เข้าสู่ระบบหลังจากกินข้าวเสร็จและเดินกลับไปที่ Defender ของพี่ศศิน ฉันรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างเรามันเปลี่ยนไปนิดหน่อย ไม่ใช่แบบกะทันหันหรือดราม่า แต่เป็นความสบายใจที่ค่อย ๆ ซึมเข้ามาแบบเงียบ ๆ เขาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้ฉันอีกครั้งแบบสุภาพเหมือนเดิม
ฉันมองรถคันใหญ่แล้วคิดในใจ โอเค จุ๊บแจง มึงต้องขึ้นรถหรูแบบนี้ให้ดูเท่ ๆ หน่อย ฉันเลยก้าวขึ้นไปแบบมั่นใจเต็มเปี่ยม ขาสั้น ๆ แต่ก้าวสูง ๆ แบบคนขี่มอเตอร์ไซค์ประจำ แต่พอเท้าข้างหนึ่งเหยียบขึ้นเบาะ ศีรษะฉันดันโขกเข้ากับขอบประตูดังโป๊ก! เสียงดังกว่าที่คิด ฉันสะดุ้งแล้วยกมือกุมหน้าผากทันที “โอ๊ย! บ้าเอ๊ย!” ฉันร้องออกมาแบบไม่ทันคิด แล้วรีบหันไปมองพี่ศศินที่ยืนอยู่ข้างรถ
เขามองฉันตาโตแป๊บหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงทุ้มนุ่มแต่คราวนี้มีเสียงขำจริง ๆ ปนอยู่ “หนู... หัวโขกเหรอครับ” เขาถามพร้อมยกมือปิดปากกลบยิ้ม แต่ยิ้มไม่มิด ฉันหน้าแดงก่ำ แต่ปากยังแข็งตามสไตล์ “เปล่าค่ะ! แค่... ทดสอบความแข็งของรถพี่เฉย ๆ” ฉันพูดแบบห้าว ๆ แล้วยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
“รถพี่สูงขนาดนี้ ต้องโขกหน่อยถึงจะรู้สึกถึงความสูงใช่ไหมล่ะ” พี่ศศินหัวเราะดังขึ้นอีกนิด หัวเราะแบบคนที่อดกลั้นไม่อยู่แล้ว “พี่ขอโทษครับ หนูพี่ลืมบอกว่าต้องก้มหัวก่อนขึ้น” เขาพูดพร้อมยื่นมือมาช่วยพยุงฉันขึ้นเบาะแบบเบามือมาก ไม่แตะตัวจริงจัง แต่แค่คอยประคองไม่ให้ฉันล้ม “ระวังหน่อยนะครับ เดี๋ยวหัวหนูจะเป็นรอย” ฉันทำหน้างอใส่เขา “หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูแข็งแรง จะโขกกี่ครั้งก็ไม่เป็นไร” แล้วฉันก็ก้าวขึ้นไปนั่งแบบต๊อง ๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้ก้มหัวต่ำ ๆ ก่อน แล้วหันไปยิ้มให้เขา “เห็นไหมคะ หนูเรียนรู้เร็ว”
พี่ศศินยังยิ้มไม่หาย เขาเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ สตาร์ทเครื่อง แล้วหันมาถามเบา ๆ
“หนูอยากฟังเพลงต่อไหมครับ หรืออยากเปิดวิทยุ” ฉันยิ้มกว้าง “ฟังเพลงต่อก็ดีค่ะ พี่เปิดอะไรก็ได้ หนูฟังได้หมดเลย” เขาพยักหน้า แล้วกดเล่นเพลง “Yellow” ของ Coldplay ต่อจากเพลงก่อนหน้า เสียงกีตาร์เบา ๆ ดังขึ้นในรถ ฉันเอนหลังพิงเบาะ มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นถนนกรุงเทพฯ ตอนบ่ายที่รถยังไม่ติดมากนัก แสงแดดส่องผ่านกระจกมืดเข้ามาแบบอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศในรถอบอุ่นขึ้นนิดนึง
ระหว่างทางกลับคลินิก เขาไม่พูดอะไรมาก แค่เปิดเพลงแล้วขับนุ่มนวล ไม่เร่ง ไม่เบรกกะทันหัน ฉันแอบมองหน้าเขาด้านข้าง กรอบหน้าคม ๆ มีหนวดเคราบาง ๆ ที่ดูแลเรียบร้อย ดูสุขุมแต่ก็มีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่น่าค้นหา ฉันคิดในใจ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงดูนิ่งขนาดนี้ แต่ยิ่งนิ่งยิ่งทำให้ฉันอยากรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แล้วจู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นเบา ๆ “เพลงนี้พี่ชอบมากเลยครับ เวลาฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกมันช้าลง” ฉันหันมองเขา
“หนูก็เหมือนกันค่ะ พี่ชอบ Coldplay เยอะเลยเหรอคะ” เขายิ้มมุมปาก “บ้างครับ ชอบเพลงที่ฟังแล้วสงบดี ไม่ต้องคิดเยอะ พี่ทำงาน production house มาหลายปี เจอแต่ความวุ่นวาย เลยชอบอะไรที่ทำให้ใจสงบ” ฉันพยักหน้า “เข้าใจเลยค่ะ หนูก็เหมือนกัน ทำงานคลินิกงานมันหลายอย่าง ทุกวันต้องแก้ปัญหาไม่หยุด พอได้ฟังเพลงแบบนี้ มันเหมือนได้พักจริง ๆ”
รถจอดที่ไฟแดง เขาหันมามองฉันนิดนึง แล้วพูดต่อ “ขอบคุณนะครับ ที่วันนี้ยอมมากินข้าวกับพี่ พี่ไม่คิดว่าจะได้คุยกันสนุกขนาดนี้” ฉันยิ้ม “หนูก็ไม่คิดเหมือนกันค่ะ แต่หนูว่ามันดีนะ ได้คุยกันแบบไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเกร็ง” เขาพยักหน้า
“พี่ก็รู้สึกแบบนั้นครับ หนูเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ก็อ่อนโยนในแบบของหนู พี่ชอบตรงนั้น” ฉันหน้าแดงขึ้นนิดนึง แต่รีบกลบเกลื่อนด้วยการทำท่าห้าว ๆ “แหม พี่พูดเกินไปแล้วค่ะ หนูแค่... เป็นตัวเองเฉย ๆ ถ้าพี่ไม่ชอบหนูต๊อง ๆ แบบเมื่อกี้ก็บอกได้นะคะ”
เขาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง “พี่ชอบนะครับ หนูต๊อง ๆ แล้วน่ารักดี” ฉันทำหน้างอใส่เขา “น่ารักอะไรคะ หนูห้าว ๆ จะตาย อย่ามาเรียกน่ารักสิ” เขายิ้มกว้างขึ้นนิดเดียว “โอเคครับ พี่จะจำ หนูห้าว ๆ แต่พี่ชอบห้าว ๆ ของหนู”
ไฟเขียว เขาขับต่อแบบนุ่มนวล เพลงเปลี่ยนเป็น “Hall of Fame” ของ The Script ฉันแอบยิ้ม เพราะเพลงนี้มันให้พลังในแบบเงียบ ๆ เหมือนกับการคุยกับเขาวันนี้ ระหว่างทางที่เหลือ เราคุยกันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ลึกซึ้ง แต่เป็นการคุยที่ไหลลื่น ไม่ฝืน ฉันเล่าเรื่องเพื่อนผู้ชายกลุ่ม ที่ชอบแซวฉันเรื่องขี่มอเตอร์ไซค์ เขาฟังแล้วยิ้ม “ฟังแล้วพี่เข้าใจเลยครับ ว่าทำไมหนูถึงดูแมน ๆ แต่ก็มีมุมน่ารัก” ฉันหัวเราะ “พี่อย่าเรียกหนูน่ารักสิคะ เดี๋ยวเสียภาพลักษณ์ห้าว ๆ ของหนูหมดเลย”
เขาหัวเราะตาม “พี่ไม่เคยคิดว่าหนูเสียภาพลักษณ์เลยครับ หนูแค่... มีหลายมุมที่น่าสนใจ”
พอถึงคลินิก เขาจอดรถที่ลานด้านหน้า แล้วหันมาพูดเบา ๆ “ถึงแล้วครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับสำหรับวันนี้” ฉันยิ้ม “หนูต้องขอบคุณพี่ศศินมากกว่าค่ะ ได้กินข้าวอร่อย ได้คุยเพลิน ๆ แล้วยังได้ขึ้น Defender อีก” เขาหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าชอบ พี่จะชวนขึ้นบ่อย ๆ นะครับ” ฉันลงจากรถ แล้วหันไปโบกมือ “ขับรถดี ๆ นะคะ” เขาพยักหน้า ยิ้มอบอุ่น “ครับ หนูก็เช่นกัน เดี๋ยวเจอกันใหม่นะครับ”
ฉันเดินกลับเข้าคลินิก หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่เป็นจังหวะที่ดี ไม่ใช่แบบตื่นเต้นเกินไป แต่เป็นแบบอุ่น ๆ ที่ค่อย ๆ ซึมเข้ามา ฉันคิดในใจ บ้าเอ๊ย จุ๊บแจง แค่นั่งรถ ฟังเพลง แล้วหัวโขกประตูรถหรูจนเขาหัวเราะ แต่ทำไมวันนี้มึงถึงรู้สึกว่ามันพิเศษขนาดนี้ และที่สำคัญคือ... ฉันเริ่มรอ “เดี๋ยวเจอกันใหม่” ของเขาจริง ๆ ซะแล้ว โดยเฉพาะตอนที่เขาหัวเราะเพราะความต๊อง ๆ ของฉันแบบนั้น
เช้านี้ฉันตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดอบอุ่นของพี่ศศิน ร่างกายยังอ่อนเพลียจากค่ำคืนที่ดุเดือด รู้สึกเหมือนทุกกล้ามเนื้อในตัวถูกใช้งานจนหมดแรง ฉันขยับตัวเบา ๆ แล้วซุกหน้าลงกับอกเขา กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นตัวผู้ชายที่คุ้นเคยทำให้ฉันยิ้มโดยไม่รู้ตัว พี่ศศินยังหลับสนิท ใบหน้าสงบ ริมฝีปากบาง ๆ ยังคงมีรอยยิ้มจาง ๆ เหมือนฝันดี ฉันยกมือขึ้นลูบแก้มเขาเบา ๆ แล้วกระซิบ “เมื่อคืน...พี่เหนื่อยมากเลยใช่ไหมคะ”เขาขยับตัวเล็กน้อย แล้วลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาที่เพิ่งตื่นยังพร่ามัว แต่พอเห็นหน้าฉันก็ยิ้มกว้างทันที “หนู... ตื่นแล้วเหรอครับ” เขาดึงฉันเข้ามากอดแน่นขึ้น มือลูบหลังฉันเบา ๆ “เมื่อคืน... หนูทำให้พี่แทบไม่ไหวเลยครับ”ฉันหัวเราะคิกคักในอกเขา “หนูเมา... แต่หนูจำได้หมดเลยค่ะว่าพี่ทำอะไรกับหนู” ฉันเงยหน้ามองตาเขา “เมื่อคืนพี่ข่มขืนหนูอีกแล้วนะคะ”เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วจูบหน้าผากฉัน “พี่ขอโทษครับ แต่พี่ทนไม่ไหวจริง ๆ หนูยั่วพี่เก่งนี่นา”ฉันยิ้มร้าย แล้วขยับตัวขึ้นนั่งคร่อมเขาเบา ๆ “ถ้างั้น... เช้านี้หนูจะชดเชย
ระหว่างทางกลับคอนโด ฉันนั่งกอดแขนเขาแน่น กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นตัวเขาลอยมาเตะจมูก ใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะจากเซอร์ไพรส์ใหญ่ แต่ในหัวกลับมีแผนร้ายเล็ก ๆ ที่แอบวางไว้เมื่อครู่ แผนที่ทำให้ฉันตื่นเต้นจนมือเย็นเฉียบ พอรถจอดหน้าคอนโด ฉันหันไปมองเขาแล้วยิ้มมุมปากแบบที่เขารู้ทันทีว่าฉันกำลังจะเล่นอะไร “หนูไม่ได้บอกว่าอยากกลับคอนโดซะหน่อย..” พี่ศศินเลิกคิ้ว “ห๊ะ? แล้วหนูจะไปไหนครับ” ฉันยิ้มร้ายกาจ “ลงมาค่ะ เดี๋ยวหนูขับเอง” พี่ศศินยอมสลับที่นั่งคนขับแต่โดยดี หน้าตายังงง ๆ แต่ฉันเห็นแววตาเริ่มตื่นตัว ไม่ถึงสิบนาที ฉันจอดหน้าล็อบบี้โรงแรมม่านรูดสุดหรูที่ฉันแอบจองห้อง “Fantasy Suite” ไว้เมื่อกี้ตอนเราออกโชว์รูมมา ห้องที่ออกแบบมาเพื่อคนที่อยากปลดปล่อยด้านมืดที่สุดของกันและกัน พี่ศศินลงจากรถ เดินมาหาฉัน “หนู…เซอร์ไพรส์พี่คืนเหรอครับ” ฉันจับมือเขา ลากขึ้นลิฟต์โดยไม่ตอบคำถามใด ๆ ประตูห้องเปิดออก ความมืดสนิทถูกฉีกด้วยแสงไฟสีแดงเลือดหมูสลัว ๆ ผนังหุ้มหนังสีดำ โซ่สแตนเลสเย็
หลังจากวันที่ฉันยอมให้พี่ศศินกลับเข้ามาในชีวิตอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบ ทุกเช้าเขายังคงมารอรับฉันที่คอนโด ทุกเย็นเขามารอรับกลับบ้าน บางคืนเรานอนกอดกันที่คอนโด บางคืนเขาพาฉันไปกินข้าวที่ร้านโปรด หรือแค่ขับรถวนไปเรื่อย ๆ ฟังเพลงที่เราชอบด้วยกันวันนี้เป็นวันหยุดที่ฉันกับกลุ่มเพื่อน ๆ นัดกันอีกครั้ง คราวนี้เป็นร้านแถวบ้านไอ้หยองที่ปากเกร็ด เพื่อนในกลุ่มอีกคนที่ไม่ค่อยได้เจอกันเพราะมันอยู่ไกล จะเจอกันก็แค่ตอนไปออกทริปใหญ่ ๆ ด้วยกัน ฉันไปถึงร้านก่อนใครตอน 18.30 เพราะบึ่งรถมาตั้งแต่ก่อน 18.00 บรรยากาศร้านเป็นฟีลร้านยุค 90 มีคราฟท์เบียร์ที่ฉันชอบ เปิดเพลงสากลเก่า ๆ สลับกับเพลงร็อคในตำนาน ลูกค้าในร้านยังไม่มีฉันเลยถือโอกาสเดินสำรวจรอบ ๆ ร้าน ถือว่าตกแต่งดีมากเลย ทั้งไฟ เฟอร์นิเจอร์ ทุกอย่างลงตัวไปหมด หาร้านแบบนี้แถวคอนโดฉันยากมาก ๆ ฉันเดินเล่นอยู่เกือบ 20 นาทีจึงหาโต๊ะนั่งแล้วสั่งเบียร์มาชิม"ขอ Hazy IPA 1 Tap ค่ะ" ฉันสั่งเฮซี่ไอพีเอที่ฉันชอบมาก พี่พนักรีบกดแล้วเสิร์ฟฉันอย่างไว แก้วนี้แอลก
ฉันดื่มหนักกว่าปกติมาก เบียร์หมดแก้วแล้วแก้วเล่า เริ่มรู้ตัวว่าเมาจนขี่รถไม่ไหวแล้ว คงเพราะแอลกอฮอล์แต่ละแก้วไม่ใช้น้อย ๆ พี่ศศินก็คงจะเมามากเหมือนกัน เพราะเพื่อนเปรตของฉันชงไม่หยุด ตีสองกว่า เราลุกออกจากร้าน ทุกคนเมากันหัวทิ่ม ไอ้ฮอนตะโกน “กลับบ้านกันเถอะเว้ย เดี๋ยวเมาแล้วตายที่ร้าน ลำบากเขาอีก” รันหัวเราะลั่น “มึงนี่เมาแล้วยังคิดถึงความตายอีกเหรอวะ ฮ่าๆๆ” เดลกับหยองช่วยประคองฮอนที่เดินเซ "พวกมึงนอนบ้านกูได้นะ มีห้องว่าง ไม่ต้องขี่รถหรอกอันตราย" หยองที่ดูเมาน้อยที่สุดในกลุ่มเสนอ "มึงให้ไอ้เหี้ยฮอนนอนเลย ดูสภาพแม่งดิ เดี๋ยวพวกกูกลับแท็กซี่" รันพูดพลางชี้ไปที่เพื่อนฮอน ส่วนไอ้ปรินซ์หนีกลับไปก่อนเพื่อนตั้งแต่เที่ยงคืนแล้วพี่ศศินหันมาหาฉัน “พี่เรียก You Drink I Drive นะครับ คืนนี้หนูเมามากแล้ว พี่ไม่อยากให้หนูขี่มอเตอร์ไซค์กลับ”ฉันหัวเราะคิกคัก เมาจนตาพร่า “หนู..ยังไหวอยู่นะคะ”เขายิ้มอ่อนโยน “ไม่ไหวหรอกครับ พี่จะดูแลหนูเอง”ฉันพยักหน้าแบบงง ๆ แล้วกอดแขนเขาแน่น พี่ศศินเปิดแอปเรียกคนขับรถ ภายในไ
หลังจากวันหยุดที่พี่ศศินพาฉันไปบ้านครอบครัวที่ชลบุรี ฉันรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเรากำลังกลับมาแข็งแรงขึ้นทีละน้อย ไม่ใช่เพราะคำพูดหวาน ๆ หรือของขวัญราคาแพง แต่เพราะการที่เขายอมเปิดใจให้ฉันเห็นด้านที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน ด้านของลูกชายคนเดียวที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบอบอุ่นแต่ก็กดดันจากความคาดหวังของครอบครัวธุรกิจใหญ่ เช้านี้พี่ศศินยังคงมารอรับฉันใต้คอนโดเหมือนเดิม เขายืนพิง Defender สีดำ มือกอดอก ใส่เสื้อเชิ้ตสีเทาแขนพับ กางเกงยีนส์ดำ รองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาด ผมเซ็ตเรียบร้อย เขายิ้มกว้างเมื่อเห็นฉันเดินลงมาจากลิฟท์ ถือกระเป๋าใบเล็กและหมวกกันน็อก“สวัสดีตอนเช้าครับ” เขาพูดเสียงนุ่มแล้วเดินเข้ามารับกระเป๋าให้ “วันนี้พี่มารับหนูไปทำงานนะครับ” ฉันยิ้มเล็กๆ “มาทุกวันแบบนี้ไม่เหนื่อยเหรอคะ”เขาหัวเราะเบา ๆ “เหนื่อยครับ แต่พี่ชอบเห็นหนูเดินออกมาจากลิฟท์ทุกเช้า” ฉันหน้าแดงนิด ๆ แล้วเดินไปขึ้นรถเขาเปิดประตูให้ฉันเหมือนเคย แล้วขับรถออกจากลานจอดรถ ระหว่างทางพี่ศศินขับรถไปเงียบ ๆ แล้วพูดขึ้นกับฉัน“หนูครับ..เย็นนี้พี่อยากพา
เช้านี้เป็นวันหยุดของฉันอีกวัน และแน่นอนว่าถูกหมาแก่นั่นจองไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พี่ศศินมารับฉันที่คอนโดตอนเที่ยง วันนี้เขาแต่งตัวภูมิฐานที่ดูดีสุด ๆ จนฉันแปลกใจ (แต่งแบบนี้หล่อม้ากกกก กรี๊ดดด) เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแลคสีเทา รองเท้าหนังที่เงาวับ “วันนี้พี่อยากพาหนูไปช็อปปิ้งเครื่องสำอางหน่อยครับ” เขาพูดยิ้ม ๆ ขณะขับรถออกจากคอนโด “หนูชอบแต่งหน้าแบบไหน พี่อยากให้หนูได้ของที่หนูชอบจริง ๆ”ฉันหันมามองเขา “เอ่อ.. คือ.. หนูเลือกเครื่องสำอางไม่เป็นเลยนะคะ หนูใช้แค่แป้งพัฟกับลิปสติกสีเดียวมาตลอด”เขาหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไรครับ พี่จะให้ BA แนะนำให้ หนูแค่เลือกสีที่ชอบก็พอ”“ตามนั้นก็ดีค่ะ ลิปหนูใกล้หมดแล้วพอดี”เขายิ้มกว้าง “น่ารักที่สุดเลยครับ”เราขับไปห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมือง ร้านที่พี่ศศินพาเข้าก็เป็นร้านหรูชั้นนำที่มี BA มืออาชีพคอยแนะนำ ชั้นเครื่องสำอางเต็มไปด้วยเคาน์เตอร์แบรนด์ดัง แสงไฟสว่างจ้า พนักงานสาวยิ้มหวานต้อนรับทุกคน พี่ศศินพาฉันเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์แบรนด์ดังแบรนด์นึง แล้วเรียก BA สาวสวยมา
หลังจากปิดประตูห้องฟอกสีฟันแล้ว ฉันเดินกลับมาที่ห้องทำงานตัวเองแบบก้าวช้า ๆ กว่าปกติ หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะตั้งแต่เมื่อครู่ที่พี่ศศินชวนกินข้าวตอนเที่ยงแบบสุภาพสุด ๆ ฉันนั่งลงเก้าอี้ ถอนหายใจยาว แล้วเปิด LINE ดูข้อความเก่า ๆ ของเขาแบบไม่ได้ตั้งใจ ข้อความมันน้อยมาก แต่ทุกบรรทัดมันทำให้ฉันอ่านซ้ำโ
เช้าวันถัดมา ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เหมือนเมื่อคืนยังมีภาพศศินค้างอยู่ในหัว ไม่ใช่แค่หน้าเขา แต่เป็นเสียงทุ้มนุ่มที่เรียก “หนู” แล้วเดินจากไปแบบไม่รีบร้อน ฉันส่ายหัวไล่ความคิดนั้นออกไป บอกตัวเองว่ามันบ้าเอ๊ย คนไข้คนเดียวทำไมถึงทำให้ฉันคิดมากขนาดนี้ แต่พอเปิดโทรศัพท์เช็ก LINE ก็ต้องชะงัก
ฉันนั่งจ้องหน้าจอคอม แต่ตัวเลขรายงานประจำเดือนมันไม่เข้าไปในหัวเลยสักบรรทัดภาพเขาแวบขึ้นมาอีกแล้ว ศศิน จงธนธานีชื่อฟังดูใหญ่โต แต่หน้าตากับท่าทาง... ทำให้ฉันแอบคิดอะไรเพ้อเจ้อ ไม่ใช่หล่อแบบพระเอกนิยาย แต่เป็นหล่อแบบผู้ชายที่รู้จักดูแลตัวเองดี แบบที่ทำให้ฉันแอบนึกถึงร่างสูงโปร่งในฝันเมื่อคืนนั้น“
เช้าวันใหม่ของฉันเริ่มเหมือนทุกวัน เช็กตาราง เคลียร์เคส ฟังเสียงถอนหายใจของตัวเองเบา ๆ ระหว่างจิบกาแฟ ทุกอย่างดูปกติดีจนกระทั่งชมพู่เดินมาสะกิด“พี่จุ๊บแจงคะ คนไข้ใหม่ค่ะ นัดตรวจฟันครั้งแรก” ฉันพยักหน้าแบบไม่ได้คิดอะไร“โอเค เดี๋ยวพี่ออกไปดู” ฉันเดินออกจากห้องทำงานสายตากวาดผ่านโถงรับรองแบบเคยชิน แล







