Masukตำหนักรัชทายาท
แม้แสงแดดจะอ่อนลงในยามเย็นแต่ภายในกลับเต็มไปด้วยพลังโทสะรุนแรง เสียงข้าวของล้มแตกกระจายดังสะท้อนทั่วห้องโถง เพล้ง! รัชทายาทหลี่เจิ้นเฉิง ปัดถ้วยชาและหนังสือราชการตกพื้นดั่งของไร้ค่า ใบหน้าเคร่งเครียด ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความอับอายและโกรธแค้น ขันทีประจำตำหนักค้อมกายต่ำเรียงรายไม่กล้าหายใจแรงสักนิด "เจ้าว่าอย่างไรนะ สตรีที่บิดาข้าเพิ่งส่งคนไปดูตัว กลับออกนอกจวนเพียงลำพัง แล้ว…มากับบุรุษแปลกหน้าอย่างนั้นหรือ" เสียงของหลี่เจิ้นเฉิงขุ่นข้นดั่งมีควันลอยออกมา ขันทีได้ยิน เอ่ยตอบตัวสั่น "พะยะค่ะ ข่าวเล็ดลอดออกมาจากตลาดเมืองหลวง ผู้คนเริ่มซุบซิบกันพะยะค่ะ" รัชทายาทกัดฟันกรอด "มันกล้าดีอย่างไร! ตระกูลแม่ทัพไป๋เป็นถึงเสาหลักของแผ่นดิน ยังปล่อยให้บุตรสาวทำตัวต่ำช้าเช่นนี้!" คำว่าต่ำช้าไม่ใช่เพียงความสงสัย หากเป็นความอับอายที่ขยายออกจากแผนการบางอย่างที่เขาถืออยู่ สาเหตุเพราะหลี่เจิ้นเฉิงมีแผนการจะรวบอำนาจของตระกูลไป๋ไว้ในมือ การแต่งงานครั้งนี้คือก้าวแรกที่สำคัญ แต่ข่าวลือนี้กลับทำให้เขาเสียหน้ายิ่งกว่าถูกตบหน้ากลางท้องพระโรง ความร้อนรุ่มในอกยังไม่ทันสงบ เสียงรองเท้าปักประณีตก็ดังขึ้นด้านหน้า หลางกุ้ยเฟยกล่าวเสียงนุ่ม "เฉิงเอ๋อร์ พอก่อนเถิด ลูกโมโหเช่นนี้มีแต่จะเป็นผลเสีย" ขันทีรีบเบิกทางเมื่อหลางกุ้ยเฟยก้าวเข้ามา นางแม้มิใช่มารดาแท้ ๆ แต่หลี่เจิ้นเฉิงเติบโตในความดูแลของนางตั้งแต่เยาว์วัย เขาเคารพนางเช่นมารดา และกุ้ยเฟยเองก็รักเขา เพราะเขาคือกุญแจสู่อำนาจในวังหลังของนาง ทันทีที่นางเห็นสภาพห้องโถง นางเพียงยิ้มบาง ไม่ตำหนิแม้สักคำ "ข่าวฉาวเช่นนี้ ใครจะไม่เดือดดาลเล่า แม่ เอ่อ หม่อมฉันเข้าใจดีนัก" นางเปลี่ยนคำแทนตัวเพียงชั่วพริบตาแต่หลี่เจิ้นเฉิงก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะความคุกรุ่นในอกบดบังทุกอย่าง หลี่เจิ้นเฉิงถามเสียงต่ำ "ท่านแม่ ข่าวนี้เชื่อถือได้หรือไม่ คนตระกูลไป๋ตั้งใจทำให้ข้าเสียหน้าใช่หรือไม่" หลางกุ้ยเฟยค่อย ๆ เดินเข้าใกล้ ยื่นผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกไม้ให้ แววตาอ่อนโยนแต่ลึกลงไปซ่อนประกายคมกล้า "ข่าวลือบางส่วนย่อมมีคนขยาย แต่มิใช่เรื่องที่ไร้เค้าความ หญิงสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี หากมิใช่นิสัยเคยชินออกไปข้างนอกตั้งแต่ต้น จะกล้าออกนอกจวนลำพังได้อย่างไร" คำพูดคล้ายเตือน แต่แฝงความหมายชัดเจนว่าตระกูลไป๋ไม่เหมาะกับเจ้า หลี่เจิ้นเฉิงขมวดคิ้ว "ท่านกำลังบอกว่าตระกูลไป๋ไร้กฎระเบียบหรือ" หลางกุ้ยเฟยยิ้มละมุน "หม่อมฉันไหนเลยกล้ากล่าวเช่นนั้นเพคะ เพียงแต่ตระกูลแม่ทัพ ย่อมถือศักดิ์ศรีเหนือสิ่งอื่นใด สตรีตระกูลเช่นนี้ บางทีก็ยากจะควบคุมได้" ในน้ำเสียงของนาง ไม่มีความจงใจกล่าวร้ายจนโจ่งแจ้ง แต่กลับเป็นการผลักให้หลี่เจิ้นเฉิงคิดต่อเอง และแน่นอนเขาคิดต่อทันที หลี่เจิ้นเฉิงดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมาในบัดดล "พวกมันดูถูกข้า!" หลางกุ้ยเฟยเอื้อมมือแตะหลังมือเขาเบา ๆ "อย่าเพิ่งด่วนสรุปเพคะ บางทีสตรีผู้นั้นอาจไม่คู่ควรจริง ๆ ฝ่าบาทเองยังทรงกริ้วที่เรื่องนี้ไม่ชัดเจน หากพวกนั้นตั้งใจปิดบังหรือบิดเบือนความจริงวันหน้าคงเป็นภัยต่อองค์ชายได้" คำว่าเป็นภัยฟังดูเหมือนเตือนสติ แต่แท้จริงคือการวางแผน หลางกุ้ยเฟยไม่รู้แผนการใหญ่ภายในใจของเขา แต่ความไม่พอใจตระกูลไป๋นั้นมีอยู่เดิม เพราะตระกูลไป๋เคยขัดขวางการขอพระราชทานตำแหน่งฮองเฮาของนางเมื่อปีก่อน นางจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้ผ่านไปเฉย ๆ หลี่เจิ้นเฉิงขบกราม ใบหน้าเคร่งเครียด "ไม่ว่านางผิดจริงหรือไม่ ข้าจะไม่ปล่อยให้ข่าวนี้ทำให้ข้าดูเหมือนผู้อาภัพไร้คนยำเกรง" หลางกุ้ยเฟยลอบยิ้มอย่างพอใจ แต่ภายนอกยังทำเสียงอ่อนโยนเช่นมารดาปลอบบุตร "อย่าได้กังวลเลยเพคะ หากนางไร้มลทินจริง วันหน้าจะพิสูจน์ตนเองได้ แต่หากมิใช่ ก็เป็นเพียงโชคชะตาพาออกไปจากวังหลังเท่านั้น" หลี่เจิ้นเฉิงกำมือแน่น "ข้าต้องการให้เรื่องนี้ชัดเจน จะไม่ให้ใครมาดูถูกหรือขวางทางข้าได้" หลางกุ้ยเฟยลูบไหล่เขาเบา ๆ "เช่นนั้นรอผลจากฝ่าบาทเถิดเพคะ หากพบสิ่งผิดปกติ หม่อมฉันจะยืนเคียงข้างองค์ชายเสมอ" แต่สิ่งที่นางคิดในใจกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ถ้าตระกูลไป๋ทำให้หลี่เจิ้นเฉิงเสียหน้าแม้เพียงนิดเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องมีตระกูลนี้ในฐานะพันธมิตรของวังหลวงอีก เสียงหายใจหนัก ๆ ของรัชทายาทยังคงดังสะท้อนในตำหนัก ไฟโทสะเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นรุนแรง และเมื่อหลางกุ้ยเฟยก้าวเดินออกมา แววตาของนางเย็นลึกยิ่งกว่าเดิม หลังเหตุการณ์บุตรสาวออกนอกจวนกับชายแปลกหน้าได้นำไปกราบทูลต่อเบื้องบน จวนแม่ทัพไป๋ก็ถูกสายตาหลายคู่จับจ้องทันที แม่ทัพไป๋หงเทียนผู้เคร่งขรึม เดินวนอยู่ในห้องทำงาน ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล เขาได้รับรายงานจากคณะในวังว่าฮ่องเต้ทรงไม่พอพระทัย เพราะข่าวนี้ลุกลามรวดเร็วยิ่งนัก เขากำกระดาษรายงานแน่น "เรื่องเพียงเท่านี้ถึงกับกระทบการเมืองในวังหลวง หงเหยียน เจ้ามิเคยสร้างเรื่องเลยสักครั้ง เหตุใดเพียงออกไปคราเดียวถึงกลับกลายเป็นเช่นนี้" ไป๋ฮูหยินที่เพิ่งยกน้ำชาเข้ามาวางตรงหน้าสีหน้ากังวลไม่น้อยไปกว่ากัน "ท่านพี่ ข่าวลืออาจแรงเกินจริง ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งสิ่งใดหรือไม่" ไป๋หงเทียนส่ายหน้า "เบื้องบนยังไม่ชัดเจน แต่สีพระพักตร์เมื่อได้ยินรายงาน คงไม่ดีนัก" ไป๋ฮูหยินถอนหายใจยาว "หวังเพียงว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบการเลือกหมั้นหมายขององค์รัชทายาท" แม่ทัพนิ่งไป ไม่อยากฝืนใจภรรยา แต่ลึก ๆ นั้น เขาไม่หวังให้นางได้เข้าไปอยู่ในวังตั้งแต่แรก เพียงแต่ตำแหน่งนี้สำคัญต่อราชวงศ์และอนาคตของตระกูล เขาจึงไม่อาจปฏิเสธได้ ตอนนี้เรื่องกลับตาลปัตร การบิดเบือนว่าไป๋หงเหยียนมีสัมพันธ์กับบุรุษอื่น ทำให้จวนแม่ทัพเหมือนถูกผลักเข้าสู่ศูนย์กลางของการสอดส่องทันที ข่าวเหตุการณ์รู้ถึงพระเนตรพระกรรณแพร่กระจาย ความขุ่นเคืองของฮ่องเต้ค่อยจางลงเมื่อได้ฟังรายงานว่าบุรุษผู้นั้นคือใคร ขันทีคุกเข่าทูลด้วยน้ำเสียงรอบคอบ "ฝ่าบาทพะยะค่ะ บุรุษผู้นั้นคือ ซื่อจื่อจากจวนกั๋วกง อวี้เหวินหลง หลานแท้ ๆ ของพระองค์พะยะค่ะ เพิ่งกลับจากชายแดนหลังเสร็จศึก" ฮ่องเต้สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อนี้ "หลงเอ๋อร์หรือ? เหตุใดจึงมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้" หลังจากนั้นไม่นาน อวี้เหวินหลงถูกเรียกเข้าพบ เมื่อมาถึงเขาก้มคารวะอย่างสงบนิ่ง "หลานมาเฝ้าฝ่าบาทพ่ะยะค่ะ" ฮ่องเต้ทอดพระเนตรหลานชายผู้ซึ่งไว้วางใจที่สุด เพราะเป็นสายเลือดแท้จริงของราชวงศ์และความสัตย์ซื่อที่พิสูจน์จากชายแดนหลายครั้ง "เจ้าช่วยคุณหนูไป๋จริงหรือ" เขาตอบเสียงหนักแน่น "พะยะค่ะ ม้าของพ่อค้าเกิดตกใจวิ่งสะเปะสะปะ พุ่งเข้าใส่เกือบชนนาง กระหม่อมจึงคว้าตัวไว้เพียงเพื่อช่วยชีวิต ไม่มีสิ่งใดมากกว่านั้นพ่ะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้ฟังจนจบ ถอนพระทัยคลายกังวล "ข้ารู้ เจ้าย่อมไม่ทำเรื่องเสื่อมเสีย เพียงแต่ ข่าวลือครั้งนี้ดันเกี่ยวพันกับการจัดหาคู่หมายของรัชทายาท" อวี้เหวินหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย "หลานมิได้ตั้งใจทำให้เกิดความวุ่นวายพ่ะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์ "ข้าเข้าใจ แต่ครั้งนี้ต้องชะลอการหมั้นหมายไปก่อน มิใช่โทษเจ้า เพียงสถานการณ์ยังไม่ควรเร่งตัดสิน" อวี้เหวินหลงประสานมือคารวะ ไม่คัดค้านเพราะรู้ดีว่าพระองค์ประสงค์จะปกป้องทั้งหลานแท้ ๆ และตระกูลแม่ทัพไม่ให้แตกหักกับวังหลวง "ขอทรงโปรดอภัย หากกระหม่อมทำให้พระองค์ลำบากพระทัย" ฮ่องเต้พระสรวลเบา ๆ "เจ้าไม่ผิดสักนิด จงทำใจให้สบายเถิดหลงเอ๋อร์" เมื่อรัชทายาทหลี่เจิ้นเฉิงทราบว่าบุรุษที่ช่วยไป๋หงเหยียนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น อวี้เหวินหลง หลานแท้ ๆ ของฮ่องเต้ พระองค์ไม่เพียงไม่ลงโทษ แต่ยังเข้าใจ และปกป้อง เทียบกับเขาที่พระองค์ชะลอการเลือกคู่เพื่อหมั้นหมาย ไฟแค้นพุ่งขึ้นทันที หลี่เจิ้นเฉิงปัดถ้วยชาร่วงจากโต๊ะอีกครั้ง "อวี้เหวินหลง! ไอ้คนไร้ยางอาย! กลับจากชายแดนก็ไม่รู้จักอยู่อย่างสงบ มายุ่งเรื่องของข้าทำไม" ขันทีรอบข้างก้มหน้าจนแทบติดพื้น ไม่มีใครกล้ากระซิบแม้แต่คำเดียว หลี่เจิ้นเฉิงกัดฟันพูด "แผนการที่วางไว้แทบทั้งหมด พังเพราะเขาคนเดียว" เขาไม่รู้ว่าอวี้เหวินหลงไม่เกี่ยวข้องเลย ความจริงที่ว่าทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุยิ่งทำให้เขาเดือดดาลหนักกว่าเดิม เพราะคนที่ขัดขวางแผนการช่างดูไร้เดียงสาเกินไป "คอยดู ต่อให้เจ้าเป็นหลานของเสด็จพ่อ ข้าก็ไม่มีวันยอมให้เจ้ามาขวางทางข้าอีก" คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย ดวงตาแดงฉานราวกับมังกรที่ถูกหักเกล็ด แผนการระดับรากฐานที่เขาหวังจะใช้ตระกูลไป๋เป็นบันไดสู่บัลลังก์ เริ่มสั่นคลอนตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น และชื่อของอวี้เหวินหลงก็กลายเป็นหนามแรกที่ทิ่มตำหัวใจรัชทายาทเข้าเต็ม ๆหลังจากเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน พระอาการของฮ่องเต้ดูเหมือนดีขึ้นแล้วกลับทรุดลงอย่างกะทันหัน แม้หมอหลวงและอาจารย์เซียวเหอจะช่วยกันรักษาเต็มกำลัง แต่พระวรกายที่ผ่านมา ความเครียดและพิษที่ยังตกค้าง ก็เหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมแรงพัดซ้ำ ๆ คืนนี้พระราชฐานใหญ่เงียบสงัด เทียนวางเรียงรายส่องแสงสลัว เหล่าขุนนางคุกเข่ารอรับพระราชกระแสสุดท้าย ไม่นานนัก ขันทีหลวงก็ร้องประกาศทั้งน้ำตา "ฝ่าบาทเสด็จสวรรคตแล้ว" เสียงร่ำไห้ระงมสะเทือนทั่ววังหลวง เหล่าขุนนางต่างคุกเข่าก้มศีรษะแนบพื้น เป็นวันที่เหมือนแผ่นฟ้าทั้งผืนสิ้นแรงค้ำจุนแผ่นดิน ผ่านไปเจ็ดวันหลังจัดพิธีพระบรมศพ อวี้เหวินหลงได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นฮ่องเต้ตามพระประสงค์เดิมของฮ่องเต้ เช้าตรู่วันจัดพิธี เหล่าขุนนางเรียงแถวคุกเข่าแน่นท้องพระโรง ฮ่องเต้องค์ใหม่ในชุดลายมังกรก้าวขึ้นบัลลังก์สูง น้ำเสียงทรงอำนาจทว่าแฝงความโศกเศร้าเอ่ยขึ้น "ข้าจะรักษาแผ่นดินนี้สืบทอดแทนอดีตฮ่องเต้ พร้อมจะกำจัดสิ่งอัปมงคล และจะไม่ให้ผู้ใดต้องทนทุกข์เพราะคนชั่วอีก" เสียงตอบรับดังสนั่น ทั่วทั้งวังหลวงเหมือนฟื้นพลังชีวิตใหม่อีกครั้ง ในคืนเดียว พระราชโองกา
หลี่เจิ้นเฉิงรับโทษประหารชีวิตโทษฐานก่อกบฏ หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็มีอาการประชวรอีกครั้ง "เสด็จพ่อ เหตุใดอาการทรุดลงเช่นนี้เพคะ" องค์หญิงใหญ่นั่งลงข้างพระวรกายที่อ่อนแรง "ครั้งนี้พ่ออาจไม่รอด รู้สึกว่าภายในเริ่มถดถอย" องค์หญิงใหญ่น้ำตานองหน้า นางไม่อาจอดทนได้เมื่อเห็นพระพักตร์อิดโรย "ไม่เพคะ ท่านต้องอยู่กับลูก เหยียนซื่อ ส่งจดหมายไปตามอาจารย์มาที่นี่โดยด่วน" นางสั่งนางกำนัลคนสนิท เหยียนซื่อเร่งออกไปทำตามคำสั่งทันที "ทรงพักผ่อนให้มาก ๆ เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่" ไม่นานฮ่องเต้ก็เข้าสู่ห้วงบรรทม องค์หญิงใหญ่จึงออกไปต้มยาและทำอาหารบำรุงด้วยตนเอง จวนเจ้ากรมขุนนาง สวีเยว่ชิงนั่งทอดอาลัยอยู่ในห้อง ดวงตาแดงช้ำ ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาไม่จางหายตั้งแต่วันที่หลี่เจิ้นเฉิงถูกประหารชีวิต สวีฮูหยินเห็นบุตรสาวโศกเศร้าก็เข้ามาปลอบโยน พลางกอดนางเอาไว้แน่น "ทำใจเสียเถิด" ไม่ว่านางจะพูดสิ่งใด บุตรสาวก็เหมือนคนไม่รับรู้ ในยามนี้สายตาของสวีเยว่ชิงเพียงเหม่อลอยอย่างคนที่สูญสิ้นทุกอย่างในชีวิตแล้ว ไป๋หงเทียนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนในครอบครัวฟัง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่างออกไปจากชาติก่อนมากมายนัก "ท่าน
อาการประชวรของฮ่องเต้ดีขึ้นตามลำดับ สามารถว่าราชกิจได้ พระองค์เรียกอวี้เหวินหลงเข้าเฝ้าเรื่องงานของบ้านเมืองเป็นคนแรก "ทราบว่าฝ่าบาททรงหายดีแล้วกระหม่อมก็สบายใจพะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้อยู่ในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ สังเกตท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไปจึงตรัสถามขึ้น "หลงเอ๋อร์ ระหว่างที่ข้าป่วยมีเรื่องใดเกิดขึ้น" เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ หากจะทูลตามความจริงก็เกรงจะกระทบกับสุขภาพของฝ่าบาท "กระหม่อมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะนักพะย่ะค่ะ" "มีสิ่งใดไม่เหมาะกัน ข้ามิได้ติดเตียงแล้วและมิได้จิตใจอ่อนแอจนรับฟังเรื่องใหญ่มิได้" อวี้เหวินหลงเงียบลงก่อนตัดสินใจทูลความจริง "เรื่องเสบียงแม่ทัพไป๋ได้ถูกขายให้กับต่างแคว้นแล้วพะย่ะค่ะ ส่วนตราประทับปลอม..." ฮ่องเต้หรี่พระเนตรแคบลง "พูดต่อ!" อวี้เหวินหลงจึงเอาหลักฐานที่นำมาด้วยส่งให้ฮ่องเต้ดู "เป็นรัชทายาทบงการทั้งหมดพะย่ะค่ะ" หลักฐานแน่นหนาหลายชิ้นบ่งบอกว่าหลี่เจิ้นเฉิงคงดิ้นไม่หลุด ถึงฮ่องเต้ไม่อยากเชื่อแต่พระองค์ก็ปฏิเสธไม่ได้ "เป็นไปได้อย่างไรกัน" "อีกเรื่อง..." ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้น จับจ้องไปที่อวี้เหวินหลง "หลางกุ้ยเฟยตอนนี้ถูกขังในคุกหลวงโทษฐานวางยาฝ่าบ
หลังจากพระอาการของฮ่องเต้ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ก็ถึงเวลาที่อาจารย์เซียวเหอต้องลากลับ "หากท่านอาจารย์ขาดเหลือสิ่งใดหรือต้องการมาอยู่ในเมืองหลวงให้บอกข้าทันที" ฮ่องเต้ตรัสอย่างขอบคุณที่อาจารย์ไม่เคยทอดทิ้งพระองค์ เซียวเหอโค้งกายคารวะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ฮ่องเต้ก็ไม่เคยลืมเขาเช่นกัน "เป็นพระเมตตาพะย่ะค่ะ กระหม่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก" หลังจากทูลลาอาจารย์ก็ออกจากตำหนักเตรียมเดินทางกลับโดยมีองค์หญิงใหญ่ให้เหยียนซื่อไปส่งขึ้นรถม้าของวังหลวง และส่งทหารอารักขาจนถึงที่หมาย การเดินทางไปหมู่บ้านหุบเขาค่อนข้างยากลำบากเขาจึงให้รถม้าส่งถึงเขตชายแดนก็พอ "เส้นทางคดเคี้ยวต้องใช้การเดินเท้าเท่านั้น ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาส่ง" ถึงองครักษ์จะไม่ยินยอมแต่อาจารย์เซียวเหอก็ไม่สามารถให้ไปด้วยได้ หากมิใช่คนในพื้นที่ก็อาจหลงทางได้ "ขอให้อาจารย์ดูแลตัวเองด้วยขอรับ" ทั้งหมดร่ำลากันและอาจารย์ก็เดินเท้าต่อไปอีกราวสองชั่วยามก็ถึง ระหว่างทางเป็นป่าค่อนข้างหนาทึบ เส้นทางคดเคี้ยวขรุขระ ผู้คนไม่ค่อยสัญจรทางนี้ แต่หากอยากไปถึงจุดหมายโดยเร็วนี่เป็นทางลัดที่ดีที่สุด เบื้องหน้าเซียวเหอเห็นบางอย่างจึงเร่งฝ
ตั้งแต่วันที่บุกเข้าตำหนักองค์หญิงใหญ่และหลางกุ้ยเฟยถูกจับขัง ไป๋หงเหยียนก็ไม่ได้ข่าวคราวใดอีกแม้แต่ข่าวจากอวี้เหวินหลง ไม่รู้เลยว่าเขาจัดการอย่างไร มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว แม้แต่งานศพของเสี่ยวซินนางก็ไม่ได้ไปร่วมงานเพราะไม่สบายหนักในช่วงที่ผ่านมา ไป๋หงเหยียนจึงเดินทางไปคารวะหลุมศพของสหายรักพร้อมกับสาวรับใช้และทหารอารักขาเพียงหนึ่งคน นางเดินทางเงียบ ๆ เพราะต้องการสงบจิตใจ ครั้งหนึ่งในชาติก่อนเสี่ยวซินเคยสละชีวิตเพื่อช่วยนางตอนไปดักพบนางเพื่อส่งข่าวสำคัญตอนตระกูลไป๋กำลังจะถูกสังหาร ไม่นึกว่าชาตินี้เสี่ยวซิงก็ตายเพราะนางอีกครั้ง ไป๋หงเหยียนเดินทางมาถึง นางไปที่สุสานยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็นั่งลงข้าง ๆ หลุมศพ "เสี่ยวซิน...ข้า...ขอโทษ...เจ้าต้องเสี่ยงชีวิตเพราะข้า" นางร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน หากวิงวอนต่อสวรรค์ได้นางอยากจะขอชีวิตของเสี่ยวซินคืนมา สาวรับใช้และคนดูแลสุสานเดินเข้ามาต่างก็ปลอบใจไป๋หงเหยียน "คุณหนูหวงคงรับรู้แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูทำใจเถิด หาไม่วิญญาณของนางจะเป็นห่วงได้" "ใช่เจ้าค่ะ คนตายไปสบายแล้ว มีเพียงคนที่มีชีวิตอยู่อย่างพวกเราที่ต้องรับชะตากรรมต่อไป" นางไม่ไ
วันรุ่งขึ้น ภายในตำหนักใหญ่ เสียงฝีเท้าทหารยามเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ภายในตำหนักผู้คนต่างกังวลราวกับทุกลมหายใจคือความตาย เหยียนซื่อสวมชุดนางกำนัลที่เรียบง่าย แต่สายตาแน่นิ่งยืนรออยู่ที่ห้องโถงขนาดเล็ก "ท่านอาจารย์ ข้านำทางให้เจ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เมื่อสอบถามจากนางกำนัลด้วยกันได้ความว่าองค์หญิงใหญ่อยู่ที่ห้องบรรทมของฮ่องเต้ "เหยียนซื่อ เจ้าไปไหนมา แล้วผู้อาวุโสท่านนี้คือใคร" นางกำนัลถามอย่างใคร่รู้ เหยียนซื่อไม่ตอบเพียงบอกสั้น ๆ ว่ามีเรื่องด่วนต้องจัดการแล้วพาอาจารย์ไปยังจุดหมายโดยเร็ว จนกระทั่งถึงประตูตำหนักใหญ่ ปรากฏร่างชายผู้หนึ่ง สูงโปร่ง สวมชุดยาวสีเข้ม ใบหน้าเรียบสง่า ดวงตาฉายความรอบรู้และหนักแน่น เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปในห้อง เสียงฝีเท้าของคนเฝ้าและทหารค่อย ๆ เงียบลง ความเงียบสงัดคล้ายปกคลุมไปทั้งห้อง "เหยียนซื่อ" องค์หญิงใหญ่ทั้งดีใจและโล่งใจที่นางกำนัลคนสนิทกลับมาอย่างปลอดภัย เหยียนซื่อคารวะนางและหันมาทางอาจารย์เซียวเหอ "นี่ท่านอาจารย์ของหม่อมฉันเพคะ ท่านอาจารย์เมตตาเดินทางมารักษาฝ่าบาทด้วยตนเอง ซึ่งน้อยคนนักที่อาจารย์จะเดินทางมาดูด้วยตัวเอง" อง
นางทำท่าทางยกจอกเชิญชวนสวีเยว่ชิงให้ดื่มด้วยกัน สวีเยว่ชิงยิ้มหวาน หลี่เจิ้นเฉิงจึงหันไปสั่งนางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ "เอาสุราให้คุณหนูสวี" จากนั้นนางกำนัลจึงหยิบจอกสุราที่อยู่ด้านหลังไป๋หงเหยียนเพียงหนึ่งจอกยื่นให้สวีเยว่ชิง ทั้งสามจึงร่วมดื่มด้วยกัน ไป๋หงเหยียนค้อมศีรษะ ขณะยื่นจอกเปล่าขึ้นม
รุ่งเช้าของวันงานเลี้ยงต้อนรับขุนนางใหม่ ในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดก่อนออกไป เพราะต้องจัดของขวัญและการจัดการที่เคร่งครัด ไป๋หงเหยียนนั่งอยู่หน้ากระจกโดยมีบ่าวรับใช้กำลังเกล้าผมให้หลังจากแต่งหน้าและแต่งตัวเสร็จ ชั่วครู่ไป๋ฮูหยินเดินเข้ามาเร่งบุตรสาว "เสร็จรึยัง เหยียนเอ๋อร์ อย่าปล่
หลังจากเดินออกจากบุตรสาวเจ้ากรมขุนนางไปเพียงไม่นาน ไป๋หงเหยียนก็เดินมุ่งตรงไปยังลานจอดรถม้า ทว่าความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา นางหยุดฝีเท้าหยุดกลางลาน เงียบครู่หนึ่งก่อนหันกลับมา ตัดสินใจเดินย้อนกลับไปรออีกฝ่ายอย่างสง่างาม สวีเยว่ชิงออกจากตำหนักองค์หญิงใหญ่อย่างอารมณ์ดี วันนี้เป็นวันของนางจริง ๆ มีแต่เร
หลังจากที่ไป๋หงเหยียนขอตัวจากอวี้เหวินหลงและเดินออกจากสำนักตรวจการ ใจหนึ่งยังรู้สึกโล่งเพราะรอดพ้นคดีสอบสวน อีกใจหนึ่งก็ระแวงเขาแปลก ๆ "เขาเป็นห่วงข้าจริง ๆ หรือมีบางอย่างแอบแฝง" เพราะความรู้สึกนี้เป็นเหตุให้นางปฏิเสธให้เขาไปส่งที่ลานจอดรถม้า แม้เขาจะบอกว่าอยากมั่นใจในความปลอดภัย แต่พอนางแจ้งว่าน







