登入เพล้ง!
เสียงแจกันหยกขาวพระราชทานมูลค่าประเมินค่ามิได้แตกกระจายเกลื่อนพื้นหินอ่อน พร้อมร่างของชุ่ยเอ๋อร์ที่กลิ้งหลุนๆ ลงมานอนทับเศษหยกต่อหน้าต่อตารองเสนาบดีและขุนนางชั้นผู้ใหญ่
ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมทั่วโถงรับรองใหญ่ในพริบตา
เศษหยกขาวละเอียดกระเด็นเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้นหินอ่อน แสงแดดยามสายสาดส่องลงบนประกายหยกแหลกสลายราวกับหยาดน้ำตาแห่งหายนะ
รองเสนาบดีเซี่ยเจิ้งเหวินยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด จอกสุราในมือร่วงหล่นลงพื้นพรมเสียงดังตุบ
นั่นคือของพระราชทานชิ้นเอกที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่ตระกูลเซี่ยเมื่อคราวเลื่อนขั้นตำแหน่ง การทำลายของพระราชทานต่อหน้าธารกำนัลมีโทษสถานเดียวคือถอดยศและเนรเทศ
ฮูหยินเอกเยี่ยนหนานเฝยเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด ริมฝีปากที่ทาชาดสั่นระริกด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนกสุดขีด
คณะขุนนางกรมพิธีการนับสิบคนต่างพากันสูดหายใจลึก ถอยร่นไปด้านหลังด้วยความตกตะลึง
ชุ่ยเอ๋อร์ที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นหิน เลือดสดๆ ไหลรินออกจากฝ่ามือที่ถูกเศษหยกบาด นางสะลึมสะลือลืมตาขึ้นมา มองเห็นเศษแจกันหยกแหลกละเอียดอยู่ใต้แผงอก สติสัมปชัญญะของสาวใช้ต้นห้องพลันขาดผึง
ความกลัวตายแล่นพล่านเข้าสู่กระดูกดำ
นางรีบตะเกียกตะกายคลานเข่าเข้าไปกอดขาฮูหยินเอก น้ำหูน้ำตาไหลพรากเปรอะเปื้อนชายกระโปรงหรูหรา
“ฮูหยินเอกเจ้าขา ช่วยบ่าวด้วย บ่าวไม่ได้ตั้งใจทำแจกันแตกนะเจ้าคะ”
ชุ่ยเอ๋อร์ชี้นิ้วสั่นเทาตรงมายังมู่อวิ๋นที่ยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยมอยู่หน้าธรณีประตูโถงใหญ่
“เป็นนังหลี่มู่ตานเจ้าค่ะ บ่าวเห็นมันแอบย่องเข้ามาในโถงใหญ่ หวังจะขโมยแจกันหยกขาวพระราชทานไปขาย พอข้าเข้ามาห้าม มันก็ผลักข้าจนล้มไปชนแท่นแจกันแตกเจ้าค่ะ ฮูหยินเอกต้องให้ความเป็นธรรมแก่บ่าวนะเจ้าคะ นังมู่ตานมันจงใจทำลายเกียรติตระกูลเซี่ย สั่งโบยมันให้ตายเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ”
คำใส่ร้ายป้ายสีพ่นออกมาอย่างหน้าไม่อาย
ฮูหยินเอกเยี่ยนหนานเฝยที่กำลังหน้ามืดตามัวเพราะกลัวความผิดจะลามถึงตระกูลเซี่ย รีบคว้าข้ออ้างนี้ไว้ทันทีโดยไม่คิดจะไต่สวน
นางชี้หน้ามู่อวิ๋นด้วยแววตาอำมหิต กรีดเสียงตวาดลั่นโถง
“นังตัวกาลกิณี กล้าดีอย่างไรมาขโมยของพระราชทานในจวนข้า ทหาร นำไม้พายเหล็กมาหักขานังแพศยานี่เดี๋ยวนี้”
บ่าวชายร่างยักษ์สองคนเงื้อไม้พลองเหล็กเตรียมพุ่งเข้าใส่มู่อวิ๋น
ทว่าในจังหวะนั้นเอง หลี่มู่อวิ๋นก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทรุดกายลงคุกเข่าอย่างสง่างามไร้ความหวาดกลัวแม้แต่เสี้ยวเดียว
นางยกสองมือที่พันผ้าดิบสีขาวหนาเตอะชุ่มเลือดขึ้นเหนือศีรษะต่อหน้าคณะขุนนางกรมพิธีการ
“ฮูหยินเอกโปรดระงับโทสะ ใต้เท้าทุกท่านโปรดฟังคำชี้แจงของข้าสักประโยค”
น้ำเสียงของมู่อวิ๋นใสกังวานดุจระฆังเงิน สะกดทุกคนในโถงใหญ่ให้หยุดชะงัก
“ประการแรก ข้ายืนอยู่หน้าธรณีประตูด้านนอก ห่างจากแท่นแจกันหยกถึงสิบก้าว โดยมีท่านแม่ทัพเซี่ยเวยจี๋ที่ยืนตรวจเวรยามอยู่หน้าประตูเป็นพยานได้ว่า ข้ายังมิได้ก้าวเท้าล่วงล้ำเข้ามาในโถงใหญ่แม้แต่ครึ่งก้าว”
สายตาของขุนนางทุกคนหันขวับไปมองที่หน้าประตูทันที
ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะอ่อนสีดำสนิทของเซี่ยเวยจี๋ก้าวเข้ามา ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวกวาดมองทุกคนด้วยความเย็นชา ก่อนจะพยักหน้าสำทับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ
“ข้าเห็นชัดเจน นางยืนอยู่ข้างหลังข้าตลอดเวลา”
คำยืนยันจากปากผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนครดั่งหินผาทับร่างชุ่ยเอ๋อร์จนหน้าซีดเผือด
มู่อวิ๋นลดมือที่พันผ้าชุ่มเลือดลงเล็กน้อย เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจ
“ประการที่สอง เมื่อเช้านี้ ชุ่ยเอ๋อร์สั่งให้ข้าใช้มือเปล่าขัดพื้นน้ำเกลือรอบแท่นแจกันจนฝ่ามือทั้งสองข้างของข้าแตกเหวอะหวะ เลือดซึมเปื้อนผ้าหนาเตอะเช่นนี้ แม้แต่ถ้วยชายังยกไม่ไหว แล้วข้าจะมีเรี่ยวแรงที่ใดไปผลักสาวใช้ร่างกำยำอย่างชุ่ยเอ๋อร์ได้”
ขุนนางกรมพิธีการต่างพยักหน้าเห็นพ้อง ผ้าพันแผลที่หนาเตอะและรอยเลือดสดๆ ยืนยันว่ามือของนางไร้เรี่ยวแรงกระทำสิ่งใดได้จริง
แววตาของมู่อวิ๋นเปลี่ยนเป็นคมปลาบ ชี้ตรงไปยังท่อนแขนเสื้อของชุ่ยเอ๋อร์
“และประการสุดท้าย เหตุใดมือขวาของชุ่ยเอ๋อร์ที่เปื้อนผงฝุ่นก้นแจกัน จึงกำปิ่นทองคำฝังทับทิมของฮูหยินเอกที่ตกอยู่บนพื้นไว้แน่นเล่าเจ้าคะ”
ทุกคนก้มลงมองทันที
บนพื้นหินอ่อนข้างเศษหยกแตกละเอียด มีปิ่นทองคำฝังทับทิมระยิบระยับตกอยู่ และที่ท่อนแขนเสื้อของชุ่ยเอ๋อร์ยังมีคราบเขม่าดำก้นแจกันติดอยู่เต็มแขนเสื้อเพียงผู้เดียว
“นั่นมันปิ่นทองคำที่ข้าเพิ่งถอดไว้ในห้องนอนเมื่อเช้านี่” ฮูหยินเอกอุทานลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด
ชุ่ยเอ๋อร์เบิกตากว้าง ตัวสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ
หลักฐานมัดตัวแน่นหนาทุกทิศทาง ทั้งคราบเขม่าก้นแจกัน ทั้งของโจรที่ตกอยู่แทบเท้า และพยานบุคคลอันทรงอำนาจอย่างท่านแม่ทัพเวยจี๋
ขุนนางผู้ใหญ่แห่งกรมพิธีการก้าวออกมาข้างหน้า สบถด้วยความรังเกียจ
“รองเสนาบดีเซี่ย บ่าวรับใช้ในจวนของท่านไม่เพียงละโมบขโมยของมีค่าของเจ้านาย แต่ยังบังอาจปีนป่ายทำลายของพระราชทานจนแหลกสลาย แถมยังกล้าใส่ร้ายผู้อื่นต่อหน้าคณะทูตราชสำนัก เรื่องนี้ท่านจะจัดการอย่างไร”
เซี่ยเจิ้งเหวินสูดหายใจสะดุดกึก แววตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะฉีกร่างชุ่ยเอ๋อร์ออกเป็นชิ้นๆ
เซี่ยเจิ้งเหวินสูดหายใจสะดุดกึก เพลิงโทสะคุกรุ่นพร้อมจะฉีกร่างชุ่ยเอ๋อร์ออกเป็นชิ้นๆ
“คุกเข่าให้หลังตรงสิ เมื่อสามเดือนก่อน เจ้าก็เคยคุกเข่าตรงนี้จนสลบคาหิมะมาแล้วนี่นา ถ้ารอบนี้ทนไม่ไหว ก็จงกัดลิ้นตายตามแม่เจ้าไปเสียเถอะ”เสียงหัวเราะเย้ยหยันของแม่นมจางดังแว่วมาจากศาลาอุ่นริมลานหินยามราตรีดึกสงัด อุณหภูมิลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว ละอองหิมะโปรยปรายลงมาเกาะตามคิ้วและเส้นผมของมู่อวิ๋นที่กำลังคุกเข่าอยู่บนเกล็ดน้ำแข็งผสมเกลือเม็ดความเย็นยะเยือกเสียดแทงผ่านผืนผ้า ทว่าใต้สนับเข่าของมู่อวิ๋นกลับมี ‘แผ่นหนังกวางบุฝ้ายหนาพิเศษ’ ที่อาชิงแอบสอดไว้ให้ตั้งแต่ก่อนก้าวออกจากห้อง ความหนาวเหน็บจึงไม่อาจทำอันตรายต่อกระดูกข้อต่อของนางได้แม้แต่น้อยในศาลาอุ่น แม่นมจางนั่งจิบสุราอุ่นพลางแทะเนื้อย่างหอมกรุ่นอย่างสำราญใจ นางจงใจโยนเศษกระดูกไก่ลงบนพื้นหิมะตรงหน้ามู่อวิ๋นเพื่อเหยียดหยามเกียรติยศ“จำได้หรือไม่ คืนที่เจ้าถูกโบยจนหลังลายเมื่อสามเดือนก่อน ข้านี่แหละที่เป็นคนแอบเอาเกลือทะเลไปทาแผลเจ้าจนเน่าเฟะ เพื่อให้ท่านรองเสนาบดีรังเกียจจนไม่กล้าเฉียดกรายไปหาเจ้าที่ห้องเก็บฟืน คนอย่างพวกเจ้าตระกูลหลี่ เกิดมาก็เพื่อเป็นบัน
“นังตัวกาลกิณี พอเจ้าก้าวเท้าเข้าจวน หลานสาวข้าก็ต้องกลายเป็นคนพิการถูกขายเข้าซ่อง วันนี้ข้าในฐานะผู้คุมกฎเรือนหลังจะค้นห้องเจ้าให้เกลี้ยง ดูซิว่าซ่อนวิชาคุณไสยหรือของโจรอะไรไว้อีก”เสียงห้าวแหบตวาดก้องพร้อมแรงกระแทกประตูเรือนไผ่ร้างเปิดออกกว้างเช้าตรู่วันถัดมา ลมหนาวยังคงพัดหวีดหวิวผ่านแมกไม้ แม่นมจาง หญิงชราวัยห้าสิบเศษรูปร่างอ้วนท้วน ในมือถือไม้เรียวเหล็กคุมกฎเรือนหลัง เดินนำบ่าวหญิงร่างกำยำสี่คนบุกเข้ามาในห้องพักของมู่อวิ๋นอย่างอุกอาจแม่นมจางคือป้าแท้ๆ ของชุ่ยเอ๋อร์ และเป็นผู้กุมอำนาจคุมกฎระเบียบบ่าวไพร่ทั้งหมดในเรือนหลัง การที่หลานสาวคนโปรดถูกโบยจนพิการและขายทิ้ง ทำให้โทสะของนางลุกโชนดั่งไฟป่า นางมิเชื่อว่าหลานสาวจะพลาดท่าด้วยความบังเอิญ และปักใจเชื่อว่าต้องเป็นฝีมือแผนร้ายของมู่อวิ๋นอย่างแน่นอน“ค้นหีบผ้าของมันให้หมด ดูว่ามีสิ่งอัปมงคลซ่อนอยู่หรือไม่” แม่นมจางชี้นิ้วสั่งการอย่างบ้าคลั่งบ่าวหญิงกรูกันเข้ารื้อค้นข้าวของในห้องจนกระจุยกระจาย เสื้อผ้าเก่าๆ ถูกเหวี่ยงลงพื้นเหยียบย่ำ เตียงนอนและตั่งไม้ถูกรื้อค้นจนพังยับเยิ
“ฮูหยินเอก ช่วยบ่าวด้วย บ่าวทำตามคำสั่งฮูหยินมาตลอดนะเจ้าคะ... อ๊ากกกก!”เสียงไม้พลองหนาทึบฟาดลงบนแผ่นหลังของชุ่ยเอ๋อร์เต็มแรงจนกระดูกสันหลังลั่นกร๊อบ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นย้อมผืนหิมะหน้าลานเรือนจนแดงฉานลานหินอ่อนหน้าโถงรับรองใหญ่กลายเป็นลานประหารขนาดย่อมท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดหวีดหวิวเซี่ยเจิ้งเหวินที่หวาดกลัวจะถูกคณะขุนนางกรมพิธีการถวายฎีกาเอาผิดข้อหาไม่ดูแลของพระราชทาน สั่งลงทัณฑ์ชุ่ยเอ๋อร์ต่อหน้าแขกเหรื่อทันทีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจชุ่ยเอ๋อร์ถูกมัดขึงพืดไว้กับม้าไม้เนื้อแข็ง สองมือและสองเท้าถูกตรึงแน่น ร่างกายดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดทรมาน คราบเลือดซึมผ่านเสื้อผ้าฉีกขาดออกมาไม่ขาดสายความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทำให้สาวใช้ผู้ละโมบเริ่มสติแตก นางอ้าปากกรีดร้องโหยหวน หวังจะลากฮูหยินเอกลงนรกไปด้วยกัน“ฮูหยินเอกเจ้าขา บ่าวจงรักภักดีต่อท่านมาตลอด ตอนที่ท่านสั่งให้บ่าวเอาอาหารบูดให้นังมู่ตานกิน สั่งให้บ่าวเอาเกลือทาแผลมัน บ่าวก็ทำตามทุกอย่างนะเจ้าคะ ฮูหยินเอกช่วย...”“หุบปากนังบ่าวชั่ว เอาผ้าขี้ริ้วยัดปา
เพล้ง!เสียงแจกันหยกขาวพระราชทานมูลค่าประเมินค่ามิได้แตกกระจายเกลื่อนพื้นหินอ่อน พร้อมร่างของชุ่ยเอ๋อร์ที่กลิ้งหลุนๆ ลงมานอนทับเศษหยกต่อหน้าต่อตารองเสนาบดีและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมทั่วโถงรับรองใหญ่ในพริบตาเศษหยกขาวละเอียดกระเด็นเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้นหินอ่อน แสงแดดยามสายสาดส่องลงบนประกายหยกแหลกสลายราวกับหยาดน้ำตาแห่งหายนะรองเสนาบดีเซี่ยเจิ้งเหวินยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด จอกสุราในมือร่วงหล่นลงพื้นพรมเสียงดังตุบนั่นคือของพระราชทานชิ้นเอกที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่ตระกูลเซี่ยเมื่อคราวเลื่อนขั้นตำแหน่ง การทำลายของพระราชทานต่อหน้าธารกำนัลมีโทษสถานเดียวคือถอดยศและเนรเทศฮูหยินเอกเยี่ยนหนานเฝยเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด ริมฝีปากที่ทาชาดสั่นระริกด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนกสุดขีดคณะขุนนางกรมพิธีการนับสิบคนต่างพากันสูดหายใจลึก ถอยร่นไปด้านหลังด้วยความตกตะลึงชุ่ยเอ๋อร์ที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นหิน เลือดสดๆ ไหลรินออกจากฝ่ามือที่ถูกเศษหยกบาด นางสะลึมสะลือลืมตาขึ้นมา มองเห็นเศษแจกันหยกแหลกละเอียดอยู่ใต้แผงอก สติสัมปชัญญะของสาวใช้ต้นห้องพลันขาดผึงความก
“นังใบ้ชั้นต่ำ! กล้าดียังไงมายืนขวางทางข้า ในเมื่อเจ้านายเจ้ามือเจ็บใช้การไม่ได้ วันนี้ข้าจะเอาน้ำชาร้อนๆ ราดหน้านังใบ้นี่ให้เสียโฉมแทนก็แล้วกัน!”เสียงแหลมสูงตวาดก้องระเบียงทางเดินข้างโถงรับรองใหญ่เช้าวันตรวจเยี่ยมของคณะขุนนางกรมพิธีการ ลมหนาวพัดกรูเกรียวตามทางเดินไม้ แสงแดดสะท้อนหิมะขาวโพลนจนแสบตาชุ่ยเอ๋อร์ถือถาดกาน้ำชาทองเหลือง ควันสีขาวพวยพุ่งส่งกลิ่นไอร้อนจัด บนร่างสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวอย่างหยิ่งผยอง ทว่าในอกเสื้อกลับซ่อนปิ่นทองคำฝังทับทิมที่เพิ่งขโมยมาจากห้องฮูหยินเอกไว้แน่น หวังจะรวบรวมทรัพย์สินหนีไปพร้อมปิ่นมุกเก้าราตรีเบื้องหน้านางคือมู่อวิ๋นในชุดผ้าป่านสีขาวหม่น สองมือพันผ้าดิบหนาเตอะเปื้อนเลือด โดยมีอาชิงคอยประคองเดินผ่านระเบียงชุ่ยเอ๋อร์ก้าวขวางทางเดิน ยกมือซ้ายฟาดเข้าใส่ใบหน้าของอาชิงอย่างแรงเพียะ!ร่างสาวใช้ใบ้เซถลาล้มลงกระแทกพื้นระเบียงไม้มู่อวิ๋นขบกรามแน่น สองมือที่พันผ้าแผลแสร้งสั่นระริกไร้เรี่ยวแรง “พี่ชุ่ยเอ๋อร์ อาชิงเพียงประคองข้าไปเอายาต้ม เหตุใดต้องลงไม้ลงมือด้วย”“ข้าจะตบมันแล้วจะทำไม!” ชุ่ยเอ๋อร์เหยียดยิ้มอำมหิต ยกกาต้มน้ำชาเดือดพล่านขึ้นเหนือศีรษะขอ
“เอามือเปล่าของเจ้าขัดพื้นหินหน้าโถงใหญ่ให้สะอาดทุกตารางนิ้ว! หากยังมีฝุ่นติดอยู่แม้แต่นิดเดียว ข้าจะเอาเข็มเย็บผ้าทิ่มเล็บเจ้าให้ครบสิบนิ้ว!”เสียงตวาดแหลมสูงดังลั่นโถงรับรองใหญ่ของจวนรองเสนาบดีกรมพิธีการเช้าตรู่ ลมหนาวพัดกรรโชก แสงแดดสลัวสาดส่องผิวกระเบื้องหินอ่อนเย็นเยียบชุ่ยเอ๋อร์ยืนกอดอกเชิดหน้ากลางโถง ในมือถือแส้หวาย สวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวของมู่ตานอย่างหยิ่งผยองด้านหน้านางคือหลี่มู่อวิ๋นในชุดผ้าป่านสีขาวหม่น คุกเข่าบนพื้นหินเย็นจัดจนหัวเข่าชาดิก“ฮูหยินเอกสั่งไว้ พรุ่งนี้จะมีคณะขุนนางมาตรวจเยี่ยม งานขัดพื้นต้อนรับแขกจึงเป็นหน้าที่ของเจ้า!”ชุ่ยเอ๋อร์เหยียดยิ้มร้าย ยกเท้าเตะถังไม้ใบเขื่องที่บ่าวชายเพิ่งยกเข้ามาซ่า!น้ำผสมเกลือทะเลเย็นจัดไหลทะลักนองพื้นหินอ่อนรอบแท่นวางแจกันหยกพระราชทานความเย็นยะเยือกของน้ำเกลือซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่หัวเข่ามู่อวิ๋น ความเจ็บแปลบแล่นปราดเข้ากระดูก“ห้ามใช้ผ้าขี้ริ้ว! จงใช้สองมือเปล่าๆ ถูพื้นหินนี่ให้เงาวับ ขัดวนรอบแท่นแจกันหยกสิบรอบ หากมีรอยคราบแม้แต่น้อย ข้าจะกรีดหลังมือเจ้าให้เลือดอาบ!”ชุ่ยเอ๋อร์สั่งเสียงเหี้ยม นางจงใจบังคับให้มู่อวิ๋นมา







