LOGINฉันเป็นคนชอบเอาจริงเอาจังมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ฟังคำพูดเป็นนัยไม่ค่อยเข้าใจ ตอนมัธยมต้น มีผู้หญิงคนหนึ่งจงใจยัดโพยข้อสอบใส่มือฉัน “ช่วยถือไว้หน่อย ครูมาแล้ว” เธอคงคิดว่าฉันจะตกใจแล้วรีบยัดมันใส่กระเป๋า แต่ฉันยกมือขึ้น “คุณครูคะ เมื่อกี้เธอเอาโพยของตัวเองยัดใส่มือหนู” พอเริ่มทำงาน หัวหน้าคนใหม่ก็เริ่มตรวจสอบบัญชี พี่หวังใช้เท้าเหยียบเท้าฉันรัว ๆ อยู่ใต้โต๊ะ แล้วเอ่ยเสียงต่ำว่า “เธอรับไปก่อน หัวหน้าไม่ลงโทษหนักหรอกถ้าเป็นพนักงานใหม่” ฉันพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วมองไปทางหัวหน้า “คนรับเงินใต้โต๊ะคือพี่หวังค่ะ” “เธอบอกว่าพนักงานใหม่จะไม่โดนลงโทษหนัก” “หัวหน้าเองก็เพิ่งมาใหม่เหมือนกัน งั้นหัวหน้ารับแทนเธอไหมคะ?” ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครในออฟฟิศกล้ากระซิบอะไรกับฉันอีก จนกระทั่งพ่อแม่แท้ ๆ ตามหาฉันเจอ แล้วจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับเข้าครอบครัวชดเชยให้ เวินหมิงจูเมินป้ายที่นั่งซึ่งเขียนชื่อฉันเอาไว้ แล้วนั่งลงตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ เธอคล้องแขนแม่ ก่อนจะยิ้มให้ฉัน “พี่คะ ที่ตรงนี้ฉันนั่งมายี่สิบเอ็ดปีแล้ว พี่คงไม่ถือสาใช่ไหม?” ทุกคนต่างรอให้ฉันถอยไปนั่งข้าง ๆ อย่างรู้กาลเทศะ แต่ฉันถามเธออย่างจริงจังว่า “ทำไมเธอถึงคิดว่าฉันจะถือสาล่ะ?” “เพราะนี่เป็นที่นั่งของลูกสาวเหรอ?” เธอเม้มริมฝีปากและไม่พูดอะไร ฉันจึงถามต่อว่า “ถ้านี่เป็นที่นั่งของลูกสาว” “เธอเองก็นั่งมาตั้งยี่สิบเอ็ดปีแล้ว ตอนนี้ก็ควรคืนให้ฉันได้แล้วสิ?”
View Moreหนึ่งปีต่อมา ฉันซื้อบ้านเป็นของตัวเองบ้านไม่ใหญ่ มีสองห้องนอนหนึ่งห้องรับแขกในโฉนดมีแค่ชื่อของฉันวันย้ายบ้าน พวกเพื่อนร่วมงานจากฝ่ายบุคคลมาช่วยกันเจ้านายให้เครื่องชงกาแฟมาหนึ่งเครื่องคดีของพี่หวังก็ได้ข้อสรุปแล้วเหมือนกันเธอถูกบริษัทฟ้อง และต้องคืนเงินใต้โต๊ะทั้งหมดได้ยินมาว่าวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา เธอยังด่าฉันอยู่ว่าไม่รู้จักมารยาททางสังคมฉันไม่ได้ไปฟังเพราะวันนั้นเป็นวันเกิดของฉันหกโมงเย็น เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้นฉันเปิดประตูคนตระกูลเวินทั้งหกคนยืนอยู่ข้างนอกเวินหมิงจูก็มาด้วยเธอผอมลงเล็กน้อย แต่สีหน้ากลับดูดีกว่าเมื่อก่อนแม่ถือเค้กอยู่ในมือพ่ออุ้มช่อดอกไม้ ท่าทางแข็งทื่อราวกับเพิ่งเคยให้ดอกไม้เป็นครั้งแรกพี่สามเอ่ยขึ้นว่า“เอ่อ พวกเราเข้าไปได้ไหม?”“ใครบอกที่อยู่พวกคุณ?”พี่ใหญ่ชี้ไปที่พี่รองทันทีพี่รองก็ชี้ไปทางเวินหมิงจูเวินหมิงจูส่ายหน้า“ไม่ใช่หนู”พ่อกระแอมหนึ่งที“ฉันไปถามที่บริษัทของลูกมา”ฉันมองเขา“โดยไม่ได้ขออนุญาตหนูก่อน”“ใช่”“ครั้งหน้าอย่าทำแบบนี้อีก”“ได้”เขาตอบเร็วมากฉันหลีกทางให้อาหารบนโต๊ะเป็นฝีมือเพื่อนร่ว
วันรุ่งขึ้น เวลา 16:50 น. บริษัทเวินก็ตามเงินสิบสี่ล้านกลับมาได้ครบส่วนเงินสามล้าน เวินหมิงจูเป็นคนชดใช้ด้วยตัวเองเธอลาออกจากตำแหน่งผู้รับผิดชอบกองทุน และออกมาขอโทษต่อสาธารณะบริษัทเวินไม่ได้ปิดเรื่องนี้เอาไว้นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อไม่ได้ขอให้ฉันผ่อนปรนวันที่โปรเจกต์สิ้นสุด พวกเขามารอฉันอยู่ชั้นล่างของบริษัทแม่ถือจี้หยกมงคลไว้ในมือเธอยื่นมาให้ฉัน“นี่เป็นของลูก” ฉันไม่ได้รับมา เพียงเหลือบมองอย่างเฉยชาแวบหนึ่ง“แล้วกล่องล่ะ?”แม่ชะงักไป“อยู่กับหมิงจู เดี๋ยวแม่เอากลับมาให้ลูกทีหลัง”“ขอบคุณค่ะ”ดวงตาของเธอแดงขึ้นคงไม่คิดว่าฉันจะพูดแค่คำว่าขอบคุณพี่ใหญ่วางพวงกุญแจลงบนโต๊ะ“จัดห้องเดิมของเธอเรียบร้อยแล้ว”“เสื้อผ้าก็ซื้อใหม่ตามไซซ์ของเธอทั้งหมด”“ฉันจะไม่กลับไปอยู่ที่นั่น”“จือเซี่ย พวกเราไม่ได้คิดจะเอาห้องมาแลกให้เธอกลับบ้าน”เขาหยุดไปเล็กน้อย“แค่มันควรจะคืนให้เธอตั้งแต่แรก”พี่รองก็เอ่ยขึ้นว่า“ยาที่เมื่อก่อนฉันให้เธอ ฉันกลับไปตรวจดูแล้ว”“เป็นความผิดพลาดของฉันเอง”“จะบอกแค่ว่าไม่รู้ว่าเธอแพ้แล้วให้เรื่องมันจบไปแบบนั้นไม่ได้”พี่สามยืนอยู่ท้ายสุด อ้ำอึ้ง
คืนนั้น เวินหมิงจูมาหาฉันที่บริษัทพนักงานต้อนรับบอกว่าเธอนั่งรออยู่ข้างล่างมาสองชั่วโมงแล้วตอนฉันเลิกงาน เธอกำลังนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของล็อบบี้ไม่มีพ่อแม่ และไม่มีพี่ชายอยู่ด้วยเธอลุกขึ้นยืน“พี่ เรามาคุยกันหน่อย”“ถ้าจะคุยเรื่องงานก็ไปคุยกับฝ่ายกฎหมาย”“คุยเรื่องครอบครัว”ฉันเหลือบมองเวลา“สิบนาที”เธอเดินตามฉันไปที่ร้านกาแฟชั้นล่างหลังจากนั่งลง เธอถอดจี้หยกมงคลออกแล้วเลื่อนมาตรงหน้าฉัน“คืนให้ค่ะ”“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับบัญชี”“หนูรู้”เธอเม้มริมฝีปาก“หนูแค่อยากบอกพี่ว่า หนูไม่เคยคิดจะแย่งของของพี่”ฉันมองเธอ“งั้นทำไมทุกครั้งถึงไม่คืนล่ะ?”เธอไม่ตอบฉันถามต่อ“ในงานต้อนรับญาติ เธอรู้ว่าตรงนั้นเป็นที่นั่งของฉัน”“รู้ค่ะ”“วันที่ย้ายทะเบียนบ้าน เธอก็รู้ว่าทุกคนจะทิ้งฉันไว้เพราะเธอ”“รู้ค่ะ”“วันที่มีคนไปแตะห้องของเธอ เธออาการกำเริบจริง ๆ เหรอ?”นิ้วของเธอสั่นเล็กน้อย“หนูเป็นโรควิตกกังวล”“ฉันถามถึงวันนั้นต่างหาก”เธอจ้องโต๊ะอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยว่า“ไม่ค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบ ฉันกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจเธอเอ่ยเสียงเบา“หนูแค่กลัว”“หลังจากพี่กลับมา พวก
เวินหมิงจูไม่ได้ร้องไห้เธอจ้องเอกสารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า“หนูเคยเอาสำเนาบัตรประชาชนของพี่ไปจริง”สีหน้าของแม่เปลี่ยนไป“เอาไปทำอะไร?”“ปีที่แล้วตอนทำประกันครอบครัว เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องใช้ข้อมูลของทุกคนในบ้าน”เธอหันมามองฉัน“หนูใช้เสร็จก็เอากลับไปวางไว้ที่เดิมเลย”เหตุผลฟังดูไม่มีปัญหาพี่ใหญ่ถามผู้จัดการฝ่ายการเงินว่า“ใครเป็นคนติดต่อบริษัทที่ปรึกษา?”ผู้จัดการฝ่ายการเงินเปิดดูบันทึก“ผู้ช่วยของคุณหนูหมิงจูครับ เสี่ยวโจว”เวินหมิงจูหยิบโทรศัพท์ออกมาทันที“เธอมาหาฉันตอนนี้เลย”ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสี่ยวโจวก็เดินเข้ามาในห้องประชุมพอเธอเห็นใบอนุมัติใบนั้น สีหน้าก็ซีดลงทันที“ฉันเป็นคนทำเองค่ะ”เวินหมิงจูลุกพรวดขึ้น“เสี่ยวโจว ทำไมเธอถึงใช้ชื่อพี่สาวฉัน?”เสี่ยวโจวก้มหน้า“ผู้จัดการเวินไม่ได้เป็นสมาชิกของมูลนิธิ”“แต่คุณหนูเวินบอกว่าสามารถเอาทรัพยากรของครอบครัวมาใช้ได้หมดเลย”“ฉันเลยคิดว่าจะยืมชื่อมาเดินบัญชีค่ะ”เวินหมิงจูส่ายหน้าทั้งที่ขอบตาแดง“ฉันไม่ได้ให้เธอปลอมลายเซ็น”“คุณบอกแค่ว่าอย่าให้บัญชีมาลงที่ชื่อคุณ”เสียงของเสี่ยวโจวไม่ได้ดังแต่ดังพ





