Mag-log in
#####บทนำ
ความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยหยุดหมุนเวียนมาให้สมองประมวลแล้ว สายลับสายลุยประจำองค์กรความมั่นคงระดับประเทศที่เพิ่งตายเพราะปฏิบัติภารกิจพลาดเพียงคราแรกก็ถึงแก่ชีวิตเลย รู้สึกตัวอีกทีในสภาพแวดล้อมและร่างกายแสนจะไม่คุ้นเคย
ร่างกายนี้ไม่ใช่ของจิ่วเม่ยในยุคสองพันแน่ แต่เป็นจิ่วเม่ย แซ่จางในยุคจีนโบราณ สตรีที่อาศัยในหมู่บ้านติดชายแดน ที่อยู่กับสามีหนึ่งลูกแฝดต่างเพศอีกสองคน
ความทรงจำของจิ่วเม่ยคนเก่ามีมากจนนางไม่สามารถพิจารณาและเข้าใจได้หมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่จิ่วเม่ยต้องรีบทำความเข้าใจ เพราะนั่นเป็นสาเหตุให้เจ้าของร่างคนเก่าตายไปจนจิ่วเม่ยในยุคสองพันมาเกิดในร่างนี้แทน
ภาพความทรงจำก่อนตาย คือมีโจรชุดดำสามคนบุกเข้ามาจะพาสามีและลูกแฝดทั้งสองไป แต่จิ่วเม่ยคนเดิมไม่ยอมเข้าขัดขวางจึงถูกป้อนผงยาบางอย่าง แต่ก็ขัดขืนและถูกใช้กำลังจนถึงแก่ความตายบนพื้นนี่ล่ะ เมื่อนางมองไปรอบข้างไม่พบคนอื่นจึงคาดว่าโจรพวกนั้นพาสามีและลูกน้อยของนางไปแล้ว
อ่า แม้นไม่ใช่สามีและลูกของจิ่วเม่ยคนใหม่จริง แต่นางก็จำเป็นต้องไปช่วยนั่นล่ะ หวังว่าพวกโจรจะยังพาไปไม่ไกลนะ...
อีกฝั่งหนึ่งในป่าใหญ่ ร่างบุรุษชุดดำสามคนกำลังเคลื่อนตัวอย่างยากลำบาก เพราะหนึ่งคนแบกร่างสูงใหญ่ของบุรุษที่สลบไม่ได้สติไว้ที่บ่า อีกคนหนึ่งอุ้มเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มหวานละมุนที่ยอมให้พามาแต่โดยดีในตอนแรกแต่ตอนนี้กลับดิ้นไม่ยอมอยู่เฉย แม้นจะร้องไห้น้ำตานองแฉะเต็มหน้าตา แต่ก็แหกปากร้องลั่นป่า ส่วนมือก็ทุบตีที่อกของเขาจนไม่สามารถจับให้อยู่นิ่งได้แล้ว ส่วนบุรุษอีกคนหนึ่งอุ้มเด็กน้อยหน้านิ่งอีกคนไว้แต่ถูกความสลบนิ่งก่อนหน้าลวงจนเผลอผ่อนแรงจับไว้กลายเป็นเด็กน้อยในอ้อมแขนดิ้นหลุดได้ ต้องวิ่งไล่จับเด็กน้อยที่วิ่งวนรอบบุรุษชุดดำอีกสองคนนั่นเอง
หากพวกเขาไม่ชะล่าใจว่าเป็นเพียงเด็กสองคน จึงไม่โปะยาสลบคงไม่ต้องปวดหัวถึงเพียงนี้หรอก
“เอาผงยาสลบส่งมาให้ข้าเสีย! เร็วเข้า”
ผงยาสลบทั้งหมดอยู่ที่โจรชุดดำคนที่แบกเด็กน้อยขี้แงที่หน้าเสียเพราะเริ่มรับเสียงแหลมที่แหกปากไม่ไหวแล้ว ทว่าพอเขาคลำหาที่ตัวกลับไม่พบถุงใส่ผงยาสลบเสียแล้ว
“ไม่รู้ตกไปตอนไหน ไม่อยู่ที่ตัวข้าแล้ว!”
...ใครจะรู้เล่าว่าเป็นฝีมือของเด็กขี้แยนี่เอง ก่อนหน้าเห็นว่าบิดาของตนถูกคนใช้สิ่งนั้นจึงคิดว่ามันต้องอันตรายแน่ จึงหาโอกาสแอบหยิบออกมาแล้วโยนทิ้งไประหว่างทางนี้
“โธ่เอ๊ย! ทำหล่นไปได้อย่างไร อย่างนั้นก็จัดการเด็กๆ ให้สลบด้วยกำลังเลยแล้วกัน...”
“โอ๊ย!”
“โอ๊ย! ใครมันปาหินใส่ข้า”
“โอ๊ย! ข้าด้วย”
จุดที่หินกระทบหัวของบุรุษชุดดำทั้งสามแรงจนแต่ละคนปล่อยสิ่งที่เป็นภาระบนตัวทันทีเลยล่ะ
สามีของจิ่วเม่ยร่วงลงสู่พื้นดินอย่างน่าเวทนา...
เด็กหญิงตัวน้อยร้องเสียงหลงที่ก้นจั้มเบ้าลงบนพื้นแข็ง แต่ก็หุบปากที่ร้องไห้ทันที ก่อนวิ่งไปหาเด็กชายตัวน้อยอีกคนที่ไม่มีคนไล่ตามแล้ว...
จิ่วเม่ยคือเจ้าของของหินทั้งสามก้อนมองผลลัพธ์ตรงหน้าอย่างพอใจ นางไม่รีบออกจากที่กำบัง หรือเผยตัว ปล่อยให้โจรชุดดำทั้งสามงงไปก่อน จุดที่จิ่วเม่ยปาหินไปถูกอย่างแรงนั้นเป็นจุดที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่เยอะทุกจุด คนถูกหินต้องเจ็บปวดเหลือประมาณแน่ ไหนจะหินแต่ละก่อนที่คมประมาณนึงอีกเล่า คงมีเวลาพอให้จิ่วเม่ยเรียกให้เด็กน้อยทั้งสองวิ่งหนีห่างจากโจรทั้งสามได้นั่นล่ะ
“เด็กๆ มานี่เร็ว!!!”
ดวงตาสองคู่หันมองตามเสียงที่คุ้นเคยทันใด...
“ท่านแม่!”
“แม่จ๋า!”
อา เสียงตอบรับนี้ทำเอาจิ่มเม่ยใจกระตุกอย่างไม่เคยรับรู้ความรู้สึกนี้มาก่อนเลย...
ทว่าตอนนี้ต้องมีสติ นางรอให้เด็กน้อยทั้งสองวิ่งห่างออกมาพอประมาณ จึงขว้างเศษผ้าขนาดพอให้คลุมปิดหน้าบุรุษได้ไปที่ใบหน้าเน้นที่จมูกของบุรุษทั้งสาม ในเศษผ้านั้นมีก้อนหินขนาดเล็กและผงยาสลบที่นางเก็บได้ในระหว่างทางอยู่ เมื่อสามคนรับผงยาสลบของตนไปก็ค่อยๆ ล้มลงไร้สติจนครบทุกคน
ภารกิจเสร็จสิ้น!!!
“ท่านแม่มาช่วยพวกเราแล้ว ลูกนึกว่าท่านแม่จะ...”
“แม่จ๋ามาช่วยเมี่ยวเอ๋อร์แล้ว เมี่ยวเอ๋อร์กลัวมากเจ้าค่ะ ฮือ...”
จิ่วเม่ยรับการกอดจากก้อนแป้งน้อยทั้งสอง แม้เป็นเด็กแฝดเกิดพร้อมกันแต่นิสัยทั้งสองคนช่างแตกต่างกันยิ่งนัก
...เด็กน้อยผู้พี่ มีความคิดอ่านรู้เรื่องเกินเด็กอายุสามปียิ่ง นางพอเดาได้ว่าเด็กน้อยคงเข้าใจว่ามารดาอาจตายแล้ว แต่ก็รู้เรื่องที่จะไม่เอ่ยออกมาในยามที่มารดามีชีวิตอยู่ตรงหน้า
...เด็กน้อยเพศหญิงผู้น้องดูไร้เดียงสากว่า แต่ก็รู้เรื่องพอตัว จิ่วเม่ยสังเกตจากการที่ก้อนแป้งน้อยเมี่ยวเอ๋อร์รู้จักเลือกโอกาสในการร้องไห้ได้เหมาะสม ไม่ร้องไห้มั่วซั่วไร้สาระจนน่ารำคาญนั่นล่ะ
เอ หรือว่าจิ่วเม่ยคิดมากไปหว่า ก้อนแป้งน้อยทั้งสองอาจบังเอิญทำตามสันชาตญาณก็ได้
“พวกเจ้ามีใครบาดเจ็บหรือไม่?”
“ท่านแม่ไยเรียกเมี่ยวเอ๋อร์ห่างเหินเช่นนั้นเจ้าคะ?
หรือว่าแม่จ๋าเบื่อหนูแล้ว ฮือ ฮือ”
อ่อ นางคือมารดาของเจ้าก้อนแป้งน้อยตาแป๋วตรงหน้านี่นา
“แม่ เอ่อ ข้า...” ความทรงจำของร่างเดิมยังวิ่งวนสับสนอยู่เลย นางเรียบเรียงไม่ได้ว่าแต่ก่อนร่างเดิมเรียกว่าอันใด
“ปกติท่านแม่เรียกพวกเราว่า อาเมี่ยวและอาหมิงขอรับ หรือเรียกว่าลูกน้อยขอรับ”
เป็นอาหมิงน้อยที่เอ่ยช่วยนาง อีกทั้งจิ่วเม่ยมองสบสายตาสงสัยของเขาแล้วก็รู้สึกขนลุกขนพองอย่างไรไม่รู้
“ลูกน้อยทั้งสองไม่บาดเจ็บก็ดีแล้ว เรารีบกลับบ้านกันเถอะนะ...”
จิ่วเม่ยจูงสองมือเล็กของก้อนแป้งน้อยจะพาไปทางเดิมที่นางจากมา บ้านหลังเล็กที่ทำจากวัสดุง่ายๆ คล้ายจะพังแหล่ไม่พังแหล่นั่นล่ะ ทว่ามือข้างที่จูงหลินหมิงอยู่กลับมีแรงขืนไว้จน
จิ่วเม่ยต้องหันกลับไปมอง
“ไม่ไปหรืออาหมิง?”
“ท่านแม่ลืมพาท่านพ่อกลับไปด้วยหรือเปล่าขอรับ?...”
มองตามนิ้วเล็กสั้นป้อมที่ชี้ไปเบื้องหลังของทุกคนแล้ว ก็ได้แต่แจกรอยยิ้มจืดเจื่อนส่งไปให้ใบหน้าสงสัยของเจ้าก้อนแป้งน้อยแทน
“แม่ลืมที่ไหนกันเล่า แม่กะว่าจะพาพวกลูกกลับไปบ้านก่อนแล้วค่อยมารับตัวท่านพ่อของพวกลูกอย่างไรเล่า...”
ใช่ที่ไหนกัน นางลืมจริงนั่นล่ะ!!!
“ไหนไหน อาหมิงก็ถามแม่แล้ว เดี๋ยวพาท่านพ่อของพวกลูกกลับไปพร้อมกันเลยแล้วกัน...”
สามีบ้านี่ก็นอนสลบหลับสบายเชียว ต้องเป็นสตรีร่างผอมบางแบกขึ้นหลัง ส่วนมือเล็กๆ ของก้อนแป้งสองคนก็จับชายกระโปรงมารดาไปอย่างรู้ความ
...จิ่วเม่ยนั้นตอนฟื้นใหม่ๆ คิดว่าการที่มีโอกาสได้มีชีวิตอีกรอบในร่างนี้นั้นถือว่าเป็นพรที่พระเจ้าประทานให้ แต่พอมาตอนนี้ไฉนนางถึงรู้สึกอาจไม่ใช่พรแต่เป็นเวรกรรมที่นางต้องชดใช้กันล่ะ
"ข้าพบเรื่องยุ่งยากมาเล็กน้อย..." นางเอ่ยพลางเม้มปากเล็กน้อย "และ...โดนพิษกำหนัดเข้าอีกครั้ง"คำพูดของหมิงจูทำให้เฉินอวี่ตัวแข็งค้าง ความเป็นห่วงพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจเขาในทันที"เจ้าว่าอะไรนะ! เจ้าได้รับพิษอีกแล้ว? ใครกันกล้าทำเช่นนี้กับเจ้า!"หมิงจูแค่นยิ้มบาง ๆ ท่ามกลางสายตาของเฉินอวี่ที่เต็มไปด้วยความร้อนรน นางเอ่ยเสียงแผ่ว"เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าการแก้พิษ ครานี้ต่างออกไปเพราะ...ข้ารู้ว่าจะหายาแก้จากที่ใด..."ก่อนที่เฉินอวี่จะทันได้เอ่ยสิ่งใด หมิงจูก็พุ่งตัวเข้ามาใกล้ ริมฝีปากนางประทับลงบนริมฝีปากเขาอย่างรวดเร็วและเร่าร้อนสัมผัสที่แผดเผาและเร้าอารมณ์แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของทั้งสอง เฉินอวี่ที่ตกใจในตอนแรกพลันโอนอ่อนและตอบรับอย่างเต็มใจ เขาโอบแขนรอบตัวนางดึงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นอย่างโหยหาไม่ต่างกัน"หมิงจู..." เขากระซิบชื่อของนางด้วยเสียงพร่าสองร่างเคลื่อนตัวจากหน้าจวนไปยังห้องนอนของเฉินอวี่ที่ประดับตกแต่งอย่างงดงามแล้ว บัดนี้ภายในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอวลด้วยความหวามไหว ผ้าม่านที่ปลิวไสวเบา ๆ จากสายลมยามโพล้เพล้บดบังเงาของคนสองคนที่แนบชิดไม่ห่างกันเลยหมิงจูเอนกายลงบนเตียงนุ่ม ร่าง
31ผลของการกระทำในบ้านร้างนั้น...หมิงจูเดินสำรวจไปตามความมืด นางรู้สึกถึงเสียงฝีเท้าที่พยายามจะเงียบย่างเข้ามาจากด้านหลัง นางหยุดเดินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบโดยไม่หันไปมอง“เจ้าจะออกมาจากที่ซ่อนหรือให้ข้าไปลากออกมาเอง?”เสียงฝีเท้าชะงักลง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากมุมมืดที่มาของเสียงฝีเท้านั้น“เจ้านี่ฉลาดเกินไปจริงๆ น่าเสียดายที่ความฉลาดของเจ้าจะใช้ไม่ทันการณ์”บุรุษในชุดดำหลายคนเดินออกมาพร้อมท่อนไม้ในมือหมิงจูยิ้มมุมปาก ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความนิ่งสงบ “เจ้าคิดว่าข้าจะหลงกลแผนตื้นๆ เช่นนี้หรือ?”สีหน้าตระหนกเกิดขึ้นบนหน้ายับย่นของบุรุษชุดดำชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนเป็นหยักยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างคนเหนือกว่า“เป็นสตรีอย่าได้ปากเก่งนักเลย แม้เจ้าจะสู้ไม้ในมือพวกข้าได้แต่จะสามารถสู้ธูปปลุกกำหนัดได้หรือไม่นั้นก็ต้องมาดูกัน! หึหึ”อา ใช่แล้ว กลิ่นแรกที่หมิงจูเข้ามานั้นคือกลิ่นหอมอ่อนจนพาลให้นึกถึงคราที่นางถูกพิษกำหนัดของฮ่าวเทียนขึ้นมา เพียงแต่คนละกลิ่นเท่านั้น!ดูท่าแล้วชาวเมืองหลวงยุคนี้เขาจะนิยมจัดการศัตรูด้วยการใช้พิษกำหนัดเสียจนน่ารำคาญสิ้นดีสินะที่เบื้องนอกบ้านร้าง... จวิ้นอี้ยืนร
เฉินอวี่ที่นั่งข้างๆ หมิงจูหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขาจับจ้องใบหน้าที่แดงระเรื่อของหมิงจูด้วยความชอบใจ “ท่านแม่เอ็นดูนางจนลืมบุตรชายคนนี้ไปแล้วกระมัง”ฮูหยินเฉินหันขวับไปหาเฉินอวี่ ตบโต๊ะเบาๆ อย่างหยอกล้อ“หุบปากเจ้าเถอะ! ข้าจะดูแลหมิงจูให้ดีกว่าเจ้า ข้าไม่วางใจให้เจ้าเป็นคนดูแลนางหรอก เจ้าจากจวนไปตั้งหลายปีหากไม่เพราะหมิงจูอยู่ที่เมืองหลวงเจ้าจะกลับบ้านมาไหมเล่า!”หมิงจูหัวเราะคิกออกมาเบาๆ กับบทสนทนาอันเป็นกันเองของสองแม่ลูก นางพยายามคีบอาหารที่พูนชามตัวเองมากินอย่างระมัดระวัง แม้จะมีรอยยิ้ม แต่ในใจก็รู้สึกแปลกประหลาดและไม่คุ้นชินอยู่มากนางไม่ค่อยได้สัมผัสความอบอุ่นของครอบครัวที่แท้จริงเช่นนี้มาก่อน นางไม่คุ้นเคยเสียจนต้องบังคับตัวเองให้ผ่อนคลายตามคำแนะนำของเฉินอวี่ก่อนหน้าเมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงยามบ่ายหลังทานมื้ออาหารและอยู่คุยเรื่องสัพเพเหระเสร็จแล้วหมิงจูลุกขึ้นคารวะฮูหยินเฉินอย่างนอบน้อม“ข้าต้องกลับแล้วเจ้าค่ะ” หมิงจูกล่าวขึ้นอย่างนุ่มนวล “ร้านที่ตลาดยังรอให้ข้าไปจัดการอยู่”ฮูหยินเฉินยื่นมือไปแตะมือของหมิงจูอย่างอ่อนโยนแต่ไม่วายพยายามยื้อให้อยู่ต่อถึงที่สุด“เหตุใดไม่พักอยู่ที่นี
หมิงจูวางตัวชัดเจนเพื่อตัดโอกาสการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากนางและคนที่เกี่ยวข้องกับนางแบบเด็ดขาด ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ยังทางฮูหยินเฉินพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเมื่อครู่“ฮูหยินเฉินโปรดเรียกข้าว่าหมิงจูเถอะเจ้าค่ะ การเรียกข้าด้วยแซ่ไป๋นั้น คงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก...”คำกล่าวนี้ทำให้เจ้าตระกูลไป๋ที่อยากคืนดีด้วยถึงกับหน้าซีดเผือด จวิ้นอี้กำมือแน่นไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาฮูหยินเฉินนั้นมองเรื่องราวนี้แล้วกลับหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ นางลอบยิ้มมองไปทางบุตรชายด้วยสายตาที่ต่างจากตอนแรก เป็นสายตาชื่นชมและยินดีที่ส่งไปหาเฉินอวี่เพราะเขาทำสิ่งที่นางถูกใจยิ่งนั่นเอง“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเรียกเจ้าว่าหมิงจูตามที่เจ้าต้องการ...”พูดพร้อมส่งสายตาฉายแววเอ็นดูและพึงพอใจให้ว่าที่ลูกสะใภ้ในอนาคต หลังจากนั้นก็เบนสายตาไปทางคนตระกูลไป๋ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยนัย“ข้าจะให้บ่าวช่วยพาพวกท่านออกไปส่งหน้าจวน เพราะข้าต้องการเวลาอีกมากเพื่อคุยกับแขกพิเศษของตระกูลเฉิน”หมิงจูทำได้เพียงปล่อยให้ฮูหยินเฉินจับมือพาเดินเข้าจวนไป ขณะที่เหล่าคนตระกูลไป๋ได้แต่ยืนแข็งค้างด้วยความอับอายที่ตนถูกไล่ชัดเ
29หลุมพราง“อาอวี่ เจ้าจะไม่แนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าหรือ?”เฉินอวี่ยิ้มบางส่งไป รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เขาหันมามองคนข้างหลังแวบหนึ่งบรรยากาศรอบศาลากลางสวนเต็มไปด้วยอบอุ่นบางอย่างจากท่าทีของเฉินอวี่ยามพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในความชื่นฉ่ำนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหัวใจของคนตระกูลไป๋ที่เพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมิงจูเมื่อตอนสายไป...“ท่านแม่ หลังจากนี้ข้าจะกลับมาจวนอย่างที่ท่านต้องการแล้ว และก็พาสตรีที่ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยขอรับ”ฮูหยินเฉินชะงัก นางเบิกตากว้างหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองบุตรชายอย่างจับผิดทันที เพราะบุตรชายที่ขอออกไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีอยู่ดีดีกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพร้อมกับบอกว่ามีสตรีในดวงใจมาแนะนำ เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้นางคิดดีได้อย่างไรหากบุตรชายนางไม่ไปหลงเสน่ห์มารยาสตรีเข้าแล้ว“เจ้าไปถูกตาต้องใจสตรีที่ไหนกัน? มีที่มาจากตระกูลใดคู่ควรที่จะมาดูแลจวนเฉินของเราหรือไม่! หรือถูกเสน่ห์มารยาสตรีขายเรือนร่างหลอกเอาหรือไม่?!”เฉินอวี่เพียงยิ้มบางอย่า
ทางฝั่งสวนดอกไม้ในจวนเฉินท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวน หมิงจูเดินทอดน่องอย่างสบายใจเมื่อหูของนางไม่ต้องรับเสียงหวี่ของแมลงหวี่อันแสนน่ารำคาญแล้ว มือเรียวเอื้อมสัมผัสกลีบดอกไม้พลางคุยกับเยว่ฮวาสารพัดเรื่อง“เจ้าว่าดอกไม้พวกนี้ปลูกไว้นานเท่าใดแล้วนะ สีสดอย่างนี้...คงได้คนดูแลดี”เสียงของหมิงจูแฝงความผ่อนคลาย ขณะที่เยว่ฮวาซึ่งเดินตามหลังพยักหน้าหงึก ๆและคุยจ้อตอบกลับมาอย่างผ่อนคลายไม่แพ้กันแต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าวนี้ หมิงจูก็เริ่มรู้สึกถึงความเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงฝีเท้าของบ่าวคนสนิทอีกแล้ว นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหยุดเท้าแล้วหันไปมองอย่างสงสัย“เยว่ฮวา? หายไปไหน...”ยังไม่ทันขาดคำ นางก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่อบอุ่นโอบรอบเอวเบื้องหลังฝั่งที่นางเพิ่งหันจากมา ก่อนที่ทั้งร่างจะถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดแข็งแรง เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูเบาราวกระซิบ“ข้าคิดว่า...หากดอกไม้ในสวนนี้พูดได้ มันคงยอมหลีกทางให้เจ้าผู้เดียว”“คุณชายอวี่!” หมิงจูร้องไม่ดัง ขณะที่ร่างของนางพยายามดิ้นออกเบาๆ “นี่ท่านกล้าเดินเข้ามากอดข้าเช่นนี้ไม่เกรงใจดอกไม้รอบตัวเลยหรือไร?”“ทำไมต้องใส่ใจดอกไม้ด้วยในเมื่อข้าหล
#####2 มารดาของพวกเจ้าตายแล้ว (ต่อ)นางชักไม่มั่นใจแล้วว่าพวกเขาเป็นคน หรือทอง หรืออย่างไรถูกปล้นไปไม่ให้พักเลย...จิ่วเม่ยคาดว่าพวกเขาหายไปคราวนี้ไม่ใช่พวกนักฆ่า หรือโจรหรอก มิเช่นนั้นกลางวันแบบนี้ต้องมีคนเห็นจนมามุงดูไม่มากก็น้อยแล้ว แต่นี่บ้านเงียบเหมือนไม่เกิดอันใดขึ้นเลยจิ่วเม่ยตามหาในบ้านไม่
#####2 มารดาของพวกเจ้าตายแล้วจิ่วเม่ยเดินขึ้นเขามาพร้อมมีดตะขอไว้ตัดสมุนไพร และตระกร้าสะพายหลัง ตามจริงในบ้านมีกองวัสดุสำหรับใช้ล่าสุดด้วยแต่ส่วนใหญ่มันเก่ามากแล้ว มีผุบ้างหักบ้างจึงไม่ได้เอามาภูเขาหลังบ้านจิ่วเม่ยนี้อุดมสมบูรณ์สุดๆ เลย ตลอดทางที่เดินมามีเห็ดทั้งกินได้ทั้งเห็ดพิษขึ้นเต็มสองข้างทา
#####1 นางไม่น่าจะได้กลับมาอีกแน่ (ต่อ)ในมือของอาหมิงมีถาดไม้เก่าๆ ขนาดใหญ่กว่าตัวอยู่ ดูน่าจะถือลำบากแต่เจ้าตัวน้อยกลับถือได้สบายอย่างคนทำมาจนชิน“อ้อ พี่ชายต้มข้าวมาให้พวกเรากินเจ้าค่ะ แม่จ๋าตื่นมาได้เวลาพอดีเลย...”ก็ว่าแล้ว มีกลิ่นข้าวอ่อนๆ โชยมาแต่ไม่ชัดเจนมาก พอหลินหมิงวางถาดลงบนพื้นเท่านั้น
#####1 นางไม่น่าจะได้กลับมาอีกแน่กว่าจิ่วเม่ยจะพาร่างแสนจะหนักของสามีกลับมาถึงบ้านได้ก็แทบขาดใจตาย ดีที่พอกลับมาถึงบ้านเก่าแสนเก่าแล้ว ก้อนแป้งน้อยทั้งสองที่แสนจะรู้ความก็จัดแจงแบ่งหน้าที่ คนหนึ่งไปเอาน้ำมาให้จิ่วเม่ยดื่มแก้กระหาย ส่วนอีกคนก็จัดแจงเตะของในบ้านที่ถูกรื้อจนกระจัดกระจายให้พ้นทางเพื่อ







