เข้าสู่ระบบมาถึงขั้นนี้แล้ว เขายังคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันทำลงไป เป็นเพียงเพื่อจะแย่งชิงตำแหน่ง "คุณนายกู้" กับซูหย่าซินอยู่อีกงั้นเหรอ?"แล้วแต่นายจะคิดเถอะ" ฉันส่งยิ้มบาง ๆ ให้เขา "วันไหนที่นายบอกว่าจะไปหย่า ฉันก็พร้อมเสมอ ไม่ขอผัดผ่อนแม้แต่วินาทีเดียว"เสี้ยวหน้าด้านข้างอันเย็นชาและคมคายของกู้สือซวี่เกร็งแน่นจนขึ้นสันกราม ทว่าเขากลับไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว……ครึ่งชั่วโมงต่อมา เราสองคนก็เดินทางมาถึงบ้านตระกูลเยี่ยช่วงนี้ธุรกิจของตระกูลเยี่ยซบเซาลงมาก จึงไม่ได้จัดงานเลี้ยงเอิกเกริกอะไร แม้จะเป็นวันครบรอบแต่งงานสามสิบปี ก็ตั้งใจเพียงแค่อยู่กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัวอย่างเรียบง่ายเท่านั้นพอมาถึงหน้าประตู ฉันถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมซื้อของขวัญมาให้พ่อกับแม่การมาเยือนในวันสำคัญแบบนี้ด้วยมือเปล่า มันดูไม่ดีเอาเสียเลยขณะที่ฉันกำลังรู้สึกหงุดหงิดตัวเองอยู่นั้น ก็เห็นกู้สือซวี่ก้าวลงจากรถ เดินไปเปิดกระโปรงท้าย แล้วหิ้วของขวัญที่เตรียมไว้อย่างดีออกมาฉันยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะตระเตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้วต้องยอมรับจริง ๆ ว่าในเรื่องของการรักษาหน้าตาทาง
“...”ฉันแอบหลบอยู่ตรงหัวมุมระเบียงทางเดิน ฟังจนรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งร่าง แผ่นหลังหนาวเหน็บขึ้นมาเป็นระลอกนอกจากซูหย่าซินแล้ว กู้สือซวี่ยังแอบซุกผู้หญิงไว้อีกคนงั้นเหรอ?เณรน้อยบอกว่า ที่เขาหันหน้าเข้าหาพระธรรมและสวดมนต์ไหว้พระ ก็เพื่อผู้หญิงคนนั้นที่แท้... ในตอนนั้นที่เขาบอกว่าจะถือศีลปฏิบัติธรรม ไม่ได้ทำเพื่อสวดส่งวิญญาณลูกของเราเลยสักนิดลูกของเราที่เพิ่งลืมตาดูโลกก็ต้องสูญเสียลมหายใจไป ในใจของเขา... กลับไม่มีค่าอะไรเลยแม้แต่น้อยฉันจิกเล็บลงบนฝ่ามือแน่น พยายามสะกดกลั้นความตกตะลึงและรวดร้าวที่แล่นพล่านอยู่ในอกอย่างสุดความสามารถแม้ว่าจะไม่หลงเหลือความคาดหวังใด ๆ ในตัวกู้สือซวี่อีกต่อไปแล้ว แต่ฉันก็ต้องให้คำตอบและทวงความยุติธรรมคืนให้แก่ช่วงเวลายี่สิบปีที่เสียไปเรื่องบางเรื่อง... ฉันต้องขุดคุ้ยหาความจริงออกมาให้กระจ่างชัดไม่อย่างนั้น ต่อให้หย่าขาดจากกันไปแล้ว ชั่วชีวิตนี้ฉันก็คงไม่ต่างอะไรจากคนโง่ที่ถูกปิดหูปิดตา และโดนเขาปั่นหัวเล่นอยู่บนฝ่ามือมาโดยตลอด……มื้อเที่ยงหลังจากอยู่กินอาหารเจเป็นเพื่อนคุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นที่วัดเสร็จแล้ว ตลอดทางขากลับ ฉันก็นั่งใจลอยไปตลอ
กู้สือซวี่พาซูหย่าซินกับหวังรั่วฟางไปนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกับพวกเราฉันไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า การขึ้นโรงขึ้นศาลเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างฉันกับกู้สือซวี่ จะไม่ใช่คดีหย่าร้าง แต่กลับเป็นเรื่องคดีความในครอบครัวของมือที่สามฝ่ายนั้นยังคงใช้ทนายความประจำตระกูลกู้มาเป็นคนว่าความให้หวังรั่วฟางเหมือนเดิมเพียงแต่ว่า ทันทีที่ทนายคนนั้นเห็นว่าทนายฝั่งเราคือเสิ่นเหยียนโจว สีหน้าท่าทางก็ไม่หลงเหลือความมั่นอกมั่นใจเหมือนในตอนแรกอีกต่อไปหลังจากเปิดศาลพิจารณาคดี นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ประจักษ์ถึงบารมีและฝีมือของ 'พญายมเดินดิน' แห่งวงการทนายความด้วยตาตัวเองเขางัดเอาข้อกฎหมายและหลักฐานมาเชือดเฉือน ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ทางตรรกะของทนายฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำทุกถ้อยคำ น้ำเสียงของเขาฟังดูสุขุมนุ่มนวลและสุภาพ ทว่าแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเด็ดขาดดุดันชนิดที่พร้อมจะสังหารคู่ต่อสู้ให้ราบคาบทนายฝ่ายตรงข้ามถูกไล่ต้อนจนล่าถอยและพ่ายแพ้ไปทีละกระบวนท่าในที่สุด ผู้พิพากษาก็เคาะค้อนบัลลังก์ศาล ตัดสินประกาศให้ฝ่ายเราเป็นผู้ชนะคดีฉันเหลือบมองเสิ่นเหยียนโจวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มมุมปากของเ
ฉันคลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอกที่แท้... นอกจากอาชีพนักข่าว นอกจากบทบาทการเป็นภรรยาของกู้สือซวี่แล้ว สิ่งที่ฉันสามารถทำได้ยังมีอยู่อีกมากมายเหลือเกินในเวลาเดียวกันนั้น ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากสำนักงานกฎหมายของเสิ่นเหยียนโจวไม่ใช่ตัวเขาเองที่โทรมา แต่เป็นผู้ช่วยของเขาเกาหลางเอ่ยว่า “คดีที่คุณฟ้องร้องหวังรั่วฟางในข้อหาหมิ่นประมาทและใส่ร้ายป้ายสี จะเปิดศาลพิจารณาคดีในวันพรุ่งนี้ตอนสิบโมงเช้าครับ ถึงเวลานั้นคุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นก็จะเดินทางไปร่วมฟังด้วยตัวเองครับ”ความเมตตาห่วงใยที่คุณนายใหญ่ตระกูลเสิ่นมีให้ฉัน มักทำให้ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจจนไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณนี้อย่างไรดี……วันรุ่งขึ้น เมื่อฉันเดินทางมาถึงศาลประชาชนแห่งเมืองไห่เฉิง ทันทีที่ก้าวขาลงจากรถ ก็เห็นกู้สือซวี่ ซูหย่าซิน และหวังรั่วฟางเดินสวนตรงเข้ามาพอดีไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน สีหน้าของซูหย่าซินก็ดูซูบเซียวทรุดโทรมลงไปมาก ไม่หลงเหลือเค้าโครงความสวยสดใสเปล่งประกายเหมือนแต่ก่อนเลยสักนิดกู้สือซวี่วางตัวราวกับเป็นว่าที่ลูกเขยอย่างเต็มตัว เขายืนเคียงข้างซูหย่าซินอย่างหนักแน่นมั่นคง พลางก้มหน้ากระซิบกระซาบ
ซูหย่าซินรีบพิมพ์ตอบกลับมาทันควัน: “ถ้าคุณนักเขียนเว่ยหยางได้ติดตามข่าวสารช่วงนี้ ก็น่าจะทราบนะคะว่าภาพลักษณ์และชะตากรรมของฉัน ช่างคล้ายคลึงกับนางเอกในนิยายของคุณอย่างยิ่ง ฉันมีชะตากรรมถูกมือที่สามเข้ามาทำลายเหมือนกันเปี๊ยบ ดังนั้นบทนางเอกจึงเป็นบทที่เหมาะสมกับฉันที่สุดแล้วค่ะ ถ้าฉันได้แสดง จะต้องถ่ายทอดจิตวิญญาณของหนังสือเล่มนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่นอนค่ะ”ฉันสะอิดสะเอียนกับคำพูดนี้จนอาการแพ้ท้องกำเริบ แทบจะขย้อนของเก่าออกมาอีกรอบคนอย่างซูหย่าซินไม่มีคำพูดจริงใจหลุดออกมาจากปากเลยสักคำ วัน ๆ เอาแต่ใช้ชีวิตหลอกลวงอยู่ในโลกจินตนาการที่ตัวเองแต่งแต้มขึ้นมาไม่รู้ว่าโกหกคนอื่นบ่อยเข้าจนสะกดจิตตัวเอง จนติดหล่มอยู่ในคำโกหกนั้นแล้วหาทางออกไม่เจอแล้วหรือเปล่า?ฉันวิ่งพรวดพราดเข้าไปโก่งคอขย้อนลมในห้องน้ำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมานั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ แล้วพิมพ์บอกเธอไปว่าฉันขอเวลาคิดดูอีกหน่อยสาเหตุที่ฉันไม่ยอมตัดรอนให้เด็ดขาดไปเลย ก็เพราะการได้แขวนเธอไว้แบบนี้ คอยปั่นหัวดึงเวลาไปเรื่อย ๆ มันก็ดูเพลิดเพลินดีไม่ต่างอะไรกับการแหย่หมาหยอกแมวเล่นแก้เบื่อซูหย่าซินดูออกว่ากำลังร้อน
“เดี๋ยวฉันขอปรึกษาหัวหน้าก่อนนะคะ แต่น่าจะได้ไม่มีปัญหาค่ะ”ไม่นานนัก บรรณาธิการก็ส่งข้อความตอบกลับมา บอกว่าได้ส่งไอดีไลน์ ของฉันให้ทางสตูดิโอของซูหย่าซินเรียบร้อยแล้ว และเดี๋ยวผู้จัดการส่วนตัวของเธอจะเป็นคนติดต่อมาคุยรายละเอียดกับฉันเอง……วันรุ่งขึ้น บนไลน์ของฉันก็มีคำขอเพิ่มเพื่อนเข้ามาจริง ๆ ซึ่งก็คือผู้จัดการส่วนตัวของซูหย่าซินหลังจากกดยอมรับและตรวจสอบยืนยันตัวตนกับบรรณาธิการเรียบร้อยแล้ว ฉันถึงเริ่มเปิดฉากคุยอีกฝ่ายทักมาว่า: “สวัสดีค่ะคุณนักเขียนเว่ยหยาง ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ! นิยายของคุณถูกตาต้องใจคุณหย่าซินเข้าแล้วค่ะ! หลังจากกู้ซื่อกรุ๊ปทุ่มทุนนำไปดัดแปลง คุณหย่าซินก็ยินดีที่จะรับบทเป็นนางเอกในนิยายของคุณด้วยตัวเองเลยนะคะ! หวังว่าพวกเราจะได้ร่วมงานกันอย่างราบรื่นค่ะ!”น้ำเสียงที่พิมพ์มาฟังดูราวกับเป็นผู้มอบความเมตตา ราวกับว่าการที่ซูหย่าซินยอมลดตัวมาเล่นนิยายของฉัน มันคือเกียรติยศอันสูงสุดของฉันอย่างนั้นแหละโดยเฉพาะประโยคสุดท้าย ยิ่งแสดงออกชัดเจนว่ามั่นอกมั่นใจเต็มประดา ว่าฉันจะต้องยอมตกลงร่วมงานกับพวกเขาอย่างแน่นอนที่น่าไร้ยางอายยิ่งกว่านั้นคือ มือที่สามอย่างซูห







