Masukต้นหยง | part
แท็กซี่คันคุ้นตาของลุงประพจน์จอดเทียบหน้าบ้าน ฉันลงไปเปิดประตูรถให้ยายก่อนจะค่อยๆ พยุงท่านเข้ามานั่งพักด้านใน แม่และน้องชายที่เห็นว่าพวกเรากลับมาจากโรงพยาบาลแล้วต่างกุลีกุจอเข้ามาช่วยขนของ “เป็นยังไงบ้างจ๊ะแม่ หมอว่ายังไงบ้าง” แม่ถามไถ่การของยายอย่างเป็นห่วงเป็นใย ตอนที่ยายต้องแอดมิทนอนโรงพยาบาล ช่วงกลางวันไม่มีคนคอยเฝ้าเพราะแม่ต้องทำงาน ส่วนฉันและน้องชายไปโรงเรียนเพราะช่วงนี้ใกล้ปิดเทอมแล้ว ฉันที่พอมีเงินอยู่บ้างจึงจ้างคนรู้จักที่สนิทกันในซอยบ้านเราให้มาดูแลยาย ส่วนกลางคืนฉันขอเป็นคนเฝ้าเอง ยายมีโรคประจำตัวหลายอย่าง โรคที่คนแก่ชอบเป็นกันนั่นแหละ เข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ก็เพราะความดันต่ำจนเป็นลมหมดสติ ค่ารักษาอื่นๆ ก็ตามมาด้วย ที่ฉันพึ่งบอกไปว่าพอมีเงินอยู่บ้าง จริงๆ แล้วจำนวนเงินเยอะใช้ได้เลยล่ะ แค่มันไม่ใช่เงินของฉันนี่สิ ย้อนไปเมื่อหลายวันก่อน ฉันปวดท้องหนักมากจนต้องวิ่งจู๊ดๆ หาห้องน้ำ ไม่รู้เป็นความบังเอิญ โชคชะตากลั่นแกล้ง หรือเพราะเป็นคนดวงซวยอยู่แล้ว ฉันจึงได้เจอกับเหตุการณ์คนทะเลาะชกต่อยกันในห้องน้ำ ไอ้เราพยายามทำตัวให้เงียบที่สุดเพราะไม่อยากมีเอี่ยวด้วย แต่เพราะท้องไส้ไม่ดีทำให้กลั้นตดไว้ไม่อยู่ เสียงผายลมดังระเบิดระเบ้อของฉันทำให้คนข้างนอกรู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตหลบด้านใน พอฉันออกมาก็เจอหน้าเขา เจอเสียงขู่ของเขา และลำดับสุดท้ายก็คือเจอกระเป๋าตังค์ของเขา ใช่แล้วล่ะ เงินจำนวนมากมายที่ฉันใช้จ้างคนเฝ้าไข้ ใช้จ่ายค่ารักษาของยาย จ่ายค่ายืนยันสิทธิ์เรียนต่อมหาลัย จ่ายค่าเทอมให้น้อง รวมไปถึงอีกสารพัดค่าใช้จ่ายเยอะแยะบานตะไท ก็คือเงินของผู้ชายหน้าโหดคนนั้น รวมไปถึงจ่ายหนี้ของแม่ที่เคยกู้นอกระบบไว้ด้วย ฉันใช้เงินที่ได้มาจากการขโมย จะว่าโล่งใจก็ถูกที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ทยอยปิดจบได้อย่างสวยงาม แต่ทุกครั้งที่ฉันใช้เงินของเขา ความรู้สึกผิดประท้วงตึงตังอยู่ในใจเสมอ ถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่อยากเอาของเขามาหน้าด้านๆ แบบนี้หรอกนะ แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อบ้านฉันจน ทุกคนกำลังเดือดร้อนลำบาก ปัญหาชีวิตก็รุมเร้าสารพัดทั้งที่ฉันพึ่งจะอายุสิบเก้าเอง! ไม่ต้องแปลกใจไป ฉันอยู่มัธยมปลายปีสุดท้ายแต่ที่อายุสิบเก้าก็เพราะเกิดหัวปียังไงล่ะ แม่กับยายคุยกันต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะให้ฉันพายายเข้าไปนอนพักผ่อนในห้อง ส่วนแม่ก็หันไปจัดการกับข้าวของที่ขนกลับมาจากโรงพยาบาล “อะ พี่ซื้อมาฝาก” “อะไรเหรอ” “แกะดูสิ” น้องชายรับถุงกระดาษจากมือฉันก่อนจะหยิบเอากล่องที่อยู่ในด้านมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นโมเดลรถแข่งที่อยากได้ก็ยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้น “เป็นไงชอบมั้ย” “ชอบมากกก แต่มันแพงนะ พี่เอาเงินที่ซื้อให้เค้าเนี่ย” น้องชายซักไซ้ฉันต่อ ต้นไผ่กับฉันเป็นพี่น้องแม่เดียวแต่คนล่ะพ่อ ซึ่งพ่อของเราสองคนต่างห่างหายตายจากตั้งแต่ยังเล็กกันทั้งนั้น มีแค่แม่และยายที่เลี้ยงดูเรามาจนโตขนาดนี้ ต้นไผ่ใกล้อายุครบสิบขวบแล้วล่ะ ใครๆ ก็บอกว่าน้องโตเป็นหนุ่มแล้ว แต่ในสายตาฉันน้องยังคงสตัฟฟ์ไว้ที่สามขวบเสมอ “เอาน่า พี่มีเงินซื้อให้เราก็แล้วกัน เล่นดีๆ ล่ะ อย่ารีบทำพังซะก่อน บอกเลยว่าไม่มีเงินซื้อใหม่ให้แล้วนะ” ฉันเลี่ยงไม่ตอบคำถามต้นไผ่ ตั้งแต่ที่ฉันออกตัวเป็นคนจ่ายค่านู่นนี่นั่นในบ้าน แม่กับยายก็สงสัยว่าฉันหาเงินจากไหน ด้วยความไม่อยากให้พวกท่านไม่สบายใจและผิดหวังในตัวฉันที่ขโมยเงินคนอื่นเขา ฉันจึงโกหกไปว่าเงินที่ได้มาคือเงินที่ขอเบิกล่วงหน้ากับพี่เจ้าของร้านที่จะไปทำงานพาร์ทไทม์เร็วๆ นี้ แม่กับยายอาจยังไม่เชื่อเต็มร้อยนะแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่ถามอะไรฉันอีก Rrrr เสียงมือถือดังขึ้นหลังจากที่พึ่งอาบน้ำเสร็จ คนที่โทรเข้าหาเบอร์ฉันได้มีแค่ไม่กี่คน เพราะฉันไม่ได้ให้ช่องทางติดต่อกับใครง่ายๆ เห็ดน้อยคอยรัก อ่านชื่อมันที่เซฟไว้ทีไรเป็นต้องหลุดยิ้มทุกที ฉันกดรับสายเห็ดพร้อมๆ กับนั่งจ่อพัดผมเพื่อเป่าผมให้แห้งเร็วๆ “มีไรค้าเพื่อนสาว” (หยงยังอยู่โรงบาลปะ) “พึ่งออกเมื่อตอนเย็นเองแก มีอะไรเหรอ” (ไปกินชาบูกัน) “ชาบูอีกแล้ว ในชีวิตนี้แกกินอย่างอื่นไม่เป็นเลยรึไง” (ง่า ก็คนมันชอบนี่นา แกไปนะ นะๆ ..ฉันเลี้ยงเอง) เห็ดมักยื่นข้อเสนอแบบนี้กับฉันเป็นประจำ บางทีฉันก็รับไว้ บางทีก็โดนยัดเยียดให้ หรือบางทีก็ปฏิเสธเพราะฉันพอมีอยู่บ้าง อย่างเช่นในตอนนี้ไงล่ะ “ไปก็ได้ แต่แกไม่ต้องเลี้ยงฉันหรอก” (ได้เลยค้าบ เจอกันร้านเดิมนะแก หรือว่าฉันไปรับแกดี) “คุณหนูเห็ดช่วยหยุดค่ะ หยุดเดี๋ยวนี้ ฉันไปเองได้หรอกน่า เจอกันที่ร้านเลย” ฉันต้องรีบเบรกยัยตัวดีไว้ก่อนที่เธอจะสั่งคนขับรถให้มารับฉันถึงหน้าบ้าน เห็ดน่ะเป็นลูกคุณหนูบ้านรวย พ่อแม่มีฐานะเงินทองมากมายผิดกับฉันคนนี้ลิบลับ “แม่ขา หนูขอออกไปกินชาบูกับเห็ดนะ” ฉันเข้าไปอ้อนแม่ที่กำลังเตรียมวัตถุดิบทำขนมในวันรุ่งขึ้น ที่บ้านฉันเป็นแม่ค้าตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ถึงแม้แม่จะแตกต่างจากคนอื่นตรงที่ช่วงเช้าจะรับงานทำความสะอาดตามบ้าน แล้วแต่ว่าใครจะจ้าง หากเมื่อเลยไปจนถึงช่วงบ่ายก็จะรีบมาช่วยยายทำขนมหวานขายในตลาดซึ่งเป็นอาชีพที่อยู่คู่ตระกูลเรามาช้านาน ช่วงที่ยายต้องเข้าโรงพยาบาล แม่จึงพักงานขายขนมไปก่อน และจะเริ่มขายใหม่วันพรุ่งนี้นี่แหละ ฉันน่ะช๊อบชอบขนมหวานฝีมือยายที่สุด โดยเฉพาะทับทิมกรอบ ของโปรดตลอดกาลของฉันเลยล่ะ “มีเงินรึเปล่าลูก ชาบูมันเท่าไรล่ะ” แม่พูดพร้อมกับหยิบกระเป๋าตังค์เพื่อจะเอาเงินให้ฉัน “ไม่ต้องหรอกแม่ หนูพอมีอยู่” “มันจะพอใช่มั้ย หนูเอาของแม่ไปก็ได้นะลูก” “ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ แม่เก็บไว้เถอะ” ฉันดันกระเป๋าตังค์คืนท่าน “ก็ได้ งั้นอย่ากลับดึกนะลูก แม่เป็นห่วง” “รับทราบค่ะ หนูไปก่อนนะ” ฉันหอมแก้มแม่ซ้ายขวาก่อนจะสะพายกระเป๋าผ้าใบเก่งเดินต้อยๆ ออกจากบ้าน ร้านที่เห็ดนัดไว้อยู่ไม่ไกลจากซอยบ้านฉันมากนัก ฉันตั้งใจว่าจะเดินไปเรียกพี่วินที่หน้าปากซอยนี่แหละ ระหว่างที่กำลังเดินฮัมเพลงอย่างสบายใจ สายตามองป้ายไวนิลแผ่นนั้นแผ่นนี้ เสียงรถตู้ที่ขับมาด้วยความเร็วค่อยๆ ดริฟต์จอดข้างๆ ฉัน นี่ถ้าเกิดเดินทะเลอะทะล่าไม่ได้อยู่บนฟุตบาทในตอนนี้ ฉันคงโดนสอยไปแล้ว แต่ยังไม่ทันหายตกอกตกใจ ชายฉกรรจ์หน้าโฉดสองคนลงจากรถมาอุ้มตัวฉันไปทันที ย้ำว่าอุ้ม! อุ้มง่ายมาก ประหนึ่งฉันเป็นตุ๊กตาอย่างไรอย่างนั้น “นะ…นี่พวกแกจับฉันมาทำไม” ซึ่งบนรถไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ชายชุดดำสองคนที่จับฉันมาสักหน่อย มองไปข้างหน้าและมองไปข้างหลัง อื้อหือ เต็มคันรถเลยล่ะ “กรี๊ดดดด! แก๊งลักเด็ก” ฉันเปล่งเสียงร้องดังลั่นรถจนพวกเขายกมืออุดหูแทบไม่ทัน หนึ่งในนั้นเอ่ยออกมาว่า “โอ้ย! เสียงหยั่งกะนกหวีด มึงแปะยาสลบดิ” และใช่ค่ะ! ก่อนที่ฉันจะได้กรีดเสียงร้องแหลมๆ ออกไปอีกครั้ง พี่บึ้มตัวใหญ่ข้างๆ ก็แปะผ้าเช็ดหน้าที่มียาสลบจนไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น โลกทั้งใบของฉันก็กลายเป็นมืดสนิท มารู้สึกตัวเอาอีกทีก็ตอนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของใครสักคน ร่างกายที่ปวดเมื่อยพยายามขยับตัวพร้อมกับเปิดเปลือกตาหนักอึ้งที่ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ รอบๆ คือผนังห้องสีขาวสะอาดตา แต่ไม่เห็นจะมีหน้าต่างสักบาน ฉันบิดตัวด้วยความเมื่อยแต่ทำไมถึงได้รู้สึกว่าขยับตัวไม่ได้เลยนะ พอลองก้มมองเท่านั้นถึงได้รู่ว่าตัวเองถูกมัดมือไพล่หลังติดกับเก้าอี้ แถมยังอยู่ในกรงเหล็กขนาดใหญ่ราวกับเป็นแค่สัตว์ตัวหนึ่ง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น… “กรี๊ดดดดด! นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย” ฉันไม่ได้ตาฝาดหรือว่าฝันร้ายไปใช่ไหม ขะ…ข้างล่างนั่น ใต้กรงที่ฉันติดอยู่คือบ่อจระเข้ขนาดใหญ่ที่มีเจ้าสัตว์ร้ายอาศัยอยู่หลายตัว พวกมันจ้องมองฉันที่ดูยังไงก็คงต้องตกเป็นอาหารอันแสนโอชะ ใครมันบ้าเล่นพิเรนทร์อะไรเนี่ย! “ตื่นมาก็แหกปากเลยนะ” น้ำเสียงเย็นยะเยือกทรงพลังถูกเปล่งออกมาจากปากของผู้ชายร่างสูงคนหนึ่ง ผู้ชายที่มีใบหน้าหล่อเหลาผสมความน่ากลัวเป็นเอกลักษณ์ มองกี่ครั้งๆ ก็รู้ซึ้งถึงดวงชะตาขาดในเร็วๆ นี้พายัพวางเค้กบนโต๊ะทรงกลมก่อนหยิบกล่องของขวัญห่อด้วยริบบิ้นสีแดงสดส่งยื่นให้คนน้อง “ของหนูค่ะ”“อะไรเหรอคะ”“ลองเปิดดูสิ” สีหน้ายิ้มภูมิใจของเขาทำให้เธอตื่นเต้นไปด้วยต้นหยงบรรจงแกะริบบิ้นและเปิดกล่องของขวัญอย่างทะนุถนอม ของด้านในไม่ใช่เครื่องประดับราคาสูงลิ่ว หากแต่มันคือน้ำหอมขวดหนึ่งเท่านั้น “กลิ่นหอมจังเลยค่ะ กลิ่นมันคุ้นๆ จัง” สีหน้าสงสัยพยายามครุ่นคิดอย่างหนัก “นี่มันกลิ่นเดียวกับเมื่อวานที่ติดเสื้อพี่นิคะ” “เก่งจริงๆ เลย เธอชอบไหมคะ พี่ทำเองเลยนะ”“ทำเอง?” เธอเบิกตามองแฟนหนุ่มอย่างประหลาดใจ “เอาเวลาที่ไหนไปทำคะ”“ก็หลังจากเลิกงาน ที่พี่กลับดึกก็เพราะแบบนี้แหละ พี่ลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมค่ะ พี่ตั้งใจทำเพื่อเธอเลยนะ อุตส่าห์เลือกกลิ่นที่คิดว่าเข้ากับเธอที่สุดเพื่อจะเอามาเซอไพรส์วันนี้ แต่เมื่อวานเกือบแผนแตก” เขาหัวเราะร่า แต่ต้นหยงกำลังตื้นตันกับคำพูดของเขา“ที่รัก..” เรียกอีกคนเสียงแผ่วก่อนจะสวมกอดเขาทั้งน้ำตาอีกครั้ง “หนูขอโทษ ที่รักทำให้หนูตั้งขนาดนี้ แต่หนูคิดมากสารพัดเลย”“ไม่เอาน่า อย่าร้องไห้สิคะ”“ฮึก! เมื่อคืนหนูก็ไม่ได้ให้ที่รักกอด เพราะหนูน้อยใจคิดว่าที่รักไป
พักหลังๆ มานี้พายัพทำงานหามเช้าหามค่ำเป็นว่าเล่น ทั้งต้องดูแลกิจการที่มีอยู่ ไหนจะมีกิจการใหม่ที่ร่วมกับหุ้นส่วนอย่างพวกเพื่อนๆ แล้วก็ยังมีร้านขนมหวานของแม่ที่คืบหน้าไปได้ด้วยดี เขาจัดการทุกอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง สมกับเป็นท่านประธานของแบล็คเรดแต่ก็เพราะหน้าที่การงานมันรัดตัวด้วยนี่ยังไงล่ะ เขาจึงไม่ค่อยมีเวลาให้แฟนสาวมากเท่าที่ควร ได้แต่หวังว่าเธอจะเข้าใจต้นหยงเปิดเทอมแล้ว เด็กสาวไปเรียนตามปกติพร้อมด้วยเพื่อนสนิททั้งสามคน ชีวิตของเธอมันควรเป็นไปอย่างเรียบเฉยเหมือนเมื่อก่อน หากไม่ใช่เพราะรูปบิกี่ที่เคยลงไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว “ใช่น้องต้นหยงปะครับ”“คะ? อะ..เอ่อ ใช่ค่ะ”“พี่ชื่อแบงค์นะ ติดตามเราในไอจี น้องสนใจมาเป็นถ่ายแบบโฆษณามั้ยครับ”“เอ่อ คือว่าหนู..” มันกระอักกระอ่วนใจเหลือเกิน เพราะต้นหยงไม่ใช่แม่เน็ตไอดอลสาวอย่างเห็ดหอมเพื่อนสนิท เธอไม่รู้จะรับมือกับความโด่งดังชั่วข้ามคืนได้ยังไง ทั้งที่ลบรูปนั้นออกไปแล้ว ก็ไม่วายมีแมวมองและรุ่นพี่ชวนไปถ่ายแบบ เล่นโฆษณาอยู่เสมอ “หนูขอเก็บไปคิดดูก่อนได้มั้ยคะพี่”“ได้สิครับ ได้เลย พี่จะรอคำตอบนะ หวังว่าเราคงได้ร่วมงานกัน” รุนพี่คนนั้
ก่อนเรื่องมันจะบานปลายไปกันใหญ่ ฉันรีบดึงแขนคนตัวสูงที่กร่างจะเข้าไปหาเรื่องแม่เลี้ยง มันคงไม่ดีต่อภาพลักษณ์ของเขาแน่ ถึงแม้ว่าฝ่ายนั้นจะกวนโมโหกันอยู่มากก็ตาม “อย่าเอาพิมเสนไปแลกเกลือค่ะ” ฉันเตือนสติเขา พี่พายัพถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หนูไม่แคร์ว่าพวกคุณจะมองพี่พายัพยังไง แต่สำหรับหนูเขาคือคนที่ดีที่สุด ถ้าพวกคุณคิดว่าเขาคือคนในครอบครัวก็คงไม่พูดจาทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้หรอกค่ะ” ไม่อยากปล่อยให้พี่พายัพเสียสุขภาพจิตไปมากกว่านี้ ฉันดึงแขนลากคนตัวสูงมาด้วยกัน ปล่อยให้เสียงด่าหยาบคายไร้วุฒิภาวะดังไล่หลัง ภายในรถขับกลับคอนโดปกคลุมไปด้วยความอึมครึมและเงียบเชียบ “พี่โอเคไหมคะ” ฉันแตะแขนคนตัวสูงเบาๆ ส่งสายตาอ่อนโยนและปลอบใจไปในตัว “ไม่ค่อยโอเคเท่าไรหรอกค่ะ พี่ไม่อยากเจอหน้าพวกเขาเลย ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอเหมือนกัน” เสียงเหนื่อยอ่อนยิ่งทำให้ฉันเป็นห่วง ความสัมพันธ์ของเขาและทั้งสามคนคงไม่ดีเลยสินะ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงพูดเรื่องที่บ้านให้ฉันฟังบ้างแล้วล่ะ “เธอไม่ต้องคิดมากนะคะ พี่ไม่เป็นอะไรหรอก แค่เซ็งเฉยๆ” ฉันยิ้มอ่อน มือที่เคลื่อนมาวางบนหน้าขาแข็งแรง บีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “พี่มีเธออยู่
แม้งานประชุมจะสิ้นสุดลงแล้ว ทว่าพี่พายัพทำตามสัญญาที่ให้ไว้คืออยู่พักผ่อนตามลำพังสองคนต่ออีกสองคืนก่อนจะกลับไปทำงานเหมือนเดิม แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ฉันก็มีความสุข ได้รับการเติมเต็มความรักจนอิ่มล้น เขาทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีมากคนหนึ่ง “ตกลงลูกชอบเตียงแบบไหน” แม่หันมาถามฉันที่ยืนใจลอยคิดถึงแฟนหนุ่ม ขณะนี้เราอยู่กันที่ร้านเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากต่างประเทศชั้นนำโดยพี่คิเรย์เป็นคนพาเข้ามา แม่ได้บ้านแล้วเรียบร้อย เป็นบ้านจัดสรรในโครงการสุดหรูของย่านท่องเที่ยวแห่งนั้น ตัวหมู่บ้านอยู่ใกล้กับที่ดินซึ่งพี่พายัพจะทำร้านขนมให้ท่าน ตอนนี้ได้ดำเนินการลงเสาเข็มไปบ้างแล้ว “หรือถ้าหนูไม่ชอบเตียงที่นี่ ให้พี่สั่งนำเข้าดีไหมคะ” พี่คิเรย์ถามอย่างเอาใจเมื่อยังเห็นฉันนิ่งเฉยไม่ยอมตอบ “ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูเอาเตียงนี้ก็ได้” ฉันชี้สุ่มไปยังเตียงคิงไซต์แต่ทว่าพอดูราคาชัดๆ อีกทีก็ต้องเบิกตากว้าง“ผมเอาเตียงนี้ด้วยนะครับ” พี่คิเรย์บอกกับพนักงานขายเฟอร์นิเจอร์อย่างรวดเร็ว “เปลี่ยนทันมั้ยคะ หนูลืมดูราคา” ฉันกระซิบเสียงแผ่วกับพี่ชาย“ทำไมคะ ราคามันยังไง”“มัน เอ่อ มันแพงค่ะ”“อ
ต้นหยง | Partฉันสูดลมหายใจเข้าออกสุดปอด ระงับความตื่นเต้นที่วิ่งจู่โจมหัวใจให้เต้นแรง ดวงตากลมโตจับจ้องบานประตูห้องน้ำด้วยความกลัวระคนกล้า ทั้งกลัวและกล้าก็ฉันนี่ไง…“เอาวะ แกทำได้ต้นหยง แกทำได้!” ฉันเรียกความมั่นใจกลับมา มองดูเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวที่สวมใส่ก่อนมือเรียวเอื้อมบิดที่จับประตูเปิดเข้าห้องน้ำซึ่งไม่ได้ล็อคราวกับรู้ว่ามีคนอยากเข้ามาหา ร่างสูงสง่าของพี่พายัพนอนแช่น้ำอุ่นอย่างสบายอารมณ์ มองเห็นกล้ามหน้าท้องเป็นลอนแข็งแรง เขารับรู้ถึงการมาของฉันเปลือกตาถึงได้ลืมขึ้นมามาเล็กน้อย ตามด้วยคิ้วเข้มเลิกสูงอย่างมีคำถามว่าเข้ามาทำไม “หนูขออาบน้ำด้วยคนนะคะ”เขาไม่ตอบและฉันก็ไม่รอ มือบางกระตุกเชือกรัดชุดคลุมจนคลายออกง่ายดายเห็นไปถึงไหนต่อไหน ฉันขยับแขนเพียงนิดเดียวชุดคลุมที่ว่าก็ไถลหลุดจากตัวลงไปกองที่ข้อเท้า เห็นได้ชัดว่าตอนนี้สายตาพี่พายัพเริ่มไม่มั่นคง เขามองฉันก่อนหันไปมองทางอื่นและหันมามองฉันอีกที อารมณ์ประมาณอยากมองตาไม่อยากเสียฟอร์มฉันยิ้มออกมาเล็กน้อย ขาเรียวสวยก้าวลงอ่างด้วยท่าทางมั่นใจ จนถึงตอนนี้พี่พายัพยังคงเมินเฉยไม่ยอมสบตาได้อย่างไรกัน “หนูถูสบู่ให้เอาไหมคะ”
การประชุมหารือสำคัญประจำปีกินเวลายาวนานกว่าสามชั่วโมง เสร็จจากประชุมคืองานเลี้ยงที่รวมเหล่าสมาชิกแก๊งแบล็คเรดและครอบครัวของแต่ละคนไว้อย่างคับคั่ง “โอ้โห! สุดจัด” เสียงมาร์ตินที่เดินตามหลังเพื่อนออกจากห้องประชุมร้องทึ่งกับบางอย่าง ดวงตาคมวาวจ้องมองบางสิ่งในสมาร์ตโฟนเครื่องหรู “รีบๆ เดินหน่อยไอ้นี่ ส่องสาวอยู่อีกล่ะสิ” คิเรย์หันไปเร่งเพื่อน แค่เห็นท่าทางของเขามันก็ดูออกหมดแล้ว “สาวที่กูส่องพวกมึงก็รู้จักกันดี” ทีแรกพายัพจะไม่สนใจด้วยซ้ำ ทว่ามาร์ตินเดินแทรกระหว่างกลางเขาและคิเรย์ มันส่งมือถือให้ดูจนทั้งสองคนหยุดเดินพร้อมกันขาแข็ง หัวใจเต้นเร็วขึ้น ใบหน้าเห่อร้อนพร้อมความโกรธที่ค่อยๆ ปกคลุมร่างกายที่เห็นนี่มันคืออะไร!เด็กสาวสองคนในชุดบิกินี่สีหวานหวาบหวิว โพสต์ท่าทางน่ารักโชว์เนื้อหนังมังสาให้คนติดตามนับแสนได้เชยชม ลำคอพายัพแห้งผาก เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ เขาและคิเรย์เงยหน้ามองตากันอย่างไม่ต้องนัดหมาย ต่างรู้กันดีว่าครั้งนี้มันยอมตามใจไม่ได้จริงๆ ในส่วนของต้นหยงและเห็ดหอม พวกเธอได้รับข้อความให้มารอในงานเลี้ยงได้เลย สถานที่ในโรงแรมหรูซึ่งมีโดมกระจกกว้าง ทำให้บรรยากาศยามค่ำ
“งั้นพี่ไปก็ได้” เขายิ้มอ่อนก่อนหันไปทางครูฝึก“ผมฝากน้องสาวด้วยนะครับ”“ได้ครับคุณคิเรย์ ผมจะดูแลน้องต้นหยงให้เป็นอย่างดีครับ” ครูฝึกหนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ในเวลาต่อมาฉันก็แยกย้ายจากพี่คิเรย์เพื่อเข้าห้องฝึกซ้อมของตัวเอง ในขณะที่กำลังกวาดสายตาหันมองรอบๆ ห้องซ้อมแบบส่วนตัว พร้อมกับฟังครูฝึกอธิบ
ใกล้วันประชุมหารือเรื่องแก๊งแบล็คเรดที่ตอนนี้มีข่าวหลุดรั่วออกไปถึงความสั่นคลอนของคนในแก๊ง พายัพไม่อยากให้ข่าวแพร่กระจายไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะอย่างที่รู้ๆ ว่าศัตรูในวงการนี้มันมีรอบด้านและพร้อมรอเสียบเพื่อไต่ขึ้นมาเป็นใหญ่อยู่ตลอดเวลา เขาจึงได้นัดแนะเพื่อนสนิททั้งสี่คนมาที่คฤหาสน์เพื่อทำการเจรจา
ขณะนั้นเองแสงไฟจากรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขับผ่านมาทางนี้ตามด้วยเสียงเป่านกหวีดแหลมบาดหู ปี๊บๆ! “มีอะไรกันรึเปล่าครับ” ดั่งสวรรค์เห็นใจผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้นหยงมองผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ทั้งสองนายที่จอดรถมองเธอและคุณพายัพอย่างสงสัย ได้ทีของเด็กสาวที่จะหนีเอาตัวรอดและเล่นงานไอ้คนโรคจิตคืน “คุณตำรวจช่
“ตกลงจะเอาไง ที่ดินแม่มึงอะ จะเอาคืนมั้ย” “ทำไมมึงชอบเสือกจังวะ!” “งั้นเรากลับกันเถอะครับคุณลุง ไปต้นหยง..” “เดี๋ยว!” พายัพกดอารมณ์ไม่พอใจต่างๆ ไว้ให้ลึกที่สุด เขายอมรั้งอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าทางนั้นเอาจริง หากเขาไม่ยอมตกลงเรื่องยกเลิกสัญญาที่ทำไว้กับต้นหยง เห็นทีที่ดินของแม่คงไม่ได้กลับคืนง่ายๆ “







