Masukคนตัวเล็กถึงกับตัวสั่นนางก้าวออกมาจากหลังจิ้นหลงด้วยความหวาดกลัว
"ต่อไปหากเจอปัญหาเจ้าจงเลือกวิธีรับมือตามนี้ หนึ่งยอมเป็นพวกเขา สองทำให้เขามาเป็นพวกเจ้า สามหาคนมาเป็นพวก สี่แสดงพลังให้เหนือกว่า ห้าสู้ไม่ได้ก็ต้องหาทางหนี หกเพิกเฉยยอมให้ถูกกระทำ ข้อหกมิใช่วิธีแก้แต่เป็นวิธีที่เจ้าใช้มาตลอด ซินซิน เป็นคนของข้าต้องรู้จักสู้ ต้องฉลาดทันคน ข้าไม่เลี้ยงคนอ่อนแอไร้ประโยชน์" จิ้นฝานน้ำเสียงอ่อนลง เมื่อเห็นปฏิกิริยาของซินซินที่กลัวตนเองจนหัวหด "ข้าจะจดจำไว้เจ้าค่ะ" ซินซินคิดตามทุกประโยค นายน้อยพูดถูกเพราะความอ่อนแอทำให้นางมีชะตากรรมเช่นนี้ หากต้องการอยู่รอดนางต้องเข้มแข็งเท่านั้น หนี้แค้นที่ยังต้องสะสางอีกเล่าจะปล่อยให้ตัวเองตายง่ายๆ ได้อย่างไร "ต่อไปมาฝึกยุทธ์พร้อมจิ้นหลงทุกวัน หากแต่พรุ่งนี้ไปแก้ปัญหาที่หอนารีแดงเสียก่อน นอกจากนี้เจ้าต้องฝึกวาดรูป เรียนพิณร่ายรำ เมื่อถึงวัยอันสมควรข้าจะให้เจ้าไปเป็นคณิกาที่หอนารีแดงส่วนจะได้ขายตัวรึความสามารถนั้นขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้า" "พี่ใหญ่!! " จิ้นหลงที่ฟังอย่างใจเย็นมาตลอด เมื่อได้ยินว่าจิ้นฝานต้องการให้ซินซินเป็นนางโลมที่หอนารีแดงเขาถึงกับหน้าเปลี่ยนสี "เจ้ามีปัญหารึ! " "ข้าไม่อยากให้นางกลายเป็นนางโลม" "ข้าไม่เคยช่วยใครเปล่าๆ ทั้งฝึกยุทธ์ ให้เล่าเรียน นางต้องตอบแทนให้คุ้มค่า หรือจะให้ข้าขายนางไปเป็นทาสชั้นต่ำ เมื่อไร้ประโยชน์ข้าก็ไม่ต้องการเลี้ยงไว้" สองพี่น้องถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดจิ้นหลงตลอดมาแทบไม่เคยขึ้นเสียงกับจิ้นฝานวันนี้เขากลับออกตัวปกป้องซินซินอย่างไม่ทีท่าจะยอมแพ้ สภานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นไม่มีทีท่าว่าฝ่ายไหนจะอ่อนข้อ ซินซินกลัวจิ้นหลงจะเดือดร้อนไปด้วยนางจึงเดินเข้าไปแทรกตรงกลางพลันคุกเข่าลงเบื้องหน้าจิ้นฝานเสียงดังตึง! "นายน้อย ท่านช่วยชีวิตข้าไว้จะให้ข้าเป็นวัวเป็นม้าข้าก็จะภักดีต่อท่านเจ้าค่ะ" นัยน์ตาหงส์คู่งามสบเข้ากับสายตาของจิ้นฝาน เป็นครั้งแรกที่ซินซินไม่หลบตาคู่นั้น นางแสดงถึงความตั้งใจที่แน่วแน่เป็นคราแรก "ซินซินเจ้ารู้หรือไม่หากเจ้าไม่เก่งพอ เจ้าจะเป็นได้แค่นางบำเรอของชายมากหน้าหลายตา การเป็นนางโลมมิใช่เรื่องดีอย่างที่คิด"จิ้นหลงรีบคว้าตัวซินซินให้ยืนขึ้น แต่เด็กตัวน้อยกลับไม่ยอมลุกทั้งยังตอบด้วยเสียงแน่นหนัก "ชีวิตข้าควรตายไปตั้งแต่ถูกทิ้งให้สัตว์ป่ากิน หากนายน้อยไม่ช่วยไว้ข้าคงไม่รอดมาจนวันนี้ คุณชายรองข้าเต็มใจเจ้าค่ะ" ซินซินมีน้ำนัย์ตาคลอเอ่อ แม้จะไม่เข้าใจว่านางโลมคือสิ่งใดกันแน่ แต่หากจิ้นฝานต้องการให้นางตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีนี้ นางก็พร้อมจะทำ ครู่ต่อมาหลังจากที่บรรยากาศการโต้แย้งสงบลง จิ้นฝานก็ออกคำสั่งอีกหลายประโยคเขาจะให้อาจารย์ที่เก่งกาจมาสอนซินซินโดยเฉพาะ โดยมิต้องไปปะปนกับใครที่สำนักนารีแดงในจวน ส่วนหอนารีแดงที่เป็นกิจการของตระกูลโจวที่ตั้งอยู่ในเมืองนั้นรอจนซินซินเติบใหญ่เสียก่อนค่อยไปทำงานชดใช้ จิ้นหลงแม้ในใจร้อนระอุแต่เขาก็ทำอันใดมิได้นอกจากคิดจะส่งเสริมให้ซินซินเชี่ยวชาญวิชาทุกแขนง เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวนางในภายหน้า อย่างน้อยที่สุดหากนางได้เป็นอี้จีนางก็จะมีทั้งชื่อเสียง เงินทอง ทั้งยังมิต้องขายตัวให้ผู้ใด นี่เป็นสิ่งเดียวที่จิ้นหลงคิดได้ในยามนี้ เช้าวันต่อมาเสี่ยวฝูพาซินซินไปยังสำนักนารีแดงตามคำสั่งจิ้นฝาน ก่อนที่นางจะได้เล่าเรียนอย่างจริงจัง ซินซินจำต้องมาแก้ไขเรื่องที่ค้างคาที่นี่เสียก่อน นี่คือภาระกิจแรกที่นายน้อยมอบให้นาง เมื่อซินซินก้าวเข้าสำนักอวี้เจินก็รีบเดินมาพูดคุยเรื่องที่จิ้นฝานจะให้นางไปสอนซินซินเป็นพิเศษที่เรือน ต่อไปมิต้องให้เด็กน้อยมาที่นี่อีกคำสั่งนี้ทำให้อวี้เจินต้องมองดรุณีน้อยเสียใหม่ จิ้นฝานมิเคยให้ความสำคัญกับผู้ใดโดยเฉพาะสตรี แม้คนตรงหน้ายังเล็กนัก แต่เมื่อนางเติบโตเล่านายน้อยอาจเปลี่ยนใจก็เป็นได้ สถานะของซินซินยามนี้จึงมิใช่เพียงบ่าวรับใช้ แต่ได้ชื่อว่าเป็นคนของจิ้นฝานโดยตรง "พี่อวี้เจิน จินเหมยอยู่ที่ใดเจ้าคะ ข้ามีเรื่องต้องสะสางกับนาง" ซินซินไม่อ้อมค้อม วันนี้นางมาเพราะการนี้เท่านั้น "อยู่ที่ห้องเรียนพิณ ส่วนมี่เหยากำลังยกอาหารไปให้นางพอดี นี่ก็ใกล้เวลาพักรับสำรับแล้ว" อวี้เจินพอเข้าใจจุดประสงค์ที่เด็กน้อยถาม จึงจงใจบอกรายละเอียดให้ซินซินได้รับรู้ ซินซินเดินไปที่โรงครัวนางพูดคุยกับมี่เหยาอยู่หลายประโยคก็ขอเป็นผู้ยกสำรับนั้นไปให้จินเหมยด้วยตัวเอง มี่เหยาย่อมไม่ขัดทั้งยังช่วยตักน้ำแกงที่เพิ่งอุ่นร้อนมาเติมให้อีกด้วย เสียงคุยจอแจในห้องดนตรีแว่วมาพอได้ยินถึงด้านนอก ซินซินชะงักฝีเท้าหยุดที่หน้าห้องนั้นครู่หนึ่ง นางหันมามองเสี่ยวฝูที่ยืนอยู่เบื้องหลังด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว คนร่างสูงยื่นมือไปแตะบ่าเด็กน้อยเขาพยักหน้าให้ซินซินเสมือนส่งสัญญานความกล้าหาญมาถึงนาง ดรุณีน้อยพลักประตูห้องดนตรีเข้าไป เมื่อกวาดสายตามองหาจินเหมยก็พบว่านางกำลังนั่งจับกลุ่มพูดคุยอย่างออกรส ซินซิน สูดหายใจเข้าเต็มปอด นางนึกถึงคำสอนของจิ้นฝาน ที่ยังคงดังก้องอยู่ในหู วันนี้ข้าเลือกข้อที่สี่แสดงพลังให้เหนือกว่า......."ฉ่าาาา" "ว๊าย....." เสียงกรีดร้องโหวกเหวกของจินเหมยดังขึ้นหลังจากซินซินนำน้ำแกงเนื้อที่ยังร้อนสาดไปที่กลางลำตัวนาง ด้วยเพราะนั่งหันหลังอยู่จินเหมยจึงมิทันได้ระแวดระวัง ทว่าต่อให้มองเห็นซินซินก็คงไม่มีใครคาดคิด ว่าดรุณนีน้อยจะอาจหาญเอาคืนคนที่ใครๆ ก็มิกล้าแตะต้อง "นังเด็กสารเลว บ่าวชั้นต่ำกล้าทำข้าหรือ?พวกเจ้าจับตัวมันมา" ใบหน้าจินเหมยบิดเบี้ยวนางแสบร้อนไปหมด คนอื่นที่เห็นเหตุการณ์ได้แต่ตะลึงงัน ก่อนที่จะก้าวขากรูกันเข้ามาเพื่อจับซินซิน เด็กตัวน้อยกลับส่งสายตาดุร้ายตะโกนสุดเสียงจนมิมีใครกล้าเข้าใกล้ "ข้าเป็นคนของนายน้อยทั้งยังเป็นสหายร่วมเรียนของคุณชายรอง วันนี้ได้รับคำสั่งให้มาเอาคืนคนที่ทำร้ายข้า ผู้ใดไม่เกี่ยวก็อย่าแส่" ซินซินชี้นิ้วกวาดไปรอบๆ แสดงอำนาจสุดกำลัง ตามคาด มิมีผู้ใดกล้าแม้แต่ขยับกายทั้งหมดได้แต่ยืนบื้อใบ้เมื่อสำนึกได้ว่าหากไม่มีคำสั่งเด็กตัวแค่นี้หรือจะหาญกล้า "เจ้า...เจ้า"จินเหมยพูดไม่ออก นางโกรธจนตัวสั่นอกกระเพื่อมถี่ ครั้นยังชี้หน้าซินซินด้วยมือที่สั่นระริก "นายน้อยให้ข้าฝึกยุทธ์วันหน้าเจ้ามีแค่สองทางเลือก คือเป็นพวกข้ารึไม่ก็เป็นศัตรู ลองคิดดูเถิดมือที่ถือดาบกับดีดพิณสิ่งใดน่าเกรงกว่ากัน อย่าคิดว่าข้าอายุน้อยแล้วจะรังแกข้าได้" ซินซินคล้ายเลือดลมสูบฉีดความรู้สึกเหนือกว่ามันดีเช่นนี้ นางจะจดจำมันให้ขึ้นใจ นางโลมฝึกหัดที่อยู่ในห้องดนตรีเมื่อได้ยินว่าจิ้นฝานให้ซินซินได้ฝึกยุทธ์ ก็ถอยหลังออกโดยไม่ต้องคิด แน่นอนว่าน้ำหนักในใจนายน้อยที่มีต่อเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว พวกนางย่อมต้องเลือกให้ถูกข้าง ค่ำคืนนั้นเมื่อเสี่ยวฝูไปรายงานให้จิ้นฝานได้ฟัง มุมปากของจิ้นฝานพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ยิ้มนั้นมีความโหดร้ายและความเย็นชาแฝงอยู่หลายส่วน "หากนางมิกล้าปีนต้นไม้ นางจะได้ลิ้มรสผลไม้ลูกที่ดีที่สุดบนยอดนั้นหรือ? " จิ้นฝานใช้น้ำเสียงเสมือนมิใส่ใจเปล่งออกมา เสี่ยวฝูได้ยินถึงกับคิ้วกระตุกข้างหนึ่ง นี่นายน้อยกำลังฝนเขี้ยวเล็บให้ซินซินมิใช่หรือ? การกระทำปากอย่างใจอย่างเช่นนี้นางจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านหวังดีต่อนางซินซินเมื่อได้แช่น้ำที่ครุกรุ่นไปด้วยไอร้อน ก็พอมีแรงเปิดเปลือกตาขึ้น เมื่อเห็นชัดๆ ว่าบุรุษที่อยู่ตรงหน้าคือผู้ใดนางก็ตกใจแทบสิ้นสติไปอีกครา"นายน้อยทะ ท่าน" เสียงแว่วหวานไม่ทันได้ประท้วงการกระทำของบุรุษเบื้องหน้า นางกลับถูกอุ้มขึ้นมานั่งซ้อนลงบนตักแกร่งที่เปล่าเปลือยของคนที่นางหวาดกลัวที่สุด"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น หากไม่อยากหนาวตายก็นั่งนิ่งๆ อย่าขยับเขยื้อน" จิ้นฝานตอบด้วยเสียงแหบพร่า ไม่พูดเปล่าเขายังซุกไซร้สูดดมเนื้อหนังของโฉมงามอย่างย่ามใจ สองมือของเขาลูบไล้ไปทั่วร่างนุ่มที่เปลือยเปล่าช้าๆ แม้มิมีสิ่งใดเกินเลยกว่านั้นแต่หัวใจของซินซินกลับเหมือนจะทะลักออกมาจากอก นางรู้สึกวาบหวิวคล้ายถูกจับโยนลงเหว แต่ทว่าอีกนัยหนึ่งกลับปรารถนาความรู้สึกนี้จนมิอาจขัดขืนค่ำคืนนั้นเสี่ยวฝูเดินมาส่งซินซินที่เรือน หลังจากนายน้อยลุกออกมาจากอ่างน้ำ ก็มีเพียงสาวใช้นำอาภรณ์มาให้นางเปลี่ยน จิ้นฝานไม่พูดสิ่งใดทิ้งท้าย เขาออกไปจากเรือนเงียบๆ ทั้งไม่อธิบายการกระทำของเขาเช่นกัน นั่นยิ่งทำให้ซินซินวิตกจนนอนไม่หลับไปทั้งคืน นางทำสิ่งใดผิดอีกหนอ นายน้อยรังเกียจนางแต่กลับมาใกล้ชิดนาง หรืออาจเป็นเพราะกลัวนางหนา
สี่ฤดูผันผ่าน สายลมหนาวพัดโชยอากาศพลันหนาวเหน็บเย็นยะเยือก สรรพสิ่งรอบกายล้วนจมอยู่ใต้หิมะขาวโพลน เป็นเวลาถึงหกปีแล้วนับจากซินซินมาอยู่ที่จวนแห่งนี้ตลอดหลายปีนางต้องฝึกเล่าเรียนอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นบทกวี แต่งโคลงกลอน ร่ายรำ ดีดพิณ หรือแม้แต่วรยุทธ์ที่อาจารย์บอกว่านางสามารถใช้วิชาตัวเบาได้ดีไม่แพ้ผู้ใด หากแต่การต่อสู้นั้นมิค่อยคืบหน้า เรี่ยวแรงจับกระบี่ของนางมิไปถึงไหน ท่านอาจารย์จึงมุ่งเน้นวิชาหลบหนีให้นางเสียมากกว่า ซึ่งนั่นก็ถูกใจซินซินมาก นางไม่มั่นใจที่จะจับกระบี่ฟาดฟันใครทั้งนั้น"ซินซิน เจ้าจะใช้สายตาเยี่ยงนี้มองบุรุษมิได้ปีนี้เจ้าก็สิบหกปีแล้ว อีกไม่นานเจ้าก็จะได้ไปทำงานที่หอนารีแดง แต่พื้นฐานเรื่องกิริยามัดใจบุรุษเจ้าก็ควรเริ่มเรียนรู้ไว้" อวี้เจิน ใช้ด้ามไม้ยาวเคาะไปที่มือซินซิน นางกำลังสมมุติว่าตนเองเป็นบุรุษรอให้ซินซินรินสุราให้อยู่ด้านข้าง"พี่อวี้เจิน ข้าเอาใจมิเป็นนี่เจ้าคะ อีกอย่างท่านก็เป็นสตรีจะให้ข้าทอดสายตาให้ได้อย่างไร มันแปลกๆ เจ้าค่ะ" นัยส์ตาหงส์คู่งามส่งสายตาหยอกล้อกลับไป นางทำทุกอย่างได้ดีเยี่ยมก็จริง จะมีก็แต่กิริยาชดช้อยเท่านั้นที่ฝืนใจเหลือเกินอวี้เจิน
คนตัวเล็กถึงกับตัวสั่นนางก้าวออกมาจากหลังจิ้นหลงด้วยความหวาดกลัว"ต่อไปหากเจอปัญหาเจ้าจงเลือกวิธีรับมือตามนี้ หนึ่งยอมเป็นพวกเขา สองทำให้เขามาเป็นพวกเจ้า สามหาคนมาเป็นพวก สี่แสดงพลังให้เหนือกว่า ห้าสู้ไม่ได้ก็ต้องหาทางหนี หกเพิกเฉยยอมให้ถูกกระทำ ข้อหกมิใช่วิธีแก้แต่เป็นวิธีที่เจ้าใช้มาตลอด ซินซิน เป็นคนของข้าต้องรู้จักสู้ ต้องฉลาดทันคน ข้าไม่เลี้ยงคนอ่อนแอไร้ประโยชน์" จิ้นฝานน้ำเสียงอ่อนลง เมื่อเห็นปฏิกิริยาของซินซินที่กลัวตนเองจนหัวหด"ข้าจะจดจำไว้เจ้าค่ะ" ซินซินคิดตามทุกประโยค นายน้อยพูดถูกเพราะความอ่อนแอทำให้นางมีชะตากรรมเช่นนี้ หากต้องการอยู่รอดนางต้องเข้มแข็งเท่านั้น หนี้แค้นที่ยังต้องสะสางอีกเล่าจะปล่อยให้ตัวเองตายง่ายๆ ได้อย่างไร"ต่อไปมาฝึกยุทธ์พร้อมจิ้นหลงทุกวัน หากแต่พรุ่งนี้ไปแก้ปัญหาที่หอนารีแดงเสียก่อน นอกจากนี้เจ้าต้องฝึกวาดรูป เรียนพิณร่ายรำ เมื่อถึงวัยอันสมควรข้าจะให้เจ้าไปเป็นคณิกาที่หอนารีแดงส่วนจะได้ขายตัวรึความสามารถนั้นขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้า""พี่ใหญ่!! " จิ้นหลงที่ฟังอย่างใจเย็นมาตลอด เมื่อได้ยินว่าจิ้นฝานต้องการให้ซินซินเป็นนางโลมที่หอนารีแดงเขาถึงกับหน้าเปลี่
ซินซินถูกเรียกตัวให้มาพบจิ้นฝานโดยมีเสี่ยวฝูมารอรับถึงหน้าเรือน เพราะสถานที่ ที่นายน้อยให้ไปพบอยู่ในเขตหวงห้าม ทางที่จะไปนั้นซินซินไม่เคยย่างกายผ่านมาก่อน จึงจำเป็นต้องมีผู้นำทางเมื่อเดินผ่านกำแพงสูงของจวนมาระยะหนึ่งก็พบเข้ากับป่าไผ่รกครื้มไม่มีเส้นทางเดินให้มองด้วยซ้ำ ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็แทบมองไม่เห็นแสงตะวัน ตั้งแต่ซินซินฟื้นขึ้นมา นางไม่เคยถามว่าจวนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใด ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งรู้สึกลึกลับ แม้แต่เวลาออกไปเที่ยวเล่นกับคุณชายรอง นางก็จะถูกปิดตาก่อนเสมอ ผ่านไปเป็นชั่วยามแล้วชั่วยามเล่าจิ้นหลงถึงเปิดผ้าปิดตานั้นออก นางถึงได้มีโอกาสได้เห็นตลาดที่ครึกครื้นนั่น แต่ก็มิเคยกล้าถามแม้แต่ชื่อของเมืองที่อยู่ หากไม่มีคนบอกนาง เหตุใดนางต้องทำตัวสอดรู้ด้วยเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้ซินซินรู้ว่าทำตัวเช่นไรถึงจะอยู่รอดปลอดภัยเดินมานานเกือบชั่วยามเด็กน้อยก็เริ่มเดินต่อไปไม่ไหว จากที่เงียบมาตลอดก็อดไม่ได้ที่จะถามเสี่ยวฝู"อีกไกลแค่ไหนเจ้าคะพี่เสี่ยวฝู ข้าปวดขาไปหมดแล้วเจ้าค่ะ" เด็กน้อยทรุดตัวนั่งลงนางปาดเหงื่อที่ผลุดพรายเต็มใบหน้าอย่างหมดแรง"จวนด้านหน้าที่พวกเราอยู่ไม่ใหญ่โตนักแต่เขตหวง
ทางเดินที่เต็มไปด้วยพุ่มไม้และต้นสนสูงตระหง่าน ลดเลี้ยวไปมาทั้งมีกำแพงหนาอีกสองชั้นที่ต้องใช้กุญแจออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อผ่านเข้าไปไขแต่ละประตูให้เปิดออกหลังจากใช้เวลาเดินเป็นก้านธูปจากเรือนของซินซินก็ยังไม่เห็นหอนารีแดงที่สร้างหลบซ่อนไว้ในจวนแห่งนี้ นางได้แต่คิดในใจ ขนาดหอนารีแดงยังหายากแล้วหอพยัคฆ์ดำเล่า หลบอยู่มุมไหนกันแน่"พี่เสี่ยวฝู เหตุใดที่นี่จึงลึกลับนักเจ้าคะ? " ซินซินที่ปาดเหงื่อมาตลอดทางเพราะอากาศร้อนอบอ้าว และระยะทางที่ดูไม่สิ้นสุดเสียที ถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ"เพราะนายท่านมิให้คนนอกรู้อย่างไรเล่าว่าเบื้องหลังสำนักเรายิ่งใหญ่เพียงใดทั้งสองกิจการนี้มีเพียงขุนนางที่สนิทกับนายท่านเท่านั้นที่รู้เห็นด้วย""หากยิ่งใหญ่ตามท่านว่าแทนที่จะบอกให้ทุกคนรู้แต่กลับปิดบังไว้เพราะอันใดเจ้าคะ?""เรื่องผลประโยชน์บ้านเมืองเจ้ามิเข้าใจหรอกเมื่อโตขึ้นเจ้าจะเข้าใจเอง" เสี่ยวฝูเลี่ยงที่จะบอกความจริงเด็กน้อยเพราะคิดว่าเหตุผลนั้นซับซ้อนเกินกว่าซินซินจะเข้าใจ นางเพิ่งมาอยู่จวนนี้ได้ไม่กี่เดือน ที่ได้ผ่านด่านเข้าเขตหวงห้ามก็นับว่าได้รับความไว้ใจเหลือคณาแล้วเสียงน้ำตกแว่วดังแต่ไกลเมื่อเดินต่อไปอ
เรือนหม่าลุ่ย"นายท่าน นายน้อย ซินซินมาแล้วขอรับ"เสี่ยวฝูเดินนำมาก้าวหนึ่งแล้วเบี่ยงตัวหลบออกไปยืนด้านข้าง"คาระวะนายท่าน คาระวะนายน้อยเจ้าค่ะ" ซินซินยอบกายคำนับด้วยกิริยาอ่อนน้อม นางมองไปที่จิ้นฝานแวบหนึ่งพลันสะดุดในใจจนต้องหลุบตาลงต่ำ นายน้อยรูปร่างสง่างาม ซ้ำยังหล่อเหลาไร้ที่ติ แต่ทว่าดวงตาที่มองมานั้นสุดแสนเยือกเย็นทั้งยังชักสีหน้าถมึงทึงใส่นาง"ซินซิน เจ้าผอมบางไปหน่อยข้าจะบอกแม่ครัวให้เพิ่มเนื้อเยอะๆ เจ้าจะได้แข็งแรงกว่านี้ จิ้นหลงบุตรคนรองของข้ายังไม่กลับมาจากตลาด คงไปเที่ยวเตร่ตามประสาอีกสามวันเจ้าค่อยเริ่มเรียนกับจิ้นหลงเตรียมตัวให้ดี"โจวจิ้นจงเห็นซินซินก็นึกเอ็นดู เด็กน้อยคนนี้ถึงจะผอมบางไปหน่อย แต่นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับเปล่งประกายงดงาม นางมีจมูกโด่งรับกับใบหน้า ปากกระจับสีชมพูอ่อนซ้ำเวลาพูดยังมีรอยบุ๋มที่แก้มทั้งสองข้าง หากถูกเลี้ยงดูอย่างดีโตไปคงไม่พ้นต้องเป็นหญิงงามเป็นแน่"ขอบพระคุณนายท่านที่เมตตาเจ้าค่ะ"ซินซินยิ้มกว้างนางตื่นเต้นดีใจที่สุด"อย่าเพิ่งลำพองไป ข้าจะบอกไว้ก่อนหากเจ้าไม่สามารถทำให้น้องข้าตั้งใจเรียนได้ ข้าจะขายเจ้าทิ้งไปเสีย อย่าคิดว่าข้าให้กินดีอยู่ดีง่ายๆ







