LOGINบนเตียงนอนในเรือนทางปีกตะวันตกของจวนสกุลลู่ ลู่ฟางหนิงสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมา ก่อนจะพบว่าร่างกายของตนเปียกโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ ภาพของโจวหยางเทียนกับซูเยี่ยนหลิงที่รวมหัวกันหลอกใช้นาง และมองนางด้วยสายตาเย้ยหยันราวกับคนโง่ยังคงติดตานางไม่จางหาย
ยามที่ลู่ฟางหนิงนึกถึงภาพของสองคนนั้น นางก็กำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ แม้นางจะตายกลายเป็นผีไปแล้ว นางก็จะไม่มีวันปล่อยให้คนชั่วสองคนนั้นได้ใช้ชีวิตสุขสบายอย่างแน่นอน นางจะคอยตามอาฆาตแค้นและจองเวรจองกรรมพวกมันไปทุกภพทุกชาติ
และก่อนที่ลู่ฟางหนิงจะทันได้โกรธแค้นโจวหยางเทียนกับซูเยี่ยนหลิงไปมากกว่านี้ เสียงเรียกของใครบางคนก็ดึงให้นางหลุดออกจากห้วงภวังค์แห่งความแค้นเสียก่อน
“คุณหนู ท่านฟื้นแล้ว!”
ลู่ฟางหนิงหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะพบเข้ากับสตรีวัยแรกแย้มสองนางซึ่งดูคุ้นหน้าคุ้นตายิ่งนัก
“อิ๋นฉาย? อิ๋นเซียง?”
ลู่ฟางหนิงเบิกตาค้างด้วยความตกตะลึง ในหัวเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เพราะอิ๋นฉายกับอิ๋นเซียงคือสาวใช้ประจำตัวของนาง แต่สองคนนั้นตายไปเมื่อห้าปีก่อนแล้วมิใช่หรือ?
“อิ๋นฉาย อิ๋นเซียง ข้าตายแล้วใช่หรือไม่ ข้าถึงได้เห็นพวกเจ้าทั้งสองมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเช่นนี้”
มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ลู่ฟางหนิงนึกออก เพราะนางตายไปแล้ว นางถึงได้พบกับอิ๋นฉายและอิ๋นเซียง
“คุณหนู ท่านพูดจาเหลวไหลอันใดเจ้าคะ ท่านยังมิตายเสียหน่อย เพียงแต่นอนซมเพราะพิษไข้เท่านั้นเอง”
นอนซมเพราะพิษไข้อย่างนั้นหรือ?
ยิ่งได้ฟังคำพูดของสาวใช้สองคนตรงหน้า ลู่ฟางหนิงก็ยิ่งรู้สึกมึนงงหนักกว่าเดิม และก่อนที่นางจะทันได้ถามอันใดไปมากกว่านี้ ภาพความทรงจำต่างๆ ก็ประเดประดังเข้ามา จนนางต้องยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความเจ็บปวด
“คุณหนู ท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ หรือว่าพิษไข้จะกำเริบอีกแล้ว!” อิ๋นฉายกับอิ๋นเซียงเห็นท่าไม่ดี คนหนึ่งจึงรีบออกไปตามท่านหมอประจำตระกูลมาตรวจอาการของลู่ฟางหนิง ส่วนอีกคนรีบไปแจ้งข่าวแก่ท่านแม่ทัพ ‘ลู่หนิงเหอ’ กับลู่ฮูหยินว่าคุณหนูรองฟื้นแล้ว
เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน คนทั้งหมดก็มาปรากฏตัวที่นี่ ยามที่ลู่ฟางหนิงได้พบหน้าบิดาและมารดาอีกครั้ง จู่ๆ น้ำตาของนางก็รินไหลออกมาไม่หยุด เพราะยามนี้นางรับรู้แล้วว่า สวรรค์ยังมีเมตตา และยอมมอบโอกาสให้กับคนชั่วช้าอย่างนางได้ย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีต
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
ลู่ฟางหนิงโผล่เข้าสวมกอดบิดาและมารดาด้วยความคิดถึง ยามที่อยู่ในอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นความรู้สึกผิดทั้งหลายก็ค่อยๆ ถาโถมเข้ามาเป็นระลอกราวกับคลื่นน้ำที่ซัดสาดเข้ามาไม่หยุด ชาติก่อนเพราะนางหลงมัวเมากับความรักจอมปลอมของโจวหยางเทียน บิดามารดารวมถึงพี่ชายทั้งสองคนของนางถึงได้ถูกประหารอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนั้น
แต่ในเมื่อสวรรค์ยอมมอบโอกาสให้กับนางอีกครา นางสัญญาว่าจะไม่ยอมให้ความรักบังตาอีกแล้ว อีกทั้งยังจะเอาคืนพวกมันทั้งสองให้สาสมกับสิ่งที่พวกมันทำไว้กับนางและครอบครัว ส่วนเขา…คนที่นางทำผิด นางจะขอชดใช้คืนจนกว่าชีวิตจะหาไม่
“หนิงหนิง เจ้าเพิ่งฟื้นจากพิษไข้ อย่างไรให้ท่านหมอตรวจดูอาการก่อนเถิด” แม้จะดีใจสักเพียงใดที่บุตรสาวฟื้นจากอาการไข้แล้ว ทว่าลู่ฮูหยินจำต้องผละร่างของลู่ฟางหนิงออกจากอ้อมกอดของตน ก่อนจะเชิญให้ท่านหมอประจำตระกูลเข้ามาตรวจดูอาการของนางอย่างละเอียด หลังจากที่นางนอนซมเพราะพิษไข้มาสามวันสามคืนเต็ม
ในระหว่างที่ท่านหมอกำลังตรวจอาการของลู่ฟางหนิงอยู่นั้น พี่ชายทั้งสองคนที่เพิ่งทราบข่าวว่านางฟื้นจากพิษไข้แล้วก็รีบเข้ามาเยี่ยมนางด้วยความเป็นห่วงทันที
ยามที่ ‘ลู่จางหมิ่น’ และ ‘ลู่เหว่ยหรง’ พบว่าน้องสาวผู้แสนซุกซนของพวกเขากำลังเซื่องซึมเพราะพิษไข้ ภายในใจของพวกเขาก็รู้สึกเป็นห่วงนางยิ่งนัก
“หนิงหนิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่”
ลู่จางหมิ่นผู้เป็นพี่ชายคนโตเอ่ยถาม หลังจากที่ท่านหมอตรวจอาการของลู่ฟางหนิงเสร็จแล้ว ลู่ฟางหนิงมองชายหนุ่มสองคนตรงหน้า ขอบตาของนางก็แดงเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง หากแต่นางพยายามข่มกลั้นอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามของเขา
“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินน้องสาวเอ่ยบอกเช่นนั้น ภายในใจของชายหนุ่มทั้งสองก็คลายความรู้สึกกังวลลง จากนั้นจึงเป็นลู่เหว่ยหรงที่เอ่ยขึ้น “หากเจ้าหายดีแล้ว เช่นนั้นวันพรุ่งนี้เจ้าก็สามารถเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์กับพวกเราได้แล้วสิ”
ยังไม่ทันที่ลู่ฟางหนิงจะได้ตอบคำถามของพี่ชายคนรอง มารดาที่นั่งอยู่ด้านข้างนางก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “หนิงหนิงเพิ่งหายไข้ เทศกาลล่าสัตว์ปีนี้ อย่าเพิ่งให้นางเข้าร่วมเลย”
ลู่ฮูหยินยังคงรู้สึกเป็นห่วงบุตรสาวเพียงคนเดียวของตน แม้ว่าเทศกาลล่าสัตว์ปีนี้จะเป็นปีแรกที่ลู่ฟางหนิงสามารถเข้าร่วมได้ แต่นางก็ไม่อยากให้บุตรสาวที่เพิ่งฟื้นจากพิษไข้ไปลำบากในป่าในเขา หากนางเจ็บป่วยขึ้นมาอีกครั้งจะทำอย่างไรเล่า
ทว่าลู่ฟางหนิงหาได้คิดเช่นนั้น เพราะนางจะใช้เทศกาลล่าสัตว์ในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเอง
“ท่านแม่ข้าอยากเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์ ท่านก็รู้ว่าข้ารอคอยวันนี้มานานแค่ไหน ท่านอย่าห้ามข้าเลยนะเจ้าคะ”
ลู่ฟางหนิงรู้ว่ามารดามักใจอ่อนกับนางเสมอ ยามที่นางใช้น้ำเสียงออดอ้อนกับอีกฝ่าย แม้นางจะห่างเหินจากช่วงเวลาเช่นนี้มาเนิ่นนาน เพราะมัวแต่ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบ แต่เมื่อนางได้มีโอกาสย้อนเวลากลับมาอีกครั้ง นางก็อยากออดอ้อนมารดาเหมือนเช่นที่เคยทำในครั้งที่นางยังเป็นเพียงสตรีที่ยังไร้เดียงสา แม้ยามนี้จิตใจข้างในของนางจะอัดแน่นไปด้วยไฟแค้นก็ตาม
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าอยากไป เช่นนั้นแม่ก็จะไม่ห้ามความต้องการของเจ้า เพียงแต่เจ้าต้องดูแลตัวเองดีๆ อย่าได้เจ็บป่วยหรือได้รับอันตรายกลับมาเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่”
“ฮูหยิน เจ้าเป็นห่วงหนิงหนิงเกินไปแล้ว พวกข้าอยู่กับนางทั้งคนจะปล่อยให้นางเป็นอันตรายไปได้อย่างไร” ลู่หนิงเหอเห็นว่าภรรยาของตนกังวลมากจนเกินไป เขาจึงยื่นมือไปลูบหลังมือของนางพร้อมกับให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลบุตรสาวเป็นอย่างดี
ลู่จางหมิ่นกับลู่เหว่ยหรงเองก็ให้คำสัญญากับมารดาเช่นกันว่าจะดูแลน้องสาวไม่ให้คลาดสายตา ด้วยประการฉะนี้ ลู่ฮูหยินจึงยอมให้บุตรสาวเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ที่จะถูกจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้
“เช่นนั้นเจ้าก็รีบเตรียมตัวเก็บข้าวของเถิด วันพรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางทันเวลา”
“เจ้าค่ะ” ลู่ฟางหนิงแย้มรอยยิ้มให้พี่ชายทั้งสองคน ยามนี้นางต้องทำตัวให้สดใสร่าเริงเข้าไว้ เพราะนางยังเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบห้าปีหาใช่สตรีที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ถ้าจำไม่ผิด อีกหนึ่งปีข้างหน้า นางจะเข้าร่วมกองทัพกับพวกพี่ชายและฝึกฝนฝีมือเป็นเวลาเกือบหกปีเต็มถึงสามารถขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพหญิงคนแรกของแคว้นโจวได้
อีกทั้งระหว่างนั้นนางยังแอบรวบรวมกองทัพลับเอาไว้ตามคำยุยงของโจวหยางเทียน และคอยเป็นเงากำจัดศัตรูให้เขาอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ และอีกสิบปีนับจากนี้ นางจึงจะก่อกบฏเพื่อให้โจวหยางเทียนได้ขึ้นครองบัลลังก์ ทว่าสุดท้ายแล้ว เขากลับวางยาพิษนางหลังจากที่นางหมดประโยชน์ แต่ชาตินี้อย่าหวังเลยว่าเขาจะหลอกใช้นางจากความรักเหมือนในชาติก่อนได้ เพราะนางหาใช่สตรีโง่งมอีกแล้ว
หลังจากที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานรางวัลให้กับผู้ชนะเสร็จสิ้น เทศกาลล่าสัตว์ในปีนี้ก็ได้สิ้นสุดลง ขบวนรถม้าของเหล่าเชื้อพระวงศ์เริ่มทะยอยเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ขณะที่ขบวนรถม้าของเหล่าขุนนางและครอบครัวจำต้องรั้งรอเพื่อติดตามไปทีหลัง ซูเยี่ยนหลิงจึงอาศัยช่วงจังหวะนี้เข้าไปสนทนากับลู่ฟางหนิงที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทางเหมือนกับคนอื่นๆ“หนิงหนิงเจ้าได้ล่ากระต่ายป่ามาให้ข้าหรือไม่”ก่อนหน้านี้ซูเยี่ยนหลิงเคยขอร้องให้ลู่ฟางหนิงล่ากระต่ายป่ามาให้นาง ดังนั้นเมื่อการล่าสัตว์จบลงนางจึงมาทวงถามตามคำสัญญานั้น เมื่อกลับเมืองหลวงไปแล้ว นางจะได้นำกระต่ายป่าไปโอ้อวดเพราะต้องการให้ตนเองดูโดดเด่นในหมู่สตรีวัยเดียวกันโดยที่ผลงานทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นของลู่ฟางหนิงทั้งสิ้นลู่ฟางหนิงเมื่อพบว่าซูเยี่ยนหลิงเดินมาหาตน นางก็ลอบกรอกตาด้วยความเบื่อหน่าย เพราะนางไม่อยากเห็นหน้าสตรีนางนี้อีกต่อไปแล้ว แต่กระนั้นนางก็ยังต้องเก็บกลั้นอารมณ์นั้นเอาไว้ แล้วหันกลับไปเอ่ยตอบซูเยี่ยนหลิงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เพราะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเจ้า ข้าจึงไม่ได้เข้าป่าล่าสัตว์ต่อ นอกจากไก่ป่าสองตัว ข้าก็ล่าอย่างอื่นไม่ได้อีกเลย”ซูเยี
ลู่ฟางหนิงไม่เข้าใจตนเองเช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุใดนางถึงได้เดินหนีโจวหยางอวี้มาเช่นนี้ หรืออาจเป็นเพราะในชีวิตก่อนนางเคยทำผิดไว้กับเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง นางจึงยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะสนทนากับเขา“หนิงหนิงเจ้าเป็นอันใดหรือ เหตุใดสีหน้าถึงได้เป็นเช่นนั้น”ลู่เหว่ยหรงเอ่ยถามน้องสาว เมื่อเห็นว่านางเดินกลับมายังกระโจมที่พักด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนัก อาการของซูเยี่ยนหลิงก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงขนาดนั้น เพราะรุ่ยอ๋องช่วยเหลือไว้ได้ทัน ดังนั้นเขาจึงคิดว่าอาการป่วยของนางอาจกำเริบขึ้นมา“หรือว่าเจ้าไข้ขึ้น?” ลู่เหว่ยหรงเอื้อมมือไปวัดความร้อนบนหน้าผากของน้องสาว แต่เมื่อพบว่านางไม่มีความผิดปกติอันใด คิ้วทั้งสองข้างก็ขมวดมุ่นเข้าหากันลู่ฟางหนิงดึงมือพี่ชายคนรองออก เอ่ยว่า “ข้ามิได้เป็นอันใดเจ้าค่ะ พี่รองอย่าได้เป็นกังวลไปเลย ข้าแค่เหนื่อยจากการเข้าป่าล่าสัตว์เท่านั้น พักผ่อนสักประเดี๋ยวคงจะดีขึ้น”ลู่เหว่ยหรงได้ยินน้องสาวเอ่ยบอกเช่นนั้นจึงพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนั้นเจ้าก็รีบพักผ่อนเถิด หากถึงเวลาอาหารเย็นแล้วเดี๋ยวข้าจะมาเรียกอีกครั้ง”“เจ้าค่ะ” ลู่ฟางหนิงรับคำ ก่อนจะเดินเข้ากระโจมที
แม้โจวหยางเทียนจะโมโหมากเพียงใดที่แผนการของตนล้มเหลว แต่กระนั้น เขาก็ยังประคองร่างของซูเยี่ยนหลิงมาส่งยังกระโจมที่พักของอีกฝ่ายราวกับเป็นห่วงนางจากใจจริง ทว่าความเป็นจริงนั้นเขากลับก่นด่านางในใจว่าไม่ได้เรื่อง แค่มอบถุงหอมถุงเดียวให้กับลู่ฟางหนิงก็ทำไม่สำเร็จ เช่นนี้เขาจะใช้ประโยชน์อันใดจากนางได้อีกทว่าซูเยี่ยนหลิงที่ถูกรุ่ยอ๋องประคองมายังกระโจมที่พักกลับคิดเข้าข้างตนเองว่าเขามีความรู้สึกที่พิเศษมอบให้กับนาง มิเช่นนั้น เขาคงไม่ประคองนางมาส่งถึงที่พักเช่นนี้ทางด้านของลู่จางหมิ่นกับลู่เหว่ยหรงที่ล่ากวางมาได้หลายตัว เมื่อได้ยินว่าสหายของน้องสาวเกิดอันตรายก็รีบมาดูอาการของนางด้วยความห่วงใยทันที เพราะพวกเขาก็เห็นซูเยี่ยนหลิงเป็นน้องสาวคนหนึ่งเช่นกัน แม้พวกเขาอยากจะหาสาเหตุการคลุ้มคลั่งของม้า ทว่าลู่ฟางหนิงกลับเอ่ยห้ามเอาไว้ บอกว่าม้าของซูเยี่ยนหลิงอาจจะเพียงแค่ตกใจเท่านั้น เพราะนางไม่อยากให้ซูเยี่ยนหลิงรู้ว่าทุกอย่างเป็นแผนการของโจวหยางเทียนนางอยากให้ชีวิตของซูเยี่ยนหลิงและครอบครัวพังพินาศเหมือนกับนางในชาติที่แล้วก่อน ตอนนั้นบอกความจริงกับอีกฝ่ายก็นับว่ายังไม่สายเกินไป“พี่ใหญ่ พี่รอง ข
หลังจากที่ได้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จนเสร็จเรียบร้อย ทุกคนจึงได้มารวมตัวกันที่ลานพิธี เมื่อฮ่องเต้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ เทศกาลล่าสัตว์จึงได้เริ่มต้นขึ้นในขณะที่เหล่าบุรุษเข้าป่าล่าสัตว์ กลุ่มของฮองเฮา สนมชายาและเหล่าสตรีชนชั้นสูงบางคนที่ไม่ชอบกิจกรรมผาดโผนก็ได้รั้งรออยู่ยังที่พัก ระหว่างนี้ฮองเฮาได้จัดงานเลี้ยงน้ำชาขึ้น เพื่อให้เหล่าสตรีทั้งหลายรู้สึกไม่เบื่อหน่าย แต่กระนั้นก็ยังมีสตรีหลายคนที่เข้าป่าตามเหล่าบุรุษไปล่าสัตว์ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มขององค์หญิงสามซึ่งเป็นพระธิดาเพียงพระองค์เดียวของฮองเฮาเมื่อสตรีหลายนางเห็นองค์หญิงสามเป็นผู้นำกลุ่มสตรีเข้าป่าล่าสัตว์ หลายคนก็ควบอาชาตามนางไป ส่วนมากเพื่อต้องการประจบเอาใจ เพราะองค์หญิงสามเป็นพี่น้องร่วมอุทรกับองค์รัชทายาท หากพวกนางสามารถตีสนิทกับองค์หญิงสามได้ การเข้าถึงองค์รัชทายาทก็คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวซูเยี่ยนหลิงเห็นว่าสตรีหลายคนติดตามองค์หญิงสามไปแล้ว นางก็เอ่ยคะยั้นคะยอให้ลู่ฟางหนิงตามไปเช่นกัน “ฟางหนิง พวกเราติดตามกลุ่มขององค์หญิงสามไปกันเถิด”ลู่ฟางหนิงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธ หากนางติดตามกลุ่มขององค์หญิงสามไป เหตุการณ์เหมือนในช
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวสกุลลู่ทั้งสี่ชีวิตกำลังเตรียมตัวเดินทางไปเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ที่ภายในหนึ่งปีจะจัดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น และปีนี้ก็เป็นปีแรกที่ลู่ฟางหนิงสามารถเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ได้ลู่ฮูหยินออกมาส่งสามี บุตรชายและบุตรสาวขึ้นรถม้าที่หน้าประตูจวน ภายในใจของนางยังมีความกังวลมากมายเพราะบุตรสาวเพิ่งหายจากอาการป่วย แม้ในใจของลู่ฮูหยินไม่อยากให้ลู่ฟางหนิงเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ครั้งนี้ แต่ในเมื่อบุตรสาวขอร้องอ้อนวอนขนาดนั้น นางจะใจจืดใจดำรั้งบุตรสาวไว้ได้อย่างไร ดังนั้นลู่ฮูหยินจึงกำชับให้สามีและบุตรชายทั้งสองคนดูแลลู่ฟางหนิงให้มากเป็นพิเศษ อย่าให้นางได้รับอันตรายใดๆ เด็ดขาด“ท่านแม่อย่าเป็นกังวลเลย ท่านพ่อ พี่ใหญ่และพี่รองมีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งกาจขนาดนั้น คงไม่ปล่อยให้ข้าได้รับอันตรายง่ายๆ หรอกเจ้าค่ะ”ลู่ฟางหนิงผละออกจากอ้อมกอดของมารดา พร้อมกับพูดปลอบใจให้นางเลิกกังวลเสียที ทว่าลู่ฮูหยินก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลได้ อย่างไรลู่ฟางหนิงก็เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนาง ลู่หนิงเหอเห็นเช่นนั้นก็เข้าไปโอบบ่าภรรยา กล่าวว่า “ฮูหยินไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลหนิงหนิงของพวกเราเ
แม้ซูเยี่ยนหลิงจะเคยพานพบบุรุษรูปงามมามากมาย ทว่านางปฏิเสธไม่ได้ว่ารุ่ยอ๋องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ชวนให้รู้สึกน่าหลงใหลมากกว่าคนอื่นๆหากวันนั้นรถม้าของนางไม่เกิดพังระหว่างทาง นางก็คงไม่ได้รู้จักกับรุ่ยอ๋องเช่นนี้ อีกทั้งวันนี้ยังได้พบกับเขาเข้าโดยบังเอิญ หากไม่กล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะโชคชะตานำพา นางก็ไม่รู้จะกล่าวว่าอย่างไรแล้ว “คารวะท่านอ๋องเพคะ”ซูเยี่ยนหลิงยอบกายคำนับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทางขวยเขิน ยามที่นางช้อนสายตาขึ้นมองก็พบว่าเขากำลังแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้ ด้วยภาพลักษณ์เช่นนี้จึงทำให้ไม่มีผู้ใดระแคะระคายว่ารุ่ยอ๋องจะหมายปองตำแหน่งรัชทายาทของน้องชายอย่างโจวหยางอวี้ กระทั่งฮ่องเต้เองก็ไม่เคยคิดว่าพระโอรสองค์โตจะมีความคิดที่มักใหญ่ใฝ่สูงเช่นกัน หากแต่ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าภายใต้หน้ากากอันแสนอ่อนโยนนี้จะซ่อนความชั่วร้ายไว้มากมายเพียงใด“คราวก่อนที่ท่านอ๋องช่วยหม่อมฉันเอาไว้ หม่อมฉันยังไม่ได้ตอบแทนเลย หากท่านอ๋องไม่รังเกียจ หม่อมฉันขอเลี้ยงน้ำชาท่านอ๋องสักจอกจะได้หรือไม่เพคะ”แน่นอนว่าบุญคุณของรุ่ยอ๋องในครั้งนั้น ซูเยี่ยนหลิงไม่มีวันลืม ทว่าการเชิญชวนนี้ก็หาใช่เพื่อตอบแทนบุญคุณเสียท

![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





