LOGIN“คะ…คุณ” กว่าจะพูดคำแรกได้เล่นเอากลั้นหายใจจนเหนื่อยเลยล่ะ “คุณจับฉันมาทำไม แล้วนี่…ฉันอยู่ที่ไหนวะเนี่ย”
“ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าฉันจับเธอมาทำไม” น้ำเสียงเข้มขรึมมีแววไม่พอใจต่อท่าทางของฉัน อันที่จริงฉันรู้อยู่แก่ใจแต่แค่ตีบทเด็กสาวที่ถูกกระทำก็เท่านั้น “เธอเอาอะไรไปจากฉันล่ะ” สายตาคมดุทำให้ฉันต้องกลืนน้ำลายตาม หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะความหวาดหวั่น “อะ…เอาอะไรไปเหรอคะ” ฉันตีหน้าซื่อถามกลับก่อนจะได้รับยิ้มเหี้ยมเกรียมจากเขา ตึง! “กรี๊ดดดด!” “เลิกทำเป็นไม่รู้สักที! เธอขโมยกระเป๋าตังค์ฉันไปไม่ใช่เหรอ” เสียงร้องเสียขวัญของฉันกับเสียงตะคอกของเขาที่ยืนมองอยู่เบื้องล่างดังพร้อมๆ กัน ไอ้บ้านั่นมันกดปุ่มอะไรสักอย่างทำให้กรงเหล็กที่ขังฉันอยู่เนี่ย ลดระดับลงมาอีกนิดหนึ่ง เห็นน้องๆ จระเข้ชัดกว่าเดิมอีก ฉันคิดว่าถ้าตัวเองยังแกล้งไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปเรื่อยๆ เขาก็จะต้องกดปุ่มบ้าๆ นั่นจนในที่สุดกรงก็หย่อนจ๋อมลงน้ำ ฉันก็จะกลายเป็นอาหารของจระเข้ชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์! “นะ…หนูขอโทษ หนูเป็นคนเอาเงินของคุณไปเองค่ะ” “นั่นไง เธอจริงๆ ด้วย” สายตาเคืองโกรธของเขาราวจะฆ่าฉันให้ได้ “หนูก็ไม่ได้อยากขโมยเงินคุณหรอกค่ะ ตะ…แต่หนูจำเป็นจริงๆ” “ขโมยก็พูดแบบนี้ทุกคน ปากบอกไม่อยากได้แต่ก็เอาของคนอื่นไปหน้าตาเฉย แล้วมาอ้างว่าจำเป็น จำเป็นแล้วทำไมไม่ไปทำงานวะ!” ฮืออออออ พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหยงด้วย นอกจะหน้าซีดปากซีดแล้วเนี่ย ฉันยังรู้สึกว่าร่างกายเหมือนไม่มีเลือดหมุนเวียนอยู่เลย “หนูจำเป็นจริงๆ นะคะ ครอบครัวหนูลำบากมาก เงินที่หนูเอาของคุณไปหนูก็เอาไปจ่ายในส่วนที่จำเป็นจริงๆ ถ้าเลือกได้หนูก็ไม่อยากทำเรื่องไม่ดีเลยค่ะ” ฉันพูดด้วยความรู้สึกแท้จริง ไม่มีใครอยากเป็นขโมยหรอกนะ แต่ความจนมันบีบบังคับให้ฉันต้องทำ แค่คิดว่าจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่ารักษายายที่เจ็บออดๆ แอดๆ มาตลอด ไหนจะหนี้ของแม่ ค่าเทอม ค่าเสื้อผ้าของตัวเองและน้องอีก สมองตอนนั้นของฉันมันประมวลผลได้แค่นี้แหละ “อย่าเอาความลำบากมาเป็นข้ออ้างในการทำผิด เลิกพูดให้ตัวเองดูน่าสงสารสักที ยังไงซะเธอก็คือขโมย” เขาชี้นิ้วมาทางฉัน นัยต์ตาคมกริบราวจะบาดทะลุเสียให้ได้ ผู้ชายคนนี้น่ากลัวเป็นบ้า ข้างล่างนั่นไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวหรอก แต่ยังมีลูกน้องอีกสองคนยืนขนาบข้างซ้ายขวาเหมือนพวกบอดี้การ์ดเลยล่ะ “หนูยอมรับค่ะว่าหนูเป็นขโมย คุณอย่าทำอะไรหนูเลยนะคะ หนูสัญญาว่าจะหาเงินมาคืนคุณให้ครบทุกบาททุกสตางค์เลยค่ะ” “เธอจะมีปัญญาเหรอวะในเมื่อยังขโมยของฉันไปใช้อยู่เลย” “นะ…หนูจะพยายามหามาคืนคุณให้เร็วที่สุดค่ะ หนูไม่เบี้ยวแน่ๆ เอาหัวเป็นประกันเลย” “หัวจะได้หลุดออกจากบ่าจริงๆ น่ะสิ” น้ำเสียงเชือดเฉือนจากเขาทำเอาฉันหายใจสะดุด ใบหน้าที่ตื่นกลัวอยู่แล้วคงแย่จนดูไม่ได้ “ในกระเป๋าฉันนอกจากเงินสดเกือบแสนก็ยังมีแหวนเพชรอีกวง เธอเอามันไปขายที่ไหน!” “วะ…แหวน? แหวนอะไรคะ หนูไม่รู้” ฉันตอบหน้าตาตื่นเพราะเรื่องแหวนที่เขาพูดมา ฉันไม่รู้ไม่เห็นจริงๆ “อย่ามาตีหน้าซื่อ แหวนเพชรวงนั้นขายได้ตั้งหลายล้าน ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร ก็คนที่ขโมยกระเป๋าฉันไปมันก็คือเธอนิ” เขาข่มเสียงขู่พร้อมหยิบกระเป๋าตังค์ที่ว่าถือให้ฉันเห็นชัดๆ ตอนที่ฉันสลบเขาก็เอามันคืนไปสินะ “แต่เรื่องแหวนที่คุณว่ามา หนูไม่รู้จริงๆ นะ ไม่เห็นจะมีแหวนสักวง” “ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะใครวะ! รู้รึเปล่าว่าแหวนวงนั้นสำคัญกับฉันมากแค่ไหน เธอนี่แม่ง!” ตึง! “กรี๊ดดด! ก็หนูไม่รู้จริงๆ หนูไม่ได้เอาแหวนคุณไปเลยนะคะ สาบานให้ฟ้าผ่าตายก็ได้” ฉันหวีดเสียงร้องตกใจเพราะเขากดปุ่มเฮงซวยนั่นอีกแล้ว ทำให้ตอนนี้พื้นกรงลอยอยู่เหนือสระน้ำแค่ไม่เท่าไรเอง “อย่าเสียเวลาสาบานเลยเถอะ เธอจะได้ตายฟรีน่ะสิ” แววตามัจจุราชมองฉันราวจะเผาให้มอดไหม้กันไปข้าง “ฉันให้โอกาสเธอสารภาพอีกครั้ง ถ้ายังโกหกอีกก็เตรียมตัวเป็นอาหารเลี้ยงไอ้เข้ในบ่อได้เลย” มะ…ไม่นะ! ถึงฉันจะค่อนข้างมั่นใจว่าเนื้อตัวเองต้องหวาน อร่อยแน่ๆ แต่ฉันก็ไม่อยากดับอนาถแบบนี้ “ฮือออ คุณจะให้หนูพูดกี่รอบ หนูก็ตอบเหมือนเดิมว่าไม่มีรู้เรื่องแหวนอะไรนั่นจริงๆ ส่วนเงินที่หนูเอาของคุณไป หนูเอาจ่ายค่ารักษาของยาย ค่าหนี้ของแม่ ค่าชุดนักเรียนใหม่ของน้อง แล้วก็ค่าเทอมตัวเอง” ฉันพูดเร็วแทบลืมหายใจเพราะกลัวว่าตัวเองอาจไม่มีโอกาสได้พูดอีก เขาหรี่ตามองฉันราวเครื่องสแกนจับพิรุธโกหก ซึ่งที่ฉันพูดไปมันเรื่องจริงทั้งหมดเลย “ตะ…แต่หนูจะพยายามหามาใช้คืนคุณค่ะ” “ทั้งเงินทั้งแหวนน่ะเหรอ เธอหาเงินทั้งชาติจะคืนฉันครบรึเปล่าเถอะ” ถึงแม้อยากปฏิเสธอีกรอบว่าเรื่องแหวนอะไรนั่นฉันไม่รู้จริงๆ แต่เขาไม่ฟังหรอก เผลอๆ อาจบันดาลโทสะกดปุ่มบ้านั่นส่งฉันให้ไอ้เข้เลยก็ได้ “ให้หนูชดใช้คุณยังไงก็ได้ แต่อย่าทำอะไรหนูเลยนะคะ หนูยังไม่อยากตาย ถ้าหนูตายไปคนที่บ้านจะอยู่ยังไง” เขาเลิกคิ้วเข้มราวตั้งคำถามถึงสิ่งที่ฉันพล่ามออกไปว่าเกี่ยวอะไรกับเขา “เธอจะชดใช้ให้ฉันได้ทุกอย่างจริงๆ ใช่มั้ย” แทบไม่ต้องคิดซ้ำรอบสอง ฉันพยักหน้ารับรัวๆ ด้วยหัวใจที่พอมีความหวังขึ้นมาทันที “คุณจะให้หนูทำอะไรก็ได้ค่ะ” “ทุกอย่างเลยเหรอ” คราวนี้ฉันเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไป แววตาเขาทอประกายเข้มจัด ดูไม่น่าไว้ใจอย่างบอกไม่ถูก หวังว่าเขาคงไม่เรียกร้องอะไรพิเรนทร์ๆ หรอกนะ “เธออายุครบสิบแปดรึยัง” “ถะ…ถามทำไมคะ” อยากตบปากตัวเองที่ไม่สามารถเก็บเสียงสั่นๆ ได้เลย “ถามก็ตอบ” เขาถือรีโมตเตรียมกดปุ่มนั้นอีกครั้ง แค่เห็นฉันก็เตรียมกรี๊ดแล้วล่ะ “สิบเจ็ดค่ะ นะ…หนูพึ่งอายุสิบเจ็ด” ฉันโกหกคำโตเพราะไม่ไว้ใจสายตามีเล่ห์เหลี่ยมของเขา จะไปรู้รึไงว่าเขาคิดบ้าอะไรอยู่ อย่างเรื่องที่จับฉันมาใส่กรงล่อไอ้เข้ คนปกติที่ไหนเขาทำกันนอกซะจาก…คนโรคจิต! เขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่สายตาพราวระยับไม่ได้ละหนีไปจากตัวฉันเลย “งั้นเธอก็ต้องเซ็นสัญญายินยอมว่าอายุครบสิบแปดเมื่อไร เธอยินดีให้ฉันทำอะไรก็ได้เกี่ยวกับตัวเธอ” “หมายความว่าไงคะ” “อย่าโง่ไปหน่อยเลย มันก็หมายความว่าฉันมีสิทธิ์ในตัวเธอทุกๆ อย่าง” เขาพูดอย่างสบายๆ ผิดกับฉันที่หัวใจเต้นแรงระรัว สิ่งที่เขาพูดมันตีความหมายได้หลายอย่างเลยนะ มีสิทธิ์ในตัวฉัน ถ้าไม่ได้พิสวาสแบบที่อยากจะได้ไปขัดดอกเหมือนในนิยาย ก็คงจะเป็น…ฆ่าแล้วเอาชิ้นส่วนไปขายในตลาดมืด แค่คิดถึงตรงนี้ฉันก็แทบลมจับแล้วล่ะ ฉันปลดหนี้ให้แม่ได้แต่ตัวเองดันกลายมาเป็นหนี้แทน แถมจำนวนเงินไม่ใช่น้อยๆ ด้วย “แล้วระหว่างนี้เธอก็ต้องมาทำงานในคลับฉันไปพลางๆ จะได้หักหนี้ที่เธอติดค้างไว้ไง” โอ้ย ฉันจะบ้าตาย นี่เขากะจะเอาให้คุ้มทุกทางเลยใช่ไหม “เป็นไง โอกาสที่ฉันยื่นให้เธอ ถูกใจรึเปล่า” ถูกใจกับผีน่ะสิ! ฉันอยากตะโกนคำนี้ใส่หน้าเขามาก “แล้วถ้าหนูหาเงินมาคืนคุณครบทั้งหมดก่อนอายุสิบแปดล่ะคะ สัญญาที่ว่าจะยกเลิกได้ไหม” เขาแสยะยิ้มกริ่ม สองมือล้วงกระเป๋าวางมาดขรึมพร้อมส่งสายตาคมกล้ามองฉัน “ก็เอาสิ ถ้าเธอคิดว่าตัวเองมีทางหาเงินสามสิบล้านมาคืนฉันในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี” น้ำเสียงเยาะเย้ยทำฉันจุกอกไปหมด ยี่สิบล้าน! นี่เขารวมเงินค่าแหวนเพชรบ้าบอนั่นไปด้วยเหรอเนี่ย “ว่าไง พร้อมเซ็นสัญญารึยัง” คนที่แทบจะฆ่าฉันอยู่หยกๆ กลับเปลี่ยนเป็นอารมณ์ดีไปเสียได้ ร้ายกาจชะมัด ฉันมองไปยังบ่อจระเข้เบื้องล่าง ถึงยังไงก็ยังไม่อยากตายตอนนี้นี่นา กรรมที่ฉันทำไว้ติดจรวดเร็วดีจริงๆ ฉันก็ต้องก้มหน้าก้มตาชดใช้มันสินะ “ก็ได้ค่ะ หนูตกลงเซ็นสัญญากับคุณ” ฉันว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป เมื่อครู่เขาเผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะให้ด้วยล่ะ น่าหมั่นไส้ชะมัดเลยพายัพวางเค้กบนโต๊ะทรงกลมก่อนหยิบกล่องของขวัญห่อด้วยริบบิ้นสีแดงสดส่งยื่นให้คนน้อง “ของหนูค่ะ”“อะไรเหรอคะ”“ลองเปิดดูสิ” สีหน้ายิ้มภูมิใจของเขาทำให้เธอตื่นเต้นไปด้วยต้นหยงบรรจงแกะริบบิ้นและเปิดกล่องของขวัญอย่างทะนุถนอม ของด้านในไม่ใช่เครื่องประดับราคาสูงลิ่ว หากแต่มันคือน้ำหอมขวดหนึ่งเท่านั้น “กลิ่นหอมจังเลยค่ะ กลิ่นมันคุ้นๆ จัง” สีหน้าสงสัยพยายามครุ่นคิดอย่างหนัก “นี่มันกลิ่นเดียวกับเมื่อวานที่ติดเสื้อพี่นิคะ” “เก่งจริงๆ เลย เธอชอบไหมคะ พี่ทำเองเลยนะ”“ทำเอง?” เธอเบิกตามองแฟนหนุ่มอย่างประหลาดใจ “เอาเวลาที่ไหนไปทำคะ”“ก็หลังจากเลิกงาน ที่พี่กลับดึกก็เพราะแบบนี้แหละ พี่ลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมค่ะ พี่ตั้งใจทำเพื่อเธอเลยนะ อุตส่าห์เลือกกลิ่นที่คิดว่าเข้ากับเธอที่สุดเพื่อจะเอามาเซอไพรส์วันนี้ แต่เมื่อวานเกือบแผนแตก” เขาหัวเราะร่า แต่ต้นหยงกำลังตื้นตันกับคำพูดของเขา“ที่รัก..” เรียกอีกคนเสียงแผ่วก่อนจะสวมกอดเขาทั้งน้ำตาอีกครั้ง “หนูขอโทษ ที่รักทำให้หนูตั้งขนาดนี้ แต่หนูคิดมากสารพัดเลย”“ไม่เอาน่า อย่าร้องไห้สิคะ”“ฮึก! เมื่อคืนหนูก็ไม่ได้ให้ที่รักกอด เพราะหนูน้อยใจคิดว่าที่รักไป
พักหลังๆ มานี้พายัพทำงานหามเช้าหามค่ำเป็นว่าเล่น ทั้งต้องดูแลกิจการที่มีอยู่ ไหนจะมีกิจการใหม่ที่ร่วมกับหุ้นส่วนอย่างพวกเพื่อนๆ แล้วก็ยังมีร้านขนมหวานของแม่ที่คืบหน้าไปได้ด้วยดี เขาจัดการทุกอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง สมกับเป็นท่านประธานของแบล็คเรดแต่ก็เพราะหน้าที่การงานมันรัดตัวด้วยนี่ยังไงล่ะ เขาจึงไม่ค่อยมีเวลาให้แฟนสาวมากเท่าที่ควร ได้แต่หวังว่าเธอจะเข้าใจต้นหยงเปิดเทอมแล้ว เด็กสาวไปเรียนตามปกติพร้อมด้วยเพื่อนสนิททั้งสามคน ชีวิตของเธอมันควรเป็นไปอย่างเรียบเฉยเหมือนเมื่อก่อน หากไม่ใช่เพราะรูปบิกี่ที่เคยลงไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว “ใช่น้องต้นหยงปะครับ”“คะ? อะ..เอ่อ ใช่ค่ะ”“พี่ชื่อแบงค์นะ ติดตามเราในไอจี น้องสนใจมาเป็นถ่ายแบบโฆษณามั้ยครับ”“เอ่อ คือว่าหนู..” มันกระอักกระอ่วนใจเหลือเกิน เพราะต้นหยงไม่ใช่แม่เน็ตไอดอลสาวอย่างเห็ดหอมเพื่อนสนิท เธอไม่รู้จะรับมือกับความโด่งดังชั่วข้ามคืนได้ยังไง ทั้งที่ลบรูปนั้นออกไปแล้ว ก็ไม่วายมีแมวมองและรุ่นพี่ชวนไปถ่ายแบบ เล่นโฆษณาอยู่เสมอ “หนูขอเก็บไปคิดดูก่อนได้มั้ยคะพี่”“ได้สิครับ ได้เลย พี่จะรอคำตอบนะ หวังว่าเราคงได้ร่วมงานกัน” รุนพี่คนนั้
ก่อนเรื่องมันจะบานปลายไปกันใหญ่ ฉันรีบดึงแขนคนตัวสูงที่กร่างจะเข้าไปหาเรื่องแม่เลี้ยง มันคงไม่ดีต่อภาพลักษณ์ของเขาแน่ ถึงแม้ว่าฝ่ายนั้นจะกวนโมโหกันอยู่มากก็ตาม “อย่าเอาพิมเสนไปแลกเกลือค่ะ” ฉันเตือนสติเขา พี่พายัพถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หนูไม่แคร์ว่าพวกคุณจะมองพี่พายัพยังไง แต่สำหรับหนูเขาคือคนที่ดีที่สุด ถ้าพวกคุณคิดว่าเขาคือคนในครอบครัวก็คงไม่พูดจาทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้หรอกค่ะ” ไม่อยากปล่อยให้พี่พายัพเสียสุขภาพจิตไปมากกว่านี้ ฉันดึงแขนลากคนตัวสูงมาด้วยกัน ปล่อยให้เสียงด่าหยาบคายไร้วุฒิภาวะดังไล่หลัง ภายในรถขับกลับคอนโดปกคลุมไปด้วยความอึมครึมและเงียบเชียบ “พี่โอเคไหมคะ” ฉันแตะแขนคนตัวสูงเบาๆ ส่งสายตาอ่อนโยนและปลอบใจไปในตัว “ไม่ค่อยโอเคเท่าไรหรอกค่ะ พี่ไม่อยากเจอหน้าพวกเขาเลย ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอเหมือนกัน” เสียงเหนื่อยอ่อนยิ่งทำให้ฉันเป็นห่วง ความสัมพันธ์ของเขาและทั้งสามคนคงไม่ดีเลยสินะ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงพูดเรื่องที่บ้านให้ฉันฟังบ้างแล้วล่ะ “เธอไม่ต้องคิดมากนะคะ พี่ไม่เป็นอะไรหรอก แค่เซ็งเฉยๆ” ฉันยิ้มอ่อน มือที่เคลื่อนมาวางบนหน้าขาแข็งแรง บีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “พี่มีเธออยู่
แม้งานประชุมจะสิ้นสุดลงแล้ว ทว่าพี่พายัพทำตามสัญญาที่ให้ไว้คืออยู่พักผ่อนตามลำพังสองคนต่ออีกสองคืนก่อนจะกลับไปทำงานเหมือนเดิม แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ฉันก็มีความสุข ได้รับการเติมเต็มความรักจนอิ่มล้น เขาทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีมากคนหนึ่ง “ตกลงลูกชอบเตียงแบบไหน” แม่หันมาถามฉันที่ยืนใจลอยคิดถึงแฟนหนุ่ม ขณะนี้เราอยู่กันที่ร้านเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากต่างประเทศชั้นนำโดยพี่คิเรย์เป็นคนพาเข้ามา แม่ได้บ้านแล้วเรียบร้อย เป็นบ้านจัดสรรในโครงการสุดหรูของย่านท่องเที่ยวแห่งนั้น ตัวหมู่บ้านอยู่ใกล้กับที่ดินซึ่งพี่พายัพจะทำร้านขนมให้ท่าน ตอนนี้ได้ดำเนินการลงเสาเข็มไปบ้างแล้ว “หรือถ้าหนูไม่ชอบเตียงที่นี่ ให้พี่สั่งนำเข้าดีไหมคะ” พี่คิเรย์ถามอย่างเอาใจเมื่อยังเห็นฉันนิ่งเฉยไม่ยอมตอบ “ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูเอาเตียงนี้ก็ได้” ฉันชี้สุ่มไปยังเตียงคิงไซต์แต่ทว่าพอดูราคาชัดๆ อีกทีก็ต้องเบิกตากว้าง“ผมเอาเตียงนี้ด้วยนะครับ” พี่คิเรย์บอกกับพนักงานขายเฟอร์นิเจอร์อย่างรวดเร็ว “เปลี่ยนทันมั้ยคะ หนูลืมดูราคา” ฉันกระซิบเสียงแผ่วกับพี่ชาย“ทำไมคะ ราคามันยังไง”“มัน เอ่อ มันแพงค่ะ”“อ
ต้นหยง | Partฉันสูดลมหายใจเข้าออกสุดปอด ระงับความตื่นเต้นที่วิ่งจู่โจมหัวใจให้เต้นแรง ดวงตากลมโตจับจ้องบานประตูห้องน้ำด้วยความกลัวระคนกล้า ทั้งกลัวและกล้าก็ฉันนี่ไง…“เอาวะ แกทำได้ต้นหยง แกทำได้!” ฉันเรียกความมั่นใจกลับมา มองดูเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวที่สวมใส่ก่อนมือเรียวเอื้อมบิดที่จับประตูเปิดเข้าห้องน้ำซึ่งไม่ได้ล็อคราวกับรู้ว่ามีคนอยากเข้ามาหา ร่างสูงสง่าของพี่พายัพนอนแช่น้ำอุ่นอย่างสบายอารมณ์ มองเห็นกล้ามหน้าท้องเป็นลอนแข็งแรง เขารับรู้ถึงการมาของฉันเปลือกตาถึงได้ลืมขึ้นมามาเล็กน้อย ตามด้วยคิ้วเข้มเลิกสูงอย่างมีคำถามว่าเข้ามาทำไม “หนูขออาบน้ำด้วยคนนะคะ”เขาไม่ตอบและฉันก็ไม่รอ มือบางกระตุกเชือกรัดชุดคลุมจนคลายออกง่ายดายเห็นไปถึงไหนต่อไหน ฉันขยับแขนเพียงนิดเดียวชุดคลุมที่ว่าก็ไถลหลุดจากตัวลงไปกองที่ข้อเท้า เห็นได้ชัดว่าตอนนี้สายตาพี่พายัพเริ่มไม่มั่นคง เขามองฉันก่อนหันไปมองทางอื่นและหันมามองฉันอีกที อารมณ์ประมาณอยากมองตาไม่อยากเสียฟอร์มฉันยิ้มออกมาเล็กน้อย ขาเรียวสวยก้าวลงอ่างด้วยท่าทางมั่นใจ จนถึงตอนนี้พี่พายัพยังคงเมินเฉยไม่ยอมสบตาได้อย่างไรกัน “หนูถูสบู่ให้เอาไหมคะ”
การประชุมหารือสำคัญประจำปีกินเวลายาวนานกว่าสามชั่วโมง เสร็จจากประชุมคืองานเลี้ยงที่รวมเหล่าสมาชิกแก๊งแบล็คเรดและครอบครัวของแต่ละคนไว้อย่างคับคั่ง “โอ้โห! สุดจัด” เสียงมาร์ตินที่เดินตามหลังเพื่อนออกจากห้องประชุมร้องทึ่งกับบางอย่าง ดวงตาคมวาวจ้องมองบางสิ่งในสมาร์ตโฟนเครื่องหรู “รีบๆ เดินหน่อยไอ้นี่ ส่องสาวอยู่อีกล่ะสิ” คิเรย์หันไปเร่งเพื่อน แค่เห็นท่าทางของเขามันก็ดูออกหมดแล้ว “สาวที่กูส่องพวกมึงก็รู้จักกันดี” ทีแรกพายัพจะไม่สนใจด้วยซ้ำ ทว่ามาร์ตินเดินแทรกระหว่างกลางเขาและคิเรย์ มันส่งมือถือให้ดูจนทั้งสองคนหยุดเดินพร้อมกันขาแข็ง หัวใจเต้นเร็วขึ้น ใบหน้าเห่อร้อนพร้อมความโกรธที่ค่อยๆ ปกคลุมร่างกายที่เห็นนี่มันคืออะไร!เด็กสาวสองคนในชุดบิกินี่สีหวานหวาบหวิว โพสต์ท่าทางน่ารักโชว์เนื้อหนังมังสาให้คนติดตามนับแสนได้เชยชม ลำคอพายัพแห้งผาก เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ เขาและคิเรย์เงยหน้ามองตากันอย่างไม่ต้องนัดหมาย ต่างรู้กันดีว่าครั้งนี้มันยอมตามใจไม่ได้จริงๆ ในส่วนของต้นหยงและเห็ดหอม พวกเธอได้รับข้อความให้มารอในงานเลี้ยงได้เลย สถานที่ในโรงแรมหรูซึ่งมีโดมกระจกกว้าง ทำให้บรรยากาศยามค่ำ
ต้นหยงรับฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบด้วยความรู้สึกหลากหลาย ที่ผ่านมาแม่ไม่เคยเล่าเรื่องครอบครัวฝั่งพ่อให้ฟัง หากเธอตั้งคำถามก็เอาแต่เลี่ยงที่จะตอบจนคิดว่าแม่อาจมีความทรงจำไม่ดีเกี่ยวกับครอบครัวของพ่อเลยไม่อยากพูดถึง ไม่เหมือนพ่อของต้นไผ่ที่แม่เต็มใจเล่าทุกๆ อย่างให้น้องชายเธอฟัง เด็กสาวยืนตัวแข็งทื่อร
“พวกเราอิจฉาที่คุณทุจริตยักยอกเงินคลับแต่ยังปั้นหน้าเป็นคนทำงานเก่งทำงานดีได้อยู่ทุกวัน อิจฉาคุณสุดๆ ไปเลยค่ะ” สิ้นเสียงมุกดา พายัพจ้องเขม็งคู่นอนคนสวยที่บัดนี้แทบจะช็อกค้างกลางอากาศ “อะไรกัน! นี่คุณยักยอกเงินคลับไปด้วยเหรอ” “มะ…ไม่ ไม่นะคะ แจงไม่รู้ แจงไม่ได้เอาไป” สีหน้าท่าทางในตอนนี้มันมีพ
พลั่ก! ปืนสั้นดำขลับถูกหยิบออกมาจากเอวอย่างรวดเร็ว มาเฟียหนุ่มทุบเข้าที่ศรีษะลูกน้องคิเรย์จนฝ่ายนั้นล้มลงกับพื้นและหมดสติในเวลาเพียงชั่วพริบตา ปลายกระบอกปืนที่เหลือพุ่งมาทางเขาพอๆ กับที่ลูกน้องฝั่งเขาหันปลายกระบอกปืนจ่อไปทางพวกมันบ้าง“ถ้ากล้ายิงกูก็ลองดู” พายัพกดเสียงเหี้ยม แววตาเย็นยะเยือกไม่ส
หลังเลิกเรียนเพื่อนๆ มาส่งฉันที่ต้องรอคุณจีน่ามารับ แต่จะความบังเอิญหรือจงใจอะไรก็แล้วแต่ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้ฉันเจอเข้ากับพี่ตะวัน ดูเหมือนเขาเองกำลังยืนรอใครสักคนซึ่งคงไม่พ้นว่าต้องเป็นฉันนี่แหละ “คุณต้นหยง” ทั้งที่ตั้งใจจะเดินผ่านไปเงียบๆ โดยไม่ให้เขาจับได้ แต่หูตาไวราวเหยี่ยวของพี่ตะวันก็ทำให

![ไฟรักเพลิงสวาท [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





