เข้าสู่ระบบตลาดในเมืองหลวงยังคงกล่าวขวัญถึงเหตุการณ์วันนั้นไม่รู้จบ แต่เนื้อหากลับเปลี่ยนไปเรื่อยราวกับมีมือใครสักคนกำลังบดขยี้ ก่อนโยนให้ผู้คนสานต่อเอาเอง
เช้าวันถัดมา บ่าวไพร่ในจวนขุนนางหลายแห่งต่างแอบซุบซิบกันว่า สตรีหนึ่งคนกลับมาจากร้านขนมพร้อมชายหนุ่มรูปงาม ทำให้ราชสำนักสั่นสะเทือน เถ้าแก่ร้านน้ำชาในตลาดเล่ากันปากต่อปากว่า "อวี้เหวินหลง ซื่อจื่อจวนกั๋วกง คงมีใจต่อบุตรสาวแม่ทัพอยู่ก่อนแล้วถึงเข้าไปช่วยถึงเนื้อถึงตัวเช่นนั้น" ส่วนอีกพวกหนึ่งก็เติมแต่งเข้าไปว่า "จวนแม่ทัพคงอยากเกี่ยวดองทางอำนาจกับทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือราชวงศ์อีกฝ่ายคือจวนกั๋วกง" ยิ่งพูดก็ยิ่งไหลลื่นราวกับน้ำในลำธาร แต่ถ้อยคำนั้นกลับค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางเหมือนลมที่พัดพาเปลวไฟไปยังลานฟืน ข่าวลือกระจายเข้าสู่ราชสำนักอย่างรวดเร็ว จนเสนาบดีบางคนเริ่มตั้งคำถามถึงความบริสุทธิ์ใจของตระกูลไป๋ ทำให้คนในจวนแม่ทัพต้องย้ำระวังตนทุกฝีก้าว ไป๋หงเทียนที่รู้ข่าวจากลูกน้องถึงกับกดขมับ เหตุเพียงเล็กน้อย กลับกลายเป็นเงาที่ทอดยาวเกินความคาดหมาย ก่อนเที่ยงวัน มีขันทีจากตำหนักฝ่ายในมาถึงจวนแม่ทัพ แจ้งว่าหลางกุ้ยเฟยประสงค์จะพบคุณหนูไป๋โดยด่วน ถึงจะอยากคัดค้านทว่าแม่ทัพไป๋ก็มิอาจกระทำได้ เพราะบางทีฮ่องเต้อาจมอบหมายหน้าที่ให้กุ้ยเฟยอบรมบุตรสาวของเขา "ไปเถิด มิใช่เรื่องร้ายแรงแต่อย่างใด" ไป๋หงเหยียนจำต้องเดินทางเข้าวังตามคำแนะนำของบิดา แม้จะรู้ดีว่าการพบครั้งนี้มิใช่เพื่อถามไถ่ด้วยน้ำใจ นางรู้จักกุ้ยเฟยดีในชาติก่อนหลังจากเข้าวังและได้ขึ้นตำแหน่งฮองเฮา หลางกุ้ยเฟยผู้นี้ก็มีส่วนไม่น้อยที่นำพานางไปสู่ความพินาศในอดีต ในตำหนักหรูหรานั้น กุ้ยเฟยสวมอาภรณ์แดงกุหลาบ นั่งบนเก้าอี้อย่างสง่างาม ใบหน้ายิ้มละไมแต่สายตาเฉียบคมเย็นเยียบ "คุณหนูไป๋ วันนี้เจ้าดูเหน็ดเหนื่อยนัก" ไป๋หงเหยียนข่มกลั้นทุกความรู้สึกเอาไว้ในใจ นางไม่อยากข้องเกี่ยวกับสตรีเจ้าเล่ห์คนนี้อีก เพราะในชาติก่อนสตรีตรงหน้าได้ดิบได้ดีสมใจ ได้รับการแต่งตั้งเป็นไทเฮามีอำนาจสูงสุดในวังหลังและก่อเรื่องให้นางโดนลงโทษมากมาย นางร่วมกับสวีกุ้ยเฟยที่เป็นสนมเอกของหลี่เจิ้นเฉิงใส่ร้ายไป๋หงเหยียนให้ความสัมพันธ์กับรัชทายาทสั่นคลอนตลอดชีวิตในวังหลังของนาง ไม่แน่ชาตินี้อาจเป็นเช่นนั้นอีก นางไม่อยากเสี่ยงมีเรื่องมีราวกับหลางกุ้ยเฟย เพราะสุดท้ายแล้ว หลี่เจิ้นเฉิงก็เข้าข้างมารดาบุญธรรมของเขาอยู่ดี นางมีอำนาจที่จะสั่งการทำร้ายคนลับหลังฮ่องเต้ได้อย่างแยบยล จุดประสงค์ของไป๋หงเหยียนคือหลบเลี่ยงการเกี่ยวดองกับราชวงศ์และรักษาตระกูลไป๋ให้อยู่รอดจากอำนาจมืดของรัชทายาท เพื่อความผาสุขของตนเองและครอบครัว "เพคะ หม่อมฉันกังวลว่าพระองค์จะทรงเข้าใจผิดเรื่องที่เกิดขึ้น" หลางกุ้ยเฟยหัวเราะเบา ๆ เอ่ยเสียงแหลม "เรื่องซื่อจื่อจากจวนกั๋วกงโผล่มาช่วยชีวิตเจ้าอย่างองอาจนั่นน่ะหรือ" ไป๋หงเหยียนชะงัก ใบหน้าขาวผ่องดุจหิมะกลับแดงเรื่อขึ้นมายิ่งขับให้นางงดงามเปล่งปลั่ง หลางกุ้ยเฟยมองเห็นก็นึกอิจฉาในความงามของสตรีอ่อนวัยกว่าผู้นี้นัก "เจ้าวางใจได้ เรื่องนี้ข้าไม่คิดติดใจใด ๆ เพียงแต่อย่าลืมว่า ยามนี้ทุกสายตาในวังหลวงจับจ้องอยู่ที่เจ้า ถ้าพลาดอีกแม้เพียงก้าวเดียว ข้าเกรงว่า เจ้าจะรับผิดชอบไม่ไหว" แม้ลมที่พัดในตำหนักอุ่น แต่ฝ่ามือไป๋หงเหยียนกลับเย็นเฉียบ คำพูดของกุ้ยเฟยไม่ใช่การปลอบประโลม แต่เป็นคำประกาศเตือนอันแหลมคม หลางกุ้ยเฟยยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่ถ้อยคำเหมือนผลักนางไปยืนที่ขอบเหว "ไปเถิด กลับไปพักผ่อนเสีย ข้าเพียงอยากเห็นหน้าผู้ที่ทำให้คนทั้งวังพูดถึงไม่หยุดก็เท่านั้น" ไป๋หงเหยียนย่อกายกล่าวอำลา คิดไว้ไม่มีผิดว่าหลางกุ้ยเฟยมิได้เรียกนางเข้าพบเพราะหวังดี หากแต่ต้องการใช้อำนาจกดข่มนางให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าตนเอง นางผ่านประสบการณ์มาชาติหนึ่งแล้วเหตุใดจะดูไม่ออก ด้านหนึ่งของวังหลวง ขณะอวี้เหวินหลงกำลังตรวจการฝึกทหาร คนสนิทก็เร่งรุดเข้ามา รายงานว่าสตรีผู้หนึ่งได้รับเชิญเข้าตำหนักกุ้ยเฟย อวี้เหวินหลงหยุดฝีเท้าเมื่อได้ยินชื่อนาง "เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นคุณหนูไป๋" "ขอรับ มีคนของกุ้ยเฟยนำตัวนางเข้าไป ท่าทางของนางไม่สบายใจอย่างยิ่ง" อวี้เหวินหลงมองท้องฟ้าที่ค่อย ๆ หม่นลงราวกับมีเงาของเมฆปกทับ เหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่วันที่นางถูกม้าพุ่งเข้าชน จนถึงข่าวลือในตลาด ดูสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาดใจ "เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ เหตุใดกุ้ยเฟยจึงต้องลงมือเอง" เขาพึมพำอดสงสัยมิได้ คนสนิทยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ "นายท่าน คิดว่ามีผู้ใดอยู่เบื้องหลังหรือ" เขาตอบคำถามเพียงเบา ๆ "ข้าเพียงรู้สึกว่า นางไม่ควรเผชิญสิ่งเหล่านี้เพียงลำพัง" เขาสั่งนายกองให้ทำหน้าที่ต่อ ก่อนเดินออกจากเขตทหาร มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ ในเขตชั้นในของวัง รัชทายาทได้รับรายงานว่าไป๋หงเหยียนถูกเรียกตัวเข้าเฝ้า คิ้วเข้มขมวดแน่นทันที "นางถูกเรียกไปตอนนี้งั้นหรือ" ขันทีน้อยก้มหน้าตอบอย่างอ่อนน้อม "พ่ะย่ะค่ะ และซื่อจื่อจวนกั๋วกงก็ออกจากค่ายทหารแล้ว เหมือนจะมุ่งหน้ามารับตัวคุณหนูไป๋" เพียงเท่านั้น สิ่งของบนโต๊ะก็ถูกปัดตกกระจุยกระจายดังก้องไปทั่วห้อง ใบหน้าของรัชทายาทขึ้นสีแดงจัดด้วยโทสะ "มันเพิ่งกลับมาจากชายแดนแทบจะไม่รู้เรื่องในวัง แต่กลับมาทำให้แผนการของข้าสะดุดเพราะผู้หญิงคนเดียว" หลี่เจิ้นเฉิงกัดฟันกรอด "ส่งคนไปจับตาอวี้เหวินหลงทุกฝีก้าว ข้าอยากรู้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่" ขณะนั้นหลางกุ้ยเฟยเพิ่งเดินมาถึงและตกใจกับภาพเบื้องหน้า "องค์ชายเพคะ ทรงเป็นอะไรไป อย่าได้คลุ้มคลั่งจนเสียพระเกียรติ" แต่ในแววตาของนางกลับซ่อนประกายยินดีลึก ๆ นางไม่รู้ว่าเขาโมโหด้วยเรื่องอะไร แต่ยิ่งมีเรื่องวุ่นวายมากเท่าใด ยิ่งทำให้รัชทายาทต้องพึ่งพานางมากขึ้นเท่านั้น หลังออกจากตำหนักหลางกุ้ยเฟย ไป๋หงเหยียนเดินช้า ๆ ไปตามระเบียบทางหิน ใบหน้าดูสงบ แต่ภายในสั่นไหวไม่หยุด คำเตือนของกุ้ยเฟยยังดังก้องดั่งลมหนาวที่ไม่ยอมจางหายไป นางเดินออกมาที่ประตูใหญ่ของวังหลวง เงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อยและพบบุรุษผู้หนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาสวมชุดทหารสีเข้ม ยิ่งขับให้รูปลักษณ์ดูสง่างามและมั่นคง อวี้เหวินหลงมองนางอย่างสุขุม "คาดว่าเจ้าจะกลับจวน ข้าจึงรออยู่ตรงนี้" ไป๋หงเหยียนรีบก้มศีรษะเมื่อเห็นเขา "ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ข้าอาจทำให้คนอื่นเข้าใจท่านผิดได้" เขาส่ายหน้าอย่างไม่ลังเล "เรื่องเล็กน้อยอย่างนั้น ข้าไม่สนใจ ข้าห่วงอย่างเดียวว่าเจ้าจะต้องกลับได้อย่างปลอดภัย" สายลมอ่อน ๆ พัดผ่าน เส้นผมของนางปลิวผ่านหน้าเขา ไป๋หงเหยียนกลั้นใจแล้วเอ่ยออกมา "คุณชาย ท่านเป็นถึงซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกง การมารอข้าเช่นนี้จะทำให้คนร่ำลือให้ท่านเสื่อมเสียอีก" เขาจึงตอบนางช้า ๆ แววตาอ่อนโยนลงจนเห็นได้ชัด "ถ้าเพียงเพราะข้าปรากฏตัว ทำให้เจ้าเดือดร้อน เช่นนั้นข้าก็ยิ่งต้องรับผิดชอบด้วยการดูแลความปลอดภัยให้กับเจ้า แม้จะเสื่อมเสียก็ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสา" จากนั้นเขาก็เดินนำหน้านางไปยังรถม้าของจวนแม่ทัพ ไป๋หงเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก้าวตามเขาออกจากประตูวังไปทีละก้าว เหมือนบางสิ่งกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปหลังจากเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน พระอาการของฮ่องเต้ดูเหมือนดีขึ้นแล้วกลับทรุดลงอย่างกะทันหัน แม้หมอหลวงและอาจารย์เซียวเหอจะช่วยกันรักษาเต็มกำลัง แต่พระวรกายที่ผ่านมา ความเครียดและพิษที่ยังตกค้าง ก็เหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมแรงพัดซ้ำ ๆ คืนนี้พระราชฐานใหญ่เงียบสงัด เทียนวางเรียงรายส่องแสงสลัว เหล่าขุนนางคุกเข่ารอรับพระราชกระแสสุดท้าย ไม่นานนัก ขันทีหลวงก็ร้องประกาศทั้งน้ำตา "ฝ่าบาทเสด็จสวรรคตแล้ว" เสียงร่ำไห้ระงมสะเทือนทั่ววังหลวง เหล่าขุนนางต่างคุกเข่าก้มศีรษะแนบพื้น เป็นวันที่เหมือนแผ่นฟ้าทั้งผืนสิ้นแรงค้ำจุนแผ่นดิน ผ่านไปเจ็ดวันหลังจัดพิธีพระบรมศพ อวี้เหวินหลงได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นฮ่องเต้ตามพระประสงค์เดิมของฮ่องเต้ เช้าตรู่วันจัดพิธี เหล่าขุนนางเรียงแถวคุกเข่าแน่นท้องพระโรง ฮ่องเต้องค์ใหม่ในชุดลายมังกรก้าวขึ้นบัลลังก์สูง น้ำเสียงทรงอำนาจทว่าแฝงความโศกเศร้าเอ่ยขึ้น "ข้าจะรักษาแผ่นดินนี้สืบทอดแทนอดีตฮ่องเต้ พร้อมจะกำจัดสิ่งอัปมงคล และจะไม่ให้ผู้ใดต้องทนทุกข์เพราะคนชั่วอีก" เสียงตอบรับดังสนั่น ทั่วทั้งวังหลวงเหมือนฟื้นพลังชีวิตใหม่อีกครั้ง ในคืนเดียว พระราชโองกา
หลี่เจิ้นเฉิงรับโทษประหารชีวิตโทษฐานก่อกบฏ หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็มีอาการประชวรอีกครั้ง "เสด็จพ่อ เหตุใดอาการทรุดลงเช่นนี้เพคะ" องค์หญิงใหญ่นั่งลงข้างพระวรกายที่อ่อนแรง "ครั้งนี้พ่ออาจไม่รอด รู้สึกว่าภายในเริ่มถดถอย" องค์หญิงใหญ่น้ำตานองหน้า นางไม่อาจอดทนได้เมื่อเห็นพระพักตร์อิดโรย "ไม่เพคะ ท่านต้องอยู่กับลูก เหยียนซื่อ ส่งจดหมายไปตามอาจารย์มาที่นี่โดยด่วน" นางสั่งนางกำนัลคนสนิท เหยียนซื่อเร่งออกไปทำตามคำสั่งทันที "ทรงพักผ่อนให้มาก ๆ เพคะ หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่" ไม่นานฮ่องเต้ก็เข้าสู่ห้วงบรรทม องค์หญิงใหญ่จึงออกไปต้มยาและทำอาหารบำรุงด้วยตนเอง จวนเจ้ากรมขุนนาง สวีเยว่ชิงนั่งทอดอาลัยอยู่ในห้อง ดวงตาแดงช้ำ ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาไม่จางหายตั้งแต่วันที่หลี่เจิ้นเฉิงถูกประหารชีวิต สวีฮูหยินเห็นบุตรสาวโศกเศร้าก็เข้ามาปลอบโยน พลางกอดนางเอาไว้แน่น "ทำใจเสียเถิด" ไม่ว่านางจะพูดสิ่งใด บุตรสาวก็เหมือนคนไม่รับรู้ ในยามนี้สายตาของสวีเยว่ชิงเพียงเหม่อลอยอย่างคนที่สูญสิ้นทุกอย่างในชีวิตแล้ว ไป๋หงเทียนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนในครอบครัวฟัง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่างออกไปจากชาติก่อนมากมายนัก "ท่าน
อาการประชวรของฮ่องเต้ดีขึ้นตามลำดับ สามารถว่าราชกิจได้ พระองค์เรียกอวี้เหวินหลงเข้าเฝ้าเรื่องงานของบ้านเมืองเป็นคนแรก "ทราบว่าฝ่าบาททรงหายดีแล้วกระหม่อมก็สบายใจพะย่ะค่ะ" ฮ่องเต้อยู่ในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ สังเกตท่าทีของเขาที่เปลี่ยนไปจึงตรัสถามขึ้น "หลงเอ๋อร์ ระหว่างที่ข้าป่วยมีเรื่องใดเกิดขึ้น" เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ หากจะทูลตามความจริงก็เกรงจะกระทบกับสุขภาพของฝ่าบาท "กระหม่อมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะนักพะย่ะค่ะ" "มีสิ่งใดไม่เหมาะกัน ข้ามิได้ติดเตียงแล้วและมิได้จิตใจอ่อนแอจนรับฟังเรื่องใหญ่มิได้" อวี้เหวินหลงเงียบลงก่อนตัดสินใจทูลความจริง "เรื่องเสบียงแม่ทัพไป๋ได้ถูกขายให้กับต่างแคว้นแล้วพะย่ะค่ะ ส่วนตราประทับปลอม..." ฮ่องเต้หรี่พระเนตรแคบลง "พูดต่อ!" อวี้เหวินหลงจึงเอาหลักฐานที่นำมาด้วยส่งให้ฮ่องเต้ดู "เป็นรัชทายาทบงการทั้งหมดพะย่ะค่ะ" หลักฐานแน่นหนาหลายชิ้นบ่งบอกว่าหลี่เจิ้นเฉิงคงดิ้นไม่หลุด ถึงฮ่องเต้ไม่อยากเชื่อแต่พระองค์ก็ปฏิเสธไม่ได้ "เป็นไปได้อย่างไรกัน" "อีกเรื่อง..." ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้น จับจ้องไปที่อวี้เหวินหลง "หลางกุ้ยเฟยตอนนี้ถูกขังในคุกหลวงโทษฐานวางยาฝ่าบ
หลังจากพระอาการของฮ่องเต้ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ก็ถึงเวลาที่อาจารย์เซียวเหอต้องลากลับ "หากท่านอาจารย์ขาดเหลือสิ่งใดหรือต้องการมาอยู่ในเมืองหลวงให้บอกข้าทันที" ฮ่องเต้ตรัสอย่างขอบคุณที่อาจารย์ไม่เคยทอดทิ้งพระองค์ เซียวเหอโค้งกายคารวะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ฮ่องเต้ก็ไม่เคยลืมเขาเช่นกัน "เป็นพระเมตตาพะย่ะค่ะ กระหม่อมซาบซึ้งใจยิ่งนัก" หลังจากทูลลาอาจารย์ก็ออกจากตำหนักเตรียมเดินทางกลับโดยมีองค์หญิงใหญ่ให้เหยียนซื่อไปส่งขึ้นรถม้าของวังหลวง และส่งทหารอารักขาจนถึงที่หมาย การเดินทางไปหมู่บ้านหุบเขาค่อนข้างยากลำบากเขาจึงให้รถม้าส่งถึงเขตชายแดนก็พอ "เส้นทางคดเคี้ยวต้องใช้การเดินเท้าเท่านั้น ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาส่ง" ถึงองครักษ์จะไม่ยินยอมแต่อาจารย์เซียวเหอก็ไม่สามารถให้ไปด้วยได้ หากมิใช่คนในพื้นที่ก็อาจหลงทางได้ "ขอให้อาจารย์ดูแลตัวเองด้วยขอรับ" ทั้งหมดร่ำลากันและอาจารย์ก็เดินเท้าต่อไปอีกราวสองชั่วยามก็ถึง ระหว่างทางเป็นป่าค่อนข้างหนาทึบ เส้นทางคดเคี้ยวขรุขระ ผู้คนไม่ค่อยสัญจรทางนี้ แต่หากอยากไปถึงจุดหมายโดยเร็วนี่เป็นทางลัดที่ดีที่สุด เบื้องหน้าเซียวเหอเห็นบางอย่างจึงเร่งฝ
ตั้งแต่วันที่บุกเข้าตำหนักองค์หญิงใหญ่และหลางกุ้ยเฟยถูกจับขัง ไป๋หงเหยียนก็ไม่ได้ข่าวคราวใดอีกแม้แต่ข่าวจากอวี้เหวินหลง ไม่รู้เลยว่าเขาจัดการอย่างไร มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว แม้แต่งานศพของเสี่ยวซินนางก็ไม่ได้ไปร่วมงานเพราะไม่สบายหนักในช่วงที่ผ่านมา ไป๋หงเหยียนจึงเดินทางไปคารวะหลุมศพของสหายรักพร้อมกับสาวรับใช้และทหารอารักขาเพียงหนึ่งคน นางเดินทางเงียบ ๆ เพราะต้องการสงบจิตใจ ครั้งหนึ่งในชาติก่อนเสี่ยวซินเคยสละชีวิตเพื่อช่วยนางตอนไปดักพบนางเพื่อส่งข่าวสำคัญตอนตระกูลไป๋กำลังจะถูกสังหาร ไม่นึกว่าชาตินี้เสี่ยวซิงก็ตายเพราะนางอีกครั้ง ไป๋หงเหยียนเดินทางมาถึง นางไปที่สุสานยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็นั่งลงข้าง ๆ หลุมศพ "เสี่ยวซิน...ข้า...ขอโทษ...เจ้าต้องเสี่ยงชีวิตเพราะข้า" นางร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน หากวิงวอนต่อสวรรค์ได้นางอยากจะขอชีวิตของเสี่ยวซินคืนมา สาวรับใช้และคนดูแลสุสานเดินเข้ามาต่างก็ปลอบใจไป๋หงเหยียน "คุณหนูหวงคงรับรู้แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูทำใจเถิด หาไม่วิญญาณของนางจะเป็นห่วงได้" "ใช่เจ้าค่ะ คนตายไปสบายแล้ว มีเพียงคนที่มีชีวิตอยู่อย่างพวกเราที่ต้องรับชะตากรรมต่อไป" นางไม่ไ
วันรุ่งขึ้น ภายในตำหนักใหญ่ เสียงฝีเท้าทหารยามเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ภายในตำหนักผู้คนต่างกังวลราวกับทุกลมหายใจคือความตาย เหยียนซื่อสวมชุดนางกำนัลที่เรียบง่าย แต่สายตาแน่นิ่งยืนรออยู่ที่ห้องโถงขนาดเล็ก "ท่านอาจารย์ ข้านำทางให้เจ้าค่ะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เมื่อสอบถามจากนางกำนัลด้วยกันได้ความว่าองค์หญิงใหญ่อยู่ที่ห้องบรรทมของฮ่องเต้ "เหยียนซื่อ เจ้าไปไหนมา แล้วผู้อาวุโสท่านนี้คือใคร" นางกำนัลถามอย่างใคร่รู้ เหยียนซื่อไม่ตอบเพียงบอกสั้น ๆ ว่ามีเรื่องด่วนต้องจัดการแล้วพาอาจารย์ไปยังจุดหมายโดยเร็ว จนกระทั่งถึงประตูตำหนักใหญ่ ปรากฏร่างชายผู้หนึ่ง สูงโปร่ง สวมชุดยาวสีเข้ม ใบหน้าเรียบสง่า ดวงตาฉายความรอบรู้และหนักแน่น เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปในห้อง เสียงฝีเท้าของคนเฝ้าและทหารค่อย ๆ เงียบลง ความเงียบสงัดคล้ายปกคลุมไปทั้งห้อง "เหยียนซื่อ" องค์หญิงใหญ่ทั้งดีใจและโล่งใจที่นางกำนัลคนสนิทกลับมาอย่างปลอดภัย เหยียนซื่อคารวะนางและหันมาทางอาจารย์เซียวเหอ "นี่ท่านอาจารย์ของหม่อมฉันเพคะ ท่านอาจารย์เมตตาเดินทางมารักษาฝ่าบาทด้วยตนเอง ซึ่งน้อยคนนักที่อาจารย์จะเดินทางมาดูด้วยตัวเอง" อง
นางทำท่าทางยกจอกเชิญชวนสวีเยว่ชิงให้ดื่มด้วยกัน สวีเยว่ชิงยิ้มหวาน หลี่เจิ้นเฉิงจึงหันไปสั่งนางกำนัลที่ยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ "เอาสุราให้คุณหนูสวี" จากนั้นนางกำนัลจึงหยิบจอกสุราที่อยู่ด้านหลังไป๋หงเหยียนเพียงหนึ่งจอกยื่นให้สวีเยว่ชิง ทั้งสามจึงร่วมดื่มด้วยกัน ไป๋หงเหยียนค้อมศีรษะ ขณะยื่นจอกเปล่าขึ้นม
รุ่งเช้าของวันงานเลี้ยงต้อนรับขุนนางใหม่ ในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดก่อนออกไป เพราะต้องจัดของขวัญและการจัดการที่เคร่งครัด ไป๋หงเหยียนนั่งอยู่หน้ากระจกโดยมีบ่าวรับใช้กำลังเกล้าผมให้หลังจากแต่งหน้าและแต่งตัวเสร็จ ชั่วครู่ไป๋ฮูหยินเดินเข้ามาเร่งบุตรสาว "เสร็จรึยัง เหยียนเอ๋อร์ อย่าปล่
หลังจากเดินออกจากบุตรสาวเจ้ากรมขุนนางไปเพียงไม่นาน ไป๋หงเหยียนก็เดินมุ่งตรงไปยังลานจอดรถม้า ทว่าความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา นางหยุดฝีเท้าหยุดกลางลาน เงียบครู่หนึ่งก่อนหันกลับมา ตัดสินใจเดินย้อนกลับไปรออีกฝ่ายอย่างสง่างาม สวีเยว่ชิงออกจากตำหนักองค์หญิงใหญ่อย่างอารมณ์ดี วันนี้เป็นวันของนางจริง ๆ มีแต่เร
หลังจากที่ไป๋หงเหยียนขอตัวจากอวี้เหวินหลงและเดินออกจากสำนักตรวจการ ใจหนึ่งยังรู้สึกโล่งเพราะรอดพ้นคดีสอบสวน อีกใจหนึ่งก็ระแวงเขาแปลก ๆ "เขาเป็นห่วงข้าจริง ๆ หรือมีบางอย่างแอบแฝง" เพราะความรู้สึกนี้เป็นเหตุให้นางปฏิเสธให้เขาไปส่งที่ลานจอดรถม้า แม้เขาจะบอกว่าอยากมั่นใจในความปลอดภัย แต่พอนางแจ้งว่าน







