เปลวเพลิงแห่งสงครามกำลังโหมกระหน่ำ แคว้นอริได้เปิดฉากโจมตีชายแดนตะวันออกอย่างไม่รีรอ เสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า เมืองชายแดนที่เคยสงบสุขบัดนี้กลายเป็นสมรภูมิเลือด เหล่าทหารของต้าเหลียงเข้าปะทะกับศัตรูอย่างดุเดือดท่ามกลางห่าธนูและคมดาบที่สาดซัด
ซูหนิงหนิง ยืนอยู่ท่ามกลางความอลหม่านของสนามรบ ใบหน้าของนางเปื้อนคราบเขม่าดินและโลหิต เสียงหวีดหวิวของลูกธนูที่เฉียดผ่านหูไปไม่ได้ทำให้นางหวาดกลัว นางก้มลงปฐมพยาบาลทหารที่บาดเจ็บอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มือที่เรียวสวยบัดนี้เต็มไปด้วยบาดแผลจากการทำงานหนัก แสงแห่งความมุ่งมั่นและความเมตตายังคงส่องประกายในดวงตาของนาง
หลี่เหวินเจี๋ย แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการรบอยู่เบื้องหน้า มองเห็นการกระทำของซูหนิงหนิงทุกฝีก้าว เขากำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับขุนพลแคว้นอริ กระบี่ของเขาสาดประกายฟาดฟันศัตรูอย่างไม่ปรานี แต่ในขณะเดียวกัน สายตาของเขาก็มิอาจละจากร่างอรชรที่กำลังวิ่งไปมาระหว่างคมดาบและห่าลูกธนู เขาเห็นนางล้มลงเพื่อหลบคมกระบี่ที่พุ่งเข้าใส่เกือบพลาดท่า แต่แล้วนางก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและกลับไปช่วยเหลือทหารต่อ
“ท่านแม่ทัพ! ระวัง!” เสียงของ หลิวหรง ตะโกนเตือน หลี่เหวินเจี๋ยหันกลับไปรับคมดาบของขุนพลฝ่ายตรงข้ามที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด สองทัพปะทะกันอย่างไม่ลดละ เสียงร้องของความเจ็บปวดผสมผสานกับเสียงโลหะกระทบกัน ดุจเสียงบรรเลงแห่งความตาย ซูหนิงหนิงรับรู้ถึงความอ่อนล้าที่กัดกินร่าง แต่นางก็มิอาจหยุดพักได้ ทหารบาดเจ็บมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกินกำลังของนางเพียงลำพัง
ขณะที่ซูหนิงหนิงกำลังพยายามห้ามเลือดให้ทหารนายหนึ่งที่บาดเจ็บสาหัส ก็มีทหารฝ่ายศัตรูบุกเข้ามาใกล้ นางมองเห็นคมดาบที่สาดแสงวับวับวาวพุ่งตรงมายังตนเอง นางหลับตาลงอย่างช่วยไม่ได้ เตรียมพร้อมรับความเจ็บปวด
แต่แล้ว ร่างของนางก็ถูกกระชากออกไปอย่างรวดเร็ว นางลืมตาขึ้นมอง เห็นร่างสูงใหญ่ของหลี่เหวินเจี๋ยยืนบังอยู่เบื้องหน้า คมดาบของเขาฟาดฟันใส่ทหารศัตรูที่พุ่งเข้ามาหมายทำร้ายนางจนล้มลงไป
“เจ้าทำอะไรอยู่ตรงนี้!” หลี่เหวินเจี๋ยตวาดเสียงดัง ดวงตาคู่คมกริบมองนางด้วยความไม่พอใจ “นี่คือสนามรบ เจ้าควรจะอยู่ในที่ที่ปลอดภัย!”
ซูหนิงหนิงเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของนางที่ปกติจะสงบเสงี่ยม บัดนี้เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความผิดหวัง นางทนกับความไม่เชื่อใจของเขามานานแล้ว นางทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเพื่อช่วยชีวิตทหารของเขา แต่เขากลับยังมองนางเป็นภาระ เป็นคนที่ไม่ควรอยู่ในสนามรบแห่งนี้
“ท่านแม่ทัพ!” ซูหนิงหนิง เอ่ยเสียงดังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน น้ำเสียงของนางสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ท่านคิดว่าข้าต้องการจะอยู่ที่นี่หรือ! ข้ามิได้เป็นนักรบอย่างท่าน! แต่ในยามที่ชีวิตของทหารของท่านกำลังจะดับสิ้นไปต่อหน้าต่อตา ข้ามิอาจทนอยู่เฉยได้! ท่านมิได้เห็นหรือว่าพวกเขากำลังเจ็บปวดทรมานเพียงใด!”
หลี่เหวินเจี๋ยตกตะลึงกับคำพูดของนาง นี่เป็นครั้งแรกที่นางกล้าขึ้นเสียงใส่เขา กล้าสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาของนางฉายแววเจ็บปวดและผิดหวังอย่างแท้จริง
“ข้ามิได้ต้องการสิ่งใดจากท่าน!” ซูหนิงหนิงกล่าวต่อ เสียงของนางเริ่มมีน้ำตาคลอ “ข้าเพียงต้องการช่วยเหลือผู้คนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ! ท่านไม่จำเป็นต้องมา ‘ปกป้อง’ ข้า ท่านควรจะไปทำหน้าที่ของท่าน!”
คำพูดของซูหนิงหนิงดังก้องในโสตประสาทของหลี่เหวินเจี๋ย เขามองหน้านางนิ่งนาน ความโกรธในใจของเขาค่อยๆ มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะอธิบาย ความประหลาดใจ ความชื่นชม และ...ความเข้าใจ
ในชั่วขณะนั้นเอง ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด และปักเข้าที่ไหล่ของหลี่เหวินเจี๋ยอย่างจัง
“ท่านแม่ทัพ!” หลิวหรงร้องขึ้นด้วยความตกใจ
ซูหนิงหนิงเบิกตากว้าง นางเห็นหลี่เหวินเจี๋ยล้มลงไป ทันทีที่เห็นเลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาจากบาดแผล ความโกรธทั้งหมดในใจของนางก็มลายหายไป เหลือเพียงความกังวลและความห่วงใย
“ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ!” ซูหนิงหนิงรีบคุกเข่าลงข้างกายเขา มองบาดแผลที่ไหล่ของเขาอย่างรวดเร็ว
หลี่เหวินเจี๋ยกัดฟันแน่น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความเจ็บปวด “ข้า...ไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไรได้อย่างไร! แผลลึกถึงเพียงนี้!” ซูหนิงหนิงรีบฉีกชายเสื้อของตนเองออก พยายามห้ามเลือดอย่างรวดเร็ว มือของนางสั่นเล็กน้อยด้วยความกังวล
หลี่เหวินเจี๋ยมองดูนางที่กำลังปฐมพยาบาลให้เขาอย่างเร่งรีบ สายตาของนางเต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง มิได้มีการเสแสร้งแกล้งทำใดๆ
“ท่านแม่ทัพ! ศัตรูบุกเข้ามาแล้วขอรับ!” เสียงของทหารนายหนึ่งดังขึ้น
หลี่เหวินเจี๋ยพยายามลุกขึ้น แต่ซูหนิงหนิงจับแขนเขาไว้แน่น “ท่านอย่าเพิ่งลุกเจ้าค่ะ! บาดแผลของท่านยังต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน!”
“ข้ามิอาจทอดทิ้งสนามรบได้!” หลี่เหวินเจี๋ยกล่าวอย่างดื้อรั้น
“ท่านจะทำหน้าที่ได้อย่างไรหากท่านสิ้นสติไป!” ซูหนิงหนิงเอ่ยเสียงเข้ม “โปรดไว้ใจข้า! ข้าจะทำแผลให้ท่านอย่างรวดเร็วที่สุด!”
ในที่สุด หลี่เหวินเจี๋ยก็ยอมนั่งลงให้ซูหนิงหนิงรักษาแผลให้ เขาจ้องมองใบหน้าของนางที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง เขารู้สึกถึงความเชื่อใจที่ก่อตัวขึ้นในใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในอีกมุมหนึ่งของสนามรบ มู่หลัน กำลังคอยช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บและพยายามช่วยซูหนิงหนิงเท่าที่จะทำได้ กงซุนหมิง ผู้ซึ่งตามมาสมทบด้วยความเป็นห่วง ได้เข้าช่วยเหลือมู่หลันอย่างเต็มกำลัง
“มู่หลัน! เจ้าปลอดภัยหรือไม่!” กงซุนหมิงร้องถาม ขณะที่เขาปัดป้องคมดาบจากทหารศัตรูให้มู่หลัน
“ข้าปลอดภัยดีเจ้าค่ะหมิงเอ๋อร์” มู่หลันตอบด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย “แต่ทหารบาดเจ็บกันมากเหลือเกิน!”
“พวกเราจะช่วยกัน” กงซุนหมิงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “เจ้าคอยดูแลพวกเขา ข้าจะช่วยปัดเป่าศัตรูให้”
กงซุนหมิงเข้าปะทะกับทหารศัตรูอย่างกล้าหาญ แม้เขาจะมิได้เป็นนักรบที่เก่งกาจเท่าหลี่เหวินเจี๋ย แต่เขาก็สู้เพื่อปกป้องมู่หลันและช่วยเหลือผู้คนอย่างเต็มที่ มู่หลันมองกงซุนหมิงด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งใจและความรักที่มิอาจเอ่ยออกมาได้
ความรักของทั้งคู่เบ่งบานท่ามกลางควันไฟและเสียงดาบ เติบโตขึ้นจากความห่วงใยและความเสียสละให้แก่กันและกัน
ในที่สุด การต่อสู้ก็ยุติลง กองทัพของต้าเหลียงสามารถขับไล่ทัพศัตรูออกไปได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างหนัก
หลี่เหวินเจี๋ยที่บาดเจ็บถูกนำตัวกลับไปยังค่าย ซูหนิงหนิงยังคงอยู่ดูแลอาการของเขาไม่ห่าง มู่หลันและกงซุนหมิงก็คอยช่วยเหลือและดูแลทหารที่บาดเจ็บคนอื่นๆ
ภายในกระโจมพยาบาลชั่วคราว ซูหนิงหนิงกำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้หลี่เหวินเจี๋ยอย่างเบามือ บาดแผลของเขายังคงปวดร้าว แต่เขากลับไม่ปริปากบ่นเลยแม้แต่น้อย
“บาดแผลของท่านยังคงต้องพักผ่อนมากเจ้าค่ะ” ซูหนิงหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติ “ท่านควรจะพักผ่อนให้มาก”
หลี่เหวินเจี๋ยเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาของเขาฉายแววที่อ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เจ้า...มิได้เป็นสายลับอย่างที่ข้าสงสัย” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
คำพูดของเขาทำให้ซูหนิงหนิงรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโล่งใจ เสียใจ และ...ความเข้าใจ
“ข้าไม่เคยเป็นเจ้าค่ะ” ซูหนิงหนิงตอบ น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย “ข้าเพียงต้องการทำหน้าที่ของข้า”
“ข้า...ขออภัยที่สงสัยเจ้า” หลี่เหวินเจี๋ยกล่าว เขาไม่เคยขอโทษใครมาก่อนในชีวิต แต่กับซูหนิงหนิง เขากลับรู้สึกว่าคำขอโทษนี้ออกมาจากใจจริง
ซูหนิงหนิงมองเขา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยน้ำตา “ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ ท่านทำหน้าที่ของท่าน”
มือของหลี่เหวินเจี๋ยค่อยๆ เอื้อมไปวางบนมือของซูหนิงหนิงที่กำลังพันผ้าพันแผลให้เขา สัมผัสที่แผ่วเบานั้นทำให้ใจของซูหนิงหนิงเต้นรัว
ความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง... กำลังก้าวข้ามผ่านความสงสัยและความไม่ไว้วางใจ และกำลังเริ่มก่อร่างสร้างขึ้นจากความเข้าใจและความเชื่อใจที่เพิ่งเกิดขึ้น
แม่ทัพผู้ไม่เคยสนใจหญิงใด บัดนี้กำลังจับจ้องไปยังหญิงสาวที่กล้าขึ้นเสียงและสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว และใจของเขาก็กำลังเปิดรับนางเข้ามาช้าๆ
แต่เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล สงครามยังไม่จบสิ้น และภัยคุกคามจากขุนนางกบฏก็ยังคงแฝงตัวอยู่ในเงามืด... ความรักที่เพิ่งจะเริ่มผลิบานนี้ จะสามารถยืนหยัดท่ามกลางพายุแห่งสงครามและการเมืองได้หรือไม่?
เสียงกลองศึกที่เคยดังกึกก้องบัดนี้เงียบสงัดลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่หอบเหนื่อยของผู้รอดชีวิต และเสียงครวญครางอันเจ็บปวดที่ดังระงมไปทั่วสมรภูมิ หลี่เหวินเจี๋ยถูกประคองมายังกระโจมพยาบาลชั่วคราวที่เต็มไปด้วยทหารบาดเจ็บ ซูหนิงหนิงยังคงยืนอยู่ข้างกายเขา ดวงตาจับจ้องไปยังบาดแผลที่ไหล่ซ้ายของเขาที่ยังคงมีเลือดซึมออกมาไม่หยุด“ท่านแม่ทัพ! ท่านต้องอดทนนะเจ้าคะ!” ซูหนิงหนิงเอ่ยเสียงสั่น นางรีบสั่งให้ทหารนำน้ำสะอาดและผ้ามาให้ แต่ในความเร่งรีบและสถานการณ์ที่อลหม่าน อุปกรณ์ทุกอย่างดูเหมือนจะขาดแคลนไปเสียหมด“ไม่ต้องหรอก” หลี่เหวินเจี๋ยกล่าวเสียงแผ่ว ใบหน้าของเขาซีดขาว แต่ดวงตาคู่คมยังคงจับจ้องมาที่นาง “รีบรักษาผู้อื่นเถิด ข้าไม่เป็นอะไรมาก”“ไม่เป็นไรได้อย่างไรเจ้าคะ!” ซูหนิงหนิงแทบจะตวาดกลับ นางเห็นความเจ็บปวดที่ฉายชัดในแววตาของเขา “บาดแผลลึกถึงเพียงนี้! หากปล่อยไว้อาจติดเชื้อได้!”นางกวาดสายตาไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว มองหาอุปกรณ์ที่จำเป็น แต่ทุกอย่างถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว หรือไม่ก็เต็มไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นดิน
เปลวเพลิงแห่งสงครามกำลังโหมกระหน่ำ แคว้นอริได้เปิดฉากโจมตีชายแดนตะวันออกอย่างไม่รีรอ เสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า เมืองชายแดนที่เคยสงบสุขบัดนี้กลายเป็นสมรภูมิเลือด เหล่าทหารของต้าเหลียงเข้าปะทะกับศัตรูอย่างดุเดือดท่ามกลางห่าธนูและคมดาบที่สาดซัดซูหนิงหนิง ยืนอยู่ท่ามกลางความอลหม่านของสนามรบ ใบหน้าของนางเปื้อนคราบเขม่าดินและโลหิต เสียงหวีดหวิวของลูกธนูที่เฉียดผ่านหูไปไม่ได้ทำให้นางหวาดกลัว นางก้มลงปฐมพยาบาลทหารที่บาดเจ็บอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มือที่เรียวสวยบัดนี้เต็มไปด้วยบาดแผลจากการทำงานหนัก แสงแห่งความมุ่งมั่นและความเมตตายังคงส่องประกายในดวงตาของนางหลี่เหวินเจี๋ย แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการรบอยู่เบื้องหน้า มองเห็นการกระทำของซูหนิงหนิงทุกฝีก้าว เขากำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับขุนพลแคว้นอริ กระบี่ของเขาสาดประกายฟาดฟันศัตรูอย่างไม่ปรานี แต่ในขณะเดียวกัน สายตาของเขาก็มิอาจละจากร่างอรชรที่กำลังวิ่งไปมาระหว่างคมดาบและห่าลูกธนู เขาเห็นนางล้มลงเพื่อหลบคมกระบี่ที่พุ่งเข้าใส่เกือบพลาดท่า แต่แล้วนางก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและกลับไปช่วยเหลือทหารต่อ“ท่านแม่ทัพ! ระวัง!” เสียงของ หลิวหรง ตะโกนเตื
แสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องลงมายังค่ายพักแรม หลังจากการต่อสู้กับโจรป่าจบลง บรรยากาศภายในค่ายยังคงอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและความเหนื่อยล้า ซูหนิงหนิงยังคงวุ่นอยู่กับการดูแลทหารที่บาดเจ็บจนกระทั่งใกล้สว่าง แม้ร่างกายจะอ่อนล้าเพียงใด แต่นางก็มิได้หยุดพักหลี่เหวินเจี๋ย เดินออกมาจากกระโจมของตน ดวงตาคู่คมกริบมองไปยังซูหนิงหนิงที่กำลังปฐมพยาบาลทหารนายหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ภาพของนางเมื่อคืนที่วิ่งฝ่าคมดาบเข้าไปช่วยเหลือทหารยังคงติดตาเขา ภาพที่นางทำแผลให้เขาอย่างตั้งใจ และรอยแผลที่แขนซ้ายของเขายังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความกล้าหาญของนาง“ท่านแม่ทัพ แผลของท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?” หลิวหรง เดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง“ไม่เป็นไรมาก” หลี่เหวินเจี๋ยตอบเสียงเรียบ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ซูหนิงหนิง “นางผู้นั้น... ทำไมถึงกล้าหาญได้ถึงเพียงนี้?”“ท่านแม่ทัพเองก็เห็นแล้วมิใช่หรือขอรับ” หลิวหรงยิ้ม “นางมิได้สนใจความปลอดภัยของตนเองเลยแม้แต่น้อย”“นั่นคือสิ่งที่ข้ายั
ภายหลังการปะทะกับโจรป่า กองทัพของแม่ทัพใหญ่หลี่เหวินเจี๋ยยังคงเดินทัพต่อไปตามแนวชายแดน ความเหนื่อยล้าปรากฏบนใบหน้าของทหารทุกนาย แต่กระนั้นทุกคนยังคงเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น ทว่าภายในกระโจมบัญชาการแห่งหนึ่ง กลับมีบรรยากาศตึงเครียดไม่แพ้สมรภูมิรบหลี่เหวินเจี๋ย นั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยเอกสารและแผนที่ ดวงตาคู่คมยังคงจับจ้องไปยังแผนที่อย่างพิจารณา แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมา... ซูหนิงหนิง“นางช่วยทหารบาดเจ็บได้อย่างชำนาญยิ่งนัก” หลิวหรง รองแม่ทัพคู่ใจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบในกระโจม “ราวกับฝึกฝนมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ”หลี่เหวินเจี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่... นั่นคือสิ่งที่ทำให้ข้าสงสัย”“สงสัยอันใดหรือขอรับท่านแม่ทัพ?” หลิวหรงเลิกคิ้ว“นางเป็นบุตรีของหมอหลวงซูอัน ความรู้ด้านการแพทย์ย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่ความกล้าหาญและความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือผู้คนกลางสมรภูมิเช่นนั้น... หาได้ยากยิ่งในสตรีทั่วไป” หลี่เหวินเจี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หรือนี่คือการพยายามสร้างความดีความชอบ? หรือเป็นทักษะที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น?”“ท่านแม่ทัพยังคงไม่ไว้ใจนางหรือขอรับ?” หลิวหรง
ภายใต้ท้องฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่ แผ่นดินต้าเหลียงยังคงงดงาม ทว่าความสงบสุขนั้นเปรียบดั่งผิวน้ำที่ราบเรียบ แต่เบื้องล่างกลับมีกระแสธารเชี่ยวกรากซ่อนอยู่ และ ณ ใจกลางวังหลวงอันเป็นศูนย์รวมอำนาจ สายตาคมกริบคู่หนึ่งกำลังจับจ้องไปยังสตรีผู้หนึ่งอย่างเงียบงัน...นับตั้งแต่วันที่ราชโองการหมั้นหมายถูกประกาศก้องไปทั่วท้องพระโรง ชีวิตของ หลี่เหวินเจี๋ย และ ซูหนิงหนิง ก็ถูกผูกมัดเข้าด้วยกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้กายจะอยู่ใกล้ แต่ใจกลับห่างไกลดุจขั้วโลกเหนือใต้หลี่เหวินเจี๋ย แม่ทัพใหญ่ผู้เจนศึก ไม่เคยชายตามองสตรีใดมาก่อน ชีวิตของเขาอุทิศให้แก่การฝึกฝน การวางแผน และการปกป้องแผ่นดินจนหมดสิ้น ทว่าบัดนี้ สายตาคมกริบที่เคยจับจ้องแต่แผนที่ยุทธศาสตร์และคมดาบ กลับต้องปรายมองไปยังร่างอรชรของสตรีผู้หนึ่ง... ซูหนิงหนิง ว่าที่พระชายาของเขาเขาได้พบกับนางอีกครั้งในงานเลี้ยงต้อนรับทูตจากแคว้นเพื่อนบ้าน ซูหนิงหนิงปรากฏตัวในชุดผ้าไหมสีเขียวหยกอ่อน ประดับประดาด้วยปิ่นปักผมเรียบง่าย ทว่าความสง่างามของนางกลับโดดเด่นท่ามกลางเหล่าคุณหนูและฮูหยินที่แต่งกายวิจิตรตระการตา นางเดินอย่างสงบเสงี่ยม ใบหน้าเรียบเฉย แต่ดว
เสียงแตกกิ่งไม้เพียะ! ดังฝ่าอากาศ ทำลายความเงียบของยามรุ่งสางราวคมดาบเฉือนเนื้อ ความฝันร้ายของซูหนิงหนิงขาดสะบั้น นางลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนก แสงสลัวลอดผ่านบานหน้าต่างไม้เก่า เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังเป็นจังหวะน่าหวาดหวั่นนางค่อย ๆ เคลื่อนสายตาไปทางต้นเสียง…ทหารราชสำนักในชุดเกราะดำยืนเรียงแถวล้อมเรือนไว้ราวกรงเหล็ก ขานคำสั่งเคลื่อนไหวเป็นระเบียบ แต่กลิ่นคาวเหล็กจากชุดเกราะและดาบทำให้หัวใจเต้นถี่ เกิดสิ่งใดขึ้น?“คุณหนูซู! ออกมาพบในบัดดล!” เสียงหัวหน้าทหาร หนักและเย็นเยียบ ราวคำตัดสินชะตาซูหนิงหนิงรีบสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีขาวบาง เปิดบานประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดออกไป กลิ่นไอหมอกเช้าปะทะใบหน้า ภาพแรกที่เห็นคือบิดา—หมอหลวงซูอัน—กำลังยืนขวางหน้าทหาร ใบหน้าที่เคยสงบเยือกเย็นกลับซีดเผือด ดวงตาแฝงความวิตก มือที่ถือกระดาษตำรับยาสั่นไหวจนแผ่นกระดาษร่วงลงพื้น ลมเช้าพัดปลิวไปใต้เกราะของนายทหารคนหนึ่ง“คำสั่งจากท่านแม่ทัพใหญ่หลี่เหวินเจี๋ย” หัวหน้าทหารกล่าวเสียงเรียบแต่น่ากลัว “คุณหนูซูต้องเข้าวังในทันที…มิอาจปฏิเสธ”หนิงหนิงยื่นมือไปจับมือบิดาแน่น ความเย็นจากปลายนิ้วของเขาทำให้หัวใจนางหดเกร็ง