Masuk5เดือนต่อมา
ย่าแสงนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาผ้าลายดอกวินเทจสีซีดจางในห้องรับแขกของบ้านไม้สองชั้นเก่าแก่ใจกลางกรุงเทพฯ ดวงตาที่ฉาบด้วยม่านฝ้าสีขาวขุ่นตามวัยนั้น มองจ้องไปยังมุมหนึ่งของห้องอย่างมีจุดมุ่งหมาย ระหว่างพ่อกับแม่ของนัท กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงข้าวของเครื่องใช้และผลผลิตสดๆ ที่หอบหิ้วมาจากสวนที่ปากช่อง
"นัทมันบอกว่าไม่ต้องหิ้วมาเยอะแยะ" คุณสมพรเอ่ยขึ้นขณะจัดวางกระเช้าพืชผักสดบนโต๊ะข้างผนังครัว
คุณอำนาจถอนหายใจ ก่อนพูดว่า "ก็ลูกคนเดียวทั้งคนนี่นา ตั้งแต่น้องนัทมาอยู่บ้านแม่ที่ทิ้งไว้นานเป็นสิบๆ ปีหลังนี้ ก็เป็นห่วงกลัวเขาจะกินจะอยู่ไม่ดีเอาน่ะสิ"
ลูกชายคุณอำนาจและคุณสมพรเดินเข้าครัวมาพอดี นัทอยู่ในชุดลำลองเสื้อยืดกางเกงวอร์มที่เพิ่งกลับจากเข้าเวรเป็นพยาบาลแผนกศัลยกรรม เขายิ้มพลาง "โธ่พ่อครับ! บ้านนี้มันก็แค่เก่าไง…แต่ไม่ได้ทรุดโทรมขนาดนั้นซะหน่อย นัทใช้เงินเดือนจ้างช่างมาซ่อมแซมส่วนที่ผุพังไปเยอะแล้วนะครับ ดูสิครับ” นัทยื่นมือลูบผนังสีขาวเบาๆ ... “สีก็เพิ่งทา โครงสร้างก็ยังแข็งแรงดีอยู่เลย"
จริงอย่างที่ลูกชายพูด บ้านหลังนี้แม้จะเก่าตามอายุ แต่กลับดูอบอุ่นและถูกดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี ไม่ได้มีสภาพบ้านไม้ผุน่ากลัวเหมือนบ้านผีสิงอย่างที่ใครหลายคนกลัว
ย่าแสงนั่งบนเก้าอี้บุนวม แตูเหมือนไม่ได้สนใจกระเป๋าเดินทางของแก หรือไม่แม้จะสนเรื่องความผุพังของบ้านอย่างที่ลูกชายลูกสะใภ้และหลานชายกำลังพูดคุยกันอยู่ตอนนี้ แกเอาแต่จดจ้องไปยังมุมประตู แล้วเหลียวมองไปยังมุมหน้าต่างที่เปิดค้างไว้
"นั่นจันทร์นี่..." เสียงพึมพำแผ่วเบาของย่าทำให้การสนทนาของคนทั้งสามหยุดชะงักลงทันที
"อะไรนะครับย่า?" นัทหันมา เดินไปนั่งลงข้างๆ ย่าของเขา พลางลูบหลังเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง "ย่าอยากได้อะไรหรือเปล่าครับ? หิวข้าวไหม?"
ย่าแสงหันมามองหลานชายด้วยสายตาที่ดูสับสนเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปจ้องมุมเดิมอีกครั้ง "ฉันคุยกับพี่ชายของแม่แกอยู่ ลุงจันทร์ของแก เขาก็บอกว่าเขาหิวข้าวเหมือนกัน... บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าของเขาด้วยนี่”
“ย่าครับ ย่าพูดอะไรเนี่ย”
“ย่าจะพูดอะไรล่ะ…ดูสิ ไม่เห็นพวกแกพ่อแม่ลูก เชิญเขาเข้ามาในบ้านเลย ลุงของแก เขาต้องเดินเข้ามาเองแล้ว"
คุณสมพรกับคุณอำนาจมองหน้ากันอย่างเข้าใจ "คุณย่า แกก็เพ้อเจ้อไปเรื่อยอีกแล้วนั่นแหละ" คุณอำนาจยิ้มแห้งๆ แล้วพูดต่อ "สงสัยเพราะสมองเสื่อมกำเริบ... ไม่เป็นไรลูก น้องนัทก็ชินแล้วนี่ พาย่าไปนั่งเล่นในสวนหลังบ้านดีกว่านะ อากาศจะได้ถ่ายเท"
นัทพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ครับพ่อ" เขาโอบประคองย่าขึ้นช้าๆ
“ไปเถอะครับย่า หลังบ้านะม่วงติดลูกเต็มต้นเลยครับ เราไปดูกันดีกว่า”
ย่าแสงไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้หลานชายพาไปยังหลังบ้าน ส่วนนัท รู้ว่าย่าเห็นวิญญาณลุงของเขาจริงๆ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาให้มันเป็นประเด็น เพราะรู้อยู่แล้ว พ่อกับแม่ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้หรอก
โดยที่คุณอำนาจและคุณสมพรไม่ทันสังเกตเห็นว่าที่มุมห้องครัวตรงจุดที่ย่าจ้องมองนั้น มีเงาจางๆ ของชายวัยกลางคนในชุดวินเทจกำลังยืนเท้าสะเอวมองตามด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
....หลังจากพ่อกับแม่ไปนั่งพักที่ลานเล็กๆ นอกบ้านพร้อมเครื่องดื่มและของว่างใต้ต้นมะม่วงใหญ่ ย่าแสงก็ออกอุบาย เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำ และไม่ให้ใครตามแกมา..แกลุกเดินเข้าบ้านทั้งหลังง่อมๆ ของแกอย่างนั้น พอเดินผ่านประตู แต่แทนที่จะไปห้องน้ำ... แกกลับเดินตรงไปยังห้องครัวเก่าที่เงียบสงบแทน
"จันทร์! เข้ามานี่สิ" ย่าแสงกวักมือเรียกผีอย่างไม่สะทกสะท้าน
ผีลุงจันทร์ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ ย่าอย่างว่องไว ผีแกดูตื่นเต้นเหมือนได้เจอเพื่อนซี้ที่ห่างหายกันไปนาน
"โถ่! คุณย่าแสง... นึกว่าจะไม่คุยกับผมเสียแล้ว"
"คุยสิ! ฉันต้องคุยกับแกนั่นแหละ... พวกอีพรกับไอ้อำนาจมันก็นึกว่าฉันเป็นโรคสมองเสื่อม พูดเพ้อเจ้อไปตามประสาคนแก่นั่นแหละ" ย่าแสงพูดอย่างมีอารมณ์ "แต่ฉันไม่ได้สมองเสื่อมสักหน่อย! ฉันแค่อยากเห็นหลานชายฉันได้สามีดีๆ ก่อนตายเท่านั้นแหละ!"
ลุงจันทร์ทำตาโต "หา! ที่แท้คุณย่าไม่ได้เป็นโรคสมองเสื่อมเหรอนี่?"
"ก็ใช่น่ะสิ! ไอ้โรคที่ว่าน่ะ มันแค่เรื่องตบตาเท่านั้นแหละ" ย่าแสงกระซิบเสียงต่ำ "ทีนี้... กลับมาที่เรื่องสำคัญได้แล้ว"
ย่าแสงจ้องมองไปที่ผีลุงจันทร์ด้วยสายตาที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ "แก... เป็นผี คงเห็นหลานฉันตอนทำงานอยู่ในโรงพยาบาลแล้วสิ... หลานฉันมันหล่อไหมล่ะ?"
"โหย! ไอ้นัทน่ะ หล่อมากๆ เลยครับคุณย่า... แถมยังเป็นพยาบาลมีเมตตา ใจดี ดูแลบ้านดูแลคนแก่ได้เป็นอย่างดี" ผีลุงจันทร์รีบสรรเสริญหลานชายคนเดียวทันที
"แล้วแกเห็นใคร... ที่คู่ควรจะมาเป็นผัวของน้องนัทบ้างไหมล่ะ?"
ผีลุงจันทร์รีบบอก "หมอภีม!..ต้องหมอคนนี้คนเดียวเลยครับย่า ดูเหมาะสมกับไอ้นัทที่สุด"
"หมอภีม?"
"ใช่ครับ! หมอภีม... นายแพทย์ภีมวรรธน์ อัศวเมธาน่ะ! เป็นหมอที่แผนกเดียวกับไอ้นัทนั่นแหละ หมอภีมตัวสูง ผิวขาว หน้าตาดีสุดๆ แต่ติดที่ว่า... มันเนี๊ยบไปหน่อย... เนี๊ยบจนน่าปวดหัวเลยครับคุณย่า ใครๆ ก็ว่าหมอคนนี้หยิ่ง ดูเข้าถึงยากอยู่นะ"
ย่าแสงยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์ "ดีสิ! คนเนี๊ยบๆ น่ะมันท้าทายดี... ถ้าอย่างนั้น จันทร์! เรามาวางแผนจับคู่ให้นัทกันเถอะ! ก่อนที่ฉันจะแก่จนไม่มีแรงวางแผนไปมากกว่านี้"
ลุงจันทร์ถึงกับยกมือทาบอกอย่างตกใจปนดีใจ "ว้าย! คุณย่า! คิดเหมือนผมเลยเนี่ย มันต้องสนุกแน่ๆ เลย ฮ่าๆ … ว่าแต่ พวกเราจะเริ่มยังไงดีล่ะครับ?"
การประชุมลับระหว่างคนแก่ที่แสร้งเป็นโรคสมองเสื่อมกับผีขี้เหงาได้เริ่มต้นขึ้นในมุมครัวเก่า... โดยมีเป้าหมายเดียวคือ การทำให้หลานชายหัวแก้วหัวแหวนได้แต่งงานกับนายแพทย์ภีมจอมเนี๊ยบให้จงได้!
....ในมุมครัวเก่าที่ดูเงียบสงบ ย่าแสงหรี่ตาลงอย่างเคร่งขรึม ราวกับเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่กำลังวางกลยุทธ์สำคัญ
"จันทร์..." ย่าเริ่มแผน "การจะจับหมอภีมมาเป็นเขยนั้น... ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน จะไปรวบรัดเอาน้องนัทไปยัดเยียดถึงที่ไม่ได้หรอกนะ"
"ครับคุณย่า! ว่ามาเลย ผีอย่างผมพร้อมรับฟังทุกบัญชาครับ!" ผีลุงจันทร์ทำความเคารพอย่างแข็งขันจนหมวกสไตล์วินเทจบนศีรษะแทบหลุดร่วง
"ดี!... ขั้นแรก... เราต้องจับพ่อกับแม่ของหมอภีมให้มาทำความรู้จักกับอีพรกับไอ้อำนาจให้ได้ก่อน"
"หา! พรน้องสาวผมกับอำนาจน้องเขยเนี่ยนะ? ทำไมถึงต้องเป็นพ่อแม่ไอ้นัทด้วยล่ะครับย่า?" ผีลุงจันทร์งุนงง
"โธ่เอ๊ย! เอ็งนี่มันสมองผีจริงๆ" ย่าแสงส่ายหน้า "น้องนัทมันเป็นพวกเข้าถึงยาก ถึงจะใจดี แต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ น่ะมันอ่อนหัด จะให้ไปพุ่งชนหมอภีมตรงๆ น่ะเสียเชิงโว้ย! ต้องเอาผู้ใหญ่ไปผูกมิตรกันก่อนสิ! สร้างรากฐานความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น... แล้วพอเรามีสายสัมพันธ์กับทางบ้านหมอภีมแล้ว... ทุกอย่างมันจะง่ายขึ้นไหมเล่า!"
“อ๋า…” ผีลุงจันทร์พยักหน้าอย่างเข้าใจ ทั้งเห็นด้วยกับคำพูดย่าแสง
ย่าแสงยื่นนิ้วที่เหี่ยวย่นออกมานับทีละข้อ "ภารกิจแรกของแกมีอยู่สามข้อ... ฟังให้ดีนะจันทร์!" ย่าแสงกลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ "แกต้องไปสืบมาให้ได้ว่าบ้านช่องพ่อแม่หมอภีมอยู่ที่ไหน? ใครเป็นใครในครอบครัวบ้าง? นิสัยใจคอเป็นอย่างไร? นี่เป็นข้อมูลสำคัญในการเข้าตีเลยนะ และที่สำคัญที่สุด! แกต้องหาวิธีทำให้ครอบครัวหมอภีม... โดยเฉพาะพ่อกับแม่หมอภีม... ติดหนี้บุญคุณอะไรสักอย่างกับคนในบ้านฉันก่อน! จะเป็นอีพรก็ได้ ไอ้อำนาจก็ได้ หรือจะเป็นไอ้นัทเลยก็ดี! ต้องเป็นบุญคุณที่พวกแกมองข้ามไม่ได้! แล้วกลับมารายงานผลให้ฉันทราบโดยเร็ว! ห้ามพลาดแม้แต่เรื่องเล็กน้อย!"
ผีลุงจันทร์รู้สึกเหมือนตัวเองได้เลื่อนขั้นเป็นหน่วยสืบราชการลับชั้นยอดยังไงยังงั้น ดวงตาที่เคยเป็นประกายอยู่แล้วยิ่งฉายแวววาว
"รับทราบครับคุณย่า! ปฏิบัติการ จับหมอจอมเนี๊ยบมาเป็นเขย เริ่มต้น ณ บัดนาว!"
พูดจบผีลุงจันทร์ก็ลอยทะลุผนังครัวออกไปทันทีด้วยความเร็วเหนือเสียง ทิ้งให้ย่าแสงนั่งยิ้มพรายอย่างพึงพอใจ "หึ... สมองเสื่อมงั้นเหรอ? พวกลูกหลานมันประเมินย่าแสงต่ำไปแล้ว!"
….ที่ไหนสักแห่งในกรุงเทพฯ
ผีลุงจันทร์ใช้พลังวิญญาณสอดส่องไปทั่ว ไม่นานนักเขาก็สืบหาข้อมูลของนายแพทย์ภีมวรรธน์ อัศวเมธาได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากหมอภีมเป็นถึงลูกชายคนเดียวของท่านนายพลเกษม เจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในย่านใจกลางเมือง ซึ่งแน่นอนว่าฐานะทางบ้านนั้นเป็น ผู้ดีมีเงิน ชนิดที่ตรงข้ามกับครอบครัวของนัทจากปากช่องอย่างสิ้นเชิง
"โอ้โห... บ้านไอ้หมอเหรอวะเนี่ย!...นี่มันคฤหาสน์ชัดๆ เลยนี่หว่า!" ผีลุงจันทร์ลอยอยู่เหนือหลังคากระเบื้องของบ้านหลังใหญ่
เนื่องจากลุงจันทร์สืบรู้มาว่า คุณหญิงรัชนีแม่ของหมอภีม เป็นคนที่มีหน้ามีตาในสังคม ทำธุรกิจงานอดิเรกเกี่ยวกับดอกไม้ และกำลังจะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ครั้งใหญ่ในอีกสองวันข้างหน้า แต่ตอนนี้ดูเหมือนคุณหญิงรัชนีกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่! ซึ่งก็เข้าทางเขาและย่าแสงพอดี
ผีลุงจันทร์ลอยไปเกาะอยู่บนไหล่ของคนสวนที่กำลังคุยโทรศัพท์
เขาพูดว่า "ใช่ครับคุณหญิง... ดอกกุหลาบที่สั่งมาจากเชียงรายล็อตใหญ่ดันโดนเพลี้ยเล่นงานเกือบหมดเลยครับ! ดอกสวยๆ แทบไม่เหลือแล้ว... จะไปหาจากที่ไหนมาแทนได้ทันก็ไม่รู้! อีกแค่สองวันเองนะ!"
...กุหลาบ... เพลี้ย…
ผีลุงจันทร์ยิ้มกริ่ม แสงจากดวงตาผีสว่างวาบขึ้นมาทันที นี่แหละคือช่องทางของเขาล่ะ
"ฮ่าฮ่าฮ่า! แผนสร้างหนี้บุญคุณมาแล้วววว"
ผีลุงจันทร์รีบลอยกลับไปที่บ้านไม้เก่าของนัทอย่างรวดเร็ว
ในบ้าน ขณะที่คุณสมพรกับคุณอำนาจกำลังช่วยกันปอกผลไม้จากสวนที่นำมาวางกองไว้บนเคาน์เตอร์ครัวตรงหน้า
ร่างโปร่งแสงลอยเข้ามาที่ห้องรับแขก และปรากฏกายต่อหน้าหญิงชราทันที
"คุณย่าครับ คุณย่า… ผมได้เรื่องแล้ว!"
ย่าแสงจิบน้ำชาอย่างใจเย็น "ว่ามาสิ จันทร์... เรื่องอะไรที่ทำให้ผีอย่างแกดูตื่นเต้นได้ขนาดนี้"
ลุงจันทร์กระซิบเล่าสถานการณ์ของครอบครัวหมอภีมให้ย่าแสงฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่คฤหาสน์ ดอกไม้ ไปจนถึงปัญหาเพลี้ยกินกุหลาบของนายพลเกษมและคุณหญิงรัชนี
ย่าแสงหัวเราะหึๆ "หึ... ดอกไม้... บ้านอีพรกับไอ้อำนาจที่ปากช่องน่ะ มันมีแปลงดอกกุหลาบมอญที่ใช้ทำน้ำหอมอยู่เยอะแยะ... แถมอีพรมันก็รู้เรื่องยาฆ่าแมลงแบบธรรมชาติในสวนดีที่สุดในตำบลอยู่แล้ว!"
ย่าแสงตบมือหนึ่งที "ดี! จันทร์! แกต้องไปเป่าหูพวกเขา... หรือทำยังไงก็ได้ ให้พ่อกับแม่หมอภีมโทรมาขอความช่วยเหลือเรื่องกุหลาบจากไอ้นัทให้ได้! เร็วเข้า!"
"รับทราบครับคุณย่า! ผมจะจัดการให้เรื่องกุหลาบเน่าๆ นี่มันกลายเป็นสะพานทองทันที!"
ผีลุงจันทร์มุ่งหน้ากลับไปยังคฤหาสน์ของนายแพทย์ภีมวรรธน์อีกครั้ง พร้อมกับความตั้งใจแน่วแน่ที่จะใช้ดอกกุหลาบเน่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความผูกพันให้กับพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย
คาเฟ่แห่งหนึ่งในอำเภอปากช่องแสงแดดยามเย็นทอดตัวลงบนทุ่งดอกไม้กว้างสุดสายตา กลีบดอกไม้สีขาว ชมพู และม่วงอ่อน แกว่งไกวไปตามแรงลมราวกับคลื่นทะเลอ่อนโยน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ทำให้หัวใจของคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นสงบอย่างประหลาดหมอภีมยืนเคียงข้างภรรยาอย่างนัท มือของเขาค่อยๆ เอื้อมไปจับมืออีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากแรงกว่านี้ ความสุขตรงหน้าจะสลายไป นัทหันมายิ้มให้คนเป็นสามี รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มกว้างสดใส แต่เป็นรอยยิ้มอบอุ่นที่เต็มไปด้วยความไว้ใจ“สวยจังเลย” นัทเอ่ยเบาๆ ดวงตาเขามองทุ่งดอกไม้ แต่หัวใจกลับจดจ่ออยู่ที่คนข้างกายหมอภีมหัวเราะเบาๆ “ไม่สวยเท่านัทหรอก” คำพูดธรรมดาแต่จริงใจ ทำให้นัทหน้าแดง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ปล่อยมืออีกฝ่ายทั้งสองเดินไปช้าๆ ท่ามกลางดอกไม้ที่สูงถึงเข่า ปล่อยให้เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปอย่างไม่เร่งรีบ หมอภีมรู้ดีว่าในชีวิตของเขา เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ความกดดัน และการสูญเสียจากอาชีพแพทย์ แต่ทุกครั้งที่เขามองหน้าใสๆ ของภรรยาตัวเอง ความเหนื่อยล้าทั้งหมดกลับจางหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นที่ไม่ต้องการคำอธิบายคนตัวเล็กหยุดเดิน แ
คำพูดที่เจ็บปวดรวดร้าวของอำพากรีดลึกเข้าไปในจิตสำนึกของผีนายเข้ม ร่างกายของหมอภีมหยุดสั่นเทาเดี๋ยวนั้น ดวงตาแดงก่ำที่เคยเต็มไปด้วยความอาฆาตเริ่มมีประกายแห่งความสำนึกผิดและความเข้าใจทอแสงขึ้นมาแทนที่เข้มเสียงแหบพร่าและสั่นเครือ "อะ อำพา..." เขาเริ่มคล้อยตามกับความจริงที่ภรรยาเอ่ยออกมา ความแค้นที่ยึดมั่นว่าตนเป็นเหยื่อเพียงผู้เดียวพลันถูกทำลายลงด้วยความรักและโศกนาฏกรรมของครอบครัว และพลังงานมืดที่เคยแผ่ซ่านออกมาจากร่างหมอภีมพลันสลายหายไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกดูดกลับเข้าไปวูบดวงตาของหมอภีมกลับคืนสู่สีน้ำตาลเข้มที่คุ้นเคยในทันที แต่ร่างที่ถูกควบคุมมานานก็หมดแรง หมอภีมล้มลงไปกับพื้นหญ้าอย่างอ่อนแรงนัทร้องเสียงหลง "พี่หมอ" เขาไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป เขารีบคลานเข้าไปหาคนรักอย่างรวดเร็วและประคองร่างของหมอภีมขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด ใบหน้าของนัทแนบไปกับศีรษะของหมอภีมอย่างโล่งใจ "ไม่เป็นไรแล้วนะครับพี่หมอ... นัทอยู่ตรงนี้แล้ว"ขณะที่นัทกำลังกอดหมอภีมอยู่นั้น ผีนายเข้มก็ปรากฏร่างเป็นวิญญาณเต็มตัวอยู่ข้างๆ ร่างกายโปร่งแสงของเขาสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกผิดและโศกเศร้าเหลือแสน เขากลับคืนสู่สภาพเมื่อครั
นัท หมอเจตน์ นุ่มนิ่ม และน้ำหวาน นำอำพาที่นั่งอยู่บนรถเข็นเข้ามาในบริเวณบ้านของหมอภีม โดยมีหมอธีร์ที่คอยเข็นรถเข็นอย่างระมัดระวังที่สุด พวกเขามาถึงในตอนบ่ายแก่ๆ อากาศค่อนข้างอบอ้าว แต่บรรยากาศภายในกลุ่มกลับเย็นเยียบด้วยความเครียดบริเวณหน้าบ้านใหญ่ ลูกกวาดกำลังนั่งอยู่ข้างกระถางต้นไม้ประดับ เขาเงยหน้าขึ้น และทันทีที่เห็นนัทและเพื่อนๆ มากันครบ นายลูกกวาดก็ส่งยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นมิตร"พี่นัท! พี่ๆ ทุกคน! มากันแล้วเหรอครับ? เข้าข้างในบ้านก่อนสิครับ"รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนและบริสุทธิ์ ทำให้ทุกคนรู้สึกดีชั่วขณะ ก่อนที่นัทจะพยายามหาทางแนะนำอำพา "ลูกกวาด... คือว่า... วันนี้พี่พาคนสำคัญมาหาเราน่ะ"หมอธีร์ค่อยๆ เข็นรถเข็นของอำพาที่นั่งนิ่งอยู่ด้านหลังกลุ่มเพื่อน ก้าวเข้ามาในระยะสายตาของลูกกวาดวินาทีที่ลูกกวาดหันไปเห็นภาพของหญิงสาววัยกลางคนขาด้วนทั้งสองข้างที่นั่งอยู่บนรถเข็น รอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้าของเขาก็พลันแข็งค้างดวงตาของลูกกวาดเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด ราวกับเห็นปีศาจร้าย ไม่ใช่แม่ของตัวเอง!"อ๊ากกกกกก!!!"เสียงกรีดร้องแหลมสูงและหวาดผวาถูกปล่อยออกมาจากลำคอของลูกกวาดทันที ร่างก
วันต่อมากลุ่มเพื่อนของนัท ทุกคนมานั่งรวมตัวกันที่มุมหนึ่งในร้านคาเฟ่ที่เงียบสงบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเครียดและความกังวล โดยเฉพาะนัทที่ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้หนักตลอดคืนนัทเสียงแหบพร่า "เมื่อคืน... มันเลวร้ายมากครับ ถ้านัทหนีไม่ทัน ป่านนี้นัทคง... คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้"หมอเจตน์ตบบ่าปลอบใจ "ใจเย็นๆ นะน้องนัท นายทำถูกแล้วที่หนีออกมา ตอนนี้นายปลอดภัยแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือหาทางช่วยไอ้ภีมออกมาให้ได้"หมอธีร์นั่งเท้าคาง มองนัทอย่างเครียดจัด "ปัญหาคือผีตนนั้นมันแข็งแกร่งเกินไป มันเข้าควบคุมร่างหมอภีมได้สมบูรณ์ขนาดนั้น เราจะทำยังไงดีล่ะ... เอาอย่างนี้ไหม? ทำไมเราไม่ลองเชิญดวงวิญญาณของลุงจันทร์มาช่วยล่ะ? ลุงจันทร์น่าจะเป็นวิญญาณที่มีบารมีพอจะสู้กับผีเข้มได้นะ"นัทส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย "นัทลองเชิญแล้วครับหมอธีร์... ตั้งแต่วันที่เราหลุดออกมาจากมิติของผีนายเข้มได้ ลุงจันทร์ก็ไม่ปรากฏตัวให้ผมเห็นอีกเลย ผมพยายามเรียกหลายครั้งแล้วก็ไม่มีวี่แวว"นุ่มนิ่มวางมือบนแขนของนัทอย่างอ่อนโยน "ลุงจันทร์อาจจะใกล้ได้ไปเกิดใหม่แล้วก็ได้นะนัท หรือไม่ก็... ลุงอาจจะมีภารกิจที่สำคัญกว่าที่ต้องทำในโลกของวิญ
แสงแดดยามเช้าทอประกายอ่อนโยนลอดผ่านม่านบางเบาของห้องนอนหมอภีมที่หรูหรา นัทลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสบายตัวและอิ่มเอมใจจากค่ำคืนที่ผ่านมา เขาพลิกตัวมองคนที่ยังหลับใหลอยู่ข้างกายหมอภีมยังคงหลับลึก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะดูเคร่งขรึมยามทำงาน บัดนี้ดูผ่อนคลายและอ่อนโยนอย่างที่สุด นัทอมยิ้มบางๆ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้อีกคนตื่น เดินเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของหมอภีมที่แขวนไว้ในตู้ไม้ฝังเข้ากับผนังห้องมาสวมใส่ เสื้อตัวใหญ่โคร่งจนไหล่เสื้อเลยลงไปถึงต้นแขนของเขา และชายเสื้อยาวเลยสะโพกดูไม่ต่างอะไรกับเดรสสั้นๆ เสื้อเนื้อดียี่ห้อแบรนด์เนมตัวนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมและกลิ่นกายอันคุ้นเคยของหมอภีม ซึ่งเป็นกลิ่นที่เขาหลงใหลไม่คลายเมื่อสวมเสื้อตัวโคร่งคู่กับกางเกงสแล็คตัวหลวมเสร็จแล้ว นัทเดินกลับมาที่เตียงเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านตัวเอง ทว่าขายังคงติดตรึงอยู่ที่ข้างเตียง เขายิ้มพลาย ก้มลงมองใกล้ๆ ใบหน้าของหมอภีมอีกครั้ง ก่อนที่จะเอื้อมมือไปเกลี่ยไรผมที่ปรกหน้าผากออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสเบาหวิวราวกับกลัวว่าการแตะต้องจะทำลายความสงบงามตรงห
หลังจากเพื่อนกลุ่มใหญ่ต่างพากันแยกย้ายกลับไปแล้ว ทิ้งให้นัทอยู่ที่นี่ต่อ ความเงียบสงบก็กลับมาปกคลุมบ้านของหมอภีมอีกครั้งนัทเก็บแก้วน้ำใบสุดท้ายไปวางในอ่างล้างจานอย่างเงียบๆ ก่อนจะหันกลับมามองคนรักที่ยืนพิงกรอบประตูห้องครัวอยู่ ใบหน้าของหมอภีมที่เคยเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีตลอดทั้งคืน บัดนี้ดูอ่อนโยนและมีแววตาที่ออดอ้อนอย่างชัดเจนนัทยิ้มบางๆ "ลูกกวาดหลับไปแล้วเหรอครับ"หมอภีมพยักหน้า ดวงตาวาวกลับมองนัทแปลกๆ อย่างที่คนมองเห็นแล้วพาให้ใจสั่น เกิดอาการขวยเขินอย่างห้ามไม่อยู่ แก้มสองข้างเริ่มร้อนผ่าว ทว่าก็แสร้งคุยเรื่องอื่น เพื่อกลบเกลื่อน"ดูท่าทางพี่หมอมีความสุขที่ได้เจอเพื่อนๆ นะครับวันนี้"ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ กอดเอวคนรักจากด้านหลังแล้วซบหน้าลงบนไหล่ "สนุกสิครับ... แต่ตอนนี้ยิ่งกว่าสนุกอีกนะ"นัทหัวเราะเบาๆ "อะไรที่ยิ่งกว่าสนุกครับ?"คนตัวสูงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เสียงทุ้มแหบพร่าลงเล็กน้อย "การได้อยู่กับแฟนแค่สองคนนี่ไงครับ... คิดถึงจังเลย เราไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ?""พี่อ่า! นัทกับพี่หมอห่างกันแค่ ไม่ถึงสองเดือนเองนะครับคุณภีม"หมอภีมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายต
สีหน้าลูกกวาดแสดงถึงความหวาดกลัวถึงขีดสุด เขาเร่งสาวเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ขาเล็ก ๆ ของเขาตะกุยพื้นถนนลาดยางเก่า ๆ ในความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่ห่างกันลิบ ๆ เป็นเครื่องนำทาง ความหวาดกลัวคือพลังงานเดียวที่ขับเคลื่อนเขา พลังงานที่มากกว่าความเหนื่อยล้า เด็กหนุ่มไม่ได้มองข้างหน้า ไม่ได้มองข
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางป
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษ
ห้องทำงานหมอภีมหมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อยผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เ






![[แบตเตอรี่ที่สมบูรณ์แบบระดับ SS]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![The Feast of Casier มื้อค่ำของคาเซียร์[Omegaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)