Masuk…เย็นวันนั้น ในห้องรับแขกที่บ้านของนัท
เมื่อคุณสมพรกับคุณอำนาจกลับมาถึงบ้าน ก็ทรุดตัวนั่งบนโซฟาบุนวมคนละฝั่ง เป็นเวลาเดียวกันที่ลูกชายเพิ่งเลิกงานพอดี เขาเดิมเข้ามาสมทบในห้อง
ปลดกระเป๋าเป้วางลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งลงข้างมารดา "เป็นยังไงบ้างครับแม่ พ่อ… คุณหญิงกับหมอภีมเขาว่ายังไงบ้าง?"
คุณสมพร "โอ๊ย! คุณหญิงเขาน่ะดีใจใหญ่เลยน้องนัท! เขาบอกว่าแม่ช่วยชีวิตเขาไว้เลยนะ!" มารดาเล่าอย่างตื่นเต้น "เขายังฝากของฝากมาให้เราเยอะแยะเลย... เป็นผ้าไหมกับผลไม้เมืองนอกราคาแพงเชียวนะลูก"
"แถมหมอภีม... ลูกชายเขาก็หน้าตาดีมากด้วย ผู้ชายอะไรสมบูรณ์แบบไปทุกด้านได้ขนาดนั้น" บิดาพูดเสริมอย่างออกนอกหน้า "เขายังบอกขอบคุณพ่อกับแม่ซ้ำๆ เลยนะลูก"
นัทพยายามนึกภาพตามที่พ่อพูดถึงหมอภีมแบบนั้น แต่เขากลับนึกไม่ออกจริงๆ ท่าทางแบบนั้นจะเป็นยังไงนะ เพราะทั้งวี่ทั้งวันน้อยนักที่จะเห็นยักษ์ตนนั้นยิ้มสักที พูดอะไรออกมาแต่ละคำเนี่ย นึกว่าอมหมาไว้ในปากซะอีก
“ว่าแต่เราเถอะ น้องนัท..อุตส่าห์ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยหมอภีมทั้งที แล้วอย่าเผลอทำอะไรผิดพลาดให้หมอภีมเขาตำหนิลูกได้ล่ะ…หมอเก่งๆ แบบนี้… วันหน้าครอบครัวเราอาจได้พึ่งพาความสามารถเขานะลูก” คุณสมพรหมายถึง หากวันใดวันหนึ่งคนในครอบครัวมีเหตุต้องเข้าโรงพยาบาลเร่งด่วน คบหาหมอมือทองขั้นเทพไว้น่าจะเป็นผลดี โดยเฉพาะย่าแสง แกยิ่งอาการไม่ค่อยดีอยู่
นัทไม่ทันอ้าปากบ่นเรื่องงานให้บุพการีฟัง ก็มีเสียงกระแอมเบาๆ ดังมาจากข้างโซฟา
ย่าแสงไม่ได้มองพวกเขา แกเอาแต่จดจ้องไปที่เก้าอี้ตัวว่างเปล่าตัวนั้นต่างหาก สำหรับคุณอำนาจและคุณสมพรย่อมมองไม่เห็น ยกเว้นนัทที่มองเห็นผีลุงจันทร์นั่งยิ้มเสนอหน้าพร้อมคนเป็นอยู่ตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“พ่อกับแม่กลับมาเหนื่อยๆ ประเดี๋ยวนัทรับหน้าที่เข้าครัวทำอาหารเย็นเองนะครับ”
“ได้ไงล่ะลูก เราเองก็เพิ่งกลับมาจากทำงานไม่ใช่เหรอ ขับรถมาเหนื่อย เดี๋ยวแม่ช่วยนัททำอาหารก็แล้วกัน”
คุณอำนาจลุกขึ้นยืนก่อนภรรยาและลูกชาย “ไปช่วยกันทำหมดนี่แหละ จะได้เสร็จเร็วๆ หิวแล้วเนี่ย”
“ต๊าย..คุณพี่ เอางั้นเลยเหรอคะ”
“แม่ครับ พ่อคงหิวแล้วจริงๆ นั่นแหละ… เนี่ย อีกไม่กี่นาทีก็จะหกโมงเย็นแล้ว ไหนจะคุณย่าอีก” นัทมองไปทางคุณย่า และร่างโปร่งแสงของผีลุงจันทร์ เขาคิดในใจว่า ‘ลุงล่ะ ต้องกินอาหารด้วยไหม’
ทันใดนั้น ผีลุงจันทร์ตอบนัทเสียงดังฟังชัด “ผีอย่างข้า ไม่กินมื้อค่ำโว้ย”
คุณอำนาจและคุณสมพรต่างไม่ได้ยินเสียงผี ส่วนย่าแสงนั้นฟังชัดถนัดหูเช่นเดียวกับหลานชายเลยทีเดียว
“ดี! ไม่เปลือง” ย่าแสงพูดขึ้นมาลอยๆ
ลูกชายลูกสะใภ้ถึงกับหันพรึบมามองย่าแสงพร้อมกัน “คุณแม่..โรคสมองเสื่อมกำเริบอีกแล้วสิเนี่ย”
คุณสมพร “น้องนัท แม่ว่าลูกอยู่ดูแลคุณย่าตรงนี้ดีกว่า ส่วนเรื่องทำอาหาร ยกให้เป็นหน้าที่พ่อกับแม่จัดการกันเองดีกว่า”
ย่าแสงหันมาทางลูกสะใภ้ตรงๆ “ให้น้องนัทไปช่วยพวกแกทำนั่นแหละดีแล้ว หลานชายฉันทำอาหารอร่อยกว่าพวกแกทำเสียอีก”
ลูกชายลูกสะใภ้สตั้นเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งท่าน
นัทจึงถือโอกาสนี้ฉุดรั้งแขนพ่อกับแม่เดินเข้าครัว “พวกเรารีบไปเถอะครับ คุณย่าหิวแล้ว หลังอาหารคุณย่าต้องทานยาด้วย”
ก่อนเดินเข้าครัวไป นัทยังมิวายหันมามองร่างโปร่งแสงด้วยความไม่ไว้ใจ เกิดระแวงสงสัยท่าทีของผีลุงตัวเองยังไงไม่รู้ หวังว่าลุงจันทร์คงไม่ได้มีแผนพิเรนทร์อะไรหรอกนะ คิดจับเขากับหมอภีมเป็นแฟนน่ะเหรอ รอให้ถึงชาติหน้าตอนบ่ายๆ เถอะ
ฝ่ายย่าแสง ที่จริงแกแค่อยากคุยกับผีลำพังเท่านั้น
แกมองหน้าผีลุงจันทร์ "เป็นไงล่ะ! สะพานทองที่แกสร้างน่ะมันแข็งแรงดีไหม?"
ร่างโปร่งแสงรีบขยับเข้ามาใกล้ย่าแสงอีกนิด "แข็งแรงสุดๆ เลยครับคุณย่า!" เขายิ้มกริ่ม "คุณหญิงรัชนี ติดหนี้บุญคุณบ้านเราแล้วครับ! แถมไอ้หมอภีม... ก็เริ่มชื่นชมครอบครัวเราแล้วด้วย... ดูท่าทางไอ้หมอเริ่มสนใจอะไรบางอย่างแล้วนะครับ"
“บางอย่างของแก หมายถึงน้องนัทใช่ไหม? ...ดีมาก!" ย่าแสงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "เอาล่ะ... ภารกิจต่อไปคือ... ต้องทำยังไงให้หมอภีม... มาติดแหง็กอยู่ที่บ้านของเราให้ได้!"
ผีลุงจันทร์ทำท่าทางครุ่นคิด "ให้หมอภีมมาที่บ้านนี้เหรอครับคุณย่า? จะเอาเรื่องอะไรดีล่ะครับ... เรื่องกุหลาบคงไม่ได้แล้ว"
"ไม่เป็นไร... ฉันคิดออกแล้ว" ย่าแสงเอามือป้องปากกระซิบข้างหูผีลุงจันทร์ทันที
….อีกมุมหนึ่งในกรุงเทพ
เสียงรองเท้าหนังเก่าราคาแพง ครืดคร้าดไปตามพื้นปูนแตกเป็นลายงู ราวกับจงใจให้เกิดเสียงดังลั่น จนความเงียบยามบ่ายในซอยสลัมเล็กๆ แห่งนี้ถึงกับสั่นสะเทือน ทุกจังหวะที่ย่างเดินเต็มไปด้วยอำนาจและความกดดัน “
"เข้ม! พา! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงห้าวกระด้างของเจ้าหนี้ตัวล่ำนามว่าเสี่ยธง คำรามลั่นราวกับฟ้าผ่า ความหนักแน่นนั้นพอจะข่มขวัญคนทั้งซอยได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง
ประตูไม้ผุๆ สีซีดที่ปิดซ่อนชีวิตไว้เบื้องหลังถูกผลักเปิดออกช้า ๆ เข้มโผล่หน้าออกมาด้วยสีหน้าซูบซีด ดวงตาฉายแววความอับจนยามมองเจ้าหนี้ที่ตามราวีไม่เว้นวัน ภรรยาของเขา แทรกตัวมาข้างๆ สามีนิ่งๆ แต่แววตาใต้ใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นสั่นระริกอย่างหวั่นกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมา
เสี่ยธงเท้าสะเอว ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและไขมันบังแสงแดดยามบ่ายจนเกิดเงาทะมึนทาบทับสองสามีภรรยาที่ยืนตัวลีบอยู่ตรงหน้า กลิ่นน้ำหอมราคาถูกปนกับกลิ่นเหงื่อโชยมาปะทะจมูกของทั้งสองคน
“พี่เสี่ยธงคะ… พวกเราหาเงินไม่ทันจริงๆ ค่ะ ฉันขอเวลาเพิ่มอีกสัก..” พาเอ่ยเสียงสั่นพร่า มือเย็นเฉียบของเธอกุมแขนสามีไว้แน่น
“เวลา?” เสี่ยธงหัวเราะหยันอย่างดูถูก เสียงแหบห้าวบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท “ข้าให้เอ็งมาสามรอบแล้วนะเว้ย! คราวก่อนก็ร้องขอชีวิต คราวนี้ก็จะขออีกรึไง!” เขาชี้นิ้วเข้าที่หน้าเข้มอย่างใกล้ชิด “บอกมา! ถ้าไม่มีเงิน... ก็ต้องมีอย่างอื่นให้ข้าสิ!”
คำว่าอย่างอื่นนั้น หนักหน่วงราวกับก้อนหิน เข้มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เลือดในกายเดือดพล่านแต่ไม่อาจโต้ตอบได้ เขามองไปที่พา… ใบหน้าของภรรยาซีดเผือดจนแทบเป็นลม
เสี่ยธงไม่รอคำตอบ เขาหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องสองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่แต่แรก ทั้งสองคนคือไอ้ช้างและไอ้เสือ ร่างบึกบึนที่แทบจะปิดทางเข้าบ้านได้มิดชิด พวกเขาก้าวเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ทว่าดวงตาเย็นเฉียบราวกับไร้ความรู้สึกที่มนุษย์พึงมี
พากรีดร้องออกมาเมื่อไอ้ช้างพุ่งเข้าใส่เธอ เข้มพยายามขวางทางแต่ความผอมแห้งของเขามิอาจต้านทานแรงไอ้ช้างได้ พริบตาเดียวหมัดหนักก็ซัดเข้าที่แก้มซ้ายของเข้มอย่างจัง!
ชายร่างผอมเซถลาล้มไปกับพื้นปูนที่แตกเป็นเสี่ยงๆ เลือดสีแดงสดไหลซึมจากหางคิ้วทันที พาร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด เธอรีบเข้าไปประคองสามี แต่กลับถูกไอ้เสือผลักอย่างแรงจนร่างกระแทกผนังบ้านไม้ผุๆ เสียงดังสนั่นจนฝุ่นเก่าๆ ร่วงกราว
"พอเถอะ" เข้มกัดฟันทน ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วใบหน้าและร่างกาย เขายกมือขึ้นปัดป่ายอย่างอ่อนแรง แต่เสี่ยธงกลับยิ้มเย็นอย่างเหนือกว่า เขาเดินเข้าไปนั่งยองๆ ตรงหน้าเข้มที่นอนหมดท่าอยู่บนพื้น
“เอ็งเนี่ย…มันน่าสมเพชจริงๆ ว่ะเข้ม” เสี่ยธงกระซิบเสียงต่ำแผ่ว แต่ทุกคำกลับเชือดเฉือนใจ “จำไว้นะเข้ม... ถ้าอีกสามวันเอ็งไม่มีเงินมาให้ข้า... ข้าจะเอาเอ็งตายทั้งบ้าน! ไม่เหลือแม้แต่ไอ้ลูกชายสุดที่รักของพวกเอ็ง!” เขาเปลี่ยนสรรพนามทันที “ไอ้ลูกกวาดของพวกมึง…กูจะมาเก็บมันด้วยน้ำมือของกูเอง!”
คำขู่หนักหน่วงทิ้งค้างในอากาศให้ความหวาดกลัวกัดกินจิตใจของทั้งคู่ ก่อนที่เสี่ยธงจะสะบัดหน้าเดินออกจากบ้านอย่างไม่ใยดี พร้อมลูกน้องที่ยังหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนานตลอดทาง พวกเขาหายลับไปพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ดังครืดคร้าดจนเงียบไปในที่สุด
ภายในบ้านสลัมหลังเล็กกลับสู่ความเงียบสนิท มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ และเสียงสะอื้นเบาๆ ของคู่สามีภรรยาที่กอดกันอยู่บนพื้น พากำลังใช้ชายเสื้อเช็ดเลือดที่หางคิ้วให้เข้มด้วยมือที่สั่นเทา
ทันใดนั้น
“พ่อ! แม่!” เสียงประตูถูกผลักเข้ามาอีกครั้งอย่างแรง ลูกกวาด เด็กหนุ่มร่างผอมบางวัยสิบแปดปีรีบพุ่งตัวเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก เขาสวมเสื้อนักเรียนสีซีดและเก่ามอซอ รีบคุกเข่าลงใกล้พ่อกับแม่ตัวเอง
“ลูกกวาด”
คาเฟ่แห่งหนึ่งในอำเภอปากช่องแสงแดดยามเย็นทอดตัวลงบนทุ่งดอกไม้กว้างสุดสายตา กลีบดอกไม้สีขาว ชมพู และม่วงอ่อน แกว่งไกวไปตามแรงลมราวกับคลื่นทะเลอ่อนโยน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ทำให้หัวใจของคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นสงบอย่างประหลาดหมอภีมยืนเคียงข้างภรรยาอย่างนัท มือของเขาค่อยๆ เอื้อมไปจับมืออีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากแรงกว่านี้ ความสุขตรงหน้าจะสลายไป นัทหันมายิ้มให้คนเป็นสามี รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มกว้างสดใส แต่เป็นรอยยิ้มอบอุ่นที่เต็มไปด้วยความไว้ใจ“สวยจังเลย” นัทเอ่ยเบาๆ ดวงตาเขามองทุ่งดอกไม้ แต่หัวใจกลับจดจ่ออยู่ที่คนข้างกายหมอภีมหัวเราะเบาๆ “ไม่สวยเท่านัทหรอก” คำพูดธรรมดาแต่จริงใจ ทำให้นัทหน้าแดง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ปล่อยมืออีกฝ่ายทั้งสองเดินไปช้าๆ ท่ามกลางดอกไม้ที่สูงถึงเข่า ปล่อยให้เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปอย่างไม่เร่งรีบ หมอภีมรู้ดีว่าในชีวิตของเขา เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ความกดดัน และการสูญเสียจากอาชีพแพทย์ แต่ทุกครั้งที่เขามองหน้าใสๆ ของภรรยาตัวเอง ความเหนื่อยล้าทั้งหมดกลับจางหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นที่ไม่ต้องการคำอธิบายคนตัวเล็กหยุดเดิน แ
คำพูดที่เจ็บปวดรวดร้าวของอำพากรีดลึกเข้าไปในจิตสำนึกของผีนายเข้ม ร่างกายของหมอภีมหยุดสั่นเทาเดี๋ยวนั้น ดวงตาแดงก่ำที่เคยเต็มไปด้วยความอาฆาตเริ่มมีประกายแห่งความสำนึกผิดและความเข้าใจทอแสงขึ้นมาแทนที่เข้มเสียงแหบพร่าและสั่นเครือ "อะ อำพา..." เขาเริ่มคล้อยตามกับความจริงที่ภรรยาเอ่ยออกมา ความแค้นที่ยึดมั่นว่าตนเป็นเหยื่อเพียงผู้เดียวพลันถูกทำลายลงด้วยความรักและโศกนาฏกรรมของครอบครัว และพลังงานมืดที่เคยแผ่ซ่านออกมาจากร่างหมอภีมพลันสลายหายไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกดูดกลับเข้าไปวูบดวงตาของหมอภีมกลับคืนสู่สีน้ำตาลเข้มที่คุ้นเคยในทันที แต่ร่างที่ถูกควบคุมมานานก็หมดแรง หมอภีมล้มลงไปกับพื้นหญ้าอย่างอ่อนแรงนัทร้องเสียงหลง "พี่หมอ" เขาไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป เขารีบคลานเข้าไปหาคนรักอย่างรวดเร็วและประคองร่างของหมอภีมขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด ใบหน้าของนัทแนบไปกับศีรษะของหมอภีมอย่างโล่งใจ "ไม่เป็นไรแล้วนะครับพี่หมอ... นัทอยู่ตรงนี้แล้ว"ขณะที่นัทกำลังกอดหมอภีมอยู่นั้น ผีนายเข้มก็ปรากฏร่างเป็นวิญญาณเต็มตัวอยู่ข้างๆ ร่างกายโปร่งแสงของเขาสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกผิดและโศกเศร้าเหลือแสน เขากลับคืนสู่สภาพเมื่อครั
นัท หมอเจตน์ นุ่มนิ่ม และน้ำหวาน นำอำพาที่นั่งอยู่บนรถเข็นเข้ามาในบริเวณบ้านของหมอภีม โดยมีหมอธีร์ที่คอยเข็นรถเข็นอย่างระมัดระวังที่สุด พวกเขามาถึงในตอนบ่ายแก่ๆ อากาศค่อนข้างอบอ้าว แต่บรรยากาศภายในกลุ่มกลับเย็นเยียบด้วยความเครียดบริเวณหน้าบ้านใหญ่ ลูกกวาดกำลังนั่งอยู่ข้างกระถางต้นไม้ประดับ เขาเงยหน้าขึ้น และทันทีที่เห็นนัทและเพื่อนๆ มากันครบ นายลูกกวาดก็ส่งยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นมิตร"พี่นัท! พี่ๆ ทุกคน! มากันแล้วเหรอครับ? เข้าข้างในบ้านก่อนสิครับ"รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนและบริสุทธิ์ ทำให้ทุกคนรู้สึกดีชั่วขณะ ก่อนที่นัทจะพยายามหาทางแนะนำอำพา "ลูกกวาด... คือว่า... วันนี้พี่พาคนสำคัญมาหาเราน่ะ"หมอธีร์ค่อยๆ เข็นรถเข็นของอำพาที่นั่งนิ่งอยู่ด้านหลังกลุ่มเพื่อน ก้าวเข้ามาในระยะสายตาของลูกกวาดวินาทีที่ลูกกวาดหันไปเห็นภาพของหญิงสาววัยกลางคนขาด้วนทั้งสองข้างที่นั่งอยู่บนรถเข็น รอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้าของเขาก็พลันแข็งค้างดวงตาของลูกกวาดเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด ราวกับเห็นปีศาจร้าย ไม่ใช่แม่ของตัวเอง!"อ๊ากกกกกก!!!"เสียงกรีดร้องแหลมสูงและหวาดผวาถูกปล่อยออกมาจากลำคอของลูกกวาดทันที ร่างก
วันต่อมากลุ่มเพื่อนของนัท ทุกคนมานั่งรวมตัวกันที่มุมหนึ่งในร้านคาเฟ่ที่เงียบสงบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเครียดและความกังวล โดยเฉพาะนัทที่ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้หนักตลอดคืนนัทเสียงแหบพร่า "เมื่อคืน... มันเลวร้ายมากครับ ถ้านัทหนีไม่ทัน ป่านนี้นัทคง... คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้"หมอเจตน์ตบบ่าปลอบใจ "ใจเย็นๆ นะน้องนัท นายทำถูกแล้วที่หนีออกมา ตอนนี้นายปลอดภัยแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือหาทางช่วยไอ้ภีมออกมาให้ได้"หมอธีร์นั่งเท้าคาง มองนัทอย่างเครียดจัด "ปัญหาคือผีตนนั้นมันแข็งแกร่งเกินไป มันเข้าควบคุมร่างหมอภีมได้สมบูรณ์ขนาดนั้น เราจะทำยังไงดีล่ะ... เอาอย่างนี้ไหม? ทำไมเราไม่ลองเชิญดวงวิญญาณของลุงจันทร์มาช่วยล่ะ? ลุงจันทร์น่าจะเป็นวิญญาณที่มีบารมีพอจะสู้กับผีเข้มได้นะ"นัทส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย "นัทลองเชิญแล้วครับหมอธีร์... ตั้งแต่วันที่เราหลุดออกมาจากมิติของผีนายเข้มได้ ลุงจันทร์ก็ไม่ปรากฏตัวให้ผมเห็นอีกเลย ผมพยายามเรียกหลายครั้งแล้วก็ไม่มีวี่แวว"นุ่มนิ่มวางมือบนแขนของนัทอย่างอ่อนโยน "ลุงจันทร์อาจจะใกล้ได้ไปเกิดใหม่แล้วก็ได้นะนัท หรือไม่ก็... ลุงอาจจะมีภารกิจที่สำคัญกว่าที่ต้องทำในโลกของวิญ
แสงแดดยามเช้าทอประกายอ่อนโยนลอดผ่านม่านบางเบาของห้องนอนหมอภีมที่หรูหรา นัทลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสบายตัวและอิ่มเอมใจจากค่ำคืนที่ผ่านมา เขาพลิกตัวมองคนที่ยังหลับใหลอยู่ข้างกายหมอภีมยังคงหลับลึก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะดูเคร่งขรึมยามทำงาน บัดนี้ดูผ่อนคลายและอ่อนโยนอย่างที่สุด นัทอมยิ้มบางๆ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้อีกคนตื่น เดินเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของหมอภีมที่แขวนไว้ในตู้ไม้ฝังเข้ากับผนังห้องมาสวมใส่ เสื้อตัวใหญ่โคร่งจนไหล่เสื้อเลยลงไปถึงต้นแขนของเขา และชายเสื้อยาวเลยสะโพกดูไม่ต่างอะไรกับเดรสสั้นๆ เสื้อเนื้อดียี่ห้อแบรนด์เนมตัวนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมและกลิ่นกายอันคุ้นเคยของหมอภีม ซึ่งเป็นกลิ่นที่เขาหลงใหลไม่คลายเมื่อสวมเสื้อตัวโคร่งคู่กับกางเกงสแล็คตัวหลวมเสร็จแล้ว นัทเดินกลับมาที่เตียงเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านตัวเอง ทว่าขายังคงติดตรึงอยู่ที่ข้างเตียง เขายิ้มพลาย ก้มลงมองใกล้ๆ ใบหน้าของหมอภีมอีกครั้ง ก่อนที่จะเอื้อมมือไปเกลี่ยไรผมที่ปรกหน้าผากออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสเบาหวิวราวกับกลัวว่าการแตะต้องจะทำลายความสงบงามตรงห
หลังจากเพื่อนกลุ่มใหญ่ต่างพากันแยกย้ายกลับไปแล้ว ทิ้งให้นัทอยู่ที่นี่ต่อ ความเงียบสงบก็กลับมาปกคลุมบ้านของหมอภีมอีกครั้งนัทเก็บแก้วน้ำใบสุดท้ายไปวางในอ่างล้างจานอย่างเงียบๆ ก่อนจะหันกลับมามองคนรักที่ยืนพิงกรอบประตูห้องครัวอยู่ ใบหน้าของหมอภีมที่เคยเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีตลอดทั้งคืน บัดนี้ดูอ่อนโยนและมีแววตาที่ออดอ้อนอย่างชัดเจนนัทยิ้มบางๆ "ลูกกวาดหลับไปแล้วเหรอครับ"หมอภีมพยักหน้า ดวงตาวาวกลับมองนัทแปลกๆ อย่างที่คนมองเห็นแล้วพาให้ใจสั่น เกิดอาการขวยเขินอย่างห้ามไม่อยู่ แก้มสองข้างเริ่มร้อนผ่าว ทว่าก็แสร้งคุยเรื่องอื่น เพื่อกลบเกลื่อน"ดูท่าทางพี่หมอมีความสุขที่ได้เจอเพื่อนๆ นะครับวันนี้"ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ กอดเอวคนรักจากด้านหลังแล้วซบหน้าลงบนไหล่ "สนุกสิครับ... แต่ตอนนี้ยิ่งกว่าสนุกอีกนะ"นัทหัวเราะเบาๆ "อะไรที่ยิ่งกว่าสนุกครับ?"คนตัวสูงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เสียงทุ้มแหบพร่าลงเล็กน้อย "การได้อยู่กับแฟนแค่สองคนนี่ไงครับ... คิดถึงจังเลย เราไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ?""พี่อ่า! นัทกับพี่หมอห่างกันแค่ ไม่ถึงสองเดือนเองนะครับคุณภีม"หมอภีมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายต
สีหน้าลูกกวาดแสดงถึงความหวาดกลัวถึงขีดสุด เขาเร่งสาวเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ขาเล็ก ๆ ของเขาตะกุยพื้นถนนลาดยางเก่า ๆ ในความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่ห่างกันลิบ ๆ เป็นเครื่องนำทาง ความหวาดกลัวคือพลังงานเดียวที่ขับเคลื่อนเขา พลังงานที่มากกว่าความเหนื่อยล้า เด็กหนุ่มไม่ได้มองข้างหน้า ไม่ได้มองข
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางป
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษ
ห้องทำงานหมอภีมหมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อยผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เ







