Se connecter5เดือนต่อมา
ย่าแสงนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาผ้าลายดอกวินเทจสีซีดจางในห้องรับแขกของบ้านไม้สองชั้นเก่าแก่ใจกลางกรุงเทพฯ ดวงตาที่ฉาบด้วยม่านฝ้าสีขาวขุ่นตามวัยนั้น มองจ้องไปยังมุมหนึ่งของห้องอย่างมีจุดมุ่งหมาย ระหว่างพ่อกับแม่ของนัท กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงข้าวของเครื่องใช้และผลผลิตสดๆ ที่หอบหิ้วมาจากสวนที่ปากช่อง
"นัทมันบอกว่าไม่ต้องหิ้วมาเยอะแยะ" คุณสมพรเอ่ยขึ้นขณะจัดวางกระเช้าพืชผักสดบนโต๊ะข้างผนังครัว
คุณอำนาจถอนหายใจ ก่อนพูดว่า "ก็ลูกคนเดียวทั้งคนนี่นา ตั้งแต่น้องนัทมาอยู่บ้านแม่ที่ทิ้งไว้นานเป็นสิบๆ ปีหลังนี้ ก็เป็นห่วงกลัวเขาจะกินจะอยู่ไม่ดีเอาน่ะสิ"
ลูกชายคุณอำนาจและคุณสมพรเดินเข้าครัวมาพอดี นัทอยู่ในชุดลำลองเสื้อยืดกางเกงวอร์มที่เพิ่งกลับจากเข้าเวรเป็นพยาบาลแผนกศัลยกรรม เขายิ้มพลาง "โธ่พ่อครับ! บ้านนี้มันก็แค่เก่าไง…แต่ไม่ได้ทรุดโทรมขนาดนั้นซะหน่อย นัทใช้เงินเดือนจ้างช่างมาซ่อมแซมส่วนที่ผุพังไปเยอะแล้วนะครับ ดูสิครับ” นัทยื่นมือลูบผนังสีขาวเบาๆ ... “สีก็เพิ่งทา โครงสร้างก็ยังแข็งแรงดีอยู่เลย"
จริงอย่างที่ลูกชายพูด บ้านหลังนี้แม้จะเก่าตามอายุ แต่กลับดูอบอุ่นและถูกดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี ไม่ได้มีสภาพบ้านไม้ผุน่ากลัวเหมือนบ้านผีสิงอย่างที่ใครหลายคนกลัว
ย่าแสงนั่งบนเก้าอี้บุนวม แตูเหมือนไม่ได้สนใจกระเป๋าเดินทางของแก หรือไม่แม้จะสนเรื่องความผุพังของบ้านอย่างที่ลูกชายลูกสะใภ้และหลานชายกำลังพูดคุยกันอยู่ตอนนี้ แกเอาแต่จดจ้องไปยังมุมประตู แล้วเหลียวมองไปยังมุมหน้าต่างที่เปิดค้างไว้
"นั่นจันทร์นี่..." เสียงพึมพำแผ่วเบาของย่าทำให้การสนทนาของคนทั้งสามหยุดชะงักลงทันที
"อะไรนะครับย่า?" นัทหันมา เดินไปนั่งลงข้างๆ ย่าของเขา พลางลูบหลังเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง "ย่าอยากได้อะไรหรือเปล่าครับ? หิวข้าวไหม?"
ย่าแสงหันมามองหลานชายด้วยสายตาที่ดูสับสนเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปจ้องมุมเดิมอีกครั้ง "ฉันคุยกับพี่ชายของแม่แกอยู่ ลุงจันทร์ของแก เขาก็บอกว่าเขาหิวข้าวเหมือนกัน... บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าของเขาด้วยนี่”
“ย่าครับ ย่าพูดอะไรเนี่ย”
“ย่าจะพูดอะไรล่ะ…ดูสิ ไม่เห็นพวกแกพ่อแม่ลูก เชิญเขาเข้ามาในบ้านเลย ลุงของแก เขาต้องเดินเข้ามาเองแล้ว"
คุณสมพรกับคุณอำนาจมองหน้ากันอย่างเข้าใจ "คุณย่า แกก็เพ้อเจ้อไปเรื่อยอีกแล้วนั่นแหละ" คุณอำนาจยิ้มแห้งๆ แล้วพูดต่อ "สงสัยเพราะสมองเสื่อมกำเริบ... ไม่เป็นไรลูก น้องนัทก็ชินแล้วนี่ พาย่าไปนั่งเล่นในสวนหลังบ้านดีกว่านะ อากาศจะได้ถ่ายเท"
นัทพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ครับพ่อ" เขาโอบประคองย่าขึ้นช้าๆ
“ไปเถอะครับย่า หลังบ้านะม่วงติดลูกเต็มต้นเลยครับ เราไปดูกันดีกว่า”
ย่าแสงไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้หลานชายพาไปยังหลังบ้าน ส่วนนัท รู้ว่าย่าเห็นวิญญาณลุงของเขาจริงๆ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาให้มันเป็นประเด็น เพราะรู้อยู่แล้ว พ่อกับแม่ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้หรอก
โดยที่คุณอำนาจและคุณสมพรไม่ทันสังเกตเห็นว่าที่มุมห้องครัวตรงจุดที่ย่าจ้องมองนั้น มีเงาจางๆ ของชายวัยกลางคนในชุดวินเทจกำลังยืนเท้าสะเอวมองตามด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
....หลังจากพ่อกับแม่ไปนั่งพักที่ลานเล็กๆ นอกบ้านพร้อมเครื่องดื่มและของว่างใต้ต้นมะม่วงใหญ่ ย่าแสงก็ออกอุบาย เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำ และไม่ให้ใครตามแกมา..แกลุกเดินเข้าบ้านทั้งหลังง่อมๆ ของแกอย่างนั้น พอเดินผ่านประตู แต่แทนที่จะไปห้องน้ำ... แกกลับเดินตรงไปยังห้องครัวเก่าที่เงียบสงบแทน
"จันทร์! เข้ามานี่สิ" ย่าแสงกวักมือเรียกผีอย่างไม่สะทกสะท้าน
ผีลุงจันทร์ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ ย่าอย่างว่องไว ผีแกดูตื่นเต้นเหมือนได้เจอเพื่อนซี้ที่ห่างหายกันไปนาน
"โถ่! คุณย่าแสง... นึกว่าจะไม่คุยกับผมเสียแล้ว"
"คุยสิ! ฉันต้องคุยกับแกนั่นแหละ... พวกอีพรกับไอ้อำนาจมันก็นึกว่าฉันเป็นโรคสมองเสื่อม พูดเพ้อเจ้อไปตามประสาคนแก่นั่นแหละ" ย่าแสงพูดอย่างมีอารมณ์ "แต่ฉันไม่ได้สมองเสื่อมสักหน่อย! ฉันแค่อยากเห็นหลานชายฉันได้สามีดีๆ ก่อนตายเท่านั้นแหละ!"
ลุงจันทร์ทำตาโต "หา! ที่แท้คุณย่าไม่ได้เป็นโรคสมองเสื่อมเหรอนี่?"
"ก็ใช่น่ะสิ! ไอ้โรคที่ว่าน่ะ มันแค่เรื่องตบตาเท่านั้นแหละ" ย่าแสงกระซิบเสียงต่ำ "ทีนี้... กลับมาที่เรื่องสำคัญได้แล้ว"
ย่าแสงจ้องมองไปที่ผีลุงจันทร์ด้วยสายตาที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ "แก... เป็นผี คงเห็นหลานฉันตอนทำงานอยู่ในโรงพยาบาลแล้วสิ... หลานฉันมันหล่อไหมล่ะ?"
"โหย! ไอ้นัทน่ะ หล่อมากๆ เลยครับคุณย่า... แถมยังเป็นพยาบาลมีเมตตา ใจดี ดูแลบ้านดูแลคนแก่ได้เป็นอย่างดี" ผีลุงจันทร์รีบสรรเสริญหลานชายคนเดียวทันที
"แล้วแกเห็นใคร... ที่คู่ควรจะมาเป็นผัวของน้องนัทบ้างไหมล่ะ?"
ผีลุงจันทร์รีบบอก "หมอภีม!..ต้องหมอคนนี้คนเดียวเลยครับย่า ดูเหมาะสมกับไอ้นัทที่สุด"
"หมอภีม?"
"ใช่ครับ! หมอภีม... นายแพทย์ภีมวรรธน์ อัศวเมธาน่ะ! เป็นหมอที่แผนกเดียวกับไอ้นัทนั่นแหละ หมอภีมตัวสูง ผิวขาว หน้าตาดีสุดๆ แต่ติดที่ว่า... มันเนี๊ยบไปหน่อย... เนี๊ยบจนน่าปวดหัวเลยครับคุณย่า ใครๆ ก็ว่าหมอคนนี้หยิ่ง ดูเข้าถึงยากอยู่นะ"
ย่าแสงยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์ "ดีสิ! คนเนี๊ยบๆ น่ะมันท้าทายดี... ถ้าอย่างนั้น จันทร์! เรามาวางแผนจับคู่ให้นัทกันเถอะ! ก่อนที่ฉันจะแก่จนไม่มีแรงวางแผนไปมากกว่านี้"
ลุงจันทร์ถึงกับยกมือทาบอกอย่างตกใจปนดีใจ "ว้าย! คุณย่า! คิดเหมือนผมเลยเนี่ย มันต้องสนุกแน่ๆ เลย ฮ่าๆ … ว่าแต่ พวกเราจะเริ่มยังไงดีล่ะครับ?"
การประชุมลับระหว่างคนแก่ที่แสร้งเป็นโรคสมองเสื่อมกับผีขี้เหงาได้เริ่มต้นขึ้นในมุมครัวเก่า... โดยมีเป้าหมายเดียวคือ การทำให้หลานชายหัวแก้วหัวแหวนได้แต่งงานกับนายแพทย์ภีมจอมเนี๊ยบให้จงได้!
....ในมุมครัวเก่าที่ดูเงียบสงบ ย่าแสงหรี่ตาลงอย่างเคร่งขรึม ราวกับเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่กำลังวางกลยุทธ์สำคัญ
"จันทร์..." ย่าเริ่มแผน "การจะจับหมอภีมมาเป็นเขยนั้น... ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน จะไปรวบรัดเอาน้องนัทไปยัดเยียดถึงที่ไม่ได้หรอกนะ"
"ครับคุณย่า! ว่ามาเลย ผีอย่างผมพร้อมรับฟังทุกบัญชาครับ!" ผีลุงจันทร์ทำความเคารพอย่างแข็งขันจนหมวกสไตล์วินเทจบนศีรษะแทบหลุดร่วง
"ดี!... ขั้นแรก... เราต้องจับพ่อกับแม่ของหมอภีมให้มาทำความรู้จักกับอีพรกับไอ้อำนาจให้ได้ก่อน"
"หา! พรน้องสาวผมกับอำนาจน้องเขยเนี่ยนะ? ทำไมถึงต้องเป็นพ่อแม่ไอ้นัทด้วยล่ะครับย่า?" ผีลุงจันทร์งุนงง
"โธ่เอ๊ย! เอ็งนี่มันสมองผีจริงๆ" ย่าแสงส่ายหน้า "น้องนัทมันเป็นพวกเข้าถึงยาก ถึงจะใจดี แต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ น่ะมันอ่อนหัด จะให้ไปพุ่งชนหมอภีมตรงๆ น่ะเสียเชิงโว้ย! ต้องเอาผู้ใหญ่ไปผูกมิตรกันก่อนสิ! สร้างรากฐานความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น... แล้วพอเรามีสายสัมพันธ์กับทางบ้านหมอภีมแล้ว... ทุกอย่างมันจะง่ายขึ้นไหมเล่า!"
“อ๋า…” ผีลุงจันทร์พยักหน้าอย่างเข้าใจ ทั้งเห็นด้วยกับคำพูดย่าแสง
ย่าแสงยื่นนิ้วที่เหี่ยวย่นออกมานับทีละข้อ "ภารกิจแรกของแกมีอยู่สามข้อ... ฟังให้ดีนะจันทร์!" ย่าแสงกลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ "แกต้องไปสืบมาให้ได้ว่าบ้านช่องพ่อแม่หมอภีมอยู่ที่ไหน? ใครเป็นใครในครอบครัวบ้าง? นิสัยใจคอเป็นอย่างไร? นี่เป็นข้อมูลสำคัญในการเข้าตีเลยนะ และที่สำคัญที่สุด! แกต้องหาวิธีทำให้ครอบครัวหมอภีม... โดยเฉพาะพ่อกับแม่หมอภีม... ติดหนี้บุญคุณอะไรสักอย่างกับคนในบ้านฉันก่อน! จะเป็นอีพรก็ได้ ไอ้อำนาจก็ได้ หรือจะเป็นไอ้นัทเลยก็ดี! ต้องเป็นบุญคุณที่พวกแกมองข้ามไม่ได้! แล้วกลับมารายงานผลให้ฉันทราบโดยเร็ว! ห้ามพลาดแม้แต่เรื่องเล็กน้อย!"
ผีลุงจันทร์รู้สึกเหมือนตัวเองได้เลื่อนขั้นเป็นหน่วยสืบราชการลับชั้นยอดยังไงยังงั้น ดวงตาที่เคยเป็นประกายอยู่แล้วยิ่งฉายแวววาว
"รับทราบครับคุณย่า! ปฏิบัติการ จับหมอจอมเนี๊ยบมาเป็นเขย เริ่มต้น ณ บัดนาว!"
พูดจบผีลุงจันทร์ก็ลอยทะลุผนังครัวออกไปทันทีด้วยความเร็วเหนือเสียง ทิ้งให้ย่าแสงนั่งยิ้มพรายอย่างพึงพอใจ "หึ... สมองเสื่อมงั้นเหรอ? พวกลูกหลานมันประเมินย่าแสงต่ำไปแล้ว!"
….ที่ไหนสักแห่งในกรุงเทพฯ
ผีลุงจันทร์ใช้พลังวิญญาณสอดส่องไปทั่ว ไม่นานนักเขาก็สืบหาข้อมูลของนายแพทย์ภีมวรรธน์ อัศวเมธาได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากหมอภีมเป็นถึงลูกชายคนเดียวของท่านนายพลเกษม เจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในย่านใจกลางเมือง ซึ่งแน่นอนว่าฐานะทางบ้านนั้นเป็น ผู้ดีมีเงิน ชนิดที่ตรงข้ามกับครอบครัวของนัทจากปากช่องอย่างสิ้นเชิง
"โอ้โห... บ้านไอ้หมอเหรอวะเนี่ย!...นี่มันคฤหาสน์ชัดๆ เลยนี่หว่า!" ผีลุงจันทร์ลอยอยู่เหนือหลังคากระเบื้องของบ้านหลังใหญ่
เนื่องจากลุงจันทร์สืบรู้มาว่า คุณหญิงรัชนีแม่ของหมอภีม เป็นคนที่มีหน้ามีตาในสังคม ทำธุรกิจงานอดิเรกเกี่ยวกับดอกไม้ และกำลังจะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ครั้งใหญ่ในอีกสองวันข้างหน้า แต่ตอนนี้ดูเหมือนคุณหญิงรัชนีกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่! ซึ่งก็เข้าทางเขาและย่าแสงพอดี
ผีลุงจันทร์ลอยไปเกาะอยู่บนไหล่ของคนสวนที่กำลังคุยโทรศัพท์
เขาพูดว่า "ใช่ครับคุณหญิง... ดอกกุหลาบที่สั่งมาจากเชียงรายล็อตใหญ่ดันโดนเพลี้ยเล่นงานเกือบหมดเลยครับ! ดอกสวยๆ แทบไม่เหลือแล้ว... จะไปหาจากที่ไหนมาแทนได้ทันก็ไม่รู้! อีกแค่สองวันเองนะ!"
...กุหลาบ... เพลี้ย…
ผีลุงจันทร์ยิ้มกริ่ม แสงจากดวงตาผีสว่างวาบขึ้นมาทันที นี่แหละคือช่องทางของเขาล่ะ
"ฮ่าฮ่าฮ่า! แผนสร้างหนี้บุญคุณมาแล้วววว"
ผีลุงจันทร์รีบลอยกลับไปที่บ้านไม้เก่าของนัทอย่างรวดเร็ว
ในบ้าน ขณะที่คุณสมพรกับคุณอำนาจกำลังช่วยกันปอกผลไม้จากสวนที่นำมาวางกองไว้บนเคาน์เตอร์ครัวตรงหน้า
ร่างโปร่งแสงลอยเข้ามาที่ห้องรับแขก และปรากฏกายต่อหน้าหญิงชราทันที
"คุณย่าครับ คุณย่า… ผมได้เรื่องแล้ว!"
ย่าแสงจิบน้ำชาอย่างใจเย็น "ว่ามาสิ จันทร์... เรื่องอะไรที่ทำให้ผีอย่างแกดูตื่นเต้นได้ขนาดนี้"
ลุงจันทร์กระซิบเล่าสถานการณ์ของครอบครัวหมอภีมให้ย่าแสงฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่คฤหาสน์ ดอกไม้ ไปจนถึงปัญหาเพลี้ยกินกุหลาบของนายพลเกษมและคุณหญิงรัชนี
ย่าแสงหัวเราะหึๆ "หึ... ดอกไม้... บ้านอีพรกับไอ้อำนาจที่ปากช่องน่ะ มันมีแปลงดอกกุหลาบมอญที่ใช้ทำน้ำหอมอยู่เยอะแยะ... แถมอีพรมันก็รู้เรื่องยาฆ่าแมลงแบบธรรมชาติในสวนดีที่สุดในตำบลอยู่แล้ว!"
ย่าแสงตบมือหนึ่งที "ดี! จันทร์! แกต้องไปเป่าหูพวกเขา... หรือทำยังไงก็ได้ ให้พ่อกับแม่หมอภีมโทรมาขอความช่วยเหลือเรื่องกุหลาบจากไอ้นัทให้ได้! เร็วเข้า!"
"รับทราบครับคุณย่า! ผมจะจัดการให้เรื่องกุหลาบเน่าๆ นี่มันกลายเป็นสะพานทองทันที!"
ผีลุงจันทร์มุ่งหน้ากลับไปยังคฤหาสน์ของนายแพทย์ภีมวรรธน์อีกครั้ง พร้อมกับความตั้งใจแน่วแน่ที่จะใช้ดอกกุหลาบเน่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความผูกพันให้กับพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย
เมื่อหนังจบลง แสงไฟในโรงฉายก็สว่างขึ้น หมอภีมรีบลุกขึ้นยืนทันทีอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาฟอร์มความเป็นคนเย็นชาเอาไว้ เขาเอ่ยว่า "ก็... ได้ความรู้ดี" พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงวิชาการเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนที่มือของเขาเพิ่งจะสัมผัสกับมือน้องนัทไปเมื่อครู่"ครับ สนุกมากเลยครับหมอภีม ขอบคุณนะครับ" นัทพูดด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ หัวใจของเขายังคงเต้นไม่เป็นจังหวะจากสัมผัสเมื่อกี้ขณะที่ทั้งสองเดินออกจากประตูโรงหนัง โดยมีคนตัวสูงเดินนำหน้าอย่างรักษาระยะห่างเพียงเล็กน้อย จู่ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างสดใส"อ้าว! ตายแล้ว! นั่น... นั่นหมอภีมกับน้องนัทคนน่ารัก ไม่ใช่เหรอคะ!?"ทั้งหมอภีมและน้องนัทหันไปมองพร้อมกัน และสิ่งที่เห็นก็คือ หมอเจตน์ แพทย์ศัลยกรรมเพื่อนสนิทของหมอภีม, พยาบาลน้ำหวาน ผู้ช่วยคนเก่ง, และ นุ่มนิ่มพยาบาลขาเม้ามอยอันดับหนึ่งของโรงพยาบาล! ทั้งสามคนกำลังยืนรอคิวซื้อตั๋วหนังอยู่ผีลุงจันทร์ ที่กำลังจะลอยตามไปติดๆ ถึงกับเบรกตัวโก่งกลางอากาศ 'เวรกรรม! พวกขาเม้าท์โรงพยาบาลมาได้ยังไงวะเนี่ย!'"โหหหหห! ไม่จริง!" นุ่มนิ่มยกมือทาบอกอย่างตกใจสุดขีด "นี่มันอะไรกันคะหมอภีม! พาน้องนัทมาดูหนั
หมอภีมยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน จ้องมองปากกาในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่หลากหลายในใจ โดยมีผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างๆ ส่งกระแสจิตสนับสนุนอย่างเต็มที่" เอาสิไอ้ภีม! โอกาสสุดท้ายแล้วโว้ย"หมอภีม "น้องนัท..."เจ้าของชื่อนัท ที่กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์รายงานอยู่ก็หยุดมือ และเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจรอฟัง "ครับ"อีกฝ่ายก่อนจะพูดบางอย่าง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด คราวนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้ความเย็นชาหรือความกระอักกระอ่วนมาขัดขวางอีกแล้ว เพราะเพิ่งผ่านสถานการณ์ความเป็นความตายมาหมาดๆ เรื่องนี้จึงควรเป็นเรื่องที่เล็กน้อยที่สุดในโลกหรือไม่และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทุ้มต่ำ แต่แฝงด้วยอำนาจสั่งการในแบบฉบับของเขาเอง ราวกับกำลังสั่งให้ไปหยิบผ้าก๊อซ หรือสั่งจ่ายยาอะไรสักอย่าง"เรื่องชุดออกงานนั่นน่ะ... ไม่ต้องส่งเลขาไปหรอก เสียเวลา" "ครับ.." นัททำหน้างงหมอภีมกล่าวอีก "นายกับฉันไปซื้อด้วยกัน พรุ่งนี้เช้า หลังฉันเสร็จธุระที่บ้านแม่"คนถูกสั่งนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด นี่ไม่ใช่คำพูดที่มาจากคนที่เพิ่งจะโยนบัตรเครดิตให้ไปจัดการเองเมื่
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางประตู สีหน้าทั้งหวาดกลัวและอ้อนวอน “เราคุยกันใหม่ได้ไหม พี่จะหางานเพิ่ม พี่จะไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว พี่ขอโท..”พาผลักเขาออกเบา ๆ แต่หนักพอจะทำให้เข้มสะดุดถอย “ฉันตัดสินใจแล้วเข้ม ไม่มีอะไรให้คุยอีก”“แต่ลูกกวาด… ครอบครัวเราจะ..”“พี่ไม่ต้องสอนฉันเรื่องครอบครัวนะ” เธอกัดฟัน “ตั้งแต่โดนโกง ฉันก็เป็นคนต้องวิ่งหาเงินทุกวัน พี่ทำอะไรได้บ้าง นอกจากหวังพึ่งน้ำใจคนอื่นไปวัน ๆ”คำพูดนั้นเหมือนเหล็กแหลมทิ่มทะลุหัวใจเข้ม เขาอ้าปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะทุกอย่างที่เธอว่า… มันจริงพาสะพายกระเป๋า หยิบรองเท้า แล้วเปิดประตูบ้านผุ ๆ ออกไปทันที ตรงหน้าบ้าน มีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ เขาสูงกว่าเข้ม ตัวใหญ่กว่า และเสื้อผ้าที่สวมใส่บ่งบอกถึงอีกฝ่ายไม่ใช่คนในสลัม ใบหน้าคมกริบพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่สะท้อนความมั่นใจว่า ผ
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษทวงหนี้ที่ตัวอักษรสีแดงฉานเหมือนรอยเลือด และสมุดบัญชีที่ตัวเลขแดงพรืดเหมือนเลือดคั่งในบาดแผลเก่า เธอไม่ได้แค่กุมขมับ แต่เป็นการโอบศีรษะไว้ราวกับกลัวว่ามันจะระเบิดออกด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าของเธอเหนื่อยล้าจนเกือบจะว่างเปล่า ดวงตาที่เคยมองโลกอย่างทะเยอทะยานบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดมิดเข้มเดินเข้ามาจากด้านนอก ความร้อนระอุของแดดอ่อน ๆ ยังติดอยู่บนเสื้อยืดเก่า ๆ ของเขา มือยังเปื้อนน้ำมันเครื่องสีดำคล้ำจากการรับจ้างซ่อมรถในซอย กลิ่นน้ำมันกับเหงื่อเป็นกลิ่นประจำตัวที่พาเคยชิน แต่ตอนนี้มันกลับเป็นกลิ่นแห่งความล้มเหลว“วันนี้พี่ได้มาแค่สามร้อยเองพา” เข้มพูดเสียงแผ่ว พยายามไม่สบตาเมียรัก “เขาบอกงานน้อย… พวกเด็กแว้นมันไม่ค่อยมาซ่อมกันเลยช่วงนี้.. แย่ชะมัด”พาไม่ตอบ เธอเพียงหายใจเข้าออกหนักๆ เสียงดัง
ห้องทำงานหมอภีมหมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อยผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เลยนะ... เรื่องชุดออกงานอะไรนั่นน่ะ... มันเป็นแค่เรื่องไร้สาระของพวกชนชั้นสูง ฉันไม่ได้อยากไปยุ่งเกี่ยวเลยสักนิด แต่แม่ขอร้องมา..."น้องนัทเงยหน้าขึ้นมองหมอภีมอย่างสงบ "ครับ"หมอภีมถอนหายใจยาว พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ดูเป็นเรื่อง 'งาน' และ 'ภาระ' ที่เขาจำเป็นต้องทำ"ดังนั้น... ฉันจะมอบหมายภารกิจนี้ให้นาย" หมอภีมล้วงกระเป๋าสตางค์หนังแท้ราคาแพงออกมา เขาดึงบัตรเครดิตสีดำใบหนึ่งที่จำกัดวงเงินมหาศาลออกมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน"นี่คือบัตรของฉัน" หมอภีมพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "วันพรุ่งนี้... นายไปเลือกซื้อชุดที่... ที่ไหนก็ได้ที่มันแพงที่สุดตามที่แม่ต้องการ เลือกมาให้ดีที่สุดสำหรับงานกาล่า... นายไปกับเลขาของฉัน""โธ่เอ๊ย! ไม่ใช่แบบนั้น!" ผีลุงจันทร์ส่งเสียงร้องออกมาอย่างสิ้นหวังในความคิดของเขาเอง ร่างโป
“ลูกมาได้ยังไง…” พาเอ่ยถามลูกชายเสียงสั่น“ผมได้ยินเสียงตะโกนจากท้ายซอยครับแม่ เลยรีบวิ่งมาดู” ลูกกวาดย่อตัวลงข้างพ่อแม่ มือสั่นระริกเมื่อเห็นรอยเลือด เขารีบไปหยิบผ้าขนหนู จุ่มเข้าไปในอ่างน้ำเล็กๆ ทั้งที่น้ำในอ่างขุ่นคล้ำจนมองไม่เห็นก้นอ่าง เขาบรรจงเช็ดเลือดให้พ่อด้วยความอ่อนโยน แล้วหันมาดูรอยฟกช้ำบนแขนแม่ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม “แม่เจ็บไหมครับ...”พาส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ไม่เจ็บเท่าที่พ่อเจ็บหรอกลูก”ลูกกวาดสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้าให้เสียงไม่สั่น “พ่อครับ... แม่ครับ... ทางโรงเรียนเขาทวงค่าเทอมอีกแล้วครับ”คำพูดนั้นทำให้ความเงียบที่เคยมีกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง เข้มกับพามองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง“เขาบอกว่าถ้าอาทิตย์นี้ผมไม่จ่าย เขาจะตัดสิทธิ์การสอบปลายภาคครับ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพ่อแม่ด้วยแววตาที่เจ็บปวด “ผม... ผมอาจไม่ได้เรียนต่อ ม.6 แล้วนะครับ”คำพูดสุดท้ายนั้นเหมือนคมมีดเชือดกลางอกของพ่อแม่ เข้มกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน รู้ดีว่าลูกชายพยายามเรียนหนักเพียงใด เขานอนดึกตื่นเช้าเพื่ออ่านหนังสือ หวังเพียงใบปริญญาที่เชื่อว่าเป็นทางรอดเดียวของครอบครัว พาก็ยกมือปิดปากไว้แน่น น้ำตาเอ่อ

![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





