ANMELDENสี่ฤดูผันผ่าน สายลมหนาวพัดโชยอากาศพลันหนาวเหน็บเย็นยะเยือก สรรพสิ่งรอบกายล้วนจมอยู่ใต้หิมะขาวโพลน เป็นเวลาถึงหกปีแล้วนับจากซินซินมาอยู่ที่จวนแห่งนี้
ตลอดหลายปีนางต้องฝึกเล่าเรียนอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นบทกวี แต่งโคลงกลอน ร่ายรำ ดีดพิณ หรือแม้แต่วรยุทธ์ที่อาจารย์บอกว่านางสามารถใช้วิชาตัวเบาได้ดีไม่แพ้ผู้ใด หากแต่การต่อสู้นั้นมิค่อยคืบหน้า เรี่ยวแรงจับกระบี่ของนางมิไปถึงไหน ท่านอาจารย์จึงมุ่งเน้นวิชาหลบหนีให้นางเสียมากกว่า ซึ่งนั่นก็ถูกใจซินซินมาก นางไม่มั่นใจที่จะจับกระบี่ฟาดฟันใครทั้งนั้น "ซินซิน เจ้าจะใช้สายตาเยี่ยงนี้มองบุรุษมิได้ปีนี้เจ้าก็สิบหกปีแล้ว อีกไม่นานเจ้าก็จะได้ไปทำงานที่หอนารีแดง แต่พื้นฐานเรื่องกิริยามัดใจบุรุษเจ้าก็ควรเริ่มเรียนรู้ไว้" อวี้เจิน ใช้ด้ามไม้ยาวเคาะไปที่มือซินซิน นางกำลังสมมุติว่าตนเองเป็นบุรุษรอให้ซินซินรินสุราให้อยู่ด้านข้าง "พี่อวี้เจิน ข้าเอาใจมิเป็นนี่เจ้าคะ อีกอย่างท่านก็เป็นสตรีจะให้ข้าทอดสายตาให้ได้อย่างไร มันแปลกๆ เจ้าค่ะ" นัยส์ตาหงส์คู่งามส่งสายตาหยอกล้อกลับไป นางทำทุกอย่างได้ดีเยี่ยมก็จริง จะมีก็แต่กิริยาชดช้อยเท่านั้นที่ฝืนใจเหลือเกิน อวี้เจิน มี่เหยา มาที่เรือนซินซินแทบทุกวันมี่เหยาใกล้จะได้เป็นนางโลมดังที่ตั้งใจแล้ว เหลือเพียงฝึกปรือบางเรื่องเท่านั้น ยามที่ อวี้เจินมาสอนซินซินที่เรือน มี่เหยาจะขอติดตามมาด้วยทุกครั้ง นางจึงนับเป็นสหายสนิทอีกคนหนึ่งของซินซิน นอกเหนือจาก จิ้นหลง "เจ้าทำเป็นเล่นมิได้นะซินซิน อยากได้เงินตำลึงจากบุรุษต้องใช้จริตมารยา รูปโฉมงดงามอย่างเดียวจะไปพอได้อย่างไรเชื่อข้าเถิด" มี่เหยาผู้มีจิตใจแน่วแน่แต่เรื่องเงินตำลึงสั่งสอนสหายด้วยความหวังดี ความงดงามนั้นไม่จีรัง ความมั่งคั่งต่างหากที่ยั่งยืน "พี่มีเหยาความฝันของท่านคืออันใดเจ้าคะ? " "ข้าทำงานเพื่อเงินเท่านั้น อย่าถามถึงความฝันของข้าเลย ความฝันข้าน่ะคือการที่มิต้องทำงานแต่มีเงินใช้จนตายก็ไม่หมด พ่อแม่ พี่น้องข้าจะสบายไปด้วย" มี่เหยาตอบอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคิด "แล้วเจ้าเล่าซินซินความฝันของเจ้าคือสิ่งใด? " "ข้าอยากแก้แค้นให้ท่านแม่ ท่านป้า รวมถึงตัวข้าเองด้วย เงินสำหรับข้าใช้แก้แค้นมิได้ อำนาจเท่านั้นที่ข้าฝันถึง" สายตาอาฆาตแค้นปรากฏออกมาจากดวงตาคู่งามอย่างชัดเจนชีวิตนี้นางมีเพียงจุดมุ่งหมายเดียวเท่านั้น "พวกเจ้าอย่ามัวแต่ฝันลมๆ แล้งๆ เลย ฝึกฝนให้มันดีเสียก่อนเถิด อย่าคิดว่านางโลมจะต้องเอาตัวเข้าแลกเท่านั้น จำไว้! นางโลมมิใช่โสเภณี มิใช่ภรรยา เราขายความสามารถมิใช่ร่างกาย อี้จี้เป็นเหมือนจิตรกรรมที่เคลื่อนไหวได้ การที่เจ้าสามารถใช้สรีระร่างกายเชิญชวนบุรุษให้ลุ่มหลง จึงนับเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง นอกเสียจากว่าเจ้าไม่ได้เรื่อง ต้องไปเป็นเซ่อจี้นางโลมชั้นต่ำนั่นล่ะ" อวี้เจินพร่ำสอนเด็กทั้งสองมาตั้งแต่วัยเยาว์ นางย่อมรู้ดีว่าตำแหน่งอี้จี้ล้วนรอพวกนางอยู่ เพียงแต่จะประมาทก็ไม่ได้ "อีกไม่กี่วันนายน้อยจะกลับมาจากแคว้นฉิน ซินซินเจ้าเตรียมตัวให้ดี หลายปีมานี้กิจการของนายท่านขยับขยายไปทั่วแคว้น นายน้อยก็ถึงวัยที่ต้องมีภรรยาข้างกายแล้ว ถึงวันนั้นเจ้าจะยังมีน้ำหนักแค่ไหนในใจนายน้อยข้าเองก็สุดจะคาดเดา" อวี้เจินทอดถอนใจ แม้นายน้อยจะเย็นชาทั้งปากแข็ง แต่นางอยู่รับใช้ที่นี่มานับสิบปีมีหรือจะดูไม่ออกว่าแท้จริงนายน้อยคิดสิ่งใดอยู่ ถึงเวลาซินซินอาจไม่ได้ไปเป็นนางโลมที่หอนารีแดง แต่อาจมีสถานะใหม่ก็เป็นได้ "นายน้อยจะมีฮูหยินเกี่ยวอันใดกับข้าเล่าเจ้าคะ พี่อวี้เจิน นายน้อยชังข้าอย่างกับอะไรดี" ซินซินยื่นปากบ่นกระปอดกระแปด จิ้นฝานมีแต่ดุว่านาง บ่าวไพร่มีตั้งมากก็ไม่เรียกใช้ ยามกลับมาอยู่ในจวนต้องคอยเรียกหาให้นางรับใช้ไม่ห่าง ครั้นนางก็มักทำผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง จึงโดนลงโทษแทบมิเว้นวัน "เด็กโง่ เจ้าฉลาดแทบทุกเรื่องยกเว้นเรื่องนายน้อยนี่ล่ะที่โง่นักเห้อ...." อวี้เจินเคาะไปที่มือของซินซินอีกครา นางได้แต่ส่ายศรีษะให้กับความไร้เดียงสาของสาวน้อย ท่ามกลางความหนาวเหน็บ เกล็ดหิมะหมุนตัวเป็นเกลียวห้อมล้อม อากาศหนาวเย็นจนน้ำค้างเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามเปรียบดังบุปผาผลิบานกลางวสันตฤดู ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง นางเพียงยกมือกระชับผ้าคลุมในยามที่สายลมหนาวพัดผ่านกระทบร่าง ปล่อยให้ความหนาวเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งค่อยๆ แทรกซึมผ่านผิวหนังเข้าเกาะกินหัวใจที่ด้านชาไร้ความรู้สึกนั้น นัยน์ตาหงส์ลุ่มลึกยามเหลือบมองบานประตูตรงหน้า ใบหน้างดงามดั่งจิ้งจอกนั้นเผยรอยยิ้มหยันที่มุมปากให้กับความน้อยเนื้อต่ำใจของตนเอง จิ้นฝานทำโทษซินซินที่ไม่ออกไปรอต้อนรับเขากลับมาจากแคว้นฉิน โดยการให้ยืนรอตากหิมะที่หนาวเหน็บจนเข้ากระดูกอยู่หน้าเรือน รอจนกว่าเขาจะอนุญาตนางถึงจะเข้าไปปรนิบัติเขาได้ พี่อวี้เจินว่าข้าโง่เรื่องนายน้อยคงผิดแล้วกระมัง ข้านั้นรู้ทันนายน้อยที่สุด เพราะรังเกียจนาง ชิงขังนางมากต่างหาก ที่เลี้ยงดูนางไว้ก็เพื่อหากำไรยามนางเติบใหญ่ หลายปีมานี้แม้จะให้นางคอยรับใช้ใกล้ชิด แต่ก็ไม่เคยพูดดีด้วยสักประโยคเดียว หากนางไม่มีผลประโยชน์ให้ในภายหน้า นายน้อยคงขายนางไปเป็นทาสนานแล้ว ดีที่นางเอาตัวรอดโดยการตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มิเช่นนั้นนางก็จะเป็นเพียงเด็กไร้ค่าคนหนึ่งดังที่นายน้อยกรอกหูนางอยู่ตลอดเวลา ซินซินกัดริมฝีปากแน่นนางได้แต่คิดเจ็บแค้นอยู่ในใจ ผ่านไปเกือบชั่วยามซินซินเริ่มทรงตัวไม่อยู่ ตัวของนางเริ่มโยกเยกไปมา ก่อนที่จะล้มลงหมดสติพลันรู้สึกได้ว่ามีความอบอุ่นผ่านจากร่างกายผู้หนึ่งเข้ามาโอบอุ้มนางเข้าไปในเรือน กลิ่นกำยานไม้สนที่คุ้นเคยลอยมาปะทะจมูก ห้องที่จุดเตาอุ่นไว้ช่างแตกต่างจากนรกหน้าประตูเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว แม้จะเริ่มได้สติพยายามปรือตามอง แต่ขนตาแพรหนาของนางนั้นกลับมีหิมะเกาะจนลืมไม่ขึ้น ร่างกายที่ตากลมหนาวมานานยังแข็งทื่อ ปากกระจับสีแดงของโฉมงามแปรเปลี่ยนเป็นม่วงคล้ำ ทั้งยังสั่นเพราะความหนาวที่เกาะกินไปถึงหัวใจ รู้ตัวอีกทีซินซินก็ถูกเปลื้องอาภรณ์ไม่เหลือติดกายแม้สักชิ้น คนผู้หนึ่งซึ่งไร้อาภรณ์เช่นกันอุ้มนางไปแช่น้ำร้อนในอ่างที่เตรียมไว้ สตรีตัวน้อยมีผิวขาวราวหิมะ นางมีรูปร่างเย้ายวนเอิบอิ่มเกินวัย หน้าอกที่เคยเบียดเสียดภายใต้อาภรณ์จนแทบจะปริออกยามนี้กลับเผยให้เห็นเม็ดบัวสีชมพูคู่งามที่เต่งตึงและใหญ่โตจนล้นมือ ผิวนางลื่นละเอียดมิต่างจากเนื้อหยกชั้นดีอีกทั้งกรีบดอกกุหลาบของนางนั้นยังอวบอูมปิดสนิทเกลี้ยงเกลา ความงดงามที่น่าลุ่มหลงของซินซิน ทำเอาจิ้นฝานเผลอไผลคล้ายถูกต้องมนต์บัดซบ!จิ้นฝานก่นด่าตนเองในใจ ที่ผ่านมาเขาควบคุมความรู้สึกตัวเองได้ดีมาตลอด เขาหลุบตาลงพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้ง แต่เหมือนจะไร้ความหมาย เขาโกรธที่ซินซินทำเมินไม่ไปรอต้อนรับเขา ผิดกับตัวเขาที่รู้สึกหงุดหงิดกังวลใจทุกครั้งที่นึกถึงใบหน้าของนางแทบตลอดเวลาหลายเดือนที่ต้องไปดูแลกิจการที่แคว้นฉิน กว่าทุกอย่างจะเป็นระเบียบเรียบร้อยจนเขาวางใจส่งงานต่อให้ผู้ดูแล ก็ล่วงเลยไปจนเข้าสู่เหมันตฤดู ทว่าคนที่เฝ้านึกถึงกลับทำไม่รู้ร้อน แม้จะไม่เข้าใจความคิดตัวเองว่าเหตุใดจึงรุ่มร้อนในอกนัก เพราะตัวเขาเองก็ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อกลับมาแล้วไม่พบคนที่อยากเจอมาตลอดทุกเมื่อเชื่อวันเขาก็พาลโมโหจนออกคำสั่งลงโทษซินซินโดยลืมคิดว่านางจะทนไม่ไหวซินซินเมื่อได้แช่น้ำที่ครุกรุ่นไปด้วยไอร้อน ก็พอมีแรงเปิดเปลือกตาขึ้น เมื่อเห็นชัดๆ ว่าบุรุษที่อยู่ตรงหน้าคือผู้ใดนางก็ตกใจแทบสิ้นสติไปอีกครา"นายน้อยทะ ท่าน" เสียงแว่วหวานไม่ทันได้ประท้วงการกระทำของบุรุษเบื้องหน้า นางกลับถูกอุ้มขึ้นมานั่งซ้อนลงบนตักแกร่งที่เปล่าเปลือยของคนที่นางหวาดกลัวที่สุด"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น หากไม่อยากหนาวตายก็นั่งนิ่งๆ อย่าขยับเขยื้อน" จิ้นฝานตอบด้วยเสียงแหบพร่า ไม่พูดเปล่าเขายังซุกไซร้สูดดมเนื้อหนังของโฉมงามอย่างย่ามใจ สองมือของเขาลูบไล้ไปทั่วร่างนุ่มที่เปลือยเปล่าช้าๆ แม้มิมีสิ่งใดเกินเลยกว่านั้นแต่หัวใจของซินซินกลับเหมือนจะทะลักออกมาจากอก นางรู้สึกวาบหวิวคล้ายถูกจับโยนลงเหว แต่ทว่าอีกนัยหนึ่งกลับปรารถนาความรู้สึกนี้จนมิอาจขัดขืนค่ำคืนนั้นเสี่ยวฝูเดินมาส่งซินซินที่เรือน หลังจากนายน้อยลุกออกมาจากอ่างน้ำ ก็มีเพียงสาวใช้นำอาภรณ์มาให้นางเปลี่ยน จิ้นฝานไม่พูดสิ่งใดทิ้งท้าย เขาออกไปจากเรือนเงียบๆ ทั้งไม่อธิบายการกระทำของเขาเช่นกัน นั่นยิ่งทำให้ซินซินวิตกจนนอนไม่หลับไปทั้งคืน นางทำสิ่งใดผิดอีกหนอ นายน้อยรังเกียจนางแต่กลับมาใกล้ชิดนาง หรืออาจเป็นเพราะกลัวนางหนา
สี่ฤดูผันผ่าน สายลมหนาวพัดโชยอากาศพลันหนาวเหน็บเย็นยะเยือก สรรพสิ่งรอบกายล้วนจมอยู่ใต้หิมะขาวโพลน เป็นเวลาถึงหกปีแล้วนับจากซินซินมาอยู่ที่จวนแห่งนี้ตลอดหลายปีนางต้องฝึกเล่าเรียนอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นบทกวี แต่งโคลงกลอน ร่ายรำ ดีดพิณ หรือแม้แต่วรยุทธ์ที่อาจารย์บอกว่านางสามารถใช้วิชาตัวเบาได้ดีไม่แพ้ผู้ใด หากแต่การต่อสู้นั้นมิค่อยคืบหน้า เรี่ยวแรงจับกระบี่ของนางมิไปถึงไหน ท่านอาจารย์จึงมุ่งเน้นวิชาหลบหนีให้นางเสียมากกว่า ซึ่งนั่นก็ถูกใจซินซินมาก นางไม่มั่นใจที่จะจับกระบี่ฟาดฟันใครทั้งนั้น"ซินซิน เจ้าจะใช้สายตาเยี่ยงนี้มองบุรุษมิได้ปีนี้เจ้าก็สิบหกปีแล้ว อีกไม่นานเจ้าก็จะได้ไปทำงานที่หอนารีแดง แต่พื้นฐานเรื่องกิริยามัดใจบุรุษเจ้าก็ควรเริ่มเรียนรู้ไว้" อวี้เจิน ใช้ด้ามไม้ยาวเคาะไปที่มือซินซิน นางกำลังสมมุติว่าตนเองเป็นบุรุษรอให้ซินซินรินสุราให้อยู่ด้านข้าง"พี่อวี้เจิน ข้าเอาใจมิเป็นนี่เจ้าคะ อีกอย่างท่านก็เป็นสตรีจะให้ข้าทอดสายตาให้ได้อย่างไร มันแปลกๆ เจ้าค่ะ" นัยส์ตาหงส์คู่งามส่งสายตาหยอกล้อกลับไป นางทำทุกอย่างได้ดีเยี่ยมก็จริง จะมีก็แต่กิริยาชดช้อยเท่านั้นที่ฝืนใจเหลือเกินอวี้เจิน
คนตัวเล็กถึงกับตัวสั่นนางก้าวออกมาจากหลังจิ้นหลงด้วยความหวาดกลัว"ต่อไปหากเจอปัญหาเจ้าจงเลือกวิธีรับมือตามนี้ หนึ่งยอมเป็นพวกเขา สองทำให้เขามาเป็นพวกเจ้า สามหาคนมาเป็นพวก สี่แสดงพลังให้เหนือกว่า ห้าสู้ไม่ได้ก็ต้องหาทางหนี หกเพิกเฉยยอมให้ถูกกระทำ ข้อหกมิใช่วิธีแก้แต่เป็นวิธีที่เจ้าใช้มาตลอด ซินซิน เป็นคนของข้าต้องรู้จักสู้ ต้องฉลาดทันคน ข้าไม่เลี้ยงคนอ่อนแอไร้ประโยชน์" จิ้นฝานน้ำเสียงอ่อนลง เมื่อเห็นปฏิกิริยาของซินซินที่กลัวตนเองจนหัวหด"ข้าจะจดจำไว้เจ้าค่ะ" ซินซินคิดตามทุกประโยค นายน้อยพูดถูกเพราะความอ่อนแอทำให้นางมีชะตากรรมเช่นนี้ หากต้องการอยู่รอดนางต้องเข้มแข็งเท่านั้น หนี้แค้นที่ยังต้องสะสางอีกเล่าจะปล่อยให้ตัวเองตายง่ายๆ ได้อย่างไร"ต่อไปมาฝึกยุทธ์พร้อมจิ้นหลงทุกวัน หากแต่พรุ่งนี้ไปแก้ปัญหาที่หอนารีแดงเสียก่อน นอกจากนี้เจ้าต้องฝึกวาดรูป เรียนพิณร่ายรำ เมื่อถึงวัยอันสมควรข้าจะให้เจ้าไปเป็นคณิกาที่หอนารีแดงส่วนจะได้ขายตัวรึความสามารถนั้นขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้า""พี่ใหญ่!! " จิ้นหลงที่ฟังอย่างใจเย็นมาตลอด เมื่อได้ยินว่าจิ้นฝานต้องการให้ซินซินเป็นนางโลมที่หอนารีแดงเขาถึงกับหน้าเปลี่
ซินซินถูกเรียกตัวให้มาพบจิ้นฝานโดยมีเสี่ยวฝูมารอรับถึงหน้าเรือน เพราะสถานที่ ที่นายน้อยให้ไปพบอยู่ในเขตหวงห้าม ทางที่จะไปนั้นซินซินไม่เคยย่างกายผ่านมาก่อน จึงจำเป็นต้องมีผู้นำทางเมื่อเดินผ่านกำแพงสูงของจวนมาระยะหนึ่งก็พบเข้ากับป่าไผ่รกครื้มไม่มีเส้นทางเดินให้มองด้วยซ้ำ ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็แทบมองไม่เห็นแสงตะวัน ตั้งแต่ซินซินฟื้นขึ้นมา นางไม่เคยถามว่าจวนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใด ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งรู้สึกลึกลับ แม้แต่เวลาออกไปเที่ยวเล่นกับคุณชายรอง นางก็จะถูกปิดตาก่อนเสมอ ผ่านไปเป็นชั่วยามแล้วชั่วยามเล่าจิ้นหลงถึงเปิดผ้าปิดตานั้นออก นางถึงได้มีโอกาสได้เห็นตลาดที่ครึกครื้นนั่น แต่ก็มิเคยกล้าถามแม้แต่ชื่อของเมืองที่อยู่ หากไม่มีคนบอกนาง เหตุใดนางต้องทำตัวสอดรู้ด้วยเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้ซินซินรู้ว่าทำตัวเช่นไรถึงจะอยู่รอดปลอดภัยเดินมานานเกือบชั่วยามเด็กน้อยก็เริ่มเดินต่อไปไม่ไหว จากที่เงียบมาตลอดก็อดไม่ได้ที่จะถามเสี่ยวฝู"อีกไกลแค่ไหนเจ้าคะพี่เสี่ยวฝู ข้าปวดขาไปหมดแล้วเจ้าค่ะ" เด็กน้อยทรุดตัวนั่งลงนางปาดเหงื่อที่ผลุดพรายเต็มใบหน้าอย่างหมดแรง"จวนด้านหน้าที่พวกเราอยู่ไม่ใหญ่โตนักแต่เขตหวง
ทางเดินที่เต็มไปด้วยพุ่มไม้และต้นสนสูงตระหง่าน ลดเลี้ยวไปมาทั้งมีกำแพงหนาอีกสองชั้นที่ต้องใช้กุญแจออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อผ่านเข้าไปไขแต่ละประตูให้เปิดออกหลังจากใช้เวลาเดินเป็นก้านธูปจากเรือนของซินซินก็ยังไม่เห็นหอนารีแดงที่สร้างหลบซ่อนไว้ในจวนแห่งนี้ นางได้แต่คิดในใจ ขนาดหอนารีแดงยังหายากแล้วหอพยัคฆ์ดำเล่า หลบอยู่มุมไหนกันแน่"พี่เสี่ยวฝู เหตุใดที่นี่จึงลึกลับนักเจ้าคะ? " ซินซินที่ปาดเหงื่อมาตลอดทางเพราะอากาศร้อนอบอ้าว และระยะทางที่ดูไม่สิ้นสุดเสียที ถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ"เพราะนายท่านมิให้คนนอกรู้อย่างไรเล่าว่าเบื้องหลังสำนักเรายิ่งใหญ่เพียงใดทั้งสองกิจการนี้มีเพียงขุนนางที่สนิทกับนายท่านเท่านั้นที่รู้เห็นด้วย""หากยิ่งใหญ่ตามท่านว่าแทนที่จะบอกให้ทุกคนรู้แต่กลับปิดบังไว้เพราะอันใดเจ้าคะ?""เรื่องผลประโยชน์บ้านเมืองเจ้ามิเข้าใจหรอกเมื่อโตขึ้นเจ้าจะเข้าใจเอง" เสี่ยวฝูเลี่ยงที่จะบอกความจริงเด็กน้อยเพราะคิดว่าเหตุผลนั้นซับซ้อนเกินกว่าซินซินจะเข้าใจ นางเพิ่งมาอยู่จวนนี้ได้ไม่กี่เดือน ที่ได้ผ่านด่านเข้าเขตหวงห้ามก็นับว่าได้รับความไว้ใจเหลือคณาแล้วเสียงน้ำตกแว่วดังแต่ไกลเมื่อเดินต่อไปอ
เรือนหม่าลุ่ย"นายท่าน นายน้อย ซินซินมาแล้วขอรับ"เสี่ยวฝูเดินนำมาก้าวหนึ่งแล้วเบี่ยงตัวหลบออกไปยืนด้านข้าง"คาระวะนายท่าน คาระวะนายน้อยเจ้าค่ะ" ซินซินยอบกายคำนับด้วยกิริยาอ่อนน้อม นางมองไปที่จิ้นฝานแวบหนึ่งพลันสะดุดในใจจนต้องหลุบตาลงต่ำ นายน้อยรูปร่างสง่างาม ซ้ำยังหล่อเหลาไร้ที่ติ แต่ทว่าดวงตาที่มองมานั้นสุดแสนเยือกเย็นทั้งยังชักสีหน้าถมึงทึงใส่นาง"ซินซิน เจ้าผอมบางไปหน่อยข้าจะบอกแม่ครัวให้เพิ่มเนื้อเยอะๆ เจ้าจะได้แข็งแรงกว่านี้ จิ้นหลงบุตรคนรองของข้ายังไม่กลับมาจากตลาด คงไปเที่ยวเตร่ตามประสาอีกสามวันเจ้าค่อยเริ่มเรียนกับจิ้นหลงเตรียมตัวให้ดี"โจวจิ้นจงเห็นซินซินก็นึกเอ็นดู เด็กน้อยคนนี้ถึงจะผอมบางไปหน่อย แต่นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับเปล่งประกายงดงาม นางมีจมูกโด่งรับกับใบหน้า ปากกระจับสีชมพูอ่อนซ้ำเวลาพูดยังมีรอยบุ๋มที่แก้มทั้งสองข้าง หากถูกเลี้ยงดูอย่างดีโตไปคงไม่พ้นต้องเป็นหญิงงามเป็นแน่"ขอบพระคุณนายท่านที่เมตตาเจ้าค่ะ"ซินซินยิ้มกว้างนางตื่นเต้นดีใจที่สุด"อย่าเพิ่งลำพองไป ข้าจะบอกไว้ก่อนหากเจ้าไม่สามารถทำให้น้องข้าตั้งใจเรียนได้ ข้าจะขายเจ้าทิ้งไปเสีย อย่าคิดว่าข้าให้กินดีอยู่ดีง่ายๆ







