เข้าสู่ระบบนั่งคิดก็ดี นอนคิดก็ดี จ้าวซือหงก็ยังคิดไม่ได้ว่าเหตุใดกันแน่ที่ทำให้นางมานั่งเป็นตัวโง่งมในที่แห่งนี้ จนม่านรัตติกาลเลือนหาย แสงอรุณทอบนนภา หลินหรานก็กุลีกุจอมาพยุงนางลุกออกจากแต่ง แต่งเติมเครื่องประทินโฉมนานาบนใบหน้า กระตือรือร้นหาเครื่องแต่งกายมาประโคมโหมใส่ตัวนาง
“เป็นอะไรของเจ้าหลินหราน เชื้อพระวงศ์องค์ใด หรือขุนนางจวนใดมาเยี่ยมข้าเล่าเจ้าจึงจับข้าแต่งตัวเพลินมือถึงเพียงนี้” “มิใช่เชื้อพระวงศ์หรือขุนนางเจ้าค่ะ วันนี้ท่านแม่ทัพจะกลับมาแล้ว ฮูหยินควรเตรียมตัวต้อนรับท่านแม่ทัพ” จ้าวซือหงร้องอ๋ออยู่ในใจ นางเองก็เพิ่งจะทราบว่านางต้องมาเป็นธุระกงการต้อนรับสามีกลับบ้าน ตามจริงคงมีอีกหลานเรื่องเทียวที่นางจะต้องเรียนรู้ เพราะนางมิเคยมีสามี ส่วนจ้าวซือหงที่เคยมีสามีนั้นหายตัวไปอยู่ในกลีบเมฆก้อนใดแล้วก็มิทราบ นางจึงได้มานั่งวิตกทำหน้าที่เช่นนี้ เฮ้ออยากจะรู้เสียจริงว่าความทรงจำที่หายไปของนางนั้นคือสิ่งใดกันแน่ มิใช่ว่านางในอดีตมานั่งแต่งแต้มเครื่องประทินโฉมตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อรอสามีกลับจวนทุกครั้งไปหรอกหรือ หลินหรานจึงกระตือรือร้นเช่นนี้ แต่ทว่าเหมือนจะมีบางอย่างที่นางหลงลืมไปอีกเช่นกัน... หลินหรานกล่าวว่าแม่ทัพหยางไม่โปรดปรานในตัวของนางมิใช่หรือ แล้วเขาจะกลับจวนประหนึ่งสามีที่กรำศึกมานานแรมเดือน ใคร่ครวญร้องหาภรรยาทุกเมื่อเชื่อวันรึ! “หลินหราน เจ้าแน่ใจหรือว่าท่านแม่ทัพจะกลับจวน มิใช่ว่าพอเข้าเมืองหลวงก็มุ่งหน้าไปหอสุราลี่ตง” “ฮูหยินจำเรื่องราวได้แล้วหรือเจ้าคะ” จ้าวซือหงมองสตรีที่ทำท่าประหนึ่งพบเจอเรื่องร้ายแรงก็อยากจะเอามือกุมขมับ เช่นนี้ก็นับว่าสิ่งที่นางคิดก็ไม่ผิดนัก หยางจื่อถง ไม่ได้พิสมัยในตัวของนางเลย หากเขาไม่มีปณิธานแน่วแน่เรื่องหอสุรามีหรือจะยอมตบแต่งกับนาง เมื่อคิดได้เช่นนั้นจ้าวซือหงก็โคลงศีรษะ สั่งหลินหรานให้หยุดจับนางแต่งตัว ปลดเปลื้องอาภรณ์ฉูดฉาด เลือกใส่สิ่งที่นางเห็นว่าดี ใส่เครื่องประดับที่นางชมชอบ ส่วนเครื่องประทินโฉมนั้นนางมิได้เช็ดล้างมันออกจากใบหน้า นานๆ ครั้งจะแต่งแต้มใบหน้าให้ดูงามสง่าก็ขอเก็บไว้ชื่นชมอีกสักครู่ก็แล้วกัน ส่วนหลินหรานที่มองนางอย่างไม่เข้าใจก็นิ่งงัน คงไม่คิดกระมังว่านางจะประพฤติตนประหลาดเช่นนี้ “เขาไม่มาหรอก แต่งไปให้เสียเวลาเปล่า วันนี้มีอะไรกินบ้าง ข้าเริ่มหิวแล้ว” หลินหรานนิ่งงันไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่เดินคอตกกลับออกจากห้องไปเตรียมอาหารให้นางเท่านั้น เมื่อคนสนิทกลับออกไป จ้าวซือหงก็ทอดมองภาพสะท้อนของตนเองผ่านกระจก พินิจใบหน้าของตนเองก็ดูจะแตกต่างจากใบหน้าในความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของนางเล็กน้อยคงเป็นไปด้วยอายุที่มากขึ้น แต่ทว่ามีบางอย่างที่ผิดแปลกและแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงกับนางในอดีต สตรีในกระจกยามนี้ดูอ่อนแอและเปราะบางจนนางได้แต่ฉงนใจว่าสิ่งใดชำระความห้าวหาญในจิตใจของนางไปจนหมดสิ้นเช่นนี้ สตรีโฉมสะคราญไม่ขี้ริ้วในกระจกต้องกล้าแกร่งและห้าวหาญมิใช่หรือ นางเป็นบุตรสาวของทหารกล้าแห่งต้าเซี่ยจิตใจต้องแข็งแกร่งมิอาจอ่อนแอให้ใครเห็น ฉะนั้นแล้วใบหน้าเศร้าหมองแม้จะถูกแต่งแต้มอย่างไรก็ซ่อนไม่มิดนั่นไม่เหมาะกับนางเลยสักนิด เป็นเรื่องน่าประหลาดที่วันนี้นางพูดได้เต็มปากว่านางผิดหวังกับตนเองเมื่อวันวานเป็นอย่างยิ่ง...และบัดนี้แม่นางที่น่าสงสารจะไม่กลับไปทุกข์ตรอมตรมเช่นวันวานอีก นางจะทำทุกอย่างเพื่อให้วันข้างหน้าไม่ต้องมานั่งฉงนใจถึงตนเองในอดีตว่าเหตุใดจึงต้องทำให้นางผิดหวังขนาดนี้ หากแต่มีอะไรซ่อนเร้นในการกระทำประหลาดก็ดี เป็นหมากตัวหนึ่งของใครก็ช่าง นางในวันนี้ไม่รับรู้เรื่องในอดีต เช่นนั้นอย่ามาคิดอ่านให้นางเดินตามแผนโง่เง่าอะไรอีก! หากอยากชักจูงหรือปั่นหัวนางก็มาลองดูอีกครั้ง ดูว่าคราวนี้นางจะอ่อนแอเช่นที่ผ่านมาหรือไม่!“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







