Masuk“พี่ไม่เข้าใจจริงๆ หมออิฐอะไรนี่มีอะไรดี กะทิถึงได้หลงใหลคลั่งไคล้ขนาดนี้”
“ก็ต้องมีดีสิ ไม่งั้นกะทิจะชอบเหรอ”
“แต่ถ้าดีจริงทำไมอกหักบ่อยนักล่ะ”
“นั้นแน่! ปากบอกไม่สนใจก็ยังรู้ว่าหมออิฐอกหักบ่อย แต่เรื่องแบบนี้มันก็พูดยากนะคะ สู้แอบรักอย่างกะทิไม่ได้ ไม่วันอกหักเพราะไม่เคยบอกรักเลยไง ฮะฮ่า”
‘แบบนี้ก็ได้เหรอ’
การันต์อ้าปากค้างแล้วหันไปสบตากับวายุ
เสียงหัวเราะดังขึ้นในครัวขนาดเล็ก วายุดีใจที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ ด้วยความที่เขาชอบเพศเดียวกันทำให้คนในครอบครัวของตัวเองยอมรับไม่ได้ และเขาเป็นนักดนตรีกลางคืน แต่เมื่อได้มาเจอกับการันต์และเกวลิน เขารู้สึกสัมผัสถึงคำว่า ‘ครอบครัว’เป็นครั้งแรก และเขาจะรักษาสิ่งนี้ไว้ด้วยชีวิตของเขาเอง
……….
“กว่าจะนัดเจอกันได้แต่ละที เริ่มยากเย็นเข้าไปทุกครั้งแล้วสินะ”
อิทธิพลบ่นเพื่อนในกลุ่มสี่ห้าคนที่นานๆ จะมารวมกลุ่มกันสักที เป็นเพื่อนซี้รู้จักกันตั้งแต่มัธยมปลายจนถึงทุกวันนี้
“มึงก็พูดไป ลองมีลูกเหมือนพวกกูบ้างจะได้รู้ว่าหาเวลาว่างมาเจอหน้าเพื่อนรักอย่างมึงยากแค่ไหน”
“ใช่” เพื่อนอีกคนพยักหน้ารับแล้วกอดคออิทธิพล “ชีวิตมึงควรลองเปลี่ยนผ้าอ้อมลูกสักครั้งนะเว้ย ถ้ายังไงมาเข้าคอร์สฝึกอบรมกับกูก่อนก็ได้ ทุกวันนี้กูอยากกราบคนคิดค้นผ้าอ้อมสำเร็จรูปเลยว่ะ นึกถึงสมัยพ่อแม่เราไม่มีผ้าอ้อมสำเร็จรูป ต้องมานั่งเปลี่ยนนั่งซักผ้าอ้อม เหนื่อยฉิบหาย กว่าจะโตจนหมาเลี้ยงตูดไม่ถึงเนี้ย”
“มึงก็งอเข่าหย่อนตูดให้หมาเลี้ยงสิวะ” เพื่อนอีกคนหัวเราะร่วนพลางรับแก้วเบียร์จากเด็กเสิร์ฟมาดื่ม “ห้ามถ่ายรูปนะมึง กว่าจะขออนุญาตเมียออกจากบ้านได้”
“นั้นเมียหรือแม่” อีกคนหยอกขึ้นแล้วหัวเราะเฮฮาไม่ได้จริงจังนัก
อิทธิพลยกเบียร์ขึ้นดื่ม พรุ่งนี้เป็นวันหยุดเขาจึงอนุญาตให้ตัวเองดื่มได้ หากไม่นับเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน ตอนนี้เหลือเขาเพียงคนเดียวในกลุ่มนี้ที่ยังโสด ปกติสามสี่เดือนนัดเจอกันที แต่ช่วงโควิดจึงห่างกันไป ไม่ได้นัดพบกันมากว่าเกือบปี แต่คุยกันในไลน์กลุ่มไลน์ และเขากลายเป็นที่ปรึกษาอาการเจ็บป่วยของเพื่อนรวมทั้งลูกของเพื่อน
“นี่มึงยังตีกลองอยู่หรือเปล่าวะไอ้อิฐ”
“อืม ก็มีซ้อมบ้าง แต่ถ้าอยู่คอนโดก็เล่นเกมเอา กลัวเสียงไปรบกวนข้างห้อง”
“ซื้อยกชั้นสิจะได้ไม่รบกวนใคร แล้วก็เปิดสอนตีกลอง ลูกกูโตอีกหน่อยจะเอามาฝากให้มึงสอน สืบสานตำนานของพวกเราสมัยเรียนมัธยมไง”
“กูว่า... บางอย่างก็ให้มันจบที่รุ่นเราเถอะ” เพื่อนอีกคนหัวเราะขึ้นมา “แต่ถ้าเด็กมันชอบค่อยสนับสนุนกันไป”
“เออๆ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน ตอนนี้ลูกพวกคุณมึงทั้งหลายยังใส่ผ้าอ้อมกันอยู่เลย ว่าแต่ที่เป็นผื่นผ้าอ้อมดีขึ้นแล้วหรือยัง”
“หายแล้ว มีเพื่อนเป็นหมอก็ดียังงี้แหละ”
“กูไม่คิดว่า วันหนึ่งเราจะมานั่งคุยเรื่องแบบนี้ในร้านเหล้า”
“เออ จริงด้วย คนที่หมายมั่นว่าจะมีเมียมีลูกก่อนคนอื่นคือไอ้อิฐแต่ตอนนี้ยังเป็นโสดอยู่เลย แล้วดูพวกเราสิ อดีตบอยแบนด์สาวกรี๊ดลั่นโรงเรียน สภาพตอนนี้เหมือนซอมบี้ยังไงไม่รู้”
“เอาน่า มันก็แลกกับชีวิตครอบครัวไม่ใช่เหรอ มีเมีย มีลูกที่น่ารัก”
“ถูกต้องแล้วครับ”
“เมื่อก่อนสักเหล้าเป็นกลม ตอนนี้ได้แค่เบียร์ กินกันพอหอมปากหอมคอแล้วแยกย้ายนะเว้ย”
คนที่ตั้งใจมาเมาอย่างอิทธิพลถึงกับสะอึก แต่ก็เข้าใจเพื่อนแต่ละคนดี ได้เจอกันแบบนี้ก็ไม่เลวร้ายนักหรอก ถ้าเพื่อนเรียกผู้หญิงมานั่งเป็นเพื่อน เขาคงรู้สึกกระอักกระอ่วนชอบกล ยังไงเมียของแต่ละคนก็เหมือนเพื่อนเขาด้วย จะให้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็ยังไงอยู่ ออกจากร้านนี้ไปเขาก็แค่ซื้อเบียร์กลับไปกินต่อที่คอนโด
“รอบหน้าเปลี่ยนปาร์ตี้หมูกระทะดีไหมวะ” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยหลังจากเบียร์หมดไปครึ่งโหล แต่ละคนตั้งใจมาดื่มเลยไม่มีใครกล้าขับรถมาสักคน พวกเขาโทรเรียกแกร๊บมารอรับ ใครทางเดียวกันก็ไปด้วย แต่อิทธิพลยังโบกมือห้าม เขายังดื่มต่ออีกสักหน่อย
“นั้นสิ เราควรทวงแชมป์ผู้พิชิตหมูกระทะกลับคืนมา”
“มึงสามคนกินสู้ไอ้อิฐคนเดียวยังไม่ได้เลย เอาไว้คราวหน้าค่อยนัดกันอีกที”
เพื่อนฝูงเริ่มทยอยแยกย้าย แต่อิทธิพลยังคงนั่งดื่มเบียร์ที่เหลืออยู่อีกแค่ครึ่งขวดก็หมด เขาลังเลอยู่ว่าจะสั่งเพิ่มอีกสักขวดหรือกลับไปต่อที่คอนโด ทว่าด้านหลังถูกกระแทกเบาๆ เขาเอี้ยวตัวไปมองก็พบดวงตากลมโตหันมาสบตา
“ขอโทษค่ะ หมออิฐ”
ชายหนุ่มอ้าปากค้าง อย่าบอกนะว่าเจอคนไข้ในผับเนี้ย! ขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าจะเจอปัญหาอะไรอีกไหม หญิงสาวผงกศีรษะเป็นเชิงขอโทษแล้วประคองขนมเค้กวางบนโต๊ะของเขาโดยไม่ขออนุญาตสักคำ เธอล้วงมือหยิบไฟแช็กจุดเทียนวันเกิดที่ปักอยู่ เธอทำซ้ำอยู่สองสามทียังไม่เป็นผล เขาจึงยกมือขึ้นช่วยป้องลมให้เธอจุดเทียนได้สำเร็จ ดวงตากลมคู่จ้องเขาจนเป็นประกาย แบบนี้สินะ ที่เรียกว่ายิ้มไปถึงดวงตา
เกวลินยกมือส่งสัญญาณให้นักร้องบนเวที วายุพยักหน้ารับแล้วเปลี่ยนเป็นร้องเพลง Happy Birthday คนในผับร่วมตบมือตามเสียงเพลง หญิงสาวประคองขนมเค้กไปโต๊ะพิเศษที่มีการนัดหมายไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แม้จะมีหน้ากากอนามัยปิดอยู่แต่เธอก็ร่วมร้องเพลงและอวยพรวันเกิดให้หญิงสาวเจ้าของวันเกิดที่เพื่อนๆ ร่วมสิบคนร้องเพลงอวยพรให้
เสร็จภารกิจของเกวลินแล้ว เธอถอยออกมาแล้วหันไปยกนิ้วโป้งชูให้วายุที่คืนนี้เป็นนักร้องอยู่บนเวที รัฐบาลผ่อนปรนการเปิดกิจการของสถานบันเทิงแล้ว วายุจึงได้กลับมาทำงานกลางคืนอีกครั้ง หญิงสาวกวาดตามองเห็นอิทธิพลยังนั่งอยู่คนเดียวจึงเดินเข้าไปหา ตั้งใจจะขอโทษอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แต่เขาเรียกบริกรเช็กบิลค่าเครื่องดื่มพอดี เธอจึงรีบเดินเข้าไป
“หมออิฐคงไม่ได้โกรธขนาดย้ายร้านหรอกนะคะ”
อิทธิพลชะงักไป เขามองหน้าหญิงสาวแล้วหลุบตามองมือเล็กที่เกาะแขนของเขาอยู่ สายตาของเขาทำให้เธอรีบปล่อยมือทันที แต่หญิงสาวกลับหัวเราะออกมา
“ขอโทษนะคะ มือเร็วไปหน่อย ลืมตัวไปนิด อย่าถือสาหาความกันเลยนะคะ”
“ผมไม่ได้โกรธคุณ” เขาเพ่งตามองหญิงสาวในแสงสลัว เธอทำเหมือนคุ้นเคยกับเขามาก แต่เขากลับนึกไม่ออกว่าเจอเธอที่ไหน นอกจากดวงตาคู่สวยที่สะดุดตาเขาแล้ว ก็ยังนึกไม่ออกจริงๆ
“คุณหอมไปทั้งตัวเลย...ที่รัก” ‘ที่รัก’ ถ้อยคำของเขาทำให้ร่างกายของหญิงสาวแทบจะละลาย เธอสะดุ้งเมื่อใบหน้าของเขาเลื่อนลงไปที่กึ่งกลางความเป็นอิสตรี สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดหรือจินตนาการได้เกิดขึ้น ชายหนุ่มแหวนเรียวขาแยกออกแล้วเขาก็ทำตัวเป็นผีเสื้อหนุ่มดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ ร่างกายดอกไม้พลิ้วไหวตามแรงปรารถนา ระลอกแล้วระลอกเล่าที่ผีเสื้อหนุ่มปรนเปรอดอกไม้จนเธอหวีดร้องออกมาอย่างไม่เคยเป็น หญิงสาวคิดว่านั่นคือจุดจบของอารมณ์หฤหรรษ์ ทว่าศิริชัชทำให้รู้ว่ามันเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก เมื่อร่างใหญ่แทรกแก่นกายเข้ามาอย่างลึกล้ำและแนบสนิท เธอผวาเฮือกใหญ่กอดเขาไว้แน่น ชายหนุ่มจูบริมฝีปากหวานอย่างปลอบโยนและค่อยๆ เพิ่มความร้อนแรงให้เธอที่ละน้อย สะโพกของเขาทำงานอย่างรู้หน้าที่ให้ตายเถอะ! เขาไม่เคยรู้สึกดีอย่างนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน เขาปรารถนาจะครอบครองเธอไม่ให้ใครได้แนบชิดหญิงสาวอีก ต้องมีแต่เขาเท่านั้นที่ได้ครอบครองเธอเช่นนี้ ทุกขณะที่โหมร่างกระแทกใส่หญิงสาว เขาคิดได้แค่เพียงว่าจะไม่ให้ใครพรากเธอไปจากเขา ทางเดียวเท่านั้นคือ...“ไม่...ไม่ไหว...ไม่ไหวแล้ว”“ผมอยู่นี่
เสียงหัวเราะของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวหันกลับไปทันที แต่กลายเป็นว่าเขาเดินมาใกล้แล้วเท้าแขนคร่อมร่างเล็ก ทำให้เอวของเธออยู่ที่ราวระเบียงและไม่อาจหนีไปจากวงแขนของเขาได้ “แล้วพาฉันมาที่นี่ทำไม?” “ผมอยากคุยกันกับคุณ” “คุยกัน! เราก็คุยกันได้ไม่ต้องลักพาตัวแบบนี้” พอคิดแบบนี้แล้วเธอก็อดกังวลไม่ได้ เธอหายไปกี่วันแล้ว เปมิกา ช้องนาง พี่หม่อนและคนอื่นๆ ต้องเป็นห่วงหรือไม่ก็แจ้งความคนหายไปแล้วก็ได้ “ที่นี่เป็นรีสอร์ทของพ่อผมเอง” ศิริชัชเม้มริมฝีปาก ข่มใจไม่ให้ตัวเองชิมความหวานจากริมฝีปากที่เผยอขึ้นอย่างไม่รู้ตัวของอีกฝ่าย “ผมแค่อยากคุยเป็นการส่วนตัวกับคุณ” “รีสอร์ทของพ่อคุณ?” มาริสาทำหน้างุนงง “คุณเป็นใครกันแน่? คุณธนา” “ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้ชื่อธนา” “เป็นไปได้ไง” มาริสาส่ายหน้าไปมา “คุณโกหก” “ผมไม่เคยบอกสักคำว่าผมชื่อธนา” เขายักไหล่ “มีแต่คุณกับเพื่อนนั้นแหละที่เข้าใจผิดเรียกผมกับธนาสลับกัน” “เรียกสลับกัน?” มาริสาอ้าปากค้าง “ถ้าอย่างนั้น คุณก็คือคุณชายศิริชัช...” “คร
ธนามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความชื่นชม ระหว่างทีเขาค้นข้อมูลเพื่อสืบประวัติมาริสา มันทำให้เขาได้รู้จักเปมิกาไปด้วย เธอเป็นผู้หญิงเก่งและน่ารัก แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นเมื่อครู่ที่ถูกเจ้านายเรียกมาสั่งเก็บรายการฯ ของเธอ หญิงสาวยังไม่โวยวายหรือกรีดร้องสักนิด แต่เขารู้ว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมเขาง่ายๆ เธอเหมือนคนที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้ตลอดเวลาที่มีโอกาสเปมิกาไม่อยากยอมรับเลยว่า การเข้าใจผิดของเธอนั้นจะนำเรื่องยุ่งๆ กลับมาสู่ตัวเองได้มากมายขนาดนี้ และในขณะเดียวกันเธอกลับรู้สึกดีที่รู้ว่าเขาไม่ใช่ ‘คุณชายศิริชัช’ แต่เป็น ‘ธนา’ ผู้ติดตามและเป็นผู้ช่วยของคุณชายศิริชัช ธนาเปิดแนะนำตัวเองรวมทั้งประวัติที่แท้จริงอย่างไม่ปิดบัง ดูเขามั่นใจกับการเป็นลูกคนรับใช้ในบ้านที่มุ่งมั่นศึกษาจนสำเร็จในระดับปริญญาโทและเข้ามาช่วยงานในบริษัทของม.จ.ชัชวาล บิดาของคุณชายศิริชัช“คุณไม่ต้องกังวลหรอก ทางบริษัทฯ ไม่ไล่คุณออกแน่นอน” ธนาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ “ข้อเสนอและข้อตอบแทนที่ทางเรามอบให้บริษัทฯของคุณเป็นที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย เจ้านายคุณดูท่าจะมีความสุขกับข้อเสนอของเราด้วยซ้ำ”
‘หนูนา’ ‘หนูนาไม่ได้บอกให้พี่นริศเลิกรอคนรักกลับมา’ น้ำตาใสๆ ไหลออกมาจากดวงตาอย่างที่หญิงสาวก็ไม่รู้ตัว ‘อย่ามาคิดแทนหนูนาเลยค่ะ หนูนายินดีที่จะเจ็บปวดกับการรอคอยครั้งนี้ ซึ่งมันคงไม่ต่างจากที่พี่นริศรอคนรักกลับมาหรอกค่ะ’ นริศก้มมองใบหน้าที่เปื้อนหยดน้ำตาด้วยความปวดร้าว เขายกมือขึ้นเกลี่ยน้ำตาบนใบหน้าหวานเบาๆ ช้องนางเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มให้ มันเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอาทรแม้ในใจจะปวดร้าวเท่าใดก็ตาม หญิงสาวเขย่งปลายเท้าขึ้นยื่นปากแตะริมฝีปากของชายหนุ่มเบาๆ ขณะที่เธอผละออกจากเขา สองแขนของชายหนุ่มก็โอบกอดหญิงสาวเข้ามาชิดใกล้ รสหวานและริมฝีปากนุ่มละมุนทำให้เขาไม่อยากผละจากไป ดวงตาของทั้งสองผสานกันราวกับจะค้นหาบางสิ่งที่หล่นหายไปในวันเวลา ราวกับโลกหยุดหมุนไปเมื่อนริศกดจุมพิตที่ริมฝีปากนุ่มอีกครั้ง การบุกรุกอย่างอ่อนโยนของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวประหลาดใจแต่ก็เปิดใจรับด้วยการเปิดริมฝีปากให้ปลายลิ้นของอีกฝ่ายเข้ามาชิมความหวานในโพลงปาก มือใหญ่เลื่อนลูบไล้แผ่นหลังของหญิงสาวจนร่างกายเธอร้อนผ่าวไปหมด สองขาแทบไร้แรงทรงตัวจนต้องเอนตัวพิงอีกฝ่าย มือ
มาริสาอ้าปากจะต่อว่าแต่จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่ามีมือใครบางคนสอดมาด้านหลังรัดเอวบางของเธอไว้ ร่างบางผงะไปด้านหลังเล็กน้อยก็ปะทะกับแผงอกกว้าง ยังไม่ทันหันกลับไปมองเธอก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังอยู่เหนือศีรษะ “มาอยู่นี่เองหรือที่รัก” “!!!” มาริสาเบิกตาโตอย่างตกใจไม่คิดว่าจะได้เจอผู้ชายปากร้ายที่นี่ “อ้อ! มีคนมาด้วยก็ไม่บอก” เตชินท์ฝืนยิ้มแล้วยักไหล่เดินจากไปอย่างไม่สนใจหญิงสาวอีก “นายธนา!” มาริสาต่อว่าไม่ดังนักเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน “นายมาทำอะไรที่นี่!!” “ผมก็ตามคุณชายมานะซิ” ศิริชัชยังคงสนุกที่สวมบทเป็นธนา เขายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วกระชับเอวบางเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้น ทำให้สังเกตอะไรๆ ได้โดยที่หญิงสาวไม่รู้ตัว “คุณหนูมาริสามาคนเดียวได้ไง คนติดตามไม่มาด้วยเหรอครับ” เปมิกาที่ได้ยินสนทนาจากเครื่องสัญญาณสื่อสารถึงกับสะดุ้งแล้วแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม แอบหวังในใจว่าจะได้เจอชายหนุ่มอีกคน “ฉันมาคนเดียวยะ” มาริสาพยายามแกะแขนที่รัดรอบเอวเธอออก “นายถือดียังไงมาทำแบบนี้ ปล่อยได้แล้วนะ” “แหม! ก็ผมไม่ค่อยได้มางานแบบ
“ถ้าคุณหญิงทราบว่าท่านชายกลับมาแล้วผมไม่รายงานละก็...” ธนาไม่อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดในใจเลย “ชีวิตอิสระกำลังจะหมดแล้ว” ศิริชัชไหวไหล่เบาๆ “ได้เวลาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง” “ผมไม่เข้าใจคุณชายเลย” ธนาเอ่ยพลางมองเจ้านายผ่านกระจกส่งหลังรถ “คุณชายมีพร้อมทุกอย่าง” “แต่ขาดอิสรภาพไง” ศิริชัชหัวเราะขืนๆ “ฉันต่างหากที่อิจฉานาย” ธนาทำท่าจะเอ่ยอะไรต่อแต่ก็เปลี่ยนใจ เขานิ่งและปล่อยให้ความเงียบครอบงำ เผลอปล่อยใจให้คิดถึงหญิงสาวร่างเล็กแสนปราดเปรียว เธอดูเป็นสาวทำงานที่แสนจะมั่นใจทั้งที่ดูจากประวัติแล้วเพิ่งจะเรียนจบแท้ๆ หากว่าเขาได้พบเธอในสถานการณ์ปกติคงจะดีกว่านี้ไม่น้อย นี่เธอกลับเข้าใจว่าเขาเป็น “คุณชายศิริชัช” เสียนี่ ถ้าเธอรู้ความจริงว่าเขาไม่ใช่อย่างที่เธอคิด...เธอจะทำอย่างไรกัน “เปมิกา” ธนาเผลอรำพึงชื่อหญิงสาวที่คิดถึงออกมา พอรู้ตัวก็รู้สึกว่าคนขับรถเหลือบตามองนิดๆ ชายหนุ่มรีบปรับสีหน้าตนเองเป็นเคร่งขรึม ไม่นานนักรถเก๋งคันหรูก็มาถึงโรงแรมที่หมาย ธนาก้าวลงจากรถแต่ยังช้าไป คุณชายศิริชัชรีบเปิดประตูรถลงมาก่อนที่
บทนำ หญิงสาวรูปร่างเพรียวลมฮัมเพลงตามจังหวะที่ได้ยินจากเครื่องเล่น MP3 ที่เธอพกมันติดตัวจนแทบจะกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 34 รองจากโทรศัพท์มือถือ ประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อถึงชั้นที่ยี่สิบสองของคอนโดหรูกลางกรุง หญิงสาวหิ้วข้าวของพะรุงพะรังเข้าห้องพักของตัวเองด้วยใบหน้าเกลื่อนรอยยิ้ม ได้ไปเ
“พี่พลอยเป็นอย่างไรบ้าง อยากเจอหมอโชคไหมคะ”“ไม่เป็นไรแล้ว ขอโทษที่ทำให้วุ่นวาย” เธอพูดเสียงแผ่วแล้วยิ้มเจือนเหมือนคนสำนึกผิดให้อาพัทธ์ “ว่าแต่เราเถอะ ทำไมวันนี้กลับบ้านเร็วล่ะ” “อ้าว ก็เขียนโน้ตแปะตู้เย็นไว้แล้วไงคะ วันนี้โรงเรียนมีเรียนครึ่งวัน” อัญญาณีย่นจมูก “หิวจังพี่โอ๊ต อุ๋มหิ้วท้องกลับ
เสียงคนพูดสนทนาอยู่ไม่ไกลเกินที่นอนอยู่บนเตียงจะได้ยิน เพียงแต่หญิงสาวเลือกที่จะไม่ใส่ใจกับประโยคเหล่านั้น เธอลืมตามองเพดานที่มีพัดลมเก่าแก่ทำงานอย่างเกียจคร้าน หน้าต่างสองบานดูจะมากเกินไปสำหรับคนไม่ชอบแสงแดดอย่างเธอ แต่ยังดีที่ห้องนี้ผ้าม่านสีฟ้าซีดบังแสงที่สาดส่งเข้ามาในห้องที่มีเตียงไม้กว้าง
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว เธอที่เฝ้ามองเขาอยู่ไกลๆ ค่อยติดตามข่าวของเขาเสมอ แม้มีโอกาสได้ใกล้ชิดก็ไม่เคยแสดงความรู้สึกข้างในออกไป จนวันนี้...เขาอยู่ตรงหน้าและบอกรักเธอ “คนดี ร้องไห้ทำไมครับ” เขายิ้มแล้วจูบซับหยดน้ำตาให้ “ไม่รู้ค่ะ สงสัยไม่สบาย







