Beranda / รักโบราณ / หงส์สองชาติ / ผู้ขัดขวางแผนการ

Share

ผู้ขัดขวางแผนการ

last update Tanggal publikasi: 2026-03-14 09:42:33

ตำหนักรัชทายาท

แม้แสงแดดจะอ่อนลงในยามเย็นแต่ภายในกลับเต็มไปด้วยพลังโทสะรุนแรง

เสียงข้าวของล้มแตกกระจายดังสะท้อนทั่วห้องโถง

เพล้ง!

รัชทายาทหลี่เจิ้นเฉิง ปัดถ้วยชาและหนังสือราชการตกพื้นดั่งของไร้ค่า ใบหน้าเคร่งเครียด ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความอับอายและโกรธแค้น

ขันทีประจำตำหนักค้อมกายต่ำเรียงรายไม่กล้าหายใจแรงสักนิด

"เจ้าว่าอย่างไรนะ สตรีที่บิดาข้าเพิ่งส่งคนไปดูตัว กลับออกนอกจวนเพียงลำพัง แล้ว…มากับบุรุษแปลกหน้าอย่างนั้นหรือ"

เสียงของหลี่เจิ้นเฉิงขุ่นข้นดั่งมีควันลอยออกมา

ขันทีได้ยิน เอ่ยตอบตัวสั่น

"พะยะค่ะ ข่าวเล็ดลอดออกมาจากตลาดเมืองหลวง ผู้คนเริ่มซุบซิบกันพะยะค่ะ"

รัชทายาทกัดฟันกรอด

"มันกล้าดีอย่างไร! ตระกูลแม่ทัพไป๋เป็นถึงเสาหลักของแผ่นดิน ยังปล่อยให้บุตรสาวทำตัวต่ำช้าเช่นนี้!"

คำว่าต่ำช้าไม่ใช่เพียงความสงสัย หากเป็นความอับอายที่ขยายออกจากแผนการบางอย่างที่เขาถืออยู่

สาเหตุเพราะหลี่เจิ้นเฉิงมีแผนการจะรวบอำนาจของตระกูลไป๋ไว้ในมือ การแต่งงานครั้งนี้คือก้าวแรกที่สำคัญ แต่ข่าวลือนี้กลับทำให้เขาเสียหน้ายิ่งกว่าถูกตบหน้ากลางท้องพระโรง

ความร้อนรุ่มในอกยังไม่ทันสงบ เสียงรองเท้าปักประณีตก็ดังขึ้นด้านหน้า

หลางกุ้ยเฟยกล่าวเสียงนุ่ม

"เฉิงเอ๋อร์ พอก่อนเถิด ลูกโมโหเช่นนี้มีแต่จะเป็นผลเสีย"

ขันทีรีบเบิกทางเมื่อหลางกุ้ยเฟยก้าวเข้ามา นางแม้มิใช่มารดาแท้ ๆ แต่หลี่เจิ้นเฉิงเติบโตในความดูแลของนางตั้งแต่เยาว์วัย เขาเคารพนางเช่นมารดา และกุ้ยเฟยเองก็รักเขา เพราะเขาคือกุญแจสู่อำนาจในวังหลังของนาง

ทันทีที่นางเห็นสภาพห้องโถง นางเพียงยิ้มบาง ไม่ตำหนิแม้สักคำ

"ข่าวฉาวเช่นนี้ ใครจะไม่เดือดดาลเล่า แม่ เอ่อ หม่อมฉันเข้าใจดีนัก"

นางเปลี่ยนคำแทนตัวเพียงชั่วพริบตาแต่หลี่เจิ้นเฉิงก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะความคุกรุ่นในอกบดบังทุกอย่าง

หลี่เจิ้นเฉิงถามเสียงต่ำ

"ท่านแม่ ข่าวนี้เชื่อถือได้หรือไม่ คนตระกูลไป๋ตั้งใจทำให้ข้าเสียหน้าใช่หรือไม่"

หลางกุ้ยเฟยค่อย ๆ เดินเข้าใกล้ ยื่นผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกไม้ให้ แววตาอ่อนโยนแต่ลึกลงไปซ่อนประกายคมกล้า

"ข่าวลือบางส่วนย่อมมีคนขยาย แต่มิใช่เรื่องที่ไร้เค้าความ หญิงสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี หากมิใช่นิสัยเคยชินออกไปข้างนอกตั้งแต่ต้น จะกล้าออกนอกจวนลำพังได้อย่างไร"

คำพูดคล้ายเตือน แต่แฝงความหมายชัดเจนว่าตระกูลไป๋ไม่เหมาะกับเจ้า

หลี่เจิ้นเฉิงขมวดคิ้ว

"ท่านกำลังบอกว่าตระกูลไป๋ไร้กฎระเบียบหรือ"

หลางกุ้ยเฟยยิ้มละมุน

"หม่อมฉันไหนเลยกล้ากล่าวเช่นนั้นเพคะ เพียงแต่ตระกูลแม่ทัพ ย่อมถือศักดิ์ศรีเหนือสิ่งอื่นใด สตรีตระกูลเช่นนี้ บางทีก็ยากจะควบคุมได้"

ในน้ำเสียงของนาง ไม่มีความจงใจกล่าวร้ายจนโจ่งแจ้ง แต่กลับเป็นการผลักให้หลี่เจิ้นเฉิงคิดต่อเอง

และแน่นอนเขาคิดต่อทันที หลี่เจิ้นเฉิงดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมาในบัดดล

"พวกมันดูถูกข้า!"

หลางกุ้ยเฟยเอื้อมมือแตะหลังมือเขาเบา ๆ

"อย่าเพิ่งด่วนสรุปเพคะ บางทีสตรีผู้นั้นอาจไม่คู่ควรจริง ๆ ฝ่าบาทเองยังทรงกริ้วที่เรื่องนี้ไม่ชัดเจน

หากพวกนั้นตั้งใจปิดบังหรือบิดเบือนความจริงวันหน้าคงเป็นภัยต่อองค์ชายได้"

คำว่าเป็นภัยฟังดูเหมือนเตือนสติ แต่แท้จริงคือการวางแผน หลางกุ้ยเฟยไม่รู้แผนการใหญ่ภายในใจของเขา แต่ความไม่พอใจตระกูลไป๋นั้นมีอยู่เดิม เพราะตระกูลไป๋เคยขัดขวางการขอพระราชทานตำแหน่งฮองเฮาของนางเมื่อปีก่อน

นางจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้ผ่านไปเฉย ๆ

หลี่เจิ้นเฉิงขบกราม ใบหน้าเคร่งเครียด

"ไม่ว่านางผิดจริงหรือไม่ ข้าจะไม่ปล่อยให้ข่าวนี้ทำให้ข้าดูเหมือนผู้อาภัพไร้คนยำเกรง"

หลางกุ้ยเฟยลอบยิ้มอย่างพอใจ แต่ภายนอกยังทำเสียงอ่อนโยนเช่นมารดาปลอบบุตร

"อย่าได้กังวลเลยเพคะ หากนางไร้มลทินจริง วันหน้าจะพิสูจน์ตนเองได้ แต่หากมิใช่ ก็เป็นเพียงโชคชะตาพาออกไปจากวังหลังเท่านั้น"

หลี่เจิ้นเฉิงกำมือแน่น

"ข้าต้องการให้เรื่องนี้ชัดเจน จะไม่ให้ใครมาดูถูกหรือขวางทางข้าได้"

หลางกุ้ยเฟยลูบไหล่เขาเบา ๆ

"เช่นนั้นรอผลจากฝ่าบาทเถิดเพคะ หากพบสิ่งผิดปกติ หม่อมฉันจะยืนเคียงข้างองค์ชายเสมอ"

แต่สิ่งที่นางคิดในใจกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ถ้าตระกูลไป๋ทำให้หลี่เจิ้นเฉิงเสียหน้าแม้เพียงนิดเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องมีตระกูลนี้ในฐานะพันธมิตรของวังหลวงอีก

เสียงหายใจหนัก ๆ ของรัชทายาทยังคงดังสะท้อนในตำหนัก ไฟโทสะเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นรุนแรง และเมื่อหลางกุ้ยเฟยก้าวเดินออกมา แววตาของนางเย็นลึกยิ่งกว่าเดิม

หลังเหตุการณ์บุตรสาวออกนอกจวนกับชายแปลกหน้าได้นำไปกราบทูลต่อเบื้องบน จวนแม่ทัพไป๋ก็ถูกสายตาหลายคู่จับจ้องทันที

แม่ทัพไป๋หงเทียนผู้เคร่งขรึม เดินวนอยู่ในห้องทำงาน ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล เขาได้รับรายงานจากคณะในวังว่าฮ่องเต้ทรงไม่พอพระทัย เพราะข่าวนี้ลุกลามรวดเร็วยิ่งนัก

เขากำกระดาษรายงานแน่น

"เรื่องเพียงเท่านี้ถึงกับกระทบการเมืองในวังหลวง หงเหยียน เจ้ามิเคยสร้างเรื่องเลยสักครั้ง เหตุใดเพียงออกไปคราเดียวถึงกลับกลายเป็นเช่นนี้"

ไป๋ฮูหยินที่เพิ่งยกน้ำชาเข้ามาวางตรงหน้าสีหน้ากังวลไม่น้อยไปกว่ากัน

"ท่านพี่ ข่าวลืออาจแรงเกินจริง ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งสิ่งใดหรือไม่"

ไป๋หงเทียนส่ายหน้า

"เบื้องบนยังไม่ชัดเจน แต่สีพระพักตร์เมื่อได้ยินรายงาน คงไม่ดีนัก"

ไป๋ฮูหยินถอนหายใจยาว

"หวังเพียงว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบการเลือกหมั้นหมายขององค์รัชทายาท"

แม่ทัพนิ่งไป ไม่อยากฝืนใจภรรยา

แต่ลึก ๆ นั้น เขาไม่หวังให้นางได้เข้าไปอยู่ในวังตั้งแต่แรก เพียงแต่ตำแหน่งนี้สำคัญต่อราชวงศ์และอนาคตของตระกูล เขาจึงไม่อาจปฏิเสธได้

ตอนนี้เรื่องกลับตาลปัตร การบิดเบือนว่าไป๋หงเหยียนมีสัมพันธ์กับบุรุษอื่น ทำให้จวนแม่ทัพเหมือนถูกผลักเข้าสู่ศูนย์กลางของการสอดส่องทันที

ข่าวเหตุการณ์รู้ถึงพระเนตรพระกรรณแพร่กระจาย ความขุ่นเคืองของฮ่องเต้ค่อยจางลงเมื่อได้ฟังรายงานว่าบุรุษผู้นั้นคือใคร

ขันทีคุกเข่าทูลด้วยน้ำเสียงรอบคอบ

"ฝ่าบาทพะยะค่ะ บุรุษผู้นั้นคือ ซื่อจื่อจากจวนกั๋วกง อวี้เหวินหลง หลานแท้ ๆ ของพระองค์พะยะค่ะ เพิ่งกลับจากชายแดนหลังเสร็จศึก"

ฮ่องเต้สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อนี้

"หลงเอ๋อร์หรือ? เหตุใดจึงมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้"

หลังจากนั้นไม่นาน อวี้เหวินหลงถูกเรียกเข้าพบ เมื่อมาถึงเขาก้มคารวะอย่างสงบนิ่ง

"หลานมาเฝ้าฝ่าบาทพ่ะยะค่ะ"

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรหลานชายผู้ซึ่งไว้วางใจที่สุด เพราะเป็นสายเลือดแท้จริงของราชวงศ์และความสัตย์ซื่อที่พิสูจน์จากชายแดนหลายครั้ง

"เจ้าช่วยคุณหนูไป๋จริงหรือ"

เขาตอบเสียงหนักแน่น

"พะยะค่ะ ม้าของพ่อค้าเกิดตกใจวิ่งสะเปะสะปะ พุ่งเข้าใส่เกือบชนนาง กระหม่อมจึงคว้าตัวไว้เพียงเพื่อช่วยชีวิต ไม่มีสิ่งใดมากกว่านั้นพ่ะย่ะค่ะ"

ฮ่องเต้ฟังจนจบ ถอนพระทัยคลายกังวล

"ข้ารู้ เจ้าย่อมไม่ทำเรื่องเสื่อมเสีย เพียงแต่ ข่าวลือครั้งนี้ดันเกี่ยวพันกับการจัดหาคู่หมายของรัชทายาท"

อวี้เหวินหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย

"หลานมิได้ตั้งใจทำให้เกิดความวุ่นวายพ่ะย่ะค่ะ"

ฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์

"ข้าเข้าใจ แต่ครั้งนี้ต้องชะลอการหมั้นหมายไปก่อน มิใช่โทษเจ้า เพียงสถานการณ์ยังไม่ควรเร่งตัดสิน"

อวี้เหวินหลงประสานมือคารวะ ไม่คัดค้านเพราะรู้ดีว่าพระองค์ประสงค์จะปกป้องทั้งหลานแท้ ๆ และตระกูลแม่ทัพไม่ให้แตกหักกับวังหลวง

"ขอทรงโปรดอภัย หากกระหม่อมทำให้พระองค์ลำบากพระทัย"

ฮ่องเต้พระสรวลเบา ๆ

"เจ้าไม่ผิดสักนิด จงทำใจให้สบายเถิดหลงเอ๋อร์"

เมื่อรัชทายาทหลี่เจิ้นเฉิงทราบว่าบุรุษที่ช่วยไป๋หงเหยียนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น อวี้เหวินหลง หลานแท้ ๆ ของฮ่องเต้ พระองค์ไม่เพียงไม่ลงโทษ แต่ยังเข้าใจ และปกป้อง

เทียบกับเขาที่พระองค์ชะลอการเลือกคู่เพื่อหมั้นหมาย ไฟแค้นพุ่งขึ้นทันที

หลี่เจิ้นเฉิงปัดถ้วยชาร่วงจากโต๊ะอีกครั้ง

"อวี้เหวินหลง! ไอ้คนไร้ยางอาย! กลับจากชายแดนก็ไม่รู้จักอยู่อย่างสงบ มายุ่งเรื่องของข้าทำไม"

ขันทีรอบข้างก้มหน้าจนแทบติดพื้น ไม่มีใครกล้ากระซิบแม้แต่คำเดียว

หลี่เจิ้นเฉิงกัดฟันพูด

"แผนการที่วางไว้แทบทั้งหมด พังเพราะเขาคนเดียว"

เขาไม่รู้ว่าอวี้เหวินหลงไม่เกี่ยวข้องเลย ความจริงที่ว่าทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุยิ่งทำให้เขาเดือดดาลหนักกว่าเดิม เพราะคนที่ขัดขวางแผนการช่างดูไร้เดียงสาเกินไป

"คอยดู ต่อให้เจ้าเป็นหลานของเสด็จพ่อ ข้าก็ไม่มีวันยอมให้เจ้ามาขวางทางข้าอีก"

คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย ดวงตาแดงฉานราวกับมังกรที่ถูกหักเกล็ด

แผนการระดับรากฐานที่เขาหวังจะใช้ตระกูลไป๋เป็นบันไดสู่บัลลังก์ เริ่มสั่นคลอนตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น และชื่อของอวี้เหวินหลงก็กลายเป็นหนามแรกที่ทิ่มตำหัวใจรัชทายาทเข้าเต็ม ๆ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หงส์สองชาติ   ตอนจบ

    หลังจากเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน พระอาการของฮ่องเต้ดูเหมือนดีขึ้นแล้วกลับทรุดลงอย่างกะทันหัน แม้หมอหลวงและอาจารย์เซียวเหอจะช่วยกันรักษาเต็มกำลัง แต่พระวรกายที่ผ่านมา ความเครียดและพิษที่ยังตกค้าง ก็เหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมแรงพัดซ้ำ ๆ คืนนี้พระราชฐานใหญ่เงียบสงัด เทียนวางเรียงรายส่องแสงสลัว เหล่าขุนนางคุกเข่ารอรับพระราชกระแสสุดท้าย ไม่นานนัก ขันทีหลวงก็ร้องประกาศทั้งน้ำตา "ฝ่าบาทเสด็จสวรรคตแล้ว" เสียงร่ำไห้ระงมสะเทือนทั่ววังหลวง เหล่าขุนนางต่างคุกเข่าก้มศีรษะแนบพื้น เป็นวันที่เหมือนแผ่นฟ้าทั้งผืนสิ้นแรงค้ำจุนแผ่นดิน ผ่านไปเจ็ดวันหลังจัดพิธีพระบรมศพ อวี้เหวินหลงได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นฮ่องเต้ตามพระประสงค์เดิมของฮ่องเต้ เช้าตรู่วันจัดพิธี เหล่าขุนนางเรียงแถวคุกเข่าแน่นท้องพระโรง ฮ่องเต้องค์ใหม่ในชุดลายมังกรก้าวขึ้นบัลลังก์สูง น้ำเสียงทรงอำนาจทว่าแฝงความโศกเศร้าเอ่ยขึ้น "ข้าจะรักษาแผ่นดินนี้สืบทอดแทนอดีตฮ่องเต้ พร้อมจะกำจัดสิ่งอัปมงคล และจะไม่ให้ผู้ใดต้องทนทุกข์เพราะคนชั่วอีก" เสียงตอบรับดังสนั่น ทั่วทั้งวังหลวงเหมือนฟื้นพลังชีวิตใหม่อีกครั้ง ในคืนเดียว พระราชโองกา

  • หงส์สองชาติ   ฮ่องเต้ประชวรหนัก

    หลี่เจิ้นเฉิงรับโทษประหารชีวิตโทษฐานก่อกบฏ หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็มีอาการประชวรอีกครั้ง "เสด็จพ่อ เหตุใดอาการทรุดลงเช่นนี้เพคะ" องค์หญิงใหญ่นั่งลงข้างพระวรกายที่อ่อนแรง "ครั้งนี้พ่ออาจไม่รอด รู้สึกว่าภายในเริ่มถดถอย" องค์หญิงใหญ่น้ำตานองหน้า นางไม่อาจอดทนได้เมื่อเห็นพระพักตร์อิดโรย "ไม่เพคะ ท่านต้องอยู่กับลูก เหยียนซื่อ ส่งจดหมายไปตามอาจารย์มาที่นี่โดยด่วน" นางสั่งนางกำนัลคนสนิท เหยียนซื่อเร่งออกไปทำตามคำสั่งทันที "ทรงพักผ่อนให้มาก ๆ เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่" ไม่นานฮ่องเต้ก็เข้าสู่ห้วงบรรทม องค์หญิงใหญ่จึงออกไปต้มยาและทำอาหารบำรุงด้วยตนเอง จวนเจ้ากรมขุนนาง สวีเยว่ชิงนั่งทอดอาลัยอยู่ในห้อง ดวงตาแดงช้ำ ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาไม่จางหายตั้งแต่วันที่หลี่เจิ้นเฉิงถูกประหารชีวิต สวีฮูหยินเห็นบุตรสาวโศกเศร้าก็เข้ามาปลอบโยน พลางกอดนางเอาไว้แน่น "ทำใจเสียเถิด" ไม่ว่านางจะพูดสิ่งใด บุตรสาวก็เหมือนคนไม่รับรู้ ในยามนี้สายตาของสวีเยว่ชิงเพียงเหม่อลอยอย่างคนที่สูญสิ้นทุกอย่างในชีวิตแล้ว ไป๋หงเทียนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนในครอบครัวฟัง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่างออกไปจากชาติก่อนมากมายนัก "ท่าน

  • หงส์สองชาติ   รับโทษสูงสุด

    อาการประชวรของฮ่องเต้ดีขึ้นตามลำดับ สามารถว่าราชกิจได้ พระองค์เรียกอวี้เหวินหลงเข้าเฝ้าเรื่องงานของบ้านเมืองเป็นคนแรก "ทราบว่าฝ่าบาททรงหายดีแล้วกระหม่อมก็สบายใจพะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้อยู่ในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ สังเกตท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไปจึงตรัสถามขึ้น "หลงเอ๋อร์ ระหว่างที่ข้าป่วยมีเรื่องใดเกิดขึ้น" เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ หากจะทูลตามความจริงก็เกรงจะกระทบกับสุขภาพของฝ่าบาท "กระหม่อมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะนักพะย่ะค่ะ" "มีสิ่งใดไม่เหมาะกัน ข้ามิได้ติดเตียงแล้วและมิได้จิตใจอ่อนแอจนรับฟังเรื่องใหญ่มิได้" อวี้เหวินหลงเงียบลงก่อนตัดสินใจทูลความจริง "เรื่องเสบียงแม่ทัพไป๋ได้ถูกขายให้กับต่างแคว้นแล้วพะย่ะค่ะ ส่วนตราประทับปลอม..." ฮ่องเต้หรี่พระเนตรแคบลง "พูดต่อ!" อวี้เหวินหลงจึงเอาหลักฐานที่นำมาด้วยส่งให้ฮ่องเต้ดู "เป็นรัชทายาทบงการทั้งหมดพะย่ะค่ะ" หลักฐานแน่นหนาหลายชิ้นบ่งบอกว่าหลี่เจิ้นเฉิงคงดิ้นไม่หลุด ถึงฮ่องเต้ไม่อยากเชื่อแต่พระองค์ก็ปฏิเสธไม่ได้ "เป็นไปได้อย่างไรกัน" "อีกเรื่อง..." ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้น จับจ้องไปที่อวี้เหวินหลง "หลางกุ้ยเฟยตอนนี้ถูกขังในคุกหลวงโทษฐานวางยาฝ่าบ

  • หงส์สองชาติ   แผนผิดพลาด

    หลังจากพระอาการของฮ่องเต้ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ก็ถึงเวลาที่อาจารย์เซียวเหอต้องลากลับ "หากท่านอาจารย์ขาดเหลือสิ่งใดหรือต้องการมาอยู่ในเมืองหลวงให้บอกข้าทันที" ฮ่องเต้ตรัสอย่างขอบคุณที่อาจารย์ไม่เคยทอดทิ้งพระองค์ เซียวเหอโค้งกายคารวะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ฮ่องเต้ก็ไม่เคยลืมเขาเช่นกัน "เป็นพระเมตตาพะย่ะค่ะ กระหม่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก" หลังจากทูลลาอาจารย์ก็ออกจากตำหนักเตรียมเดินทางกลับโดยมีองค์หญิงใหญ่ให้เหยียนซื่อไปส่งขึ้นรถม้าของวังหลวง และส่งทหารอารักขาจนถึงที่หมาย การเดินทางไปหมู่บ้านหุบเขาค่อนข้างยากลำบากเขาจึงให้รถม้าส่งถึงเขตชายแดนก็พอ "เส้นทางคดเคี้ยวต้องใช้การเดินเท้าเท่านั้น ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาส่ง" ถึงองครักษ์จะไม่ยินยอมแต่อาจารย์เซียวเหอก็ไม่สามารถให้ไปด้วยได้ หากมิใช่คนในพื้นที่ก็อาจหลงทางได้ "ขอให้อาจารย์ดูแลตัวเองด้วยขอรับ" ทั้งหมดร่ำลากันและอาจารย์ก็เดินเท้าต่อไปอีกราวสองชั่วยามก็ถึง ระหว่างทางเป็นป่าค่อนข้างหนาทึบ เส้นทางคดเคี้ยวขรุขระ ผู้คนไม่ค่อยสัญจรทางนี้ แต่หากอยากไปถึงจุดหมายโดยเร็วนี่เป็นทางลัดที่ดีที่สุด เบื้องหน้าเซียวเหอเห็นบางอย่างจึงเร่งฝ

  • หงส์สองชาติ   ไป๋หงเซียนถูกเรียกตัว

    ตั้งแต่วันที่บุกเข้าตำหนักองค์หญิงใหญ่และหลางกุ้ยเฟยถูกจับขัง ไป๋หงเหยียนก็ไม่ได้ข่าวคราวใดอีกแม้แต่ข่าวจากอวี้เหวินหลง ไม่รู้เลยว่าเขาจัดการอย่างไร มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว แม้แต่งานศพของเสี่ยวซินนางก็ไม่ได้ไปร่วมงานเพราะไม่สบายหนักในช่วงที่ผ่านมา ไป๋หงเหยียนจึงเดินทางไปคารวะหลุมศพของสหายรักพร้อมกับสาวรับใช้และทหารอารักขาเพียงหนึ่งคน นางเดินทางเงียบ ๆ เพราะต้องการสงบจิตใจ ครั้งหนึ่งในชาติก่อนเสี่ยวซินเคยสละชีวิตเพื่อช่วยนางตอนไปดักพบนางเพื่อส่งข่าวสำคัญตอนตระกูลไป๋กำลังจะถูกสังหาร ไม่นึกว่าชาตินี้เสี่ยวซิงก็ตายเพราะนางอีกครั้ง ไป๋หงเหยียนเดินทางมาถึง นางไปที่สุสานยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็นั่งลงข้าง ๆ หลุมศพ "เสี่ยวซิน...ข้า...ขอโทษ...เจ้าต้องเสี่ยงชีวิตเพราะข้า" นางร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน หากวิงวอนต่อสวรรค์ได้นางอยากจะขอชีวิตของเสี่ยวซินคืนมา สาวรับใช้และคนดูแลสุสานเดินเข้ามาต่างก็ปลอบใจไป๋หงเหยียน "คุณหนูหวงคงรับรู้แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูทำใจเถิด หาไม่วิญญาณของนางจะเป็นห่วงได้" "ใช่เจ้าค่ะ คนตายไปสบายแล้ว มีเพียงคนที่มีชีวิตอยู่อย่างพวกเราที่ต้องรับชะตากรรมต่อไป" นางไม่ไ

  • หงส์สองชาติ   อาจารย์เซียวเหอ

    วันรุ่งขึ้น ภายในตำหนักใหญ่ เสียงฝีเท้าทหารยามเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ภายในตำหนักผู้คนต่างกังวลราวกับทุกลมหายใจคือความตาย เหยียนซื่อสวมชุดนางกำนัลที่เรียบง่าย แต่สายตาแน่นิ่งยืนรออยู่ที่ห้องโถงขนาดเล็ก "ท่านอาจารย์ ข้านำทางให้เจ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เมื่อสอบถามจากนางกำนัลด้วยกันได้ความว่าองค์หญิงใหญ่อยู่ที่ห้องบรรทมของฮ่องเต้ "เหยียนซื่อ เจ้าไปไหนมา แล้วผู้อาวุโสท่านนี้คือใคร" นางกำนัลถามอย่างใคร่รู้ เหยียนซื่อไม่ตอบเพียงบอกสั้น ๆ ว่ามีเรื่องด่วนต้องจัดการแล้วพาอาจารย์ไปยังจุดหมายโดยเร็ว จนกระทั่งถึงประตูตำหนักใหญ่ ปรากฏร่างชายผู้หนึ่ง สูงโปร่ง สวมชุดยาวสีเข้ม ใบหน้าเรียบสง่า ดวงตาฉายความรอบรู้และหนักแน่น เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปในห้อง เสียงฝีเท้าของคนเฝ้าและทหารค่อย ๆ เงียบลง ความเงียบสงัดคล้ายปกคลุมไปทั้งห้อง "เหยียนซื่อ" องค์หญิงใหญ่ทั้งดีใจและโล่งใจที่นางกำนัลคนสนิทกลับมาอย่างปลอดภัย เหยียนซื่อคารวะนางและหันมาทางอาจารย์เซียวเหอ "นี่ท่านอาจารย์ของหม่อมฉันเพคะ ท่านอาจารย์เมตตาเดินทางมารักษาฝ่าบาทด้วยตนเอง ซึ่งน้อยคนนักที่อาจารย์จะเดินทางมาดูด้วยตัวเอง" อง

  • หงส์สองชาติ   เรื่องวุ่นวาย

    นางทำท่าทางยกจอกเชิญชวนสวีเยว่ชิงให้ดื่มด้วยกัน สวีเยว่ชิงยิ้มหวาน หลี่เจิ้นเฉิงจึงหันไปสั่งนางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ "เอาสุราให้คุณหนูสวี" จากนั้นนางกำนัลจึงหยิบจอกสุราที่อยู่ด้านหลังไป๋หงเหยียนเพียงหนึ่งจอกยื่นให้สวีเยว่ชิง ทั้งสามจึงร่วมดื่มด้วยกัน ไป๋หงเหยียนค้อมศีรษะ ขณะยื่นจอกเปล่าขึ้นม

  • หงส์สองชาติ   งานเลี้ยงต้อนรับ

    รุ่งเช้าของวันงานเลี้ยงต้อนรับขุนนางใหม่ ในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดก่อนออกไป เพราะต้องจัดของขวัญและการจัดการที่เคร่งครัด ไป๋หงเหยียนนั่งอยู่หน้ากระจกโดยมีบ่าวรับใช้กำลังเกล้าผมให้หลังจากแต่งหน้าและแต่งตัวเสร็จ ชั่วครู่ไป๋ฮูหยินเดินเข้ามาเร่งบุตรสาว "เสร็จรึยัง เหยียนเอ๋อร์ อย่าปล่

  • หงส์สองชาติ   เตรียมตัวไปงานเลี้ยง

    หลังจากเดินออกจากบุตรสาวเจ้ากรมขุนนางไปเพียงไม่นาน ไป๋หงเหยียนก็เดินมุ่งตรงไปยังลานจอดรถม้า ทว่าความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา นางหยุดฝีเท้าหยุดกลางลาน เงียบครู่หนึ่งก่อนหันกลับมา ตัดสินใจเดินย้อนกลับไปรออีกฝ่ายอย่างสง่างาม สวีเยว่ชิงออกจากตำหนักองค์หญิงใหญ่อย่างอารมณ์ดี วันนี้เป็นวันของนางจริง ๆ มีแต่เร

  • หงส์สองชาติ   รอฟังข่าวดี

    หลังจากที่ไป๋หงเหยียนขอตัวจากอวี้เหวินหลงและเดินออกจากสำนักตรวจการ ใจหนึ่งยังรู้สึกโล่งเพราะรอดพ้นคดีสอบสวน อีกใจหนึ่งก็ระแวงเขาแปลก ๆ "เขาเป็นห่วงข้าจริง ๆ หรือมีบางอย่างแอบแฝง" เพราะความรู้สึกนี้เป็นเหตุให้นางปฏิเสธให้เขาไปส่งที่ลานจอดรถม้า แม้เขาจะบอกว่าอยากมั่นใจในความปลอดภัย แต่พอนางแจ้งว่าน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status