로그인“คะ…คุณ” กว่าจะพูดคำแรกได้เล่นเอากลั้นหายใจจนเหนื่อยเลยล่ะ “คุณจับฉันมาทำไม แล้วนี่…ฉันอยู่ที่ไหนวะเนี่ย”
“ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าฉันจับเธอมาทำไม” น้ำเสียงเข้มขรึมมีแววไม่พอใจต่อท่าทางของฉัน อันที่จริงฉันรู้อยู่แก่ใจแต่แค่ตีบทเด็กสาวที่ถูกกระทำก็เท่านั้น “เธอเอาอะไรไปจากฉันล่ะ” สายตาคมดุทำให้ฉันต้องกลืนน้ำลายตาม หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะความหวาดหวั่น “อะ…เอาอะไรไปเหรอคะ” ฉันตีหน้าซื่อถามกลับก่อนจะได้รับยิ้มเหี้ยมเกรียมจากเขา ตึง! “กรี๊ดดดด!” “เลิกทำเป็นไม่รู้สักที! เธอขโมยกระเป๋าตังค์ฉันไปไม่ใช่เหรอ” เสียงร้องเสียขวัญของฉันกับเสียงตะคอกของเขาที่ยืนมองอยู่เบื้องล่างดังพร้อมๆ กัน ไอ้บ้านั่นมันกดปุ่มอะไรสักอย่างทำให้กรงเหล็กที่ขังฉันอยู่เนี่ย ลดระดับลงมาอีกนิดหนึ่ง เห็นน้องๆ จระเข้ชัดกว่าเดิมอีก ฉันคิดว่าถ้าตัวเองยังแกล้งไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปเรื่อยๆ เขาก็จะต้องกดปุ่มบ้าๆ นั่นจนในที่สุดกรงก็หย่อนจ๋อมลงน้ำ ฉันก็จะกลายเป็นอาหารของจระเข้ชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์! “นะ…หนูขอโทษ หนูเป็นคนเอาเงินของคุณไปเองค่ะ” “นั่นไง เธอจริงๆ ด้วย” สายตาเคืองโกรธของเขาราวจะฆ่าฉันให้ได้ “หนูก็ไม่ได้อยากขโมยเงินคุณหรอกค่ะ ตะ…แต่หนูจำเป็นจริงๆ” “ขโมยก็พูดแบบนี้ทุกคน ปากบอกไม่อยากได้แต่ก็เอาของคนอื่นไปหน้าตาเฉย แล้วมาอ้างว่าจำเป็น จำเป็นแล้วทำไมไม่ไปทำงานวะ!” ฮืออออออ พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหยงด้วย นอกจะหน้าซีดปากซีดแล้วเนี่ย ฉันยังรู้สึกว่าร่างกายเหมือนไม่มีเลือดหมุนเวียนอยู่เลย “หนูจำเป็นจริงๆ นะคะ ครอบครัวหนูลำบากมาก เงินที่หนูเอาของคุณไปหนูก็เอาไปจ่ายในส่วนที่จำเป็นจริงๆ ถ้าเลือกได้หนูก็ไม่อยากทำเรื่องไม่ดีเลยค่ะ” ฉันพูดด้วยความรู้สึกแท้จริง ไม่มีใครอยากเป็นขโมยหรอกนะ แต่ความจนมันบีบบังคับให้ฉันต้องทำ แค่คิดว่าจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่ารักษายายที่เจ็บออดๆ แอดๆ มาตลอด ไหนจะหนี้ของแม่ ค่าเทอม ค่าเสื้อผ้าของตัวเองและน้องอีก สมองตอนนั้นของฉันมันประมวลผลได้แค่นี้แหละ “อย่าเอาความลำบากมาเป็นข้ออ้างในการทำผิด เลิกพูดให้ตัวเองดูน่าสงสารสักที ยังไงซะเธอก็คือขโมย” เขาชี้นิ้วมาทางฉัน นัยต์ตาคมกริบราวจะบาดทะลุเสียให้ได้ ผู้ชายคนนี้น่ากลัวเป็นบ้า ข้างล่างนั่นไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวหรอก แต่ยังมีลูกน้องอีกสองคนยืนขนาบข้างซ้ายขวาเหมือนพวกบอดี้การ์ดเลยล่ะ “หนูยอมรับค่ะว่าหนูเป็นขโมย คุณอย่าทำอะไรหนูเลยนะคะ หนูสัญญาว่าจะหาเงินมาคืนคุณให้ครบทุกบาททุกสตางค์เลยค่ะ” “เธอจะมีปัญญาเหรอวะในเมื่อยังขโมยของฉันไปใช้อยู่เลย” “นะ…หนูจะพยายามหามาคืนคุณให้เร็วที่สุดค่ะ หนูไม่เบี้ยวแน่ๆ เอาหัวเป็นประกันเลย” “หัวจะได้หลุดออกจากบ่าจริงๆ น่ะสิ” น้ำเสียงเชือดเฉือนจากเขาทำเอาฉันหายใจสะดุด ใบหน้าที่ตื่นกลัวอยู่แล้วคงแย่จนดูไม่ได้ “ในกระเป๋าฉันนอกจากเงินสดเกือบแสนก็ยังมีแหวนเพชรอีกวง เธอเอามันไปขายที่ไหน!” “วะ…แหวน? แหวนอะไรคะ หนูไม่รู้” ฉันตอบหน้าตาตื่นเพราะเรื่องแหวนที่เขาพูดมา ฉันไม่รู้ไม่เห็นจริงๆ “อย่ามาตีหน้าซื่อ แหวนเพชรวงนั้นขายได้ตั้งหลายล้าน ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร ก็คนที่ขโมยกระเป๋าฉันไปมันก็คือเธอนิ” เขาข่มเสียงขู่พร้อมหยิบกระเป๋าตังค์ที่ว่าถือให้ฉันเห็นชัดๆ ตอนที่ฉันสลบเขาก็เอามันคืนไปสินะ “แต่เรื่องแหวนที่คุณว่ามา หนูไม่รู้จริงๆ นะ ไม่เห็นจะมีแหวนสักวง” “ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะใครวะ! รู้รึเปล่าว่าแหวนวงนั้นสำคัญกับฉันมากแค่ไหน เธอนี่แม่ง!” ตึง! “กรี๊ดดด! ก็หนูไม่รู้จริงๆ หนูไม่ได้เอาแหวนคุณไปเลยนะคะ สาบานให้ฟ้าผ่าตายก็ได้” ฉันหวีดเสียงร้องตกใจเพราะเขากดปุ่มเฮงซวยนั่นอีกแล้ว ทำให้ตอนนี้พื้นกรงลอยอยู่เหนือสระน้ำแค่ไม่เท่าไรเอง “อย่าเสียเวลาสาบานเลยเถอะ เธอจะได้ตายฟรีน่ะสิ” แววตามัจจุราชมองฉันราวจะเผาให้มอดไหม้กันไปข้าง “ฉันให้โอกาสเธอสารภาพอีกครั้ง ถ้ายังโกหกอีกก็เตรียมตัวเป็นอาหารเลี้ยงไอ้เข้ในบ่อได้เลย” มะ…ไม่นะ! ถึงฉันจะค่อนข้างมั่นใจว่าเนื้อตัวเองต้องหวาน อร่อยแน่ๆ แต่ฉันก็ไม่อยากดับอนาถแบบนี้ “ฮือออ คุณจะให้หนูพูดกี่รอบ หนูก็ตอบเหมือนเดิมว่าไม่มีรู้เรื่องแหวนอะไรนั่นจริงๆ ส่วนเงินที่หนูเอาของคุณไป หนูเอาจ่ายค่ารักษาของยาย ค่าหนี้ของแม่ ค่าชุดนักเรียนใหม่ของน้อง แล้วก็ค่าเทอมตัวเอง” ฉันพูดเร็วแทบลืมหายใจเพราะกลัวว่าตัวเองอาจไม่มีโอกาสได้พูดอีก เขาหรี่ตามองฉันราวเครื่องสแกนจับพิรุธโกหก ซึ่งที่ฉันพูดไปมันเรื่องจริงทั้งหมดเลย “ตะ…แต่หนูจะพยายามหามาใช้คืนคุณค่ะ” “ทั้งเงินทั้งแหวนน่ะเหรอ เธอหาเงินทั้งชาติจะคืนฉันครบรึเปล่าเถอะ” ถึงแม้อยากปฏิเสธอีกรอบว่าเรื่องแหวนอะไรนั่นฉันไม่รู้จริงๆ แต่เขาไม่ฟังหรอก เผลอๆ อาจบันดาลโทสะกดปุ่มบ้านั่นส่งฉันให้ไอ้เข้เลยก็ได้ “ให้หนูชดใช้คุณยังไงก็ได้ แต่อย่าทำอะไรหนูเลยนะคะ หนูยังไม่อยากตาย ถ้าหนูตายไปคนที่บ้านจะอยู่ยังไง” เขาเลิกคิ้วเข้มราวตั้งคำถามถึงสิ่งที่ฉันพล่ามออกไปว่าเกี่ยวอะไรกับเขา “เธอจะชดใช้ให้ฉันได้ทุกอย่างจริงๆ ใช่มั้ย” แทบไม่ต้องคิดซ้ำรอบสอง ฉันพยักหน้ารับรัวๆ ด้วยหัวใจที่พอมีความหวังขึ้นมาทันที “คุณจะให้หนูทำอะไรก็ได้ค่ะ” “ทุกอย่างเลยเหรอ” คราวนี้ฉันเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไป แววตาเขาทอประกายเข้มจัด ดูไม่น่าไว้ใจอย่างบอกไม่ถูก หวังว่าเขาคงไม่เรียกร้องอะไรพิเรนทร์ๆ หรอกนะ “เธออายุครบสิบแปดรึยัง” “ถะ…ถามทำไมคะ” อยากตบปากตัวเองที่ไม่สามารถเก็บเสียงสั่นๆ ได้เลย “ถามก็ตอบ” เขาถือรีโมตเตรียมกดปุ่มนั้นอีกครั้ง แค่เห็นฉันก็เตรียมกรี๊ดแล้วล่ะ “สิบเจ็ดค่ะ นะ…หนูพึ่งอายุสิบเจ็ด” ฉันโกหกคำโตเพราะไม่ไว้ใจสายตามีเล่ห์เหลี่ยมของเขา จะไปรู้รึไงว่าเขาคิดบ้าอะไรอยู่ อย่างเรื่องที่จับฉันมาใส่กรงล่อไอ้เข้ คนปกติที่ไหนเขาทำกันนอกซะจาก…คนโรคจิต! เขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่สายตาพราวระยับไม่ได้ละหนีไปจากตัวฉันเลย “งั้นเธอก็ต้องเซ็นสัญญายินยอมว่าอายุครบสิบแปดเมื่อไร เธอยินดีให้ฉันทำอะไรก็ได้เกี่ยวกับตัวเธอ” “หมายความว่าไงคะ” “อย่าโง่ไปหน่อยเลย มันก็หมายความว่าฉันมีสิทธิ์ในตัวเธอทุกๆ อย่าง” เขาพูดอย่างสบายๆ ผิดกับฉันที่หัวใจเต้นแรงระรัว สิ่งที่เขาพูดมันตีความหมายได้หลายอย่างเลยนะ มีสิทธิ์ในตัวฉัน ถ้าไม่ได้พิสวาสแบบที่อยากจะได้ไปขัดดอกเหมือนในนิยาย ก็คงจะเป็น…ฆ่าแล้วเอาชิ้นส่วนไปขายในตลาดมืด แค่คิดถึงตรงนี้ฉันก็แทบลมจับแล้วล่ะ ฉันปลดหนี้ให้แม่ได้แต่ตัวเองดันกลายมาเป็นหนี้แทน แถมจำนวนเงินไม่ใช่น้อยๆ ด้วย “แล้วระหว่างนี้เธอก็ต้องมาทำงานในคลับฉันไปพลางๆ จะได้หักหนี้ที่เธอติดค้างไว้ไง” โอ้ย ฉันจะบ้าตาย นี่เขากะจะเอาให้คุ้มทุกทางเลยใช่ไหม “เป็นไง โอกาสที่ฉันยื่นให้เธอ ถูกใจรึเปล่า” ถูกใจกับผีน่ะสิ! ฉันอยากตะโกนคำนี้ใส่หน้าเขามาก “แล้วถ้าหนูหาเงินมาคืนคุณครบทั้งหมดก่อนอายุสิบแปดล่ะคะ สัญญาที่ว่าจะยกเลิกได้ไหม” เขาแสยะยิ้มกริ่ม สองมือล้วงกระเป๋าวางมาดขรึมพร้อมส่งสายตาคมกล้ามองฉัน “ก็เอาสิ ถ้าเธอคิดว่าตัวเองมีทางหาเงินสามสิบล้านมาคืนฉันในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี” น้ำเสียงเยาะเย้ยทำฉันจุกอกไปหมด ยี่สิบล้าน! นี่เขารวมเงินค่าแหวนเพชรบ้าบอนั่นไปด้วยเหรอเนี่ย “ว่าไง พร้อมเซ็นสัญญารึยัง” คนที่แทบจะฆ่าฉันอยู่หยกๆ กลับเปลี่ยนเป็นอารมณ์ดีไปเสียได้ ร้ายกาจชะมัด ฉันมองไปยังบ่อจระเข้เบื้องล่าง ถึงยังไงก็ยังไม่อยากตายตอนนี้นี่นา กรรมที่ฉันทำไว้ติดจรวดเร็วดีจริงๆ ฉันก็ต้องก้มหน้าก้มตาชดใช้มันสินะ “ก็ได้ค่ะ หนูตกลงเซ็นสัญญากับคุณ” ฉันว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป เมื่อครู่เขาเผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะให้ด้วยล่ะ น่าหมั่นไส้ชะมัดเลย“ขึ้นไปนั่งบนโซฟาซะ!” เสียงเข้มออกคำสั่งจนร่างเล็กสะดุ้งโหยง เธอเดินหนีบขาด้วยความหวาดกลัวปนอับอายก่อนจะก้าวขาขึ้นนั่งบนโซฟาตัวสีเทาที่ตั้งเด่นกลางห้องน้ำหรู ต้นหยงก้มหน้าร้องไห้กระซิกแทบไม่กล้าสบตาพายัพ เกิดมาทั้งชีวิตนี้ไม่เคยต้องแก้ผ้าต่อหน้าผู้ชายคนไหนมาก่อน ร่างสูงเดินมาหยุดยืนด้านหน้าก่อนจะเชยคางมนขึ้นสบตา เขาแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมมองคนตัวเล็กที่ร้องไห้จนจมูกแดงเรื่อ “กลัวเหรอต้นหยง” พายัพเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ร่างเล็กค่อยๆ พยักหน้าให้เขา “แล้วทำไมตอนโกหกฉันไม่เห็นกลัวเลยล่ะ ถ้าจะมากลัวเอาตอนนี้คงไม่ทันแล้วมั้ง” แรงบีบแก้มจากมือสากทำเอาต้นหยงเจ็บแปลบ จากนั้นเขาก็ปล่อยมือออกจากใบหน้าเธอก่อนจะออกคำสั่งอย่างต่อไป “เลิกทำตัวน่าสงสารได้แล้ว สิ่งที่เธอควรจะทำในตอนนี้คือเอาร่างกายชดใช้หนี้ให้ฉัน รีบๆ จัดการกับมันซะ” เขาข่มขู่พร้อมส่งสายตาให้ต้นหยงมองสิ่งที่แข็งขึงใต้กางเกงหนา มันดุนดันเนื้อผ้าออกมาจนซิบใกล้ปริเต็มที เด็กสาวปาดน้ำตาก่อนจะค่อยๆ รวบรวมความกล้าเอื้อมมือไปรูดซิบกางเกงให้เขา แต่เธอก็ยังคงหวาดกลัวสิ่งที่ซุกซ่อนด้านในอยู่ดี “เอามันออกมาซะต้นหยง” “นะ…หนู
พายัพเดินทางมาถึงผับ พบว่าต้นหยงและเพื่อนที่มาด้วยกันเมาแอ๋จนสลบไปแล้ว เขาจึงสั่งให้ลูกน้องคนสนิทคือสิงหาและองอาจแบกร่างเล็กของทั้งคู่ขึ้นชั้นบน การปรากฏตัวของพายัพที่นี่ดึงดูดความสนใจไม่น้อย เพียงไม่นานคิเรย์เจ้าของผับก็ปรากฏตัวขึ้นหลังจากให้เขาทนนั่งรอหลายนาที “มาหากูถึงนี่มีไรวะ” หนุ่มลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นหน้าตาหล่อเหลาเอ่ยถามพร้อมนั่งตรงข้ามเพื่อนสนิท หัวคิ้วขมวดมองด้วยความสงสัย ปกติพายัพเป็นคนติดงานและน้อยมากที่มันจะเป็นฝ่ายมาหาเพื่อนก่อน นอกจากเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ “ผับของมึงไม่ได้คัดกรองแขกเลยเหรอวะ ทำไมปล่อยให้เด็กอายุไม่ถึงยี่สิบเข้ามาได้” น้ำเสียงฉุนและใบหน้าแสดงอาการไม่พอใจทำให้คิเรย์รู้ว่าเพื่อนกำลังจริงจังมากแค่ไหน แต่สิ่งที่พายัพพูดมากำลังทำให้เขางุนงง “เด็กที่ไหนของมึงวะ ผับกูการ์ดคุมเข้มทุกคน มันไม่มีใครรอดสายตากูไปได้หรอก” “เหรอ งั้นมึงมาดูนี่” พายัพพูดเสร็จก็ลุกขึ้นเดินนำเจ้าของผับมายังอีกห้องที่สามารถทะลุถึงกันได้ ปรากฏให้เห็นร่างเล็กของเด็กสาวสองคนที่นอนแก้มแดงบนเตียงด้วยความเมามาย “เฮ้ย! น้องเห็ด” คิเรย์ตาโตในทันทีเพราะเด็กสาวชุดสีชมพูคือหลานของตัวเอง ส่
“พอดีในครัวเด็กมันป่วยกันหลายคนเลยไม่ได้มาทำงาน ป้าขอแรงหนูต้นหยงยกน้ำกับขนมไปให้แขกคุณพายัพหน่อยสิลูก” “แต่เมื่อวานป้าบอกหนูเองนี่คะว่าถ้างานไหนที่คุณพายัพไม่ได้สั่งให้หนูทำ หนูก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง” ฉันยังจำได้เลยนะ ป้าแม่บ้านใหญ่ลืมไปแล้วเหรอ “ก็เมื่อวานมันไม่ใช่งานเร่งงานด่วนเหมือนในตอนนี้ อีกอย่างในครัวก็ขาดคนไปเยอะ แต่ถ้าหนูไม่เต็มใจจะช่วยป้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก” ฉันดูเป็นคนใจร้ายไปเลย “ก็ได้ค่ะ หนูช่วยก็ได้” รับปากทั้งที่ไม่อยากเห็นหน้าคนใจร้าย เกิดฉันทำอะไรไม่เข้าท่าขึ้นมาอีกคงได้อับอายแขกเขากันพอดี ป้าแม่บ้านใหญ่ให้ฉันนำน้ำและขนมไปเสิร์ฟคู่กับสาวใช้อีกคนยังชั้นบนของบ้าน ภายในห้องมีคุณพายัพนั่งคุยบางอย่างด้วยสีหน้าจริงจัง ผู้รับฟังที่เหลือสี่คนคือเพื่อนของเขา ส่วนผู้หญิงหนึ่งเดียวคือคุณจุ๊บแจง ฉันไม่ได้มองพวกเขานานนักแต่รีบนำน้ำกับขนมไปเสิร์ฟตามหน้าที่ที่ได้รับสั่ง ไม่แน่ใจว่าคุณพายัพตั้งใจมองฉันหรือเปล่า แต่ตอนที่เงยหน้าขึ้นก็ดันสบตาเข้ากับเขาที่จ้องมองกันอยู่ก่อนแล้ว สีหน้าแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา แล้วคิดว่าเขาทำเป็นแค่คนเดียวเหรอไง ฉันก็ตีหน้านิ่งไร้อารมณ์กลับ เสมือนว่
เจ้าของคลับเอ่ยปากไล่ฉันเองว่าจะไปไหนก็ไป แต่พอฉันจะไปจริง เขาก็สั่งให้พี่ตะวันพาฉันไปรู้จักกับพี่ๆ ที่บาร์เหล้า แล้วอย่างนี้จะมีตัวเลือกให้ตั้งแต่แรกทำไม “นี่คือคุณต้นหยง ลูกหนี้ของคุณพายัพ” พี่ตะวันแนะนำตัวฉันได้ตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อม ไม่มีเลี้ยวแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเมื่อบอกไปแล้วฉันก็ได้แต่ยิ้มแหยพร้อมยกมือไหว้สวัสดีพวกพี่ๆ ที่จ้องมองมาเป็นตาเดียว “หนูชื่อต้นหยงค่ะ เรียกหยงเฉยๆ ก็ได้ ฝากตัวด้วยนะคะพี่ๆ” อ่อนน้อมถ่อมตนสุดๆ “พี่ชื่อคินทร์นะครับ โสด ยังไม่มีหวานใจ” พี่ผู้ชายคนแรกแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้มหวานแกมกะล่อน พร้อมยื่นมือมาทำความรู้จักกับฉัน แต่เขาก็โดนพี่ผู้หญิงอีกคนกระแทกตัวจนกระเด็นออกจากวงไปซะก่อน “น้อยๆ หน่อยไอ้คินทร์ แกไม่ได้ยินที่ตะวันบอกรึไงว่าน้องต้นหยงเป็นลูกหนี้คุณพายัพ ยังจะหน้าม่อไม่เลือกเดี๋ยวก็ได้หัวกุดหรอก” พี่สาวท่าทางใจดีคนนี้พูดจบก็หันมายิ้มแย้มกับฉัน “พี่ชื่อลิตานะคะ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ถ้าน้องหยงต้องการอะไรเรียกใช้ได้ตลอดเลย” “โห หยงไม่กล้าหรอกค่ะพี่” ฉันรีบยกมือปฏิเสธเพราะว่าตัวเองไม่ได้ใหญ่โตมาจากไหน เป็นเพียงลูกหนี้เจ้าของคลับเท่านั้น “ไม่ต้องเกรงใจหรอก
“ว้ายยยย!” เสียงกรีดร้องของต้นหยงดังพร้อมกับเสียงน้ำในอ่างที่กระเพื่อมใส่ตัวจนเปียกโชกเพราะพายัพดึงร่างเด็กสาวลงมาจนตอนนี้เธอคร่อมตัวเปล่าเปลือยของเขา “คะ…คุณทำอะไรคะเนี่ย อื้อออ! อึก” ยังไม่ทันได้ส่งเสียงน่ารำคาญไปมากกว่านั้น ริมฝีปากอวบอิ่มโดนประกบจูบอย่างรวดเร็ว แม้จะขัดขืนตั้งใจดิ้นหนีขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรงแต่กลับโดนมือหยาบจับรั้งไว้แน่น เขาล็อคศรีษะเธอให้เอียงรับจูบเร่าร้อน ฟันคมๆ ขบกัดกลีบปากจนเลือดซิบเพราะเห็นว่าต้นหยงไม่ให้ความร่วมมือ จนเมื่อเธอเผลออ้าปากเพราะความเจ็บ เขาจึงดันลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัด สำรวจทั่วโพรงปากอิ่ม จูบกระชากวิญญาณจนต้นหยงที่ไม่ประสีประสาและพึ่งถูกผู้ชายจูบครั้งแรกแทบขาดอากาศหายใจ “อึก…อื้อ” พายัพป้อนจูบรุนแรงหนักหน่วงใส่เด็กสาวมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเป็นการลงโทษและความปรารถนาที่กำลังก่อตัว เขาคงเผลอใจไปมากกว่านี้หากต้นหยงไม่ทุบอกซ้ำๆ เรียกสติ “เฮือกกก! ฮึก” เมื่อหลุดจากพันธนาการริมฝีปากเดือดเร่า ต้นหยงที่ทั้งตกใจและเสียขวัญจนไม่อาจกลั้นน้ำตาไหว เธอทั้งเจ็บปากและเจ็บใจที่เขาทำราวกับเธอเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ “ร้องไห้ทำไมวะ!” พายัพถามเสียงหงุดหงิด ทั้งที่เข
หลังกลับจากภูเก็ต ต้นหยงยังต้องทำงานใช้หนี้ที่คฤหาสน์ตระกูลอัครเตโชภิวัฒน์ เพียงแต่งานของเธอไม่ได้มากมายร่ายยาวเป็นหางว่าวเหมือนครั้งแรกอีกแล้ว เด็กสาวรู้มาจากปากแม่นมถึงเรื่องครั้งก่อนที่เขาลงโทษเธอโดยการให้เป็นเหยื่อล่อเสือ เสือที่แปลว่าเสือจริงๆ สัตว์สี่ขาที่เลี้ยงไว้ในคฤหาสน์ของเขา แม่นมบอกว่าจริงๆ มันคือแผนลองใจ คุณพายัพก็แค่อยากรู้ว่าต้นหยงเป็นคนนิสัยใจคออย่างไร และสิ่งที่เห็นคือเด็กสาวออกหน้ารับผิดแทนทุกคน ไม่ได้โยนความผิดให้ใครเลย ตั้งแต่รู้เรื่องนี้เธอก็ระมัดระวังตัวเองเป็นอย่างดีเพราะกลัวเขามีแผนบ้าๆ พิสดารมาลองใจกันอีก ในทุกๆ วันต้นหยงจะรีบทำงานในส่วนของตัวเองให้เสร็จ ทำให้เธอมีเวลามากพอที่จะรับงานเสริมพิเศษเพื่อหารายได้อีกทาง นั่นก็คือเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ร้านคาเฟ่ “สวัสดีค่ะคุณลูกค้า รับเมนูอะไรดีคะ” เด็กสาวใบหน้าสวยหวานเด่นสะดุดสายตาแขกหลายคน รอยยิ้มของต้นหยง เรียกได้ว่าทำให้พื้นที่โดยรอบสว่างสดใสขึ้นมาในทันที “พี่เอาชาส้ม ทีรามิสุและก็ชีสเค้กค่ะ” ระหว่างที่กำลังยืนจดเมนูอย่างตกอกตั้งใจ ต้นหยงไม่มีทางรู้เลยว่าการที่เธอหนีมาทำงานแบบนี้กำลังจะสร้างความเดือดร้อนแก่ตัวเอ







