LOGINเปลวเพลิงแห่งสงครามกำลังโหมกระหน่ำ แคว้นอริได้เปิดฉากโจมตีชายแดนตะวันออกอย่างไม่รีรอ เสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า เมืองชายแดนที่เคยสงบสุขบัดนี้กลายเป็นสมรภูมิเลือด เหล่าทหารของต้าเหลียงเข้าปะทะกับศัตรูอย่างดุเดือดท่ามกลางห่าธนูและคมดาบที่สาดซัด
ซูหนิงหนิง ยืนอยู่ท่ามกลางความอลหม่านของสนามรบ ใบหน้าของนางเปื้อนคราบเขม่าดินและโลหิต เสียงหวีดหวิวของลูกธนูที่เฉียดผ่านหูไปไม่ได้ทำให้นางหวาดกลัว นางก้มลงปฐมพยาบาลทหารที่บาดเจ็บอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มือที่เรียวสวยบัดนี้เต็มไปด้วยบาดแผลจากการทำงานหนัก แสงแห่งความมุ่งมั่นและความเมตตายังคงส่องประกายในดวงตาของนาง
หลี่เหวินเจี๋ย แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการรบอยู่เบื้องหน้า มองเห็นการกระทำของซูหนิงหนิงทุกฝีก้าว เขากำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับขุนพลแคว้นอริ กระบี่ของเขาสาดประกายฟาดฟันศัตรูอย่างไม่ปรานี แต่ในขณะเดียวกัน สายตาของเขาก็มิอาจละจากร่างอรชรที่กำลังวิ่งไปมาระหว่างคมดาบและห่าลูกธนู เขาเห็นนางล้มลงเพื่อหลบคมกระบี่ที่พุ่งเข้าใส่เกือบพลาดท่า แต่แล้วนางก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและกลับไปช่วยเหลือทหารต่อ
“ท่านแม่ทัพ! ระวัง!” เสียงของ หลิวหรง ตะโกนเตือน หลี่เหวินเจี๋ยหันกลับไปรับคมดาบของขุนพลฝ่ายตรงข้ามที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด สองทัพปะทะกันอย่างไม่ลดละ เสียงร้องของความเจ็บปวดผสมผสานกับเสียงโลหะกระทบกัน ดุจเสียงบรรเลงแห่งความตาย ซูหนิงหนิงรับรู้ถึงความอ่อนล้าที่กัดกินร่าง แต่นางก็มิอาจหยุดพักได้ ทหารบาดเจ็บมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกินกำลังของนางเพียงลำพัง
ขณะที่ซูหนิงหนิงกำลังพยายามห้ามเลือดให้ทหารนายหนึ่งที่บาดเจ็บสาหัส ก็มีทหารฝ่ายศัตรูบุกเข้ามาใกล้ นางมองเห็นคมดาบที่สาดแสงวับวับวาวพุ่งตรงมายังตนเอง นางหลับตาลงอย่างช่วยไม่ได้ เตรียมพร้อมรับความเจ็บปวด
แต่แล้ว ร่างของนางก็ถูกกระชากออกไปอย่างรวดเร็ว นางลืมตาขึ้นมอง เห็นร่างสูงใหญ่ของหลี่เหวินเจี๋ยยืนบังอยู่เบื้องหน้า คมดาบของเขาฟาดฟันใส่ทหารศัตรูที่พุ่งเข้ามาหมายทำร้ายนางจนล้มลงไป
“เจ้าทำอะไรอยู่ตรงนี้!” หลี่เหวินเจี๋ยตวาดเสียงดัง ดวงตาคู่คมกริบมองนางด้วยความไม่พอใจ “นี่คือสนามรบ เจ้าควรจะอยู่ในที่ที่ปลอดภัย!”
ซูหนิงหนิงเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของนางที่ปกติจะสงบเสงี่ยม บัดนี้เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความผิดหวัง นางทนกับความไม่เชื่อใจของเขามานานแล้ว นางทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเพื่อช่วยชีวิตทหารของเขา แต่เขากลับยังมองนางเป็นภาระ เป็นคนที่ไม่ควรอยู่ในสนามรบแห่งนี้
“ท่านแม่ทัพ!” ซูหนิงหนิง เอ่ยเสียงดังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน น้ำเสียงของนางสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ท่านคิดว่าข้าต้องการจะอยู่ที่นี่หรือ! ข้ามิได้เป็นนักรบอย่างท่าน! แต่ในยามที่ชีวิตของทหารของท่านกำลังจะดับสิ้นไปต่อหน้าต่อตา ข้ามิอาจทนอยู่เฉยได้! ท่านมิได้เห็นหรือว่าพวกเขากำลังเจ็บปวดทรมานเพียงใด!”
หลี่เหวินเจี๋ยตกตะลึงกับคำพูดของนาง นี่เป็นครั้งแรกที่นางกล้าขึ้นเสียงใส่เขา กล้าสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาของนางฉายแววเจ็บปวดและผิดหวังอย่างแท้จริง
“ข้ามิได้ต้องการสิ่งใดจากท่าน!” ซูหนิงหนิงกล่าวต่อ เสียงของนางเริ่มมีน้ำตาคลอ “ข้าเพียงต้องการช่วยเหลือผู้คนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ! ท่านไม่จำเป็นต้องมา ‘ปกป้อง’ ข้า ท่านควรจะไปทำหน้าที่ของท่าน!”
คำพูดของซูหนิงหนิงดังก้องในโสตประสาทของหลี่เหวินเจี๋ย เขามองหน้านางนิ่งนาน ความโกรธในใจของเขาค่อยๆ มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะอธิบาย ความประหลาดใจ ความชื่นชม และ...ความเข้าใจ
ในชั่วขณะนั้นเอง ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด และปักเข้าที่ไหล่ของหลี่เหวินเจี๋ยอย่างจัง
“ท่านแม่ทัพ!” หลิวหรงร้องขึ้นด้วยความตกใจ
ซูหนิงหนิงเบิกตากว้าง นางเห็นหลี่เหวินเจี๋ยล้มลงไป ทันทีที่เห็นเลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาจากบาดแผล ความโกรธทั้งหมดในใจของนางก็มลายหายไป เหลือเพียงความกังวลและความห่วงใย
“ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ!” ซูหนิงหนิงรีบคุกเข่าลงข้างกายเขา มองบาดแผลที่ไหล่ของเขาอย่างรวดเร็ว
หลี่เหวินเจี๋ยกัดฟันแน่น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความเจ็บปวด “ข้า...ไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไรได้อย่างไร! แผลลึกถึงเพียงนี้!” ซูหนิงหนิงรีบฉีกชายเสื้อของตนเองออก พยายามห้ามเลือดอย่างรวดเร็ว มือของนางสั่นเล็กน้อยด้วยความกังวล
หลี่เหวินเจี๋ยมองดูนางที่กำลังปฐมพยาบาลให้เขาอย่างเร่งรีบ สายตาของนางเต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง มิได้มีการเสแสร้งแกล้งทำใดๆ
“ท่านแม่ทัพ! ศัตรูบุกเข้ามาแล้วขอรับ!” เสียงของทหารนายหนึ่งดังขึ้น
หลี่เหวินเจี๋ยพยายามลุกขึ้น แต่ซูหนิงหนิงจับแขนเขาไว้แน่น “ท่านอย่าเพิ่งลุกเจ้าค่ะ! บาดแผลของท่านยังต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน!”
“ข้ามิอาจทอดทิ้งสนามรบได้!” หลี่เหวินเจี๋ยกล่าวอย่างดื้อรั้น
“ท่านจะทำหน้าที่ได้อย่างไรหากท่านสิ้นสติไป!” ซูหนิงหนิงเอ่ยเสียงเข้ม “โปรดไว้ใจข้า! ข้าจะทำแผลให้ท่านอย่างรวดเร็วที่สุด!”
ในที่สุด หลี่เหวินเจี๋ยก็ยอมนั่งลงให้ซูหนิงหนิงรักษาแผลให้ เขาจ้องมองใบหน้าของนางที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง เขารู้สึกถึงความเชื่อใจที่ก่อตัวขึ้นในใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในอีกมุมหนึ่งของสนามรบ มู่หลัน กำลังคอยช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บและพยายามช่วยซูหนิงหนิงเท่าที่จะทำได้ กงซุนหมิง ผู้ซึ่งตามมาสมทบด้วยความเป็นห่วง ได้เข้าช่วยเหลือมู่หลันอย่างเต็มกำลัง
“มู่หลัน! เจ้าปลอดภัยหรือไม่!” กงซุนหมิงร้องถาม ขณะที่เขาปัดป้องคมดาบจากทหารศัตรูให้มู่หลัน
“ข้าปลอดภัยดีเจ้าค่ะหมิงเอ๋อร์” มู่หลันตอบด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย “แต่ทหารบาดเจ็บกันมากเหลือเกิน!”
“พวกเราจะช่วยกัน” กงซุนหมิงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “เจ้าคอยดูแลพวกเขา ข้าจะช่วยปัดเป่าศัตรูให้”
กงซุนหมิงเข้าปะทะกับทหารศัตรูอย่างกล้าหาญ แม้เขาจะมิได้เป็นนักรบที่เก่งกาจเท่าหลี่เหวินเจี๋ย แต่เขาก็สู้เพื่อปกป้องมู่หลันและช่วยเหลือผู้คนอย่างเต็มที่ มู่หลันมองกงซุนหมิงด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งใจและความรักที่มิอาจเอ่ยออกมาได้
ความรักของทั้งคู่เบ่งบานท่ามกลางควันไฟและเสียงดาบ เติบโตขึ้นจากความห่วงใยและความเสียสละให้แก่กันและกัน
ในที่สุด การต่อสู้ก็ยุติลง กองทัพของต้าเหลียงสามารถขับไล่ทัพศัตรูออกไปได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างหนัก
หลี่เหวินเจี๋ยที่บาดเจ็บถูกนำตัวกลับไปยังค่าย ซูหนิงหนิงยังคงอยู่ดูแลอาการของเขาไม่ห่าง มู่หลันและกงซุนหมิงก็คอยช่วยเหลือและดูแลทหารที่บาดเจ็บคนอื่นๆ
ภายในกระโจมพยาบาลชั่วคราว ซูหนิงหนิงกำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้หลี่เหวินเจี๋ยอย่างเบามือ บาดแผลของเขายังคงปวดร้าว แต่เขากลับไม่ปริปากบ่นเลยแม้แต่น้อย
“บาดแผลของท่านยังคงต้องพักผ่อนมากเจ้าค่ะ” ซูหนิงหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติ “ท่านควรจะพักผ่อนให้มาก”
หลี่เหวินเจี๋ยเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาของเขาฉายแววที่อ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เจ้า...มิได้เป็นสายลับอย่างที่ข้าสงสัย” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
คำพูดของเขาทำให้ซูหนิงหนิงรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโล่งใจ เสียใจ และ...ความเข้าใจ
“ข้าไม่เคยเป็นเจ้าค่ะ” ซูหนิงหนิงตอบ น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย “ข้าเพียงต้องการทำหน้าที่ของข้า”
“ข้า...ขออภัยที่สงสัยเจ้า” หลี่เหวินเจี๋ยกล่าว เขาไม่เคยขอโทษใครมาก่อนในชีวิต แต่กับซูหนิงหนิง เขากลับรู้สึกว่าคำขอโทษนี้ออกมาจากใจจริง
ซูหนิงหนิงมองเขา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยน้ำตา “ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ ท่านทำหน้าที่ของท่าน”
มือของหลี่เหวินเจี๋ยค่อยๆ เอื้อมไปวางบนมือของซูหนิงหนิงที่กำลังพันผ้าพันแผลให้เขา สัมผัสที่แผ่วเบานั้นทำให้ใจของซูหนิงหนิงเต้นรัว
ความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง... กำลังก้าวข้ามผ่านความสงสัยและความไม่ไว้วางใจ และกำลังเริ่มก่อร่างสร้างขึ้นจากความเข้าใจและความเชื่อใจที่เพิ่งเกิดขึ้น
แม่ทัพผู้ไม่เคยสนใจหญิงใด บัดนี้กำลังจับจ้องไปยังหญิงสาวที่กล้าขึ้นเสียงและสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว และใจของเขาก็กำลังเปิดรับนางเข้ามาช้าๆ
แต่เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล สงครามยังไม่จบสิ้น และภัยคุกคามจากขุนนางกบฏก็ยังคงแฝงตัวอยู่ในเงามืด... ความรักที่เพิ่งจะเริ่มผลิบานนี้ จะสามารถยืนหยัดท่ามกลางพายุแห่งสงครามและการเมืองได้หรือไม่?
ในคืนนั้น หลี่เหวินเจี๋ยและซูหนิงหนิงยืนอยู่บนระเบียงห้องพักในจวนของอ๋อง แสงจันทร์สาดส่องต้องร่างของคนทั้งคู่ ทำให้เห็นเงาของพวกเขาที่ทาบทับกันเป็นหนึ่งเดียว“ท่านอ๋อง…หม่อมฉันยังรู้สึกเหมือนฝันไปเลยเจ้าค่ะ” ซูหนิงหนิงเอ่ยเสียงแผ่ว “ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น…มันเหมือนความฝัน”หลี่เหวินเจี๋ยหันมามองนาง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรักที่ลึกซึ้ง เขาโอบกอดนางแน่น “นี่มิใช่ความฝันซูหนิงหนิง…นี่คือความจริง…ความจริงที่ว่าเราได้อยู่เคียงข้างกันแล้ว”“ข้าขอขอบพระทัยท่านอ๋อง…ที่มอบความรักและความสุขให้หม่อมฉันมากถึงเพียงนี้เจ้าค่ะ” ซูหนิงหนิงกล่าวหลี่เหวินเจี๋ยยิ้มบางๆ “เจ้ามิจำเป็นต้องขอบใจข้าซูหนิงหนิง…เจ้าคือของข้า…และข้าจะเป็นของเจ้าตลอดไป”เขาจุมพิตหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา “เจ้าคือข้าทั้งชีวิตซูหนิงหนิง…และข้าจะรักเจ้าตลอดไป”เมื่อสิ้นคำพูด หลี่เหวินเจี๋ยก็โน้มตัวลงจุมพิตริมฝีปากของนางอย่างอ่อนโยนในคราแรก แต่เมื่อนางตอบรั
แสงอรุณทอประกายเหนือพระราชวังหลวง บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง หลังจากการเปิดโปง ท่านราชครู ผู้บงการอยู่เบื้องหลังการใส่ร้าย อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ย และเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ แผ่นดินต้าเหลียงได้เริ่มต้นบทใหม่แห่งความรุ่งเรืองภายใต้การปกครองของ องค์ฮ่องเต้ ผู้เปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถ และการสนับสนุนจาก หลี่เหวินเจี๋ย วีรบุรุษผู้กล้าหาญ ที่บัดนี้มี พระชายาซูหนิงหนิง เคียงข้างเช้าวันนั้น ท้องพระโรงหลวงเต็มไปด้วยเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ที่มารวมตัวกัน เพื่อปรึกษาราชกิจสำคัญเกี่ยวกับการฟื้นฟูบ้านเมืองหลังสงคราม และการแต่งตั้งตำแหน่งขุนนางใหม่ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหวังหลี่เหวินเจี๋ย ในชุดขุนนางเต็มยศดูสง่างามและน่าเกรงขาม ใบหน้าคมคายของเขาฉายแววความสุขที่มิอาจปิดบังได้ เขายืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ องค์ฮ่องเต้ อย่างมั่นคงซูหนิงหนิง ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม ยืนอยู่ข้างกายเขาอย่างมั่นใจ ดวงตาคู่กลมโตเรียวรีฉายแววความสุขและภาคภูมิใจ“ขอเดชะฝ่าบาท!” หลี่เหวินเจี๋ยคุกเข่าลงถวายบังคม “กระหม่อมหลี่เหวิ
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องต้องพระราชวังหลวงที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบสุข หลังมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ได้ผ่านพ้นไป อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ย และ พระชายาซูหนิงหนิง ต่างใช้ชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางความรักที่เบ่งบาน แต่ความสงบสุขนั้นช่างสั้นนัก เพราะภัยคุกคามที่แท้จริงหาได้มาจากสนามรบภายนอก หากแต่มาจากเงามืดภายในราชสำนักเองหลังจากที่ หลี่เหวินเจี๋ย ได้ประกาศเชิดชู ซูหนิงหนิง ต่อหน้าเหล่าขุนนาง ทำให้บางคนไม่พอใจในความสามารถและอิทธิพลของหลี่เหวินเจี๋ยที่นับวันยิ่งมีมากขึ้น พวกเขาจึงเริ่มวางแผนการร้ายเพื่อกำจัดหลี่เหวินเจี๋ยให้พ้นจากเส้นทางอำนาจเช้าวันหนึ่ง บรรยากาศในท้องพระโรงกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง องค์ฮ่องเต้ ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำ ใบหน้าของพระองค์เคร่งขรึมกว่าครั้งใดๆ เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างยืนเรียงรายด้วยสีหน้ากังวล“หลี่เหวินเจี๋ย! เจ้ามีความผิด!” องค์ฮ่องเต้ตรัสด้วยพระสุรเสียงก้องกังวาน “มีผู้ร้องเรียนว่าเจ้าได้แอบสะสมกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างลับๆ หมายก่อการกบฏ!”คำประกาศขององค์ฮ่องเต้สร้างความตกตะลึงแก่ทุกคนในท้องพระโ
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องต้องพระราชวังหลวงที่บัดนี้กลับมาคึกคักและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังมหาสงครามที่ทำให้แผ่นดินต้าเหลียงสั่นสะเทือนได้สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของ อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ย และการปรากฏตัวของ พระชายาซูหนิงหนิง ผู้เป็นดั่งดวงใจของเขาสองวันหลังจากการกลับสู่เมืองหลวง หลี่เหวินเจี๋ย ได้รับราชโองการให้เข้าเฝ้า องค์ฮ่องเต้ เพื่อปรึกษาราชกิจสำคัญที่รออยู่เบื้องหน้าเกี่ยวกับฟื้นฟูบ้านเมือง หลังความเสียหายจากสงครามครั้งใหญ่ภายในจวนของอ๋อง บรรยากาศยังคงอบอวลด้วยความสุขที่หวนคืนมา ซูหนิงหนิง กำลังจัดเตรียมชุดขุนนางให้หลี่เหวินเจี๋ยด้วยมือของนางเอง ใบหน้าของนางยังคงมีร่องรอยความอ่อนล้า แต่แววตาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย“ท่านอ๋อง…บาดแผลของท่านยังไม่หายสนิทดีนะเจ้าคะ” ซูหนิงหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่ว “ท่านควรจะพักผ่อนให้มากกว่านี้”หลี่เหวินเจี๋ยหันมามองนาง ดวงตาคู่คมกริบของเขาเต็มไปด้วยความรักที่ลึกซึ้ง เขาจับมือของนางแน่น “แผลกายนั้นเล็กน้อยนักซูหนิงหนิง แต่แผลใจที่ข้าเคยมี…เจ้าเป็นผู้รักษาให้หายดี”คำพูดของเขาทำให้ซูหนิ
เสียงแตรศึกที่เคยดังก้องไปทั่วแผ่นดินบัดนี้เงียบสงัดลงแล้ว เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้และเสียงนกร้องขับขาน บ่งบอกถึงความสงบสุขที่หวนคืนมาสู่ต้าเหลียงอีกครั้ง หลังมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดจบลงด้วยชัยชนะอันงดงามของกองทัพ อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ยณ สนามรบที่เคยเต็มไปด้วยคราบเลือดและซากศพ บัดนี้ถูกทำความสะอาดและจัดระเบียบใหม่ เหล่าทหารของต้าเหลียงที่รอดชีวิตต่างพากันกลับมารวมตัวกันด้วยใบหน้าอิดโรย แต่แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ และความยินดีที่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหลี่เหวินเจี๋ย ยืนตระหง่านอยู่กลางสนามรบที่เงียบสงัด ชุดเกราะของเขาเต็มไปด้วยรอยบุบและคราบเลือดที่แห้งกรัง ใบหน้าคมคายของเขาซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าและบาดแผลที่ยังไม่หายสนิทดี แต่ดวงตาคู่คมกริบกลับฉายแววความสุขที่มิอาจปิดบังได้ เมื่อเขามองไปยัง ซูหนิงหนิง ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ซูหนิงหนิงในชุดหมอศึกที่เรียบง่ายแต่เปื้อนคราบเขม่าดินและโลหิต เดินเข้ามาหาหลี่เหวินเจี๋ยอย่างช้าๆ ใบหน้าของนางยังคงซีดเซียวและอ่อนล้า แต่ดวงตาคู่กลมโตเรียวรีกลับฉายแววความรักที่ลึกซึ้งและโล
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมายังเมืองหลวงต้าเหลียงที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบสุข หลังชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในศึกสมรภูมิเหนือ แคว้นอริ แต่ในใจของทั้ง หลี่เหวินเจี๋ย และ ซูหนิงหนิง ความสงบนั้นยังห่างไกลนัก ค่ำคืนนี้เป็นคืนก่อนวันอภิเษกสมรส คืนที่ควรเต็มไปด้วยความยินดี ทว่ากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนและยังมิได้ถูกปลดเปลื้องภายในห้องส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างงดงามในจวนของแม่ทัพ ซูหนิงหนิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองไปยังดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า ใบหน้าของนางยังคงซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าและบาดแผลที่ยังไม่หายสนิทดี แต่ดวงตาคู่กลมโตเรียวรีกลับฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้งเธอนึกย้อนถึงคำขอแต่งงานของหลี่เหวินเจี๋ยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คำขอที่เปี่ยมด้วยความรักและความจริงใจ คำขอที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง แต่ในขณะเดียวกัน ภาพของครอบครัวที่พังทลาย ความเจ็บปวดที่พ่อแม่ต้องเผชิญ และความแค้นที่เคยกัดกินใจ ก็ยังคงฉายชัดขึ้นมาในห้วงความคิด ความรู้สึกผิดบาปยังคงตามหลอกหลอน“หนิงหนิง…เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ” เสียงนุ่มนวลของ มู่หลัน ดังขึ้น มู่หลันเดินเข้ามาพร้อมถ้วยชาอุ่นๆ วางลงบ
เสียงกลองศึกที่ดังกึกก้องยังคงกัมปนาทไปทั่วสมรภูมิทางเหนือ เลือดสีแดงฉานเจิ่งนองพื้นดินดุจสายน้ำ หลี่เหวินเจี๋ย แม่ทัพใหญ่ผู้เจนศึก นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นดิน พิษร้ายจากลูกธนูและคมดาบกัดกินร่าง แผลที่ต้นขาและแผ่นหลังยังคงมีเลือดซึมออกมาไม่หยุดหย่อน ใบหน้าคมคายของเขาซีดเผือดราวกั
ท้องพระโรงหลวงสว่างไสวด้วยแสงตะวันยามเช้า บรรยากาศยังคงอบอวลไปด้วยความยินดีจากการประกาศอภิเษกสมรสระหว่างแม่ทัพใหญ่ หลี่เหวินเจี๋ย กับ ซูหนิงหนิง บุตรีหมอหลวงผู้กล้าหาญ คำสาบานที่หลี่เหวินเจี๋ยกล่าวต่อหน้า องค์ฮ่องเต้ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของทุก
เสียงกลองศึกที่ดังกึกก้องยังคงสั่นสะเทือนไปทั่วสมรภูมิทางเหนือ เลือดสีแดงฉานเจิ่งนองพื้นดินดุจสายธาร กองทัพของ หลี่เหวินเจี๋ย และแคว้นอริปะทะกันอย่างบ้าคลั่งหลี่เหวินเจี๋ย แม่ทัพใหญ่ผู้เจนศึก แม้จะบาดเจ็บสาหัสจากพิษธนูและคมดาบ แต่จิตใจของเขากลับมุ่งมั่นกว
เสียงปืนใหญ่ที่คำรามกึกก้องผสานกับเสียงโห่ร้องของทหารยังคงดังก้องไปทั่วสมรภูมิทางเหนือ เลือดสีแดงฉานเจิ่งนองพื้นดินดุจสายน้ำ หลี่เหวินเจี๋ย แม่ทัพใหญ่ผู้เจนศึก นอนหายใจรวยรินอยู่ภายในกระโจมบัญชาการชั่วคราว พิษร้ายจากลูกธนูยังคงกัดกินร่าง แผลที่ต้นขายังคงมีเลือดซึมออกมาไม่หยุดหย่อ







