Se connecter…เย็นวันนั้น ในห้องรับแขกที่บ้านของนัท
เมื่อคุณสมพรกับคุณอำนาจกลับมาถึงบ้าน ก็ทรุดตัวนั่งบนโซฟาบุนวมคนละฝั่ง เป็นเวลาเดียวกันที่ลูกชายเพิ่งเลิกงานพอดี เขาเดิมเข้ามาสมทบในห้อง
ปลดกระเป๋าเป้วางลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งลงข้างมารดา "เป็นยังไงบ้างครับแม่ พ่อ… คุณหญิงกับหมอภีมเขาว่ายังไงบ้าง?"
คุณสมพร "โอ๊ย! คุณหญิงเขาน่ะดีใจใหญ่เลยน้องนัท! เขาบอกว่าแม่ช่วยชีวิตเขาไว้เลยนะ!" มารดาเล่าอย่างตื่นเต้น "เขายังฝากของฝากมาให้เราเยอะแยะเลย... เป็นผ้าไหมกับผลไม้เมืองนอกราคาแพงเชียวนะลูก"
"แถมหมอภีม... ลูกชายเขาก็หน้าตาดีมากด้วย ผู้ชายอะไรสมบูรณ์แบบไปทุกด้านได้ขนาดนั้น" บิดาพูดเสริมอย่างออกนอกหน้า "เขายังบอกขอบคุณพ่อกับแม่ซ้ำๆ เลยนะลูก"
นัทพยายามนึกภาพตามที่พ่อพูดถึงหมอภีมแบบนั้น แต่เขากลับนึกไม่ออกจริงๆ ท่าทางแบบนั้นจะเป็นยังไงนะ เพราะทั้งวี่ทั้งวันน้อยนักที่จะเห็นยักษ์ตนนั้นยิ้มสักที พูดอะไรออกมาแต่ละคำเนี่ย นึกว่าอมหมาไว้ในปากซะอีก
“ว่าแต่เราเถอะ น้องนัท..อุตส่าห์ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยหมอภีมทั้งที แล้วอย่าเผลอทำอะไรผิดพลาดให้หมอภีมเขาตำหนิลูกได้ล่ะ…หมอเก่งๆ แบบนี้… วันหน้าครอบครัวเราอาจได้พึ่งพาความสามารถเขานะลูก” คุณสมพรหมายถึง หากวันใดวันหนึ่งคนในครอบครัวมีเหตุต้องเข้าโรงพยาบาลเร่งด่วน คบหาหมอมือทองขั้นเทพไว้น่าจะเป็นผลดี โดยเฉพาะย่าแสง แกยิ่งอาการไม่ค่อยดีอยู่
นัทไม่ทันอ้าปากบ่นเรื่องงานให้บุพการีฟัง ก็มีเสียงกระแอมเบาๆ ดังมาจากข้างโซฟา
ย่าแสงไม่ได้มองพวกเขา แกเอาแต่จดจ้องไปที่เก้าอี้ตัวว่างเปล่าตัวนั้นต่างหาก สำหรับคุณอำนาจและคุณสมพรย่อมมองไม่เห็น ยกเว้นนัทที่มองเห็นผีลุงจันทร์นั่งยิ้มเสนอหน้าพร้อมคนเป็นอยู่ตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“พ่อกับแม่กลับมาเหนื่อยๆ ประเดี๋ยวนัทรับหน้าที่เข้าครัวทำอาหารเย็นเองนะครับ”
“ได้ไงล่ะลูก เราเองก็เพิ่งกลับมาจากทำงานไม่ใช่เหรอ ขับรถมาเหนื่อย เดี๋ยวแม่ช่วยนัททำอาหารก็แล้วกัน”
คุณอำนาจลุกขึ้นยืนก่อนภรรยาและลูกชาย “ไปช่วยกันทำหมดนี่แหละ จะได้เสร็จเร็วๆ หิวแล้วเนี่ย”
“ต๊าย..คุณพี่ เอางั้นเลยเหรอคะ”
“แม่ครับ พ่อคงหิวแล้วจริงๆ นั่นแหละ… เนี่ย อีกไม่กี่นาทีก็จะหกโมงเย็นแล้ว ไหนจะคุณย่าอีก” นัทมองไปทางคุณย่า และร่างโปร่งแสงของผีลุงจันทร์ เขาคิดในใจว่า ‘ลุงล่ะ ต้องกินอาหารด้วยไหม’
ทันใดนั้น ผีลุงจันทร์ตอบนัทเสียงดังฟังชัด “ผีอย่างข้า ไม่กินมื้อค่ำโว้ย”
คุณอำนาจและคุณสมพรต่างไม่ได้ยินเสียงผี ส่วนย่าแสงนั้นฟังชัดถนัดหูเช่นเดียวกับหลานชายเลยทีเดียว
“ดี! ไม่เปลือง” ย่าแสงพูดขึ้นมาลอยๆ
ลูกชายลูกสะใภ้ถึงกับหันพรึบมามองย่าแสงพร้อมกัน “คุณแม่..โรคสมองเสื่อมกำเริบอีกแล้วสิเนี่ย”
คุณสมพร “น้องนัท แม่ว่าลูกอยู่ดูแลคุณย่าตรงนี้ดีกว่า ส่วนเรื่องทำอาหาร ยกให้เป็นหน้าที่พ่อกับแม่จัดการกันเองดีกว่า”
ย่าแสงหันมาทางลูกสะใภ้ตรงๆ “ให้น้องนัทไปช่วยพวกแกทำนั่นแหละดีแล้ว หลานชายฉันทำอาหารอร่อยกว่าพวกแกทำเสียอีก”
ลูกชายลูกสะใภ้สตั้นเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งท่าน
นัทจึงถือโอกาสนี้ฉุดรั้งแขนพ่อกับแม่เดินเข้าครัว “พวกเรารีบไปเถอะครับ คุณย่าหิวแล้ว หลังอาหารคุณย่าต้องทานยาด้วย”
ก่อนเดินเข้าครัวไป นัทยังมิวายหันมามองร่างโปร่งแสงด้วยความไม่ไว้ใจ เกิดระแวงสงสัยท่าทีของผีลุงตัวเองยังไงไม่รู้ หวังว่าลุงจันทร์คงไม่ได้มีแผนพิเรนทร์อะไรหรอกนะ คิดจับเขากับหมอภีมเป็นแฟนน่ะเหรอ รอให้ถึงชาติหน้าตอนบ่ายๆ เถอะ
ฝ่ายย่าแสง ที่จริงแกแค่อยากคุยกับผีลำพังเท่านั้น
แกมองหน้าผีลุงจันทร์ "เป็นไงล่ะ! สะพานทองที่แกสร้างน่ะมันแข็งแรงดีไหม?"
ร่างโปร่งแสงรีบขยับเข้ามาใกล้ย่าแสงอีกนิด "แข็งแรงสุดๆ เลยครับคุณย่า!" เขายิ้มกริ่ม "คุณหญิงรัชนี ติดหนี้บุญคุณบ้านเราแล้วครับ! แถมไอ้หมอภีม... ก็เริ่มชื่นชมครอบครัวเราแล้วด้วย... ดูท่าทางไอ้หมอเริ่มสนใจอะไรบางอย่างแล้วนะครับ"
“บางอย่างของแก หมายถึงน้องนัทใช่ไหม? ...ดีมาก!" ย่าแสงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "เอาล่ะ... ภารกิจต่อไปคือ... ต้องทำยังไงให้หมอภีม... มาติดแหง็กอยู่ที่บ้านของเราให้ได้!"
ผีลุงจันทร์ทำท่าทางครุ่นคิด "ให้หมอภีมมาที่บ้านนี้เหรอครับคุณย่า? จะเอาเรื่องอะไรดีล่ะครับ... เรื่องกุหลาบคงไม่ได้แล้ว"
"ไม่เป็นไร... ฉันคิดออกแล้ว" ย่าแสงเอามือป้องปากกระซิบข้างหูผีลุงจันทร์ทันที
….อีกมุมหนึ่งในกรุงเทพ
เสียงรองเท้าหนังเก่าราคาแพง ครืดคร้าดไปตามพื้นปูนแตกเป็นลายงู ราวกับจงใจให้เกิดเสียงดังลั่น จนความเงียบยามบ่ายในซอยสลัมเล็กๆ แห่งนี้ถึงกับสั่นสะเทือน ทุกจังหวะที่ย่างเดินเต็มไปด้วยอำนาจและความกดดัน “
"เข้ม! พา! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงห้าวกระด้างของเจ้าหนี้ตัวล่ำนามว่าเสี่ยธง คำรามลั่นราวกับฟ้าผ่า ความหนักแน่นนั้นพอจะข่มขวัญคนทั้งซอยได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง
ประตูไม้ผุๆ สีซีดที่ปิดซ่อนชีวิตไว้เบื้องหลังถูกผลักเปิดออกช้า ๆ เข้มโผล่หน้าออกมาด้วยสีหน้าซูบซีด ดวงตาฉายแววความอับจนยามมองเจ้าหนี้ที่ตามราวีไม่เว้นวัน ภรรยาของเขา แทรกตัวมาข้างๆ สามีนิ่งๆ แต่แววตาใต้ใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นสั่นระริกอย่างหวั่นกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมา
เสี่ยธงเท้าสะเอว ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและไขมันบังแสงแดดยามบ่ายจนเกิดเงาทะมึนทาบทับสองสามีภรรยาที่ยืนตัวลีบอยู่ตรงหน้า กลิ่นน้ำหอมราคาถูกปนกับกลิ่นเหงื่อโชยมาปะทะจมูกของทั้งสองคน
“พี่เสี่ยธงคะ… พวกเราหาเงินไม่ทันจริงๆ ค่ะ ฉันขอเวลาเพิ่มอีกสัก..” พาเอ่ยเสียงสั่นพร่า มือเย็นเฉียบของเธอกุมแขนสามีไว้แน่น
“เวลา?” เสี่ยธงหัวเราะหยันอย่างดูถูก เสียงแหบห้าวบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท “ข้าให้เอ็งมาสามรอบแล้วนะเว้ย! คราวก่อนก็ร้องขอชีวิต คราวนี้ก็จะขออีกรึไง!” เขาชี้นิ้วเข้าที่หน้าเข้มอย่างใกล้ชิด “บอกมา! ถ้าไม่มีเงิน... ก็ต้องมีอย่างอื่นให้ข้าสิ!”
คำว่าอย่างอื่นนั้น หนักหน่วงราวกับก้อนหิน เข้มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เลือดในกายเดือดพล่านแต่ไม่อาจโต้ตอบได้ เขามองไปที่พา… ใบหน้าของภรรยาซีดเผือดจนแทบเป็นลม
เสี่ยธงไม่รอคำตอบ เขาหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องสองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่แต่แรก ทั้งสองคนคือไอ้ช้างและไอ้เสือ ร่างบึกบึนที่แทบจะปิดทางเข้าบ้านได้มิดชิด พวกเขาก้าวเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ทว่าดวงตาเย็นเฉียบราวกับไร้ความรู้สึกที่มนุษย์พึงมี
พากรีดร้องออกมาเมื่อไอ้ช้างพุ่งเข้าใส่เธอ เข้มพยายามขวางทางแต่ความผอมแห้งของเขามิอาจต้านทานแรงไอ้ช้างได้ พริบตาเดียวหมัดหนักก็ซัดเข้าที่แก้มซ้ายของเข้มอย่างจัง!
ชายร่างผอมเซถลาล้มไปกับพื้นปูนที่แตกเป็นเสี่ยงๆ เลือดสีแดงสดไหลซึมจากหางคิ้วทันที พาร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด เธอรีบเข้าไปประคองสามี แต่กลับถูกไอ้เสือผลักอย่างแรงจนร่างกระแทกผนังบ้านไม้ผุๆ เสียงดังสนั่นจนฝุ่นเก่าๆ ร่วงกราว
"พอเถอะ" เข้มกัดฟันทน ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วใบหน้าและร่างกาย เขายกมือขึ้นปัดป่ายอย่างอ่อนแรง แต่เสี่ยธงกลับยิ้มเย็นอย่างเหนือกว่า เขาเดินเข้าไปนั่งยองๆ ตรงหน้าเข้มที่นอนหมดท่าอยู่บนพื้น
“เอ็งเนี่ย…มันน่าสมเพชจริงๆ ว่ะเข้ม” เสี่ยธงกระซิบเสียงต่ำแผ่ว แต่ทุกคำกลับเชือดเฉือนใจ “จำไว้นะเข้ม... ถ้าอีกสามวันเอ็งไม่มีเงินมาให้ข้า... ข้าจะเอาเอ็งตายทั้งบ้าน! ไม่เหลือแม้แต่ไอ้ลูกชายสุดที่รักของพวกเอ็ง!” เขาเปลี่ยนสรรพนามทันที “ไอ้ลูกกวาดของพวกมึง…กูจะมาเก็บมันด้วยน้ำมือของกูเอง!”
คำขู่หนักหน่วงทิ้งค้างในอากาศให้ความหวาดกลัวกัดกินจิตใจของทั้งคู่ ก่อนที่เสี่ยธงจะสะบัดหน้าเดินออกจากบ้านอย่างไม่ใยดี พร้อมลูกน้องที่ยังหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนานตลอดทาง พวกเขาหายลับไปพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ดังครืดคร้าดจนเงียบไปในที่สุด
ภายในบ้านสลัมหลังเล็กกลับสู่ความเงียบสนิท มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ และเสียงสะอื้นเบาๆ ของคู่สามีภรรยาที่กอดกันอยู่บนพื้น พากำลังใช้ชายเสื้อเช็ดเลือดที่หางคิ้วให้เข้มด้วยมือที่สั่นเทา
ทันใดนั้น
“พ่อ! แม่!” เสียงประตูถูกผลักเข้ามาอีกครั้งอย่างแรง ลูกกวาด เด็กหนุ่มร่างผอมบางวัยสิบแปดปีรีบพุ่งตัวเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก เขาสวมเสื้อนักเรียนสีซีดและเก่ามอซอ รีบคุกเข่าลงใกล้พ่อกับแม่ตัวเอง
“ลูกกวาด”
เมื่อหนังจบลง แสงไฟในโรงฉายก็สว่างขึ้น หมอภีมรีบลุกขึ้นยืนทันทีอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาฟอร์มความเป็นคนเย็นชาเอาไว้ เขาเอ่ยว่า "ก็... ได้ความรู้ดี" พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงวิชาการเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนที่มือของเขาเพิ่งจะสัมผัสกับมือน้องนัทไปเมื่อครู่"ครับ สนุกมากเลยครับหมอภีม ขอบคุณนะครับ" นัทพูดด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ หัวใจของเขายังคงเต้นไม่เป็นจังหวะจากสัมผัสเมื่อกี้ขณะที่ทั้งสองเดินออกจากประตูโรงหนัง โดยมีคนตัวสูงเดินนำหน้าอย่างรักษาระยะห่างเพียงเล็กน้อย จู่ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างสดใส"อ้าว! ตายแล้ว! นั่น... นั่นหมอภีมกับน้องนัทคนน่ารัก ไม่ใช่เหรอคะ!?"ทั้งหมอภีมและน้องนัทหันไปมองพร้อมกัน และสิ่งที่เห็นก็คือ หมอเจตน์ แพทย์ศัลยกรรมเพื่อนสนิทของหมอภีม, พยาบาลน้ำหวาน ผู้ช่วยคนเก่ง, และ นุ่มนิ่มพยาบาลขาเม้ามอยอันดับหนึ่งของโรงพยาบาล! ทั้งสามคนกำลังยืนรอคิวซื้อตั๋วหนังอยู่ผีลุงจันทร์ ที่กำลังจะลอยตามไปติดๆ ถึงกับเบรกตัวโก่งกลางอากาศ 'เวรกรรม! พวกขาเม้าท์โรงพยาบาลมาได้ยังไงวะเนี่ย!'"โหหหหห! ไม่จริง!" นุ่มนิ่มยกมือทาบอกอย่างตกใจสุดขีด "นี่มันอะไรกันคะหมอภีม! พาน้องนัทมาดูหนั
หมอภีมยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน จ้องมองปากกาในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่หลากหลายในใจ โดยมีผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างๆ ส่งกระแสจิตสนับสนุนอย่างเต็มที่" เอาสิไอ้ภีม! โอกาสสุดท้ายแล้วโว้ย"หมอภีม "น้องนัท..."เจ้าของชื่อนัท ที่กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์รายงานอยู่ก็หยุดมือ และเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจรอฟัง "ครับ"อีกฝ่ายก่อนจะพูดบางอย่าง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด คราวนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้ความเย็นชาหรือความกระอักกระอ่วนมาขัดขวางอีกแล้ว เพราะเพิ่งผ่านสถานการณ์ความเป็นความตายมาหมาดๆ เรื่องนี้จึงควรเป็นเรื่องที่เล็กน้อยที่สุดในโลกหรือไม่และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทุ้มต่ำ แต่แฝงด้วยอำนาจสั่งการในแบบฉบับของเขาเอง ราวกับกำลังสั่งให้ไปหยิบผ้าก๊อซ หรือสั่งจ่ายยาอะไรสักอย่าง"เรื่องชุดออกงานนั่นน่ะ... ไม่ต้องส่งเลขาไปหรอก เสียเวลา" "ครับ.." นัททำหน้างงหมอภีมกล่าวอีก "นายกับฉันไปซื้อด้วยกัน พรุ่งนี้เช้า หลังฉันเสร็จธุระที่บ้านแม่"คนถูกสั่งนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด นี่ไม่ใช่คำพูดที่มาจากคนที่เพิ่งจะโยนบัตรเครดิตให้ไปจัดการเองเมื่
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางประตู สีหน้าทั้งหวาดกลัวและอ้อนวอน “เราคุยกันใหม่ได้ไหม พี่จะหางานเพิ่ม พี่จะไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว พี่ขอโท..”พาผลักเขาออกเบา ๆ แต่หนักพอจะทำให้เข้มสะดุดถอย “ฉันตัดสินใจแล้วเข้ม ไม่มีอะไรให้คุยอีก”“แต่ลูกกวาด… ครอบครัวเราจะ..”“พี่ไม่ต้องสอนฉันเรื่องครอบครัวนะ” เธอกัดฟัน “ตั้งแต่โดนโกง ฉันก็เป็นคนต้องวิ่งหาเงินทุกวัน พี่ทำอะไรได้บ้าง นอกจากหวังพึ่งน้ำใจคนอื่นไปวัน ๆ”คำพูดนั้นเหมือนเหล็กแหลมทิ่มทะลุหัวใจเข้ม เขาอ้าปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะทุกอย่างที่เธอว่า… มันจริงพาสะพายกระเป๋า หยิบรองเท้า แล้วเปิดประตูบ้านผุ ๆ ออกไปทันที ตรงหน้าบ้าน มีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ เขาสูงกว่าเข้ม ตัวใหญ่กว่า และเสื้อผ้าที่สวมใส่บ่งบอกถึงอีกฝ่ายไม่ใช่คนในสลัม ใบหน้าคมกริบพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่สะท้อนความมั่นใจว่า ผ
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษทวงหนี้ที่ตัวอักษรสีแดงฉานเหมือนรอยเลือด และสมุดบัญชีที่ตัวเลขแดงพรืดเหมือนเลือดคั่งในบาดแผลเก่า เธอไม่ได้แค่กุมขมับ แต่เป็นการโอบศีรษะไว้ราวกับกลัวว่ามันจะระเบิดออกด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าของเธอเหนื่อยล้าจนเกือบจะว่างเปล่า ดวงตาที่เคยมองโลกอย่างทะเยอทะยานบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดมิดเข้มเดินเข้ามาจากด้านนอก ความร้อนระอุของแดดอ่อน ๆ ยังติดอยู่บนเสื้อยืดเก่า ๆ ของเขา มือยังเปื้อนน้ำมันเครื่องสีดำคล้ำจากการรับจ้างซ่อมรถในซอย กลิ่นน้ำมันกับเหงื่อเป็นกลิ่นประจำตัวที่พาเคยชิน แต่ตอนนี้มันกลับเป็นกลิ่นแห่งความล้มเหลว“วันนี้พี่ได้มาแค่สามร้อยเองพา” เข้มพูดเสียงแผ่ว พยายามไม่สบตาเมียรัก “เขาบอกงานน้อย… พวกเด็กแว้นมันไม่ค่อยมาซ่อมกันเลยช่วงนี้.. แย่ชะมัด”พาไม่ตอบ เธอเพียงหายใจเข้าออกหนักๆ เสียงดัง
ห้องทำงานหมอภีมหมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อยผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เลยนะ... เรื่องชุดออกงานอะไรนั่นน่ะ... มันเป็นแค่เรื่องไร้สาระของพวกชนชั้นสูง ฉันไม่ได้อยากไปยุ่งเกี่ยวเลยสักนิด แต่แม่ขอร้องมา..."น้องนัทเงยหน้าขึ้นมองหมอภีมอย่างสงบ "ครับ"หมอภีมถอนหายใจยาว พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ดูเป็นเรื่อง 'งาน' และ 'ภาระ' ที่เขาจำเป็นต้องทำ"ดังนั้น... ฉันจะมอบหมายภารกิจนี้ให้นาย" หมอภีมล้วงกระเป๋าสตางค์หนังแท้ราคาแพงออกมา เขาดึงบัตรเครดิตสีดำใบหนึ่งที่จำกัดวงเงินมหาศาลออกมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน"นี่คือบัตรของฉัน" หมอภีมพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "วันพรุ่งนี้... นายไปเลือกซื้อชุดที่... ที่ไหนก็ได้ที่มันแพงที่สุดตามที่แม่ต้องการ เลือกมาให้ดีที่สุดสำหรับงานกาล่า... นายไปกับเลขาของฉัน""โธ่เอ๊ย! ไม่ใช่แบบนั้น!" ผีลุงจันทร์ส่งเสียงร้องออกมาอย่างสิ้นหวังในความคิดของเขาเอง ร่างโป
“ลูกมาได้ยังไง…” พาเอ่ยถามลูกชายเสียงสั่น“ผมได้ยินเสียงตะโกนจากท้ายซอยครับแม่ เลยรีบวิ่งมาดู” ลูกกวาดย่อตัวลงข้างพ่อแม่ มือสั่นระริกเมื่อเห็นรอยเลือด เขารีบไปหยิบผ้าขนหนู จุ่มเข้าไปในอ่างน้ำเล็กๆ ทั้งที่น้ำในอ่างขุ่นคล้ำจนมองไม่เห็นก้นอ่าง เขาบรรจงเช็ดเลือดให้พ่อด้วยความอ่อนโยน แล้วหันมาดูรอยฟกช้ำบนแขนแม่ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม “แม่เจ็บไหมครับ...”พาส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ไม่เจ็บเท่าที่พ่อเจ็บหรอกลูก”ลูกกวาดสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้าให้เสียงไม่สั่น “พ่อครับ... แม่ครับ... ทางโรงเรียนเขาทวงค่าเทอมอีกแล้วครับ”คำพูดนั้นทำให้ความเงียบที่เคยมีกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง เข้มกับพามองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง“เขาบอกว่าถ้าอาทิตย์นี้ผมไม่จ่าย เขาจะตัดสิทธิ์การสอบปลายภาคครับ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพ่อแม่ด้วยแววตาที่เจ็บปวด “ผม... ผมอาจไม่ได้เรียนต่อ ม.6 แล้วนะครับ”คำพูดสุดท้ายนั้นเหมือนคมมีดเชือดกลางอกของพ่อแม่ เข้มกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน รู้ดีว่าลูกชายพยายามเรียนหนักเพียงใด เขานอนดึกตื่นเช้าเพื่ออ่านหนังสือ หวังเพียงใบปริญญาที่เชื่อว่าเป็นทางรอดเดียวของครอบครัว พาก็ยกมือปิดปากไว้แน่น น้ำตาเอ่อ
![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




![กรงแค้นขังรัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

