เข้าสู่ระบบสีหน้าของเธอมีความเคร่งเครียดเพิ่มยิ่งขึ้นแต่ไม่ว่าเธอจะคาดคั้นอย่างไรหรือใช้วิธีการไหน หรงอวี้ก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีก สองหมัดของเขากำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลนขณะซูย่างเอาแต่เฝ้าถามกรอกหูเขาแทบเป็นแทบตาย วนเวียนอยู่กับหัวข้อเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายภายใต้ท่าทีอันแสนสับสนว้าวุ่นของคนทั้งสอง หรงอวี้ก็เบิกตาโพลง นัยน์ตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย“ไม่มีอะไรทั้งนั้น!” เขาคำรามเสียงต่ำซูย่างกลับมาสงบเยือกเย็นอีกครั้ง แม้จะไม่อาจเค้นถามถึงจุดจบของเรื่องราว แต่เธอก็ยังล่วงรู้อยู่ดีบางที เธอกับหรงอวี้อาจรู้จักกันมาตั้งแต่หลายปีก่อน รู้จักก่อนฝู่เฉินซีเสียด้วยซ้ำ แล้วเธอหลงลืมเรื่องราวทั้งหมดนี้ไปได้ยังไงกันนะ?“หรงอวี้ เมื่อก่อนเราเคยรู้จักกันใช่ไหม?” ซูย่างจ้องมองด้วยความพิศวงหรงอวี้รู้ตัวว่าตนเองคงไม่ได้เผลอหลุดพูดเบาะแสสำคัญอะไรออกไป จึงไม่ได้ตอบคำถามเธอ เพียงแค่ส่ายหน้า“หรงอวี้ ทำไมคุณถึงไม่กล้าตอบฉันล่ะ?” เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ ซูย่างก็ไม่รู้แล้วว่าจะเค้นถามต่อไปอย่างไรบางทีสิ่งที่เธอจินตนาการไว้อาจเป็นความจริงทั้งหมด เพียงแต่หรงอวี้ไม่อยากให้เธอรู้ก็เ
แววตาของเธอหม่นหมองลง ไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะเวินจ่านใช่หรือไม่“ย่างย่าง ผมยังไม่หาย ในเมื่อคุณยังไม่ให้อภัย แล้วผมจะหายได้ยังไง?” เขายิ้มขื่น“กลับมาเร็วขนาดนี้มีปัญหาอะไรมาปรึกษาอีกล่ะคะ? หรือว่าอกหัก?” ซูย่างมองดูปลายนิ้วตัวเองหรงอวี้พิงพนักเก้าอี้ด้วยความผ่อนคลาย “อกหักครับ แบบว่าคนที่ผมชอบ ตอนนี้เขาไม่อยากสนใจผมแล้ว ผมควรทำยังไงดี?”ซูย่างกะพริบตาปริบ ๆ “เรื่องที่ดินต้องขอบคุณคุณมากนะคะ ว่าแต่เวินจ่านโกรธคุณหรือเปล่า?”หรงอวี้ส่ายหน้า “ต่อให้โกรธ เธอก็ไม่แสดงออกหรอก”หลังเขาพบกับเวินจ่านครั้งแรกที่สนามบิน ตอนนั้นก็ยังไม่เคยรู้สึกอึดอัดถึงขนาดนี้ แต่ตอนนี้แม้จะสามารถนั่งพูดคุยเรื่องบริษัทกันได้ แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนมีกำแพงมาขวางกั้นเวลาที่ต้องพบเจอเวินจ่าน ในหัวของหรงอวี้ก็จะนึกถึงแต่ทุกสิ่งที่เธอเคยทำเอาไว้กับซูย่างเท่านั้นพักนี้เขามักฝันเห็นภาพอันน่าสยดสยองอยู่บ่อยครั้ง เช่น ฝันเห็นซูย่างนอนจมกองเลือดอยู่ในโรงงานร้าง เขาพยายามเข้าไปอุ้มเธอด้วยความลนลาน แต่กลับถูกกำแพงอันเย็นเยียบขวางกั้นไว้อย่างไร้ความปรานีตามด้วยได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงร้องไห้คร่ำครวญของหญิงสาว
ทุกวันนี้ เธอต้องถูกจับจ้องด้วยสายตานับไม่ถ้วน ช่างน่ากลัวเหลือเกิน คำพูดของแม่ฝู่ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ ฝู่หยาฮุ่ยรู้สึกเจ็บปวดและอยากจะลืมมันไป แต่ถ้อยคำเหล่านั้นกลับคล้ายวนเวียนอยู่ข้างหูตลอดเวลา “ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวนี้หน่อยไม่ได้หรือไง” “ยังไงซะกู้อวี่หนิงก็กำลังอุ้มท้องลูกของพี่ชายแกอยู่ และนั่นก็คือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลฝู่เชียวนะ” …คำก็ตระกูลฝู่สองคำก็ตระกูลฝู่ คำก็ทายาทสองคำก็ทายาท! ฝู่หยาฮุ่ยฟังจนหูชาไปหมด หลังจากเธอแตกหักกับมารดา ท่านก็ไม่เคยมาที่นี่อีกเลย ฝู่เฉินซีเองก็ไม่เคยมาเช่นกัน บางที ผู้เป็นแม่คงจะลืมลูกสาวคนนี้ไปแล้วสินะ พี่ชายที่ไม่เหมือนพี่ชาย แม่ที่ไม่เหมือนแม่ มุมปากของฝู่หยาฮุ่ยหยักยิ้มเล็กน้อย ไม่มีประโยชน์หรอก ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามมากแค่ไหนมันก็เปล่าประโยชน์ ซูย่างรวบรวมหลักฐานทั้งหมดได้นานแล้ว และเธอก็ได้ส่งมอบมันออกไปแล้วด้วย อีกไม่นาน กู้อวี่หนิงก็จะต้องถูกจับแน่นอน หลังงานประมูลจบลง ซูย่างก็ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ช่วงหนึ่ง เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะคิดว่าหลังจากที่ปั่นหัวเวินจ่านไป อีกฝ่ายน่าจะกลับมาแก้แค้นอย่า
ฝู่เฉินซีเห็นเธอร้องไห้จนหน้าตาเปรอะเปื้อนด้วยหยดน้ำตา หัวใจก็อ่อนยวบ กู้อวี่หนิงนอนอยู่บนเตียงคนไข้สีขาวสะอาดตา แม้แต่ใบหน้าก็ยังดูซีดเซียวไร้สีเลือด สองมือกุมหน้าท้อง ปากยังคงพร่ำขอโทษเขาด้วยความรู้สึกผิดตลอดเวลาเขารีบนั่งลงข้างเตียง น้ำเสียงอ่อนลงทันที "อวี่หนิง อย่าร้องเลยนะ ผมไม่มีวันเกลียดคุณหรอก เรื่องนี้เป็นความผิดของผมเอง"เมื่อกู้อวี่หนิงได้ยินถ้อยคำอ่อนโยนเช่นนั้น ก็โผเข้าสู่อ้อมอกของเขา กอดเขาไว้แน่นเพื่อตักตวงความอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้ายเธอกลัว กลัวเหลือเกินว่าหลังถูกส่งเข้าคุกแล้ว ตนเองจะต้องกลายเป็นคนมีมลทินติดตัว ถึงตอนนั้นเฉินซียังจะรักเธออยู่อีกไหม?ทันใดนั้น หน้าประตูห้องผู้ป่วยก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น ฝู่เฉินซีประคองกู้อวี่หนิงลุกนั่ง เธอรีบเช็ดน้ำตาโดยเร็วพ่อแม่สกุลกู้เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี แม่กู้ผลักฝู่เฉินซีออกห่างทันที "อวี่หนิงเอ๊ย ลูกแม่นี่มันน่าสงสารเหลือเกิน! กำลังท้องกำลังไส้อยู่แท้ ๆ แต่คนเป็นผัวกลับกระตือรือร้นจะส่งเข้าคุกซะให้ได้"พูดจบ เธอก็ตวัดสายตามองฝู่เฉินซีด้วยความดุดัน ส่วนพ่อกู้ก็จ้องมองแม่ฝู่อย่างเอาเรื่องขณะถามว่า "คุณนายฝู่ คุณ
ขณะที่ซูเมี่ยนและซูย่างกำลังคุยกัน จ้าวเสี่ยวชีกับหลินลู่ซีก็เดินเข้ามา ทั้งคู่ต่างมีใบหน้าแดงเรื่อ ซูย่างจึงเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย "สองคนนี่สรุปว่ายังไงกันเอ่ย?"จ้าวเสี่ยวชีไม่คิดปิดบัง คว้ามือหลินลู่ซีมากุมแน่นพร้อมประกาศว่า "คุณซู ผมกับลู่ซีคบกันแล้วครับ""คบกันแล้ว? เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?" ซูย่างแกล้งเย้าพวกเขาเพิ่งหายไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ ไหงถึงตกลงปลงใจคบกันเร็วขนาดนี้?ซูย่างมองหลินลู่ซี แววตาเป็นกังวลเล็กน้อย ด้วยกลัวว่าเพื่อนรักอาจจะต้องเสียใจเพราะถึงอย่างไรหลินลู่ซีก็ใสซื่อบริสุทธิ์ ส่วนจ้าวเสี่ยวชีแม้เธอจะเคยสัมผัสตัวตนเขามาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนที่รู้นิสัยใจคอกันอย่างถ่องแท้สักหน่อยหลินลู่ซีเดินเข้ามาข้างกายซูย่างด้วยความขัดเขิน เธอหยิบถ้วยซุปขึ้นมาเตรียมจะซดอย่างว่าง่าย แต่กลับถูกจ้าวเสี่ยวชีห้ามไว้เสียก่อน "เย็นชืดหมดแล้ว เดี๋ยวทำถ้วยใหม่ให้"จ้าวเสี่ยวชีดึงถ้วยซุปออกไปทันที หลินลู่ซีได้แต่หันมามองซูย่างพลางยิ้มเจื่อน "ก็เมื่อกี้นี้..."ก่อนหน้านี้ไม่นาน เธอถูกจ้าวเสี่ยวชีกักตัวเอาไว้"ทำไมถึงต้องกลัวเรื่องนั้นด้วย?"หลินลู่ซีส่ายหน้าอย่างแรงก่อนพูดว่า
เมื่อหลินลู่ซีก้มหน้าลงมอง ก็พบว่าเป็นซุปเห็ดหูหนูขาวตุ๋นลำไยใส่พุทราจีน"ฉันไม่กิน" เธอก้มหน้าพึมพำจ้าวเสี่ยวชีดันถ้วยซุปกลับไปตรงหน้าเธออีกครั้ง "ต้องกินให้หมด"ทั้งสองคนผลักกันไปดันกันมา ซูย่างรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร จึงยกมือปิดปากแอบยิ้มขำซูเมี่ยนเองก็ดูออกเช่นกัน จึงกล่าวขึ้นว่า "เอาเป็นว่า เดี๋ยวคุณทำอาหารเสร็จ ก็มานั่งกินด้วยกันเถอะ""ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ!" จ้าวเสี่ยวชีกับหลินลู่ซีตอบซูเมี่ยนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายหลังอาหารทุกอย่างถูกยกมาเสิร์ฟเรียบร้อย จ้าวเสี่ยวชีก็ปรายตามองหลินลู่ซีแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า "คุณตามผมมานี่หน่อยสิ ผมมีอะไรจะให้"หลินลู่ซีรู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ยังยอมลุกขึ้นเดินตามเขาไปอย่างว่าง่ายภายในห้องพักของจ้าวเสี่ยวชี เนื่องจากเขาเป็นถึงเชฟระดับท็อป ห้องพักจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ต่างจากห้องสวีทในโรงแรมหรูหลินลู่ซียืนอยู่หน้าประตู ไม่อยากเดินเข้าไปข้างใน "นายมีอะไรจะให้ฉันเหรอ?""ถ้าเธอไม่เข้ามา แล้วฉันจะให้ได้ยังไง?"สุดท้าย หลินลู่ซีก็ยอมเดินเข้าไป แต่เพิ่งก้าวพ้นประตู จ้าวเสี่ยวชีก็จัดการปิดประตูดังปัง ก่อนผลักร่างเธอไปแนบชิดติดกำแพ







