Se connecterเช้าวันรุ่งขึ้น... ความวุ่นวายเรื่องเอกสารที่หายไปดูเหมือนจะถูกลืมไปชั่วขณะ แต่ความสงสัยในดวงตาของคุณหมอภีมที่มองนัทเมื่อคืนนั้นยังคงติดอยู่ในความรู้สึกของนัทไม่หาย
ขณะที่กำลังยืนเตรียมของอยู่หลังเคาน์เตอร์พยาบาล ก่อนที่เสียงทักทายที่เต็มไปด้วยความเป็นกันเองจะดังขึ้น
"อรุณสวัสดิ์! นี่พยาบาลคนใหม่เหรอเนี่ย? น่ารักจังเลย"
คนถูกชมว่าน่ารักรีบหันไปมอง ก็พบกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้ายิ้มแย้ม สวมเสื้อกาวน์และมีป้ายชื่อเขียนว่า นพ. เจตน์ อัศวเดช… หมอเจตน์ยิ้มกว้าง มองพยาบาลน้องใหม่อย่างเปิดเผยต่างจากหมอภีมลิบลับ
นัทยิ้มกว้างอย่างมีมิตรไมตรี "สวัสดีครับคุณหมอเจตน์ ผมน้องนัทครับ"
"ผม หมอเจตน์ เป็นเพื่อนซี้ของไอ้ภีมมันน่ะ" เพื่อนสนิทหมอภีมบอก พร้อมกับหันไปพยักเพยิดใส่เพื่อนที่กำลังจิบกาแฟอยู่ตรงมุมหนึ่ง "ไอ้ภีมนี่โชคดีจริ๊งจริง ได้พยาบาลที่น่ารักมาเป็นผู้ช่วย น่าอิจฉาชะมัด"
หมอภีมวางแก้วกาแฟลงเบาๆ แต่สายตากลับจ้องตรงมาที่นัทและหมอเจตน์
"เจตน์" หมอภีมพูดเสียงเรียบ "มาทำงานไม่ใช่มาจีบผู้ช่วยฉัน ถ้าว่างมากก็ไปดูเคส OPD สิ"
"โถ่! ไอ้หมอ! ฉันแค่ทักทายน้องเขาตามมารยาทไหม.." หมอเจตน์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมาหาหนุ่มน้อยพยาบาลหน้าใสอีกครั้ง "ไม่ต้องสนใจไอ้ภีมนะ น้องนัท... มันก็ปากแบบนี้แหละ แต่มันเป็นคนดีมากนะ แค่ปากหมาไปหน่อย "
ผีลุงจันทร์ "อื้อหือ! นี่ก็ดีเกิ๊น! ไม่เร้าใจเท่าไอ้ภีมเลยวะ! ลุงชอบคนแบบไอ้ภีมมากกว่า! เสียงลุงจันทร์ที่ไม่เคยปรากฏตัวในที่สาธารณะกลับปรากฏขึ้นในความคิดของนัท แม้ในเวลากลางวัน! ก็ยังมิวาย
ขณะที่นัทกำลังคุยกับหมอเจตน์อย่างสนุกสนาน ก็มีพยาบาลสาวร่างเล็กหน้าตาสวยเฉี่ยวเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์ ใบหน้าของเธอตึงเครียดทันทีเมื่อเห็นนัทเป็นจุดสนใจของสองคุณหมอรูปหล่อพ่อรวย ซึ่งเธอกลับไม่ได้รับโอกาสแบบนั้น
นั่นคือ พยาบาลรุ่นพี่ เมย์ทิยา ผู้เป็นหัวหน้าทีมย่อย และเป็นหนึ่งในสามพี่พยาบาลที่ประจำตึกนี้ พร้อมด้วยพยาบาลนุ่มนิ่มที่ใจดี และพยาบาลน้ำหวานที่ชอบเม้าท์มอย
"น้องนัทคะ! ทำไมถึงปล่อยให้ของในห้องยารกรุงรังอย่างนั้นล่ะคะ ทำไมไม่รีบจัดมันให้เข้าที่เข้าทาง?" พยาบาลเมย์เปิดฉากด้วยการตำหนิทันที ทั้งที่เพิ่งเข้ามา และนัทก็จัดของเกือบจะเสร็จเรียบร้อยอยู่แล้ว
"เมย์" หมอเจตน์ขมวดคิ้ว "น้องเขายังไม่ทันได้พักเลยนะ ให้เวลาเขาหน่อยสิ"
พยาบาลเมย์ไม่สนใจหมอเจตน์ เธอจ้องไปที่นัทด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน
"ดิฉันไม่ได้คุยกับคุณหมอเจตน์ค่ะ" เมย์พูดเสียงแข็ง "คุณน้องนัท... คุณเป็นผู้ช่วยของคุณหมอภีมนะคะ! คุณต้องทำงานให้เรียบร้อยและรวดเร็วกว่านี้ เพราะดิฉันไม่อยากให้คุณหมอภีมต้องมาเสียเวลากับความซุ่มซ่ามของคุณ!"
คำว่าความซุ่มซ่าม เป็นคำที่เจ็บแสบที่สุด เพราะมันคือสิ่งที่หมอภีมเคยตำหนินัทเมื่อวานนี้ และมันทำให้รู้สึกว่ากำลังถูกเปรียบเทียบ
"อ้าว! นังนี่! มันเป็นใครมาด่าหลานชายข้า!" ลุงจันทร์เริ่มไม่พอใจและเริ่มมีพลังงานแปลกๆ วนรอบตัวพยาบาลเมย์
ทันใดนั้น... แก้วกาแฟร้อนๆ ที่พยาบาลเมย์ถือมาก็เอียงวูบ!
แควก!
กาแฟไม่ได้หกใส่ตัวนัท... แต่หกใส่กระโปรงของพยาบาลเมย์เอง!
"กรี๊ดดด! ร้อน! อะไรเนี่ย!" พยาบาลเมย์ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจและโมโห
นัทเห็นภาพชัดเจน! เขาสัมผัสได้ถึงแรงผลักบางอย่างที่ดันข้อศอกของพยาบาลเมย์ให้เอียงไปแบบนั้น
"เมย์! คุณโอเคไหม!" หมอภีมรีบเดินเข้ามาดูด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย "เกิดอะไรขึ้น? ทำไมคุณถึงทำกาแฟหกใส่ตัวเองแบบนี้ล่ะ"
พยาบาลเมย์มองนัทด้วยสายตาที่คล้ายจะกินเลือดกินเนื้อ ราวกับว่านัทเป็นคนทำอย่างนั้นแหละ
"เมย์ไม่รู้ค่ะหมอภีม! มันเหมือนมีอะไรมาชนแขนเมย์อ่ะค่ะ!" เมย์พูดเสียงสั่นๆ
หมอภีมมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบๆ เขาสังเกตเห็นว่าความวุ่นวายมักจะเกิดขึ้นรอบๆ ตัวพยาบาลน้องใหม่เสมอ ตั้งแต่เอกสารที่หายไปอย่างลึกลับเมื่อคืน จนถึงกาแฟที่หกใส่ตัวพยาบาลเมย์เอง
เขาหันไปมองนัทที่ทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ด้วยความอึดอัดใจ แต่ทำอะไรไม่ได้
"นี่ นัท" หมอภีมเรียกชื่อเสียงหนักแน่น "ไปเอาผ้ามาให้เมย์ด้วย"
"ครับคุณหมอ"
ขณะที่นัทวิ่งจากไป หมอภีมก็หันไปพูดกับพยาบาลเมย์ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์:
"คุณเมย์... ต่อไปนี้ถ้าไม่มีเหตุจำเป็น ห้ามตำหนิหรือใช้คำพูดที่ไม่สุภาพกับพยาบาลผู้ช่วยของผมอีก อย่าให้ผมต้องได้ยินเป็นครั้งที่สอง"
เมย์ทิยาถึงกับอึ้งไปเลย "แต่... คุณหมอภีมคะ... ดิฉันแค่ไม่อยากให้งานของคุณหมอมีปัญหานี่คะ"
"ไม่มีปัญหาหรอก" หมอภีมพูดแทรก "เพราะถ้างานมีปัญหา ผมจะจัดการกับพยาบาลของผมเอง... ไม่ใช่หน้าที่ของคุณ"
คำพูดนี้ทำให้นัทที่กำลังเดินกลับมาได้ยินพอดี! แม้ฟังดูเย็นชา... แต่ในใจของนัทกลับรู้สึกว่าหมอภีมกำลังปกป้องเขาอยู่!
"ฮ่า ๆ ๆ! เห็นไหมหลาน! ไอ้นี่มันเริ่มหวงแกแล้ว! ลุงปลื้ม! จริ๊งจริง.." ลุงจันทร์ทำท่าทางดี๊ด๊าเมื่อเริ่มมองเห็นหนทาง อีกไม่นานหรอก ผีอย่างเขาต้องมีหลานเขยเป็นหมอแน่ๆ
...ช่วงบ่าย นัทถูกคุณหมอภีมเรียกไปช่วยงานในห้องพักฟื้นหลังการผ่าตัด หมอภีมกำลังเร่งเตรียมเคสผ่าตัดถุงน้ำดีของคนไข้อีกรายอย่างเคร่งเครียด นัทถูกสั่งให้จัดเตรียมแฟ้มประวัติคนไข้ทั้งหมด
ขณะที่พยาบาลหนุ่ม กำลังง่วนอยู่กับการเรียงแฟ้มตามลำดับ ผีลุงจันทร์ก็ปรากฏตัวในรูปของเงาจางๆ ลอยอยู่ข้างหลังเขา ลุงจันทร์กำลังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับโบกมือผ่านแฟ้มสองเล่มที่วางซ้อนกันอยู่
"ฮึ่ม! ไอ้ภีมนี่มันไม่สนใจหลานชายข้าเลย! ต้องหาเรื่องให้มันมาสนใจแบบใกล้ชิดกว่านี้ดีไหมหว๊า"
ด้วยพลังงานเร้นลับ ลุงจันทร์จัดการสลับหน้าสรุปการวินิจฉัยในแฟ้มเคสผ่าตัดด่วนของคนไข้เตียง 405 กับคนไข้เตียง 408 อย่างรวดเร็ว!
"เอาล่ะ! งานเข้าแน่ไอ้ภีมเอ้ย! คราวนี้แกต้องเรียกหลานข้าไปสอบสวนตัวต่อตัว!" ลุงจันทร์หัวเราะอย่างผู้ชนะ ..ไม่นานเสียงโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้นที่เคาน์เตอร์พยาบาลจริงๆ
"น้องนัท! คุณหมอภีมเรียกพบที่ห้องทำงานด่วนค่ะ" พี่พยาบาลน้ำหวานบอกด้วยสีหน้าเป็นกังวล ราวกับรู้ว่า น้องใหม่อย่างนัทต้องโดนดุแน่ๆ
คนถูกเรียกตัวเดินเข้าไปในห้องทำงานของหมอภีมด้วยความรู้สึกหวั่นใจ หมอภีมกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน โดยมีแฟ้มประวัติคนไข้สองเล่มกางอยู่ตรงหน้า และสีหน้าของเขาตอนนี้... ดูเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่กำลังจะถล่ม
"นายเป็นคนจัดเตรียมแฟ้มเคสเหล่านี้ใช่ไหม?" หมอภีมเปิดประเด็นทันที เขาถามเสียงต่ำ นัยน์ตาคมดุจ้องมองนัทอย่างเขม็ง
นัทตัวสั่น "คะครับคุณหมอภีม"
หมอภีมทุบมือลงบนโต๊ะเสียงดัง ปัง! จนตัวเล็กสะดุ้งสุดตัว
"นายดูนี่! แฟ้มนี้เป็นเคสถุงน้ำดีอักเสบ! แต่ข้อมูลการวินิจฉัยกลับเป็นเคสไส้ติ่งแตก! นายทำอะไรลงไป! นี่มันเป็นความผิดพลาดที่รับไม่ได้ในการทำงานนะ! ถ้าฉันไม่ตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง ในห้องผ่าตัด ชีวิตของคนไข้จะเกิดอะไรขึ้น! นายทำงานประสาอะไร ไม่รอบคอบเลย! ซุ่มซ่ามไม่พอ ยังสะเพร่าอีก!"
คำพูดของหมอภีมเชือดเฉือนกว่าทุกครั้ง ไม่ใช่การตำหนิเล็กน้อย แต่เป็นการตำหนิที่รุนแรงจนกระทบกระเทือนถึงความสามารถและจรรยาบรรณในการทำงานของนัทเลยทีเดียว
"คุณเป็นพยาบาลที่นี่มานานแล้วไม่ใช่เหรอ! แค่เรียงแฟ้มให้มันถูกเล่ม มันยากนักหรือไง! นายมีความรับผิดชอบต่อชีวิตคนไข้บ้างไหม! หรือคนอย่างนาย คิดทำตัวเป็นภาระของตึกศัลย์ฯ ไปทุกวัน!"
คำพูดที่ว่าเป็นภาระนั้น เหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจของนัทไม่มีผิด ความพยายามและความตั้งใจทำงานหนักของเขาถูกลบล้างไปหมดแล้ว ด้วยคำพูดไม่กี่คำของหมอภีม
นัทน้ำตาคลอ ได้แต่ก้มหน้ามองพื้น พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อล้น แต่ก็ไม่สามารถทำได้ "ขอโทษครับคุณหมอภีม... ผมไม่ได้ตั้งใจ..." เสียงของนัทสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนพื้นห้องทำงานของหมอภีมอย่างเงียบงัน
ร่างสูงที่กำลังเดือดปุดๆ พลันชะงักงัน เมื่อเห็นหยดน้ำตาของนัทหยดแล้วหยดเล่า เขารีบหันหน้าไปทางอื่น... แต่ก็ยังไม่ยอมผ่อนปรน
"นายไม่ต้องมาขอโทษ! ไปซะ! ไปแก้ไขแฟ้มให้ถูกต้อง! และถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก...ฉันจะให้นายย้ายออกจากตึกนี้ทันที!"
นัทไม่พูดอะไรอีก เขารีบก้มเก็บแฟ้มประวัติคนไข้ที่สลับกันอยู่นั้น แล้วรีบเดินออกจากห้องไปทันที ราวกับหนีตาย ปล่อยให้เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นเมื่อประตูห้องปิดลง
นัทเลิกงานในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิต เขาขับรถฮอนด้าcityสีแดงกลับมาถึงห้องพักโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามาถึงได้อย่างไร ทันทีที่ทิ้งตัวลงบนเตียง นัทก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย
"... ไอ้หมอภีมบ้า! เขาไม่ควรด่ากันแรงขนาดนี้! ฉันพยายามแล้วนะ!" นัทพึมพำกับหมอนข้าง "ซุ่มซ่าม... สะเพร่า... ภาระ... เขาคิดว่าฉันเป็นคนแบบนั้นเหรอ!"
ในขณะที่นัทร้องไห้จนตัวโยน ผีลุงจันทร์ ที่ติดตามหลานชายมาตลอดก็ยืนมองอยู่ข้างเตียง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างแท้จริง
"นี่มันไม่เป็นไปตามแผน! ลุงแค่อยากให้ไอ้ภีมมันสนใจแก! ไม่ได้อยากให้แกเสียใจขนาดนี้! ไอ้ภีมมันปากร้ายเกินไปแล้ว!"
ลุงจันทร์ที่ไม่เคยปรากฏกายให้ใครเห็น ตัดสินใจแล้วว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อปลอบใจหลานชายคนเดียวของเขา
พลังงานเร้นลับเริ่มก่อตัวและควบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ... ค่อย ๆ ก่อร่างเป็นเงาร่างของชายวัยกลางคนในชุดเสื้อเชิ้ตลายดอกที่นัทจำได้ดีที่สุด
นัทสะอื้นจนเหนื่อยหอบ จู่ๆ ก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่เข้ามา เขาเงยหน้าขึ้นจากหมอน…
ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของนัทเบิกกว้างด้วยความตกใจ…
ลุงจันทร์... ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
ไม่ใช่แค่เงา ไม่ใช่แค่เสียงกระซิบ... แต่เป็นร่างกึ่งโปร่งแสงของชายที่เขาเคารพรัก! "ละลุงจันทร์!" นัทพูดเสียงแผ่ว พลางถอยหลังไปจนติดหัวเตียง
ลุงจันทร์ยิ้มอย่างอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่นัทไม่ได้เห็นมานานถึงห้าปีเต็ม
"ไม่ต้องกลัวหรอกไอ้หลานชาย" ลุงจันทร์พูดด้วยเสียงทุ้มนุ่มนวล "ลุงไม่ได้มาหลอกแก แต่มาเพราะอยากปลอบใจแกต่างหาก"
ลุงจันทร์ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียง มือของเขายื่นออกมาอย่างช้าๆ ก่อนวางลงบนศีรษะของนัท ความเย็นยะเยือกที่เคยเป็นสัมผัสของผีตอนนี้ กลับกลายเป็นความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าแปลก
"ลุงขอโทษนะ... ลุงไม่ได้ตั้งใจให้ไอ้หมอภีมมันด่าแกแรงขนาดนี้ ลุงแค่... อยากแกล้งมัน ให้แกกับมันได้ใกล้ชิดกัน..."
นัทมองลุงจันทร์ด้วยน้ำตาที่ไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นน้ำตาของความตื้นตัน
"ลุง... ลุงทำเรื่องบ้าๆ แบบนั้นจริงๆ ด้วย! ลุงสลับชาร์ตคนไข้ใช่ไหม! ลุงทำไมถึง... ชอบจับคู่ให้ผมนัก!"
"ก็ลุงอยากให้หลานชายของลุงมีความสุขนี่นา" ลุงจันทร์พูดด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ "ไอ้หมอภีมน่ะ มันดีจะตาย หล่อ รวย เก่ง แถมปากร้ายแบบนี้แหละ... มันถึงจะอยู่กับแกได้นาน"
"ไม่เอาแล้ว! ผมไม่อยากทำงานกับเขาแล้ว! เขาใจร้าย!" นัทโวยวาย
ลุงจันทร์ลูบผมของนัทเบา ๆ
"ไม่เป็นไรนะ... ลุงอยู่ข้างแกเสมอ... แต่ลุงไม่ยอมให้แกยอมแพ้หรอกนะไอ้หลาน! แกต้องกลับไปพิชิตใจไอ้หมอภีมให้ได้! แต่คราวนี้... ลุงจะช่วยอย่างมีกลยุทธ์กว่าเดิม!"
คาเฟ่แห่งหนึ่งในอำเภอปากช่องแสงแดดยามเย็นทอดตัวลงบนทุ่งดอกไม้กว้างสุดสายตา กลีบดอกไม้สีขาว ชมพู และม่วงอ่อน แกว่งไกวไปตามแรงลมราวกับคลื่นทะเลอ่อนโยน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ทำให้หัวใจของคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นสงบอย่างประหลาดหมอภีมยืนเคียงข้างภรรยาอย่างนัท มือของเขาค่อยๆ เอื้อมไปจับมืออีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากแรงกว่านี้ ความสุขตรงหน้าจะสลายไป นัทหันมายิ้มให้คนเป็นสามี รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มกว้างสดใส แต่เป็นรอยยิ้มอบอุ่นที่เต็มไปด้วยความไว้ใจ“สวยจังเลย” นัทเอ่ยเบาๆ ดวงตาเขามองทุ่งดอกไม้ แต่หัวใจกลับจดจ่ออยู่ที่คนข้างกายหมอภีมหัวเราะเบาๆ “ไม่สวยเท่านัทหรอก” คำพูดธรรมดาแต่จริงใจ ทำให้นัทหน้าแดง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ปล่อยมืออีกฝ่ายทั้งสองเดินไปช้าๆ ท่ามกลางดอกไม้ที่สูงถึงเข่า ปล่อยให้เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปอย่างไม่เร่งรีบ หมอภีมรู้ดีว่าในชีวิตของเขา เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ความกดดัน และการสูญเสียจากอาชีพแพทย์ แต่ทุกครั้งที่เขามองหน้าใสๆ ของภรรยาตัวเอง ความเหนื่อยล้าทั้งหมดกลับจางหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นที่ไม่ต้องการคำอธิบายคนตัวเล็กหยุดเดิน แ
คำพูดที่เจ็บปวดรวดร้าวของอำพากรีดลึกเข้าไปในจิตสำนึกของผีนายเข้ม ร่างกายของหมอภีมหยุดสั่นเทาเดี๋ยวนั้น ดวงตาแดงก่ำที่เคยเต็มไปด้วยความอาฆาตเริ่มมีประกายแห่งความสำนึกผิดและความเข้าใจทอแสงขึ้นมาแทนที่เข้มเสียงแหบพร่าและสั่นเครือ "อะ อำพา..." เขาเริ่มคล้อยตามกับความจริงที่ภรรยาเอ่ยออกมา ความแค้นที่ยึดมั่นว่าตนเป็นเหยื่อเพียงผู้เดียวพลันถูกทำลายลงด้วยความรักและโศกนาฏกรรมของครอบครัว และพลังงานมืดที่เคยแผ่ซ่านออกมาจากร่างหมอภีมพลันสลายหายไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกดูดกลับเข้าไปวูบดวงตาของหมอภีมกลับคืนสู่สีน้ำตาลเข้มที่คุ้นเคยในทันที แต่ร่างที่ถูกควบคุมมานานก็หมดแรง หมอภีมล้มลงไปกับพื้นหญ้าอย่างอ่อนแรงนัทร้องเสียงหลง "พี่หมอ" เขาไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป เขารีบคลานเข้าไปหาคนรักอย่างรวดเร็วและประคองร่างของหมอภีมขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด ใบหน้าของนัทแนบไปกับศีรษะของหมอภีมอย่างโล่งใจ "ไม่เป็นไรแล้วนะครับพี่หมอ... นัทอยู่ตรงนี้แล้ว"ขณะที่นัทกำลังกอดหมอภีมอยู่นั้น ผีนายเข้มก็ปรากฏร่างเป็นวิญญาณเต็มตัวอยู่ข้างๆ ร่างกายโปร่งแสงของเขาสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกผิดและโศกเศร้าเหลือแสน เขากลับคืนสู่สภาพเมื่อครั
นัท หมอเจตน์ นุ่มนิ่ม และน้ำหวาน นำอำพาที่นั่งอยู่บนรถเข็นเข้ามาในบริเวณบ้านของหมอภีม โดยมีหมอธีร์ที่คอยเข็นรถเข็นอย่างระมัดระวังที่สุด พวกเขามาถึงในตอนบ่ายแก่ๆ อากาศค่อนข้างอบอ้าว แต่บรรยากาศภายในกลุ่มกลับเย็นเยียบด้วยความเครียดบริเวณหน้าบ้านใหญ่ ลูกกวาดกำลังนั่งอยู่ข้างกระถางต้นไม้ประดับ เขาเงยหน้าขึ้น และทันทีที่เห็นนัทและเพื่อนๆ มากันครบ นายลูกกวาดก็ส่งยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นมิตร"พี่นัท! พี่ๆ ทุกคน! มากันแล้วเหรอครับ? เข้าข้างในบ้านก่อนสิครับ"รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนและบริสุทธิ์ ทำให้ทุกคนรู้สึกดีชั่วขณะ ก่อนที่นัทจะพยายามหาทางแนะนำอำพา "ลูกกวาด... คือว่า... วันนี้พี่พาคนสำคัญมาหาเราน่ะ"หมอธีร์ค่อยๆ เข็นรถเข็นของอำพาที่นั่งนิ่งอยู่ด้านหลังกลุ่มเพื่อน ก้าวเข้ามาในระยะสายตาของลูกกวาดวินาทีที่ลูกกวาดหันไปเห็นภาพของหญิงสาววัยกลางคนขาด้วนทั้งสองข้างที่นั่งอยู่บนรถเข็น รอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้าของเขาก็พลันแข็งค้างดวงตาของลูกกวาดเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด ราวกับเห็นปีศาจร้าย ไม่ใช่แม่ของตัวเอง!"อ๊ากกกกกก!!!"เสียงกรีดร้องแหลมสูงและหวาดผวาถูกปล่อยออกมาจากลำคอของลูกกวาดทันที ร่างก
วันต่อมากลุ่มเพื่อนของนัท ทุกคนมานั่งรวมตัวกันที่มุมหนึ่งในร้านคาเฟ่ที่เงียบสงบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเครียดและความกังวล โดยเฉพาะนัทที่ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้หนักตลอดคืนนัทเสียงแหบพร่า "เมื่อคืน... มันเลวร้ายมากครับ ถ้านัทหนีไม่ทัน ป่านนี้นัทคง... คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้"หมอเจตน์ตบบ่าปลอบใจ "ใจเย็นๆ นะน้องนัท นายทำถูกแล้วที่หนีออกมา ตอนนี้นายปลอดภัยแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือหาทางช่วยไอ้ภีมออกมาให้ได้"หมอธีร์นั่งเท้าคาง มองนัทอย่างเครียดจัด "ปัญหาคือผีตนนั้นมันแข็งแกร่งเกินไป มันเข้าควบคุมร่างหมอภีมได้สมบูรณ์ขนาดนั้น เราจะทำยังไงดีล่ะ... เอาอย่างนี้ไหม? ทำไมเราไม่ลองเชิญดวงวิญญาณของลุงจันทร์มาช่วยล่ะ? ลุงจันทร์น่าจะเป็นวิญญาณที่มีบารมีพอจะสู้กับผีเข้มได้นะ"นัทส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย "นัทลองเชิญแล้วครับหมอธีร์... ตั้งแต่วันที่เราหลุดออกมาจากมิติของผีนายเข้มได้ ลุงจันทร์ก็ไม่ปรากฏตัวให้ผมเห็นอีกเลย ผมพยายามเรียกหลายครั้งแล้วก็ไม่มีวี่แวว"นุ่มนิ่มวางมือบนแขนของนัทอย่างอ่อนโยน "ลุงจันทร์อาจจะใกล้ได้ไปเกิดใหม่แล้วก็ได้นะนัท หรือไม่ก็... ลุงอาจจะมีภารกิจที่สำคัญกว่าที่ต้องทำในโลกของวิญ
แสงแดดยามเช้าทอประกายอ่อนโยนลอดผ่านม่านบางเบาของห้องนอนหมอภีมที่หรูหรา นัทลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสบายตัวและอิ่มเอมใจจากค่ำคืนที่ผ่านมา เขาพลิกตัวมองคนที่ยังหลับใหลอยู่ข้างกายหมอภีมยังคงหลับลึก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะดูเคร่งขรึมยามทำงาน บัดนี้ดูผ่อนคลายและอ่อนโยนอย่างที่สุด นัทอมยิ้มบางๆ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้อีกคนตื่น เดินเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของหมอภีมที่แขวนไว้ในตู้ไม้ฝังเข้ากับผนังห้องมาสวมใส่ เสื้อตัวใหญ่โคร่งจนไหล่เสื้อเลยลงไปถึงต้นแขนของเขา และชายเสื้อยาวเลยสะโพกดูไม่ต่างอะไรกับเดรสสั้นๆ เสื้อเนื้อดียี่ห้อแบรนด์เนมตัวนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมและกลิ่นกายอันคุ้นเคยของหมอภีม ซึ่งเป็นกลิ่นที่เขาหลงใหลไม่คลายเมื่อสวมเสื้อตัวโคร่งคู่กับกางเกงสแล็คตัวหลวมเสร็จแล้ว นัทเดินกลับมาที่เตียงเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านตัวเอง ทว่าขายังคงติดตรึงอยู่ที่ข้างเตียง เขายิ้มพลาย ก้มลงมองใกล้ๆ ใบหน้าของหมอภีมอีกครั้ง ก่อนที่จะเอื้อมมือไปเกลี่ยไรผมที่ปรกหน้าผากออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสเบาหวิวราวกับกลัวว่าการแตะต้องจะทำลายความสงบงามตรงห
หลังจากเพื่อนกลุ่มใหญ่ต่างพากันแยกย้ายกลับไปแล้ว ทิ้งให้นัทอยู่ที่นี่ต่อ ความเงียบสงบก็กลับมาปกคลุมบ้านของหมอภีมอีกครั้งนัทเก็บแก้วน้ำใบสุดท้ายไปวางในอ่างล้างจานอย่างเงียบๆ ก่อนจะหันกลับมามองคนรักที่ยืนพิงกรอบประตูห้องครัวอยู่ ใบหน้าของหมอภีมที่เคยเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีตลอดทั้งคืน บัดนี้ดูอ่อนโยนและมีแววตาที่ออดอ้อนอย่างชัดเจนนัทยิ้มบางๆ "ลูกกวาดหลับไปแล้วเหรอครับ"หมอภีมพยักหน้า ดวงตาวาวกลับมองนัทแปลกๆ อย่างที่คนมองเห็นแล้วพาให้ใจสั่น เกิดอาการขวยเขินอย่างห้ามไม่อยู่ แก้มสองข้างเริ่มร้อนผ่าว ทว่าก็แสร้งคุยเรื่องอื่น เพื่อกลบเกลื่อน"ดูท่าทางพี่หมอมีความสุขที่ได้เจอเพื่อนๆ นะครับวันนี้"ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ กอดเอวคนรักจากด้านหลังแล้วซบหน้าลงบนไหล่ "สนุกสิครับ... แต่ตอนนี้ยิ่งกว่าสนุกอีกนะ"นัทหัวเราะเบาๆ "อะไรที่ยิ่งกว่าสนุกครับ?"คนตัวสูงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เสียงทุ้มแหบพร่าลงเล็กน้อย "การได้อยู่กับแฟนแค่สองคนนี่ไงครับ... คิดถึงจังเลย เราไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ?""พี่อ่า! นัทกับพี่หมอห่างกันแค่ ไม่ถึงสองเดือนเองนะครับคุณภีม"หมอภีมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายต
สีหน้าลูกกวาดแสดงถึงความหวาดกลัวถึงขีดสุด เขาเร่งสาวเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ขาเล็ก ๆ ของเขาตะกุยพื้นถนนลาดยางเก่า ๆ ในความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่ห่างกันลิบ ๆ เป็นเครื่องนำทาง ความหวาดกลัวคือพลังงานเดียวที่ขับเคลื่อนเขา พลังงานที่มากกว่าความเหนื่อยล้า เด็กหนุ่มไม่ได้มองข้างหน้า ไม่ได้มองข
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางป
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษ
ห้องทำงานหมอภีมหมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อยผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เ







