เข้าสู่ระบบ“อีกไม่นานจะถึงเมืองหลวงแล้ว...ข้าอยากร่ำสุราที่หอสุราของท่านนัก” บุรุษบนหลังม้าพูดพลางถอนหายใจ สนทนากับแม่ทัพที่ควบม้าอยู่เคียงกัน
“หอสุราลี่ตงต้อนรับจิ้นอ๋องเสมอ ถึงเมืองหลวงเมื่อใดเราไปร่ำสุราให้คลายเหนื่อยล้าดีหรือไม่” หยางจื่อถงตอบกลับด้วยความยินดี หากกุนซือฝีมือชั้นยอดอย่างจิ้นอ๋องจะแวะเวียนไปหอสุราของเขาเพื่อร่ำสุราแล้ว เขาก็ยินดีร่ำสุราเป็นเพื่อนเช่นกัน “กลับจวนก่อนเถิดท่านแม่ทัพ เหนื่อยล้าถึงเพียงนี้แม้ว่าใจอยากร่ำสุรา แต่ก็ใช่ว่าจะไปได้โดยทันทีทันใด ข้าไปกรำศึกกับท่านแรมเดือน มิรู้ว่าร้านรวงและที่วังของข้ามีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ หากไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็แล้วไป แต่ข้าก็ต้องจัดการบัญชีหางว่าวที่คั่งค้าง คิดๆ ดูแล้วก็ไม่ทราบว่าจะมีเวลาว่างร่ำสุราอย่างที่ปากพูดหรือไม่” “ผ่อนคลายบ้างเถิดจิ้นอ๋อง ท่านมั่งคั่งถึงเพียงนี้แล้วจะคร่ำเคร่งสร้างฐานะอีกรึ” “สร้างฐานะหรือ ช่างเป็นคำที่น่าขันนัก ข้าเกิดเป็นเชื้อพระวงศ์หนา ฐานะมิต้องสร้างดอก เกิดมาก็มีแล้ว เพียงแต่ปล่อยโอกาสไปข้าก็เสียดาย เงินทองมากมายไหลวนเป็นกระแสน้ำ น้อยคนนักที่จะรู้จักวิธีตักตวงน้ำขึ้นมาใช้ ข้าที่รู้วิธีไยจะไม่ตักตวงมันเอาไว้เล่า ใครจะตราหน้าหาว่าข้าเป็นอ๋องหน้าเลือดก็ช่าง หากเงินที่ไหลเวียนเป็นเส้นเลือดในต้าเซี่ย เกื้อหนุนกิจการหลายๆ ด้านนั้นครึ่งหนึ่งมาจากข้า จะดีจะเลวข้าไม่สน” หยางจื่อถงขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้อีกฝ่ายจะเอ่ยคำพูดที่แสนจะลำพองออกมา แต่เขากลับปฏิเสธสิ่งหรือคัดค้านได้แม้แต่ครึ่งคำ ท้องพระคลังของต้าเซี่ยที่ถวิลหาสงครามคงพร่องจนไม่มีเหลือหากไม่มีจิ้นอ๋องผู้มั่งคั่งและเก่งการเรื่องการค้าคอยเกื้อหนุนเอาไว้ “ตอนนี้ข้ากับท่านจะทำสิ่งใดก็ย่อมได้ทั้งนั้น ขุนนางน้อยใหญ่ไม่กล้าขัดแม้สักคนเดียว ข้าเป็นดั่งขุมทรัพย์ของต้าเซี่ย ขาดเหลือเท่าใดเพียงหวงตี้ตรัสออกมาข้าก็จัดหาไปทูลถวายได้ทั้งนั้น พระองค์จึงปิดพระเนตร พระกรรณในเรื่องไม่งามหลายๆ ครั้งของข้า ท่านเองก็มิต่างกัน แม่ทัพไร้พ่าย เทพสงครามแห่งต้าเซี่ย ขนาดท่านลาออกจากราชการถึงยามคับขันหวงตี้ยังต้องมีรับสั่งให้ท่านกลับมา และปิดพระเนตรพระกรรณเรื่องไม่งามของท่านเช่นกัน” “จิ้นอ๋องพูดเช่นนี้ก็หมายความว่า ยามใดเราหมดประโยชน์ พระเนตร พระกรรณที่เคยปิด ก็จะเปิดออก และจัดการทุกอย่างตามครรลองอย่างนั้นหรือ” “ท่านคิดเห็นว่าอย่างไรล่ะ...วันหนึ่งเคยเป็นที่โปรด ก็ใช่ว่าวันหน้าจะไม่เป็นที่ชัง ความโปรดปรานของหวงตี้คือสิ่งที่ข้าขยาดมาทั้งชีวิต” “นั่นพระบิดาของท่าน” เอ่ยปรามบุรุษที่กล่าวกระทบถึงพระบิดาที่เป็นถึงหวงตี้อย่างคล้องปาก “ถ้าไม่ใช่พระบิดาข้าคงไม่มานั่งวางกลศึกกับท่านเช่นนี้เป็นแน่ ท่านรู้หรือไม่ศึกคราวก่อนแม่ทัพถังทำข้าอยากตีอกชกหัวเป็นร้อยครั้ง อืดอาดยืดยาดเสียจนข้าอยากหยิบดาบขึ้นไปรบให้ตายคาสนามรบให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราว การศึก การสงครามกินเวลานานยอมผลาญเงินทอง แม่ทัพถังถนัดแต่เรื่องผลาญไม่ถนัดเรื่องสร้างก็ได้แต่ประวิงเวลาไปเรื่อยไม่เห็นใจคนที่คอยหามันเข้าท้องพระคลังเช่นข้าบ้างเลย” ฟังอีกฝ่ายบ่นไปเรื่อยถึงการศึกครั้งก่อนหยางจื่อถงก็หัวเราะออกมาเล็กน้อย เพราะแม่ทัพถังที่ถูกเอ่ยถึงก็ช่างเก่งกาจเรื่องการ ‘ล้างผลาญ’ จริงอย่างที่จิ้นอ๋องกล่าว จิ้นอ๋องนับเป็นเพียงเชื้อพระวงศ์เพียงคนเดียวที่เขาสนทนาได้อย่างสนิทสนม อาจเพราะร่วมศึกกันมานานปี ผ่านสมรภูมิด้วยกันมานับไม่ถ้วน ความสนิทสนมขึ้นตาม อีกอย่างจิ้นอ๋องมิใช่เชื้อพระวงศ์ที่ถือตนเสียเท่าไรนัก หากจะกล่าวให้ถูกคงจะต้องกล่าวว่าไม่มีเชื้อพระวงศ์องค์ใดเอาชีวิตมาเสี่ยงตายเช่นจิ้นอ๋องอีกแล้ว “ท่านน่ะถึงเมืองหลวงก็รีบกลับจวนเถิด จากฮูหยินไปเสียนานแรมเดือนจะไม่กลับไปหานางหน่อยหรือ” “ท่านก็ทราบเรื่องของข้ากับนางดี ท่านจะเหย้าแย่ข้าในเรื่องนี้หรือ” หยางจื่อถงเอ่ยพลางโคลงศีรษะสลัดใบหน้าเศร้าหม่นของสตรีที่จวนให้หลุดออกจากศีรษะของตน “หยางจื่อถง อย่างไรนางก็เป็นสตรีของท่าน อีกอย่างข้าก็เห็นนางมานาน ครอบครัวนางน่าสงสารนัก บิดาตายในสนามรบ ญาติพี่น้องถูกใส่ความโดนทำร้ายต่างๆ นานา นางที่เหลือชีวิตรอดก็ได้บารมีของหวงตี้และหวงโฮ่วคุ้มครองไม่เช่นนั้นนางก็คงตายตกไปไม่ต่างกัน” “ท่านจะพูดสิ่งใดกับข้า คารมพ่อค้าข้าฟังแล้วจับความไม่ได้” “หึ” จิ้นอ๋องลอบยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ท่านทราบว่าข้าเอ็นดูนางเหมือนน้องสาว ด้วยว่าเห็นกันมาตั้งแต่นางยังไม่ปักปิ่น... ข้าจึงอยากย้ำเตือนท่าน ว่าน้องสาวของข้ามิใช่ที่ระบายอารมณ์หรือหมากในมือของท่าน” “ข้าเกรงว่าท่านไปทูลต่อหวงตี้เสียแล้ว เพราะนางไม่ได้มีค่าถึงขั้นข้าจะใช้นางมาเป็นหมากในมือ” “เช่นนั้นก็มีค่าเป็นที่ระบายอารมณ์”“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







