เข้าสู่ระบบถึงยามอู่หยางจื่อถงก็ปลุกสตรีขี้เซาให้ลุกขึ้นมากินอาหารที่นางเอ่ยปากมาตั้งแต่เช้าว่ารสดีกว่าที่จวน แต่ทว่านางก็เอ่ยปฏิเสธอีกทั้งแสดงท่าทีพะอืดพะอมอยากจะอาเจียนออกมาหยางจื่อถงจึงได้แต่สั่งคนให้นำอาหารเหล่านั้นไปเก็บ และมานั่งคิดไม่ตกในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายปัญหาที่คิดไม่ตกนั้นกลับแก้ได้ด้วยสุราเพียงหนึ่งจอก...
สตรีตั้งครรภ์มักมีพฤติกรรมประหลาด ใช่ว่าเขาจะไม่เคยได้ยิน คนใกล้ตัวหลายคนที่ต่างเคยบ่น แต่ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งแม่ทัพผู้เกรียงไกรสยบข้าศึกมาทั้งใต้หล้าจะมานั่งจนใจให้กับสตรีที่ต้องดมกลิ่นสุรากู่จิ่งจึงรู้สึกอยากอาหารขึ้นมาบ้าง หยางจื่อถงเชื่อสนิทใจว่าบุตรของตนนั้นดื้อไม่เป็นรองใคร และหากให้เขาทำนายเจ้าก้อนแป้งที่นอนเล่นสบายใจอยู่ในท้องของจ้าวซือหงนั้นเป็นชายอย่างแน่นอน! พลันคิดว่าตนนั้นจะได้บุตรชาย รอยยิ้มก็ปรากฏอย่างไม่อาจซ่อนเร้นเอาไว้ มือคว้าเอาจอกสุราที่ทำหน้าที่ส่งกลิ่นหอมเรียกความอยากอาหารให้ภรรยาเสร็จแล้วมาดื่มจนหมดจอกในคราวเดียว กลิ่นหอมที่ซาบซ่านอยู่ในปากยิ่งทำให้หยางจื่อถงอารมณ์ดีเป็นเท่าทวี “เป็นอะไรของท่าน มีเรื่องน่ายินดีหรือจึงยิ้มออกมาเช่นนี้” “เปล่า...กลับกันเลยไหม เจ้าจะได้ไปพัก” เอ่ยหลบเลี่ยง พลางเชื้อชวนให้ภรรยาที่อิ่มหนำจากอาหารให้กลับจวนพร้อมตน โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยแย้งแต่ประการใด หยางจื่อถงจึงไม่รีรอพานางขึ้นเกี้ยวและกลับจวนทันที แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าจวนหยางจื่อถงก็ชะงัก เมื่อภายในห้องนอนของตนนั้นถูกลรื้อค้นจนเละเทะไม่เหลือสภาพ “เดี๋ยวก่อน เจ้ารออยู่ข้างนอกก่อน” หยางจื่อถงกันภรรยาของตนให้ออกห่างจากห้องนอน เขาเดินอาดๆ เข้าไปยังภายในห้องนอนที่สภาพดูไม่ได้ สำรวจข้าวของที่ถูกรื้อค้นกระจาย แต่ไม่พบตัวคนร้ายหรือแม้แต่ร่องรอย จ้าวซือหงไม่ได้เชื่อฟังคำของสามีเสียทีเดียว นางเดินตามหลังหยางจื่อถงเข้าห้องนอนพร้อมกับหลินหรานที่คอยประคองนางไม่ห่างแต่ทว่าทั้งสองก็ต้องชะงัก “เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้เละเทะขนาดนี้” “เอ๊ะ! ทำไมห้องนอนของใต้เท้าและฮูหยินถึงได้...” “มีคนเข้ามาพวกเจ้าไม่รู้บ้างรึ! เรียกเวรยามเฝ้าประตู บ่าวทุกคนในจวนมาหาข้า!” “เจ้าค่ะ” สาวใช้ของจ้าวซือหงก้มหน้ารับคำยามท่านแม่ทัพตะเบ็งเสียงด้วยท่าทีหวาดหวั่น ออกไปเรียกตัวบ่าวทั้งหลายในจวนอย่างที่ท่านแม่ทัพต้องการ ทั้งห้องจึงเหลือเพียงจ้าวซือหงและหยางจื่อถงที่มองหน้ากันอย่างคิดไม่ตก “นี่มันอะไรกัน มีคนลอบเข้ามาที่นี่หรือ ในจวนแม่ทัพยังมีคนคิดอวดดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ” “คงรู้ว่าข้าไม่อยู่ พวกมันจึงอาจหาญลอบเข้ามาถึงที่นี่” “แล้วพวกมันต้องการอะไร รื้อค้นเช่นนี้ไม่ใช่ว่าตามหาของอยู่หรอกหรือ” จ้าวซือหงตั้งข้อสันนิษฐานซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากที่หยางจื่อถงคิด แน่นอนว่านางทราบในเรื่องนี้ดี แต่ทว่าอีกฝ่ายก็พยายามซ่อนเร้นความจริงในเรื่องนี้เอาไว้ และเอ่ยเพียงเสียงที่ลอดไรฟันออกมาอย่างแผ่วเบา “มันไม่ได้ไป...ไม่มีทาง” จ้าวซือหงไม่คิดเค้นเอาความจากคนที่ไม่คิดจะพูดให้นางกระจ่างแก่ใจตั้งแต่แรก เพียงสาดส่องสายตาสำรวจโดยรอบว่ามีสิ่งใดเสียหากหรือไม่ เท่าที่ตาเห็นมีเพียงการรื้อค้นเท่านั้นไม่มีสิ่งใดเสียหาย เพราะถ้าแจกันใบเดียวแตกร้าวก็คงมีคนในจวนวิ่งโล่มาจับตัวคนร้ายแล้ว แต่นี่ไม่มีเลย ไม่มีร่องรอยกันงัดแงะทุกอย่างกระทำด้วยความชำนาญจนนางอดสงสัยไม่ได้ ว่าหากชำนาญถึงเพียงนี้ไยต้องรื้อข้าวของให้พวกนางได้รู้ตัวด้วย สู้แอบเข้ามาเมื่อไม่เจอของที่ต้องการก็กลับออกไปเลยไม่ดีกว่าหรือ ทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการประกาศศึกท้ารบกับจวนแม่ทัพ หรือว่านี่คือสัญญาณเตือนกันเล่า ว่าแม้แต่จวนแม่ทัพก็ไม่ต้านทานคนพวกนั้นได้... นี่คือการหยามหมิ่นเกียรติของแม่ทัพไร้พ่ายเช่นนั้นน่ะหรือ เช่นนั้นแล้วสิ่งใดกันที่คนพวกนั้นต้องการ และสิ่งใดกันที่หยางจื่อถงแอบซ่อนเอาไว้ สตรีที่จมอยู่ในห้วงภวังค์สะดุ้งเมื่อได้รับสัมผัสจากมือของหยางจื่อถงที่เข้ามาโอบนางไว้ “ไปข้างนอกเถิด ข้าจะให้บ่าวมาจัดการ เดินไปเดินมาเช่นนี้ประเดี๋ยวจะล้มเข้า” จ้าวซือหงไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงเดินออกจากห้องนอนที่มีสภาพไม่น่าดูอย่างที่สามีต้องการ “พวกเขาอยากท้าทายท่าน” ชายที่โอบประคองชะงักงัน จ้าวซือหงเงยหน้าสบมองบุรุษที่เอาแต่มองใบหน้าของนางราวกับอยากจะอ่านใจนางในเวลานี้ “บางทีข้าก็คิดว่าเจ้าจำเรื่องราวทุกอย่างใดซือหง บางทีเจ้าก็เหมือนว่าจำเรื่องราวบางอย่างได้แล้ว” “ไม่เลย ข้ายังไร้ซึ่งความทรงจำ เพียงแต่สิ่งที่ข้าเห็นนั้นชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้วเท่านั้น ท่านเองก็เห็นมิใช่หรือ” จ้าวซือหงได้ยินเสียงทอดถอนหายใจ ก่อนที่เท้าทั้งสองข้างของบุรุษที่โอบประคองนางไว้จะออกเดินอีกครั้งหนึ่ง “มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ ถูกซ่อนไว้ และข้าเชื่อเหลือเกินว่าพวกมันมาเพื่อสิ่งที่ว่านี้ และสิ่งที่พวกมันกระทำคือการเตือนข้าว่าอย่าคิดกระทำในเรื่องที่ไม่ควร” “สิ่งใดกัน...สิ่งใดที่ท่านซ่อนเร้นเอาไว้” “จ้าวซือหงรู้ดีว่าข้าซ่อนเร้นสิ่งใดไว้ ฉะนั้นข้าจะไม่เอ่ยในสิ่งที่จ้าวซือหงทราบดีอยู่แล้ว” “แล้วท่านแน่ใจหรือว่าพวกนั้นไม่ได้ของที่ท่านซ่อนเร้นไป ข้าไม่เห็นท่านตรวจสอบสิ่งใดเลย” “ไม่ เพราะข้ามิได้เป็นคนซ่อนสิ่งสำคัญนั้นไว้ แต่เป็นเจ้า...ข้าให้จ้าวซือหงเป็นคนซ่อนของสำคัญนั้นไว้ก่อนที่ข้าจะไปทำศึกครั้งก่อน เช่นนั้นแล้วข้าเองก็ไม่ทราบว่ามันอยู่ที่ใด” “ข้ารู้เพียงคนเดียวรึ?!” สตรีที่เพิ่งทราบว่ากำความลับที่สำคัญของสามีเอาไว้ก็ตื่นตระหนก ผิดกลับหยางจื่อถงที่ยังคงมีใบหน้าเรียบนิ่งราวกับไม่หนักใจในเรื่องนั้นแม้แต่น้อย “ใช่”“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







