เข้าสู่ระบบจ้าวซือหงมิเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้กันแน่ นางตั้งครรภ์จึงปรากฏอาการผิดแปลกออกมา เรื่องนั้นนางเข้าใจได้ เพราะมิใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด แม้จะตั้งตัวไม่ทันแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจอาการพิกลของตนเอง แต่สิ่งที่นางไม่เข้าใจคือบุรุษที่นั่งเท้าคางมองนางอยู่ที่ข้างเตียงเตาเสียมากกว่า
“ท่านแม่ทัพ” “นอนพักไป จะพูดมาไปไย” “ท่านมานั่งจ้องข้าเช่นนี้จะให้ข้านอนได้อย่างไรกัน” หลังจากที่นางอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง แม่ทัพหยางก็อุ้มนางมานอนพักในห้องนอน จัดแจงให้หลินหรานเช็ดเนื้อตัวให้สะอาดแล้วเขาก็มานั่งเฝ้านางเช่นนี้ ราวกับว่าหากละสายตานางจะสลายไปเหมือนหยาดน้ำค้างในยามเช้าก็มิปาน “นอนไป นี่คือคำสั่ง” “ข้ามิใช่ทหารในค่ายของท่าน” “แน่นอน ข้ามิได้ร่วมหลับนอนกับนายทหารในค่าย” จ้าวซือหงหน้าเห่อร้อน แก้มขาวซีดเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีแดงระเรื่อขึ้นมากะทันหัน เมื่อได้ยินคนพูดจาเรื่องหลับนอนออกมาหน้าตายไม่อายปาก “ข้า...ข้าหมายถึงท่านจะสั่งข้าให้ทำตามท่านเช่นทหารใต้บังคับบัญชาท่านมิได้!” “อ้าว แล้วไยไม่พูดให้มันชัดเจนตั้งแต่แรก” เขาแกล้งนาง! บุรุษผู้นี้กำลังกลั่นแกล้งนาง! เมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของหยางจื่อถงนางก็ทราบได้ในทันทีว่าเขากำลังกลั่นแกล้งนางสร้างความพึงพอใจให้กับตนเอง แต่นางจะทำสิ่งใดได้ ร่างกายอ่อนแรงนอนไร้ความสามารถอยู่บนเตียงเตา ใจอยากจะทำร้ายเขาให้รู้สึกสะดุ้งสะเทือนเสียหน่อยแต่เมื่อใคร่ครวญดูแล้วนางก็อับจนปัญญา จึงจำใจหลับตาลง ในเมื่อเขาไม่ยอมไปไหน นางก็จะหลับใหลหนีหน้าเขาเอง! แต่นอนหลับตาอยู่ได้ครู่หนึ่งก็รู้ได้ถึงสัมผัสบางอย่างบริเวณหน้าท้องของนาง จ้าวซือหงพลันลืมตาแต่ก็พบว่าสัมผัสที่นางรับรู้นั้นมาจากบุรุษที่นั่งเฝ้านางอยู่ข้างเตียง มือของหยางจื่อถงกำลังวางอยู่บนหน้าท้องของนาง ส่วนเขาก็เอาแต่พินิจมือขึ้นลงตามลมหายใจของนางโดยมิทันสังเกตด้วยซ้ำไปว่านางกำลังจับจ้องมองเขาอยู่ หรือว่านางคิดผิดกันนะ “นอนไม่หลับก็ไม่ต้องนอน” ใช่นางคิดผิดจริงๆ เขาเป็นถึงแม่ทัพมีหรือจะไม่ทราบว่ามีคนแอบมองอยู่ด้วยระยะแค่นี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำไป “หรือว่าเจ็บ...มือข้าหนักไปหรือ” จ้าวซือหงนิ่วหน้ามองบุรุษที่เอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนถอนมือของตนเองกลับด้วยท่าทีตื่นตระหนกจนนางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขำขัน “หัวเราะอะไรของเจ้า” คนที่ถูกหัวเราะเยาะเอ่ยถามเสียงระคนไม่พอใจ แต่ก็มิได้เอ่ยว่าสิ่งใดไปมากกว่านั้น “หัวเราะท่านอย่างไรเล่า เวลาท่านประหม่าน่าขันมากรู้หรือไม่” “ซือหง...” จ้าวซือหงพินิจบุรุษที่ยังคงท่าทีตื่นตระหนก ชั่วพริบตาหนึ่งนัยน์ตาอ่านยากของเขาแสดงถึงความดีใจบางประการออกมา แต่ก็ชั่วพริบตาหนึ่งเท่านั้นจนนางไม่แน่ใจว่าตาฝาดไปหรือไม่ อีกอย่างนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกนางว่า ‘ซือหง’ “นอนไม่หลับ ก็ออกไปเดิน พ่อบ้านน่าจะจัดแจงดอกไม้ลงดินแล้ว จะไปดูสักหน่อยหรือไม่” จ้าวซือหงทิ้งความแปลกใจก่อนหน้า พยักหน้าตอบรับคำชวนของอีกฝ่าย นางถูกประคองให้ลุกขึ้น มือข้างหนึ่งถูกหยางจื่อถงพันธนาการเอาไว้ด้วยมือของเขา อาจจะคงเกรงว่านางจะล้มพับไปเสียก่อนก็เป็นได้ แต่ทว่านางเองก็เพิ่งจะทราบว่ามือของเขาอุ่นกว่ามือของนางอยู่มากโข ความหยาบกระด้างมากกว่านางเป็นเท่าทวีแต่นั่นมิใช่เรื่องแปลก เขาเป็นแม่ทัพชั่วชีวิตจับแต่ดาบ มีหรือจะให้นุ่มนิ่มราวกับคุณชายในจวนขุนนาง ที่เขาหวั่นวิตกเมื่อครู่นั้นอาจเพราะอาวุธพวกนั้นทำให้เขากลายเป็นบุรุษกระด้าง มือหนักกว่าคนทั่วไปก็เป็นได้“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







