Se connecterเช้าวันรุ่งขึ้น... ความวุ่นวายเรื่องเอกสารที่หายไปดูเหมือนจะถูกลืมไปชั่วขณะ แต่ความสงสัยในดวงตาของคุณหมอภีมที่มองนัทเมื่อคืนนั้นยังคงติดอยู่ในความรู้สึกของนัทไม่หาย
ขณะที่กำลังยืนเตรียมของอยู่หลังเคาน์เตอร์พยาบาล ก่อนที่เสียงทักทายที่เต็มไปด้วยความเป็นกันเองจะดังขึ้น
"อรุณสวัสดิ์! นี่พยาบาลคนใหม่เหรอเนี่ย? น่ารักจังเลย"
คนถูกชมว่าน่ารักรีบหันไปมอง ก็พบกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้ายิ้มแย้ม สวมเสื้อกาวน์และมีป้ายชื่อเขียนว่า นพ. เจตน์ อัศวเดช… หมอเจตน์ยิ้มกว้าง มองพยาบาลน้องใหม่อย่างเปิดเผยต่างจากหมอภีมลิบลับ
นัทยิ้มกว้างอย่างมีมิตรไมตรี "สวัสดีครับคุณหมอเจตน์ ผมน้องนัทครับ"
"ผม หมอเจตน์ เป็นเพื่อนซี้ของไอ้ภีมมันน่ะ" เพื่อนสนิทหมอภีมบอก พร้อมกับหันไปพยักเพยิดใส่เพื่อนที่กำลังจิบกาแฟอยู่ตรงมุมหนึ่ง "ไอ้ภีมนี่โชคดีจริ๊งจริง ได้พยาบาลที่น่ารักมาเป็นผู้ช่วย น่าอิจฉาชะมัด"
หมอภีมวางแก้วกาแฟลงเบาๆ แต่สายตากลับจ้องตรงมาที่นัทและหมอเจตน์
"เจตน์" หมอภีมพูดเสียงเรียบ "มาทำงานไม่ใช่มาจีบผู้ช่วยฉัน ถ้าว่างมากก็ไปดูเคส OPD สิ"
"โถ่! ไอ้หมอ! ฉันแค่ทักทายน้องเขาตามมารยาทไหม.." หมอเจตน์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมาหาหนุ่มน้อยพยาบาลหน้าใสอีกครั้ง "ไม่ต้องสนใจไอ้ภีมนะ น้องนัท... มันก็ปากแบบนี้แหละ แต่มันเป็นคนดีมากนะ แค่ปากหมาไปหน่อย "
ผีลุงจันทร์ "อื้อหือ! นี่ก็ดีเกิ๊น! ไม่เร้าใจเท่าไอ้ภีมเลยวะ! ลุงชอบคนแบบไอ้ภีมมากกว่า! เสียงลุงจันทร์ที่ไม่เคยปรากฏตัวในที่สาธารณะกลับปรากฏขึ้นในความคิดของนัท แม้ในเวลากลางวัน! ก็ยังมิวาย
ขณะที่นัทกำลังคุยกับหมอเจตน์อย่างสนุกสนาน ก็มีพยาบาลสาวร่างเล็กหน้าตาสวยเฉี่ยวเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์ ใบหน้าของเธอตึงเครียดทันทีเมื่อเห็นนัทเป็นจุดสนใจของสองคุณหมอรูปหล่อพ่อรวย ซึ่งเธอกลับไม่ได้รับโอกาสแบบนั้น
นั่นคือ พยาบาลรุ่นพี่ เมย์ทิยา ผู้เป็นหัวหน้าทีมย่อย และเป็นหนึ่งในสามพี่พยาบาลที่ประจำตึกนี้ พร้อมด้วยพยาบาลนุ่มนิ่มที่ใจดี และพยาบาลน้ำหวานที่ชอบเม้าท์มอย
"น้องนัทคะ! ทำไมถึงปล่อยให้ของในห้องยารกรุงรังอย่างนั้นล่ะคะ ทำไมไม่รีบจัดมันให้เข้าที่เข้าทาง?" พยาบาลเมย์เปิดฉากด้วยการตำหนิทันที ทั้งที่เพิ่งเข้ามา และนัทก็จัดของเกือบจะเสร็จเรียบร้อยอยู่แล้ว
"เมย์" หมอเจตน์ขมวดคิ้ว "น้องเขายังไม่ทันได้พักเลยนะ ให้เวลาเขาหน่อยสิ"
พยาบาลเมย์ไม่สนใจหมอเจตน์ เธอจ้องไปที่นัทด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน
"ดิฉันไม่ได้คุยกับคุณหมอเจตน์ค่ะ" เมย์พูดเสียงแข็ง "คุณน้องนัท... คุณเป็นผู้ช่วยของคุณหมอภีมนะคะ! คุณต้องทำงานให้เรียบร้อยและรวดเร็วกว่านี้ เพราะดิฉันไม่อยากให้คุณหมอภีมต้องมาเสียเวลากับความซุ่มซ่ามของคุณ!"
คำว่าความซุ่มซ่าม เป็นคำที่เจ็บแสบที่สุด เพราะมันคือสิ่งที่หมอภีมเคยตำหนินัทเมื่อวานนี้ และมันทำให้รู้สึกว่ากำลังถูกเปรียบเทียบ
"อ้าว! นังนี่! มันเป็นใครมาด่าหลานชายข้า!" ลุงจันทร์เริ่มไม่พอใจและเริ่มมีพลังงานแปลกๆ วนรอบตัวพยาบาลเมย์
ทันใดนั้น... แก้วกาแฟร้อนๆ ที่พยาบาลเมย์ถือมาก็เอียงวูบ!
แควก!
กาแฟไม่ได้หกใส่ตัวนัท... แต่หกใส่กระโปรงของพยาบาลเมย์เอง!
"กรี๊ดดด! ร้อน! อะไรเนี่ย!" พยาบาลเมย์ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจและโมโห
นัทเห็นภาพชัดเจน! เขาสัมผัสได้ถึงแรงผลักบางอย่างที่ดันข้อศอกของพยาบาลเมย์ให้เอียงไปแบบนั้น
"เมย์! คุณโอเคไหม!" หมอภีมรีบเดินเข้ามาดูด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย "เกิดอะไรขึ้น? ทำไมคุณถึงทำกาแฟหกใส่ตัวเองแบบนี้ล่ะ"
พยาบาลเมย์มองนัทด้วยสายตาที่คล้ายจะกินเลือดกินเนื้อ ราวกับว่านัทเป็นคนทำอย่างนั้นแหละ
"เมย์ไม่รู้ค่ะหมอภีม! มันเหมือนมีอะไรมาชนแขนเมย์อ่ะค่ะ!" เมย์พูดเสียงสั่นๆ
หมอภีมมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบๆ เขาสังเกตเห็นว่าความวุ่นวายมักจะเกิดขึ้นรอบๆ ตัวพยาบาลน้องใหม่เสมอ ตั้งแต่เอกสารที่หายไปอย่างลึกลับเมื่อคืน จนถึงกาแฟที่หกใส่ตัวพยาบาลเมย์เอง
เขาหันไปมองนัทที่ทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ด้วยความอึดอัดใจ แต่ทำอะไรไม่ได้
"นี่ นัท" หมอภีมเรียกชื่อเสียงหนักแน่น "ไปเอาผ้ามาให้เมย์ด้วย"
"ครับคุณหมอ"
ขณะที่นัทวิ่งจากไป หมอภีมก็หันไปพูดกับพยาบาลเมย์ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์:
"คุณเมย์... ต่อไปนี้ถ้าไม่มีเหตุจำเป็น ห้ามตำหนิหรือใช้คำพูดที่ไม่สุภาพกับพยาบาลผู้ช่วยของผมอีก อย่าให้ผมต้องได้ยินเป็นครั้งที่สอง"
เมย์ทิยาถึงกับอึ้งไปเลย "แต่... คุณหมอภีมคะ... ดิฉันแค่ไม่อยากให้งานของคุณหมอมีปัญหานี่คะ"
"ไม่มีปัญหาหรอก" หมอภีมพูดแทรก "เพราะถ้างานมีปัญหา ผมจะจัดการกับพยาบาลของผมเอง... ไม่ใช่หน้าที่ของคุณ"
คำพูดนี้ทำให้นัทที่กำลังเดินกลับมาได้ยินพอดี! แม้ฟังดูเย็นชา... แต่ในใจของนัทกลับรู้สึกว่าหมอภีมกำลังปกป้องเขาอยู่!
"ฮ่า ๆ ๆ! เห็นไหมหลาน! ไอ้นี่มันเริ่มหวงแกแล้ว! ลุงปลื้ม! จริ๊งจริง.." ลุงจันทร์ทำท่าทางดี๊ด๊าเมื่อเริ่มมองเห็นหนทาง อีกไม่นานหรอก ผีอย่างเขาต้องมีหลานเขยเป็นหมอแน่ๆ
...ช่วงบ่าย นัทถูกคุณหมอภีมเรียกไปช่วยงานในห้องพักฟื้นหลังการผ่าตัด หมอภีมกำลังเร่งเตรียมเคสผ่าตัดถุงน้ำดีของคนไข้อีกรายอย่างเคร่งเครียด นัทถูกสั่งให้จัดเตรียมแฟ้มประวัติคนไข้ทั้งหมด
ขณะที่พยาบาลหนุ่ม กำลังง่วนอยู่กับการเรียงแฟ้มตามลำดับ ผีลุงจันทร์ก็ปรากฏตัวในรูปของเงาจางๆ ลอยอยู่ข้างหลังเขา ลุงจันทร์กำลังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับโบกมือผ่านแฟ้มสองเล่มที่วางซ้อนกันอยู่
"ฮึ่ม! ไอ้ภีมนี่มันไม่สนใจหลานชายข้าเลย! ต้องหาเรื่องให้มันมาสนใจแบบใกล้ชิดกว่านี้ดีไหมหว๊า"
ด้วยพลังงานเร้นลับ ลุงจันทร์จัดการสลับหน้าสรุปการวินิจฉัยในแฟ้มเคสผ่าตัดด่วนของคนไข้เตียง 405 กับคนไข้เตียง 408 อย่างรวดเร็ว!
"เอาล่ะ! งานเข้าแน่ไอ้ภีมเอ้ย! คราวนี้แกต้องเรียกหลานข้าไปสอบสวนตัวต่อตัว!" ลุงจันทร์หัวเราะอย่างผู้ชนะ ..ไม่นานเสียงโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้นที่เคาน์เตอร์พยาบาลจริงๆ
"น้องนัท! คุณหมอภีมเรียกพบที่ห้องทำงานด่วนค่ะ" พี่พยาบาลน้ำหวานบอกด้วยสีหน้าเป็นกังวล ราวกับรู้ว่า น้องใหม่อย่างนัทต้องโดนดุแน่ๆ
คนถูกเรียกตัวเดินเข้าไปในห้องทำงานของหมอภีมด้วยความรู้สึกหวั่นใจ หมอภีมกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน โดยมีแฟ้มประวัติคนไข้สองเล่มกางอยู่ตรงหน้า และสีหน้าของเขาตอนนี้... ดูเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่กำลังจะถล่ม
"นายเป็นคนจัดเตรียมแฟ้มเคสเหล่านี้ใช่ไหม?" หมอภีมเปิดประเด็นทันที เขาถามเสียงต่ำ นัยน์ตาคมดุจ้องมองนัทอย่างเขม็ง
นัทตัวสั่น "คะครับคุณหมอภีม"
หมอภีมทุบมือลงบนโต๊ะเสียงดัง ปัง! จนตัวเล็กสะดุ้งสุดตัว
"นายดูนี่! แฟ้มนี้เป็นเคสถุงน้ำดีอักเสบ! แต่ข้อมูลการวินิจฉัยกลับเป็นเคสไส้ติ่งแตก! นายทำอะไรลงไป! นี่มันเป็นความผิดพลาดที่รับไม่ได้ในการทำงานนะ! ถ้าฉันไม่ตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง ในห้องผ่าตัด ชีวิตของคนไข้จะเกิดอะไรขึ้น! นายทำงานประสาอะไร ไม่รอบคอบเลย! ซุ่มซ่ามไม่พอ ยังสะเพร่าอีก!"
คำพูดของหมอภีมเชือดเฉือนกว่าทุกครั้ง ไม่ใช่การตำหนิเล็กน้อย แต่เป็นการตำหนิที่รุนแรงจนกระทบกระเทือนถึงความสามารถและจรรยาบรรณในการทำงานของนัทเลยทีเดียว
"คุณเป็นพยาบาลที่นี่มานานแล้วไม่ใช่เหรอ! แค่เรียงแฟ้มให้มันถูกเล่ม มันยากนักหรือไง! นายมีความรับผิดชอบต่อชีวิตคนไข้บ้างไหม! หรือคนอย่างนาย คิดทำตัวเป็นภาระของตึกศัลย์ฯ ไปทุกวัน!"
คำพูดที่ว่าเป็นภาระนั้น เหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจของนัทไม่มีผิด ความพยายามและความตั้งใจทำงานหนักของเขาถูกลบล้างไปหมดแล้ว ด้วยคำพูดไม่กี่คำของหมอภีม
นัทน้ำตาคลอ ได้แต่ก้มหน้ามองพื้น พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อล้น แต่ก็ไม่สามารถทำได้ "ขอโทษครับคุณหมอภีม... ผมไม่ได้ตั้งใจ..." เสียงของนัทสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนพื้นห้องทำงานของหมอภีมอย่างเงียบงัน
ร่างสูงที่กำลังเดือดปุดๆ พลันชะงักงัน เมื่อเห็นหยดน้ำตาของนัทหยดแล้วหยดเล่า เขารีบหันหน้าไปทางอื่น... แต่ก็ยังไม่ยอมผ่อนปรน
"นายไม่ต้องมาขอโทษ! ไปซะ! ไปแก้ไขแฟ้มให้ถูกต้อง! และถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก...ฉันจะให้นายย้ายออกจากตึกนี้ทันที!"
นัทไม่พูดอะไรอีก เขารีบก้มเก็บแฟ้มประวัติคนไข้ที่สลับกันอยู่นั้น แล้วรีบเดินออกจากห้องไปทันที ราวกับหนีตาย ปล่อยให้เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นเมื่อประตูห้องปิดลง
นัทเลิกงานในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิต เขาขับรถฮอนด้าcityสีแดงกลับมาถึงห้องพักโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามาถึงได้อย่างไร ทันทีที่ทิ้งตัวลงบนเตียง นัทก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย
"... ไอ้หมอภีมบ้า! เขาไม่ควรด่ากันแรงขนาดนี้! ฉันพยายามแล้วนะ!" นัทพึมพำกับหมอนข้าง "ซุ่มซ่าม... สะเพร่า... ภาระ... เขาคิดว่าฉันเป็นคนแบบนั้นเหรอ!"
ในขณะที่นัทร้องไห้จนตัวโยน ผีลุงจันทร์ ที่ติดตามหลานชายมาตลอดก็ยืนมองอยู่ข้างเตียง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างแท้จริง
"นี่มันไม่เป็นไปตามแผน! ลุงแค่อยากให้ไอ้ภีมมันสนใจแก! ไม่ได้อยากให้แกเสียใจขนาดนี้! ไอ้ภีมมันปากร้ายเกินไปแล้ว!"
ลุงจันทร์ที่ไม่เคยปรากฏกายให้ใครเห็น ตัดสินใจแล้วว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อปลอบใจหลานชายคนเดียวของเขา
พลังงานเร้นลับเริ่มก่อตัวและควบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ... ค่อย ๆ ก่อร่างเป็นเงาร่างของชายวัยกลางคนในชุดเสื้อเชิ้ตลายดอกที่นัทจำได้ดีที่สุด
นัทสะอื้นจนเหนื่อยหอบ จู่ๆ ก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่เข้ามา เขาเงยหน้าขึ้นจากหมอน…
ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของนัทเบิกกว้างด้วยความตกใจ…
ลุงจันทร์... ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
ไม่ใช่แค่เงา ไม่ใช่แค่เสียงกระซิบ... แต่เป็นร่างกึ่งโปร่งแสงของชายที่เขาเคารพรัก! "ละลุงจันทร์!" นัทพูดเสียงแผ่ว พลางถอยหลังไปจนติดหัวเตียง
ลุงจันทร์ยิ้มอย่างอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่นัทไม่ได้เห็นมานานถึงห้าปีเต็ม
"ไม่ต้องกลัวหรอกไอ้หลานชาย" ลุงจันทร์พูดด้วยเสียงทุ้มนุ่มนวล "ลุงไม่ได้มาหลอกแก แต่มาเพราะอยากปลอบใจแกต่างหาก"
ลุงจันทร์ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียง มือของเขายื่นออกมาอย่างช้าๆ ก่อนวางลงบนศีรษะของนัท ความเย็นยะเยือกที่เคยเป็นสัมผัสของผีตอนนี้ กลับกลายเป็นความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าแปลก
"ลุงขอโทษนะ... ลุงไม่ได้ตั้งใจให้ไอ้หมอภีมมันด่าแกแรงขนาดนี้ ลุงแค่... อยากแกล้งมัน ให้แกกับมันได้ใกล้ชิดกัน..."
นัทมองลุงจันทร์ด้วยน้ำตาที่ไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นน้ำตาของความตื้นตัน
"ลุง... ลุงทำเรื่องบ้าๆ แบบนั้นจริงๆ ด้วย! ลุงสลับชาร์ตคนไข้ใช่ไหม! ลุงทำไมถึง... ชอบจับคู่ให้ผมนัก!"
"ก็ลุงอยากให้หลานชายของลุงมีความสุขนี่นา" ลุงจันทร์พูดด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ "ไอ้หมอภีมน่ะ มันดีจะตาย หล่อ รวย เก่ง แถมปากร้ายแบบนี้แหละ... มันถึงจะอยู่กับแกได้นาน"
"ไม่เอาแล้ว! ผมไม่อยากทำงานกับเขาแล้ว! เขาใจร้าย!" นัทโวยวาย
ลุงจันทร์ลูบผมของนัทเบา ๆ
"ไม่เป็นไรนะ... ลุงอยู่ข้างแกเสมอ... แต่ลุงไม่ยอมให้แกยอมแพ้หรอกนะไอ้หลาน! แกต้องกลับไปพิชิตใจไอ้หมอภีมให้ได้! แต่คราวนี้... ลุงจะช่วยอย่างมีกลยุทธ์กว่าเดิม!"
เมื่อหนังจบลง แสงไฟในโรงฉายก็สว่างขึ้น หมอภีมรีบลุกขึ้นยืนทันทีอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาฟอร์มความเป็นคนเย็นชาเอาไว้ เขาเอ่ยว่า "ก็... ได้ความรู้ดี" พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงวิชาการเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนที่มือของเขาเพิ่งจะสัมผัสกับมือน้องนัทไปเมื่อครู่"ครับ สนุกมากเลยครับหมอภีม ขอบคุณนะครับ" นัทพูดด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ หัวใจของเขายังคงเต้นไม่เป็นจังหวะจากสัมผัสเมื่อกี้ขณะที่ทั้งสองเดินออกจากประตูโรงหนัง โดยมีคนตัวสูงเดินนำหน้าอย่างรักษาระยะห่างเพียงเล็กน้อย จู่ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างสดใส"อ้าว! ตายแล้ว! นั่น... นั่นหมอภีมกับน้องนัทคนน่ารัก ไม่ใช่เหรอคะ!?"ทั้งหมอภีมและน้องนัทหันไปมองพร้อมกัน และสิ่งที่เห็นก็คือ หมอเจตน์ แพทย์ศัลยกรรมเพื่อนสนิทของหมอภีม, พยาบาลน้ำหวาน ผู้ช่วยคนเก่ง, และ นุ่มนิ่มพยาบาลขาเม้ามอยอันดับหนึ่งของโรงพยาบาล! ทั้งสามคนกำลังยืนรอคิวซื้อตั๋วหนังอยู่ผีลุงจันทร์ ที่กำลังจะลอยตามไปติดๆ ถึงกับเบรกตัวโก่งกลางอากาศ 'เวรกรรม! พวกขาเม้าท์โรงพยาบาลมาได้ยังไงวะเนี่ย!'"โหหหหห! ไม่จริง!" นุ่มนิ่มยกมือทาบอกอย่างตกใจสุดขีด "นี่มันอะไรกันคะหมอภีม! พาน้องนัทมาดูหนั
หมอภีมยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน จ้องมองปากกาในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่หลากหลายในใจ โดยมีผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างๆ ส่งกระแสจิตสนับสนุนอย่างเต็มที่" เอาสิไอ้ภีม! โอกาสสุดท้ายแล้วโว้ย"หมอภีม "น้องนัท..."เจ้าของชื่อนัท ที่กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์รายงานอยู่ก็หยุดมือ และเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจรอฟัง "ครับ"อีกฝ่ายก่อนจะพูดบางอย่าง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด คราวนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้ความเย็นชาหรือความกระอักกระอ่วนมาขัดขวางอีกแล้ว เพราะเพิ่งผ่านสถานการณ์ความเป็นความตายมาหมาดๆ เรื่องนี้จึงควรเป็นเรื่องที่เล็กน้อยที่สุดในโลกหรือไม่และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทุ้มต่ำ แต่แฝงด้วยอำนาจสั่งการในแบบฉบับของเขาเอง ราวกับกำลังสั่งให้ไปหยิบผ้าก๊อซ หรือสั่งจ่ายยาอะไรสักอย่าง"เรื่องชุดออกงานนั่นน่ะ... ไม่ต้องส่งเลขาไปหรอก เสียเวลา" "ครับ.." นัททำหน้างงหมอภีมกล่าวอีก "นายกับฉันไปซื้อด้วยกัน พรุ่งนี้เช้า หลังฉันเสร็จธุระที่บ้านแม่"คนถูกสั่งนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด นี่ไม่ใช่คำพูดที่มาจากคนที่เพิ่งจะโยนบัตรเครดิตให้ไปจัดการเองเมื่
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางประตู สีหน้าทั้งหวาดกลัวและอ้อนวอน “เราคุยกันใหม่ได้ไหม พี่จะหางานเพิ่ม พี่จะไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว พี่ขอโท..”พาผลักเขาออกเบา ๆ แต่หนักพอจะทำให้เข้มสะดุดถอย “ฉันตัดสินใจแล้วเข้ม ไม่มีอะไรให้คุยอีก”“แต่ลูกกวาด… ครอบครัวเราจะ..”“พี่ไม่ต้องสอนฉันเรื่องครอบครัวนะ” เธอกัดฟัน “ตั้งแต่โดนโกง ฉันก็เป็นคนต้องวิ่งหาเงินทุกวัน พี่ทำอะไรได้บ้าง นอกจากหวังพึ่งน้ำใจคนอื่นไปวัน ๆ”คำพูดนั้นเหมือนเหล็กแหลมทิ่มทะลุหัวใจเข้ม เขาอ้าปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะทุกอย่างที่เธอว่า… มันจริงพาสะพายกระเป๋า หยิบรองเท้า แล้วเปิดประตูบ้านผุ ๆ ออกไปทันที ตรงหน้าบ้าน มีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ เขาสูงกว่าเข้ม ตัวใหญ่กว่า และเสื้อผ้าที่สวมใส่บ่งบอกถึงอีกฝ่ายไม่ใช่คนในสลัม ใบหน้าคมกริบพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่สะท้อนความมั่นใจว่า ผ
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษทวงหนี้ที่ตัวอักษรสีแดงฉานเหมือนรอยเลือด และสมุดบัญชีที่ตัวเลขแดงพรืดเหมือนเลือดคั่งในบาดแผลเก่า เธอไม่ได้แค่กุมขมับ แต่เป็นการโอบศีรษะไว้ราวกับกลัวว่ามันจะระเบิดออกด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าของเธอเหนื่อยล้าจนเกือบจะว่างเปล่า ดวงตาที่เคยมองโลกอย่างทะเยอทะยานบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดมิดเข้มเดินเข้ามาจากด้านนอก ความร้อนระอุของแดดอ่อน ๆ ยังติดอยู่บนเสื้อยืดเก่า ๆ ของเขา มือยังเปื้อนน้ำมันเครื่องสีดำคล้ำจากการรับจ้างซ่อมรถในซอย กลิ่นน้ำมันกับเหงื่อเป็นกลิ่นประจำตัวที่พาเคยชิน แต่ตอนนี้มันกลับเป็นกลิ่นแห่งความล้มเหลว“วันนี้พี่ได้มาแค่สามร้อยเองพา” เข้มพูดเสียงแผ่ว พยายามไม่สบตาเมียรัก “เขาบอกงานน้อย… พวกเด็กแว้นมันไม่ค่อยมาซ่อมกันเลยช่วงนี้.. แย่ชะมัด”พาไม่ตอบ เธอเพียงหายใจเข้าออกหนักๆ เสียงดัง
ห้องทำงานหมอภีมหมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อยผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เลยนะ... เรื่องชุดออกงานอะไรนั่นน่ะ... มันเป็นแค่เรื่องไร้สาระของพวกชนชั้นสูง ฉันไม่ได้อยากไปยุ่งเกี่ยวเลยสักนิด แต่แม่ขอร้องมา..."น้องนัทเงยหน้าขึ้นมองหมอภีมอย่างสงบ "ครับ"หมอภีมถอนหายใจยาว พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ดูเป็นเรื่อง 'งาน' และ 'ภาระ' ที่เขาจำเป็นต้องทำ"ดังนั้น... ฉันจะมอบหมายภารกิจนี้ให้นาย" หมอภีมล้วงกระเป๋าสตางค์หนังแท้ราคาแพงออกมา เขาดึงบัตรเครดิตสีดำใบหนึ่งที่จำกัดวงเงินมหาศาลออกมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน"นี่คือบัตรของฉัน" หมอภีมพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "วันพรุ่งนี้... นายไปเลือกซื้อชุดที่... ที่ไหนก็ได้ที่มันแพงที่สุดตามที่แม่ต้องการ เลือกมาให้ดีที่สุดสำหรับงานกาล่า... นายไปกับเลขาของฉัน""โธ่เอ๊ย! ไม่ใช่แบบนั้น!" ผีลุงจันทร์ส่งเสียงร้องออกมาอย่างสิ้นหวังในความคิดของเขาเอง ร่างโป
“ลูกมาได้ยังไง…” พาเอ่ยถามลูกชายเสียงสั่น“ผมได้ยินเสียงตะโกนจากท้ายซอยครับแม่ เลยรีบวิ่งมาดู” ลูกกวาดย่อตัวลงข้างพ่อแม่ มือสั่นระริกเมื่อเห็นรอยเลือด เขารีบไปหยิบผ้าขนหนู จุ่มเข้าไปในอ่างน้ำเล็กๆ ทั้งที่น้ำในอ่างขุ่นคล้ำจนมองไม่เห็นก้นอ่าง เขาบรรจงเช็ดเลือดให้พ่อด้วยความอ่อนโยน แล้วหันมาดูรอยฟกช้ำบนแขนแม่ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม “แม่เจ็บไหมครับ...”พาส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ไม่เจ็บเท่าที่พ่อเจ็บหรอกลูก”ลูกกวาดสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้าให้เสียงไม่สั่น “พ่อครับ... แม่ครับ... ทางโรงเรียนเขาทวงค่าเทอมอีกแล้วครับ”คำพูดนั้นทำให้ความเงียบที่เคยมีกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง เข้มกับพามองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง“เขาบอกว่าถ้าอาทิตย์นี้ผมไม่จ่าย เขาจะตัดสิทธิ์การสอบปลายภาคครับ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพ่อแม่ด้วยแววตาที่เจ็บปวด “ผม... ผมอาจไม่ได้เรียนต่อ ม.6 แล้วนะครับ”คำพูดสุดท้ายนั้นเหมือนคมมีดเชือดกลางอกของพ่อแม่ เข้มกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน รู้ดีว่าลูกชายพยายามเรียนหนักเพียงใด เขานอนดึกตื่นเช้าเพื่ออ่านหนังสือ หวังเพียงใบปริญญาที่เชื่อว่าเป็นทางรอดเดียวของครอบครัว พาก็ยกมือปิดปากไว้แน่น น้ำตาเอ่อ







