่ยนคิดถึงนับครั้งไม่ถ้วน เป็นสถานที่ที่เขาเคยบอกไว้ว่ารอให้เราแต่งงานกันแล้วต้องมาด้วยกันให้ได้“หว่านชิง เหม่ออะไรอยู่เหรอ”โจวจื่อมั่วถือถ้วยชาที่เพิ่งชงเสร็จเดินเข้ามานั่งลงข้าง ๆ เธอ ถือโอกาสยื่นมือหมายจะโอบไหล่ ทว่าหลินหว่านชิงกลับเบี่ยงตัวหลบแบบเงียบ ๆรอยยิ้มบนใบหน้าเขาพลันแข็งค้างไป ก่อนจะกลับมาทำท่าทางอิดโรยเหมือนคนป่วยอีกครั้ง เขาไอเบา ๆ สองที “รู้สึกว่าที่นี่ฝนตกนานไปจนอึดอัดหรือเปล่า ถ้าเธอเหนื่อย เรากลับไปพักที่ห้องกันสักหน่อยไหม”หลินหว่านชิงส่ายหน้า สายตายังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง น้ำเสียงเลื่อนลอยเล็กน้อย “เปล่าหรอก แค่รู้สึกว่า...ที่นี่ดูจะไม่เหมือนกับที่ฉันจินตนาการไว้น่ะ”“ไม่เหมือนเหรอ”แววตาของโจวจื่อมั่วฉายแววลุกลี้ลุกลนอย่างยากจะสังเกตเห็นขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าวินาทีต่อมาก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน “จะไม่เหมือนได้ยังไง เธอดูถนนหินชนวนนี่สิ โฮมสเตย์ริมน้ำนี่อีก เป็นแบบที่เธอชอบไม่ใช่เหรอ หรือว่าเธอยังคิดถึงฉู่ชิงเยี่ยนอยู่อีก”พอพูดถึงชื่อของฉู่ชิงเยี่ยน หัวใจของหลินหว่านชิงก็ดิ่งวูบทันที ราวกับถูกบางสิ่งบีบรัดจนเจ็บแปลบเธอขมวดคิ้วตามสัญชา





