LOGINบนเตียงนอนในเรือนทางปีกตะวันตกของจวนสกุลลู่ ลู่ฟางหนิงสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมา ก่อนจะพบว่าร่างกายของตนเปียกโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ ภาพของโจวหยางเทียนกับซูเยี่ยนหลิงที่รวมหัวกันหลอกใช้นาง และมองนางด้วยสายตาเย้ยหยันราวกับคนโง่ยังคงติดตานางไม่จางหาย
ยามที่ลู่ฟางหนิงนึกถึงภาพของสองคนนั้น นางก็กำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ แม้นางจะตายกลายเป็นผีไปแล้ว นางก็จะไม่มีวันปล่อยให้คนชั่วสองคนนั้นได้ใช้ชีวิตสุขสบายอย่างแน่นอน นางจะคอยตามอาฆาตแค้นและจองเวรจองกรรมพวกมันไปทุกภพทุกชาติ
และก่อนที่ลู่ฟางหนิงจะทันได้โกรธแค้นโจวหยางเทียนกับซูเยี่ยนหลิงไปมากกว่านี้ เสียงเรียกของใครบางคนก็ดึงให้นางหลุดออกจากห้วงภวังค์แห่งความแค้นเสียก่อน
“คุณหนู ท่านฟื้นแล้ว!”
ลู่ฟางหนิงหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะพบเข้ากับสตรีวัยแรกแย้มสองนางซึ่งดูคุ้นหน้าคุ้นตายิ่งนัก
“อิ๋นฉาย? อิ๋นเซียง?”
ลู่ฟางหนิงเบิกตาค้างด้วยความตกตะลึง ในหัวเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เพราะอิ๋นฉายกับอิ๋นเซียงคือสาวใช้ประจำตัวของนาง แต่สองคนนั้นตายไปเมื่อห้าปีก่อนแล้วมิใช่หรือ?
“อิ๋นฉาย อิ๋นเซียง ข้าตายแล้วใช่หรือไม่ ข้าถึงได้เห็นพวกเจ้าทั้งสองมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเช่นนี้”
มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ลู่ฟางหนิงนึกออก เพราะนางตายไปแล้ว นางถึงได้พบกับอิ๋นฉายและอิ๋นเซียง
“คุณหนู ท่านพูดจาเหลวไหลอันใดเจ้าคะ ท่านยังมิตายเสียหน่อย เพียงแต่นอนซมเพราะพิษไข้เท่านั้นเอง”
นอนซมเพราะพิษไข้อย่างนั้นหรือ?
ยิ่งได้ฟังคำพูดของสาวใช้สองคนตรงหน้า ลู่ฟางหนิงก็ยิ่งรู้สึกมึนงงหนักกว่าเดิม และก่อนที่นางจะทันได้ถามอันใดไปมากกว่านี้ ภาพความทรงจำต่างๆ ก็ประเดประดังเข้ามา จนนางต้องยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความเจ็บปวด
“คุณหนู ท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ หรือว่าพิษไข้จะกำเริบอีกแล้ว!” อิ๋นฉายกับอิ๋นเซียงเห็นท่าไม่ดี คนหนึ่งจึงรีบออกไปตามท่านหมอประจำตระกูลมาตรวจอาการของลู่ฟางหนิง ส่วนอีกคนรีบไปแจ้งข่าวแก่ท่านแม่ทัพ ‘ลู่หนิงเหอ’ กับลู่ฮูหยินว่าคุณหนูรองฟื้นแล้ว
เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน คนทั้งหมดก็มาปรากฏตัวที่นี่ ยามที่ลู่ฟางหนิงได้พบหน้าบิดาและมารดาอีกครั้ง จู่ๆ น้ำตาของนางก็รินไหลออกมาไม่หยุด เพราะยามนี้นางรับรู้แล้วว่า สวรรค์ยังมีเมตตา และยอมมอบโอกาสให้กับคนชั่วช้าอย่างนางได้ย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีต
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
ลู่ฟางหนิงโผล่เข้าสวมกอดบิดาและมารดาด้วยความคิดถึง ยามที่อยู่ในอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นความรู้สึกผิดทั้งหลายก็ค่อยๆ ถาโถมเข้ามาเป็นระลอกราวกับคลื่นน้ำที่ซัดสาดเข้ามาไม่หยุด ชาติก่อนเพราะนางหลงมัวเมากับความรักจอมปลอมของโจวหยางเทียน บิดามารดารวมถึงพี่ชายทั้งสองคนของนางถึงได้ถูกประหารอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนั้น
แต่ในเมื่อสวรรค์ยอมมอบโอกาสให้กับนางอีกครา นางสัญญาว่าจะไม่ยอมให้ความรักบังตาอีกแล้ว อีกทั้งยังจะเอาคืนพวกมันทั้งสองให้สาสมกับสิ่งที่พวกมันทำไว้กับนางและครอบครัว ส่วนเขา…คนที่นางทำผิด นางจะขอชดใช้คืนจนกว่าชีวิตจะหาไม่
“หนิงหนิง เจ้าเพิ่งฟื้นจากพิษไข้ อย่างไรให้ท่านหมอตรวจดูอาการก่อนเถิด” แม้จะดีใจสักเพียงใดที่บุตรสาวฟื้นจากอาการไข้แล้ว ทว่าลู่ฮูหยินจำต้องผละร่างของลู่ฟางหนิงออกจากอ้อมกอดของตน ก่อนจะเชิญให้ท่านหมอประจำตระกูลเข้ามาตรวจดูอาการของนางอย่างละเอียด หลังจากที่นางนอนซมเพราะพิษไข้มาสามวันสามคืนเต็ม
ในระหว่างที่ท่านหมอกำลังตรวจอาการของลู่ฟางหนิงอยู่นั้น พี่ชายทั้งสองคนที่เพิ่งทราบข่าวว่านางฟื้นจากพิษไข้แล้วก็รีบเข้ามาเยี่ยมนางด้วยความเป็นห่วงทันที
ยามที่ ‘ลู่จางหมิ่น’ และ ‘ลู่เหว่ยหรง’ พบว่าน้องสาวผู้แสนซุกซนของพวกเขากำลังเซื่องซึมเพราะพิษไข้ ภายในใจของพวกเขาก็รู้สึกเป็นห่วงนางยิ่งนัก
“หนิงหนิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่”
ลู่จางหมิ่นผู้เป็นพี่ชายคนโตเอ่ยถาม หลังจากที่ท่านหมอตรวจอาการของลู่ฟางหนิงเสร็จแล้ว ลู่ฟางหนิงมองชายหนุ่มสองคนตรงหน้า ขอบตาของนางก็แดงเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง หากแต่นางพยายามข่มกลั้นอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามของเขา
“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินน้องสาวเอ่ยบอกเช่นนั้น ภายในใจของชายหนุ่มทั้งสองก็คลายความรู้สึกกังวลลง จากนั้นจึงเป็นลู่เหว่ยหรงที่เอ่ยขึ้น “หากเจ้าหายดีแล้ว เช่นนั้นวันพรุ่งนี้เจ้าก็สามารถเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์กับพวกเราได้แล้วสิ”
ยังไม่ทันที่ลู่ฟางหนิงจะได้ตอบคำถามของพี่ชายคนรอง มารดาที่นั่งอยู่ด้านข้างนางก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “หนิงหนิงเพิ่งหายไข้ เทศกาลล่าสัตว์ปีนี้ อย่าเพิ่งให้นางเข้าร่วมเลย”
ลู่ฮูหยินยังคงรู้สึกเป็นห่วงบุตรสาวเพียงคนเดียวของตน แม้ว่าเทศกาลล่าสัตว์ปีนี้จะเป็นปีแรกที่ลู่ฟางหนิงสามารถเข้าร่วมได้ แต่นางก็ไม่อยากให้บุตรสาวที่เพิ่งฟื้นจากพิษไข้ไปลำบากในป่าในเขา หากนางเจ็บป่วยขึ้นมาอีกครั้งจะทำอย่างไรเล่า
ทว่าลู่ฟางหนิงหาได้คิดเช่นนั้น เพราะนางจะใช้เทศกาลล่าสัตว์ในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเอง
“ท่านแม่ข้าอยากเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์ ท่านก็รู้ว่าข้ารอคอยวันนี้มานานแค่ไหน ท่านอย่าห้ามข้าเลยนะเจ้าคะ”
ลู่ฟางหนิงรู้ว่ามารดามักใจอ่อนกับนางเสมอ ยามที่นางใช้น้ำเสียงออดอ้อนกับอีกฝ่าย แม้นางจะห่างเหินจากช่วงเวลาเช่นนี้มาเนิ่นนาน เพราะมัวแต่ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบ แต่เมื่อนางได้มีโอกาสย้อนเวลากลับมาอีกครั้ง นางก็อยากออดอ้อนมารดาเหมือนเช่นที่เคยทำในครั้งที่นางยังเป็นเพียงสตรีที่ยังไร้เดียงสา แม้ยามนี้จิตใจข้างในของนางจะอัดแน่นไปด้วยไฟแค้นก็ตาม
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าอยากไป เช่นนั้นแม่ก็จะไม่ห้ามความต้องการของเจ้า เพียงแต่เจ้าต้องดูแลตัวเองดีๆ อย่าได้เจ็บป่วยหรือได้รับอันตรายกลับมาเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่”
“ฮูหยิน เจ้าเป็นห่วงหนิงหนิงเกินไปแล้ว พวกข้าอยู่กับนางทั้งคนจะปล่อยให้นางเป็นอันตรายไปได้อย่างไร” ลู่หนิงเหอเห็นว่าภรรยาของตนกังวลมากจนเกินไป เขาจึงยื่นมือไปลูบหลังมือของนางพร้อมกับให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลบุตรสาวเป็นอย่างดี
ลู่จางหมิ่นกับลู่เหว่ยหรงเองก็ให้คำสัญญากับมารดาเช่นกันว่าจะดูแลน้องสาวไม่ให้คลาดสายตา ด้วยประการฉะนี้ ลู่ฮูหยินจึงยอมให้บุตรสาวเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ที่จะถูกจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้
“เช่นนั้นเจ้าก็รีบเตรียมตัวเก็บข้าวของเถิด วันพรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางทันเวลา”
“เจ้าค่ะ” ลู่ฟางหนิงแย้มรอยยิ้มให้พี่ชายทั้งสองคน ยามนี้นางต้องทำตัวให้สดใสร่าเริงเข้าไว้ เพราะนางยังเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบห้าปีหาใช่สตรีที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ถ้าจำไม่ผิด อีกหนึ่งปีข้างหน้า นางจะเข้าร่วมกองทัพกับพวกพี่ชายและฝึกฝนฝีมือเป็นเวลาเกือบหกปีเต็มถึงสามารถขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพหญิงคนแรกของแคว้นโจวได้
อีกทั้งระหว่างนั้นนางยังแอบรวบรวมกองทัพลับเอาไว้ตามคำยุยงของโจวหยางเทียน และคอยเป็นเงากำจัดศัตรูให้เขาอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ และอีกสิบปีนับจากนี้ นางจึงจะก่อกบฏเพื่อให้โจวหยางเทียนได้ขึ้นครองบัลลังก์ ทว่าสุดท้ายแล้ว เขากลับวางยาพิษนางหลังจากที่นางหมดประโยชน์ แต่ชาตินี้อย่าหวังเลยว่าเขาจะหลอกใช้นางจากความรักเหมือนในชาติก่อนได้ เพราะนางหาใช่สตรีโง่งมอีกแล้ว
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
ยามนี้ด้านนอกกำแพงเมืองหลวงมีกองทัพสกุลลู่นับหมื่นนายพร้อมอาวุธครบมือ ประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวงต่างอกสั่นขวัญผวาเมื่อพบเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทหารรีบปิดประตูเมืองไม่ให้ผู้ใดเข้าออก ส่วนประชาชนทั้งหมด ทางการได้จัดหาสถานที่ปลอดภัยเอาไว้ให้แล้ว หากว่าเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นทหารสกุลลู่ยังคงลังเลเ
ในขณะที่ภายในงานเลี้ยงเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ราชองครักษ์ต่างก็กรูกันเข้ามาคุ้มครองโจวฮ่องเต้ หนิงอ๋องให้คนของตนพาหมอเทวดาออกไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว จากนั้นเขากับโจวหยางอวี้ก็ชักดาบออกมา ก่อนจะเข้าห้ำหั่นกับพวกกบฏโจวหว่านถิงเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย นางกำนัลและองครักษ์รีบเข้ามาคุ้มกันนางทันที
วันถัดมา โจวฮ่องเต้และหวังฮองเฮาทรงจัดงานเลี้ยงขอบคุณให้กับหนิงอ๋องและหมอเทวดาตงหยางอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงที่มีอยู่แล้วของหมอเทวดาตงหยางก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่เขาสามารถรักษาอาการประชวรขององค์รัชทายาทจนหายขาดได้งานเลี้ยงในวันนี้ นอกจากจะมีเหล่าเชื้อพระวงศ์เข้าร่วมแล้ว โจวฮ่องเต้และหวังฮองเฮาย
หลังจากปรึกษาหารือกับบิดาและพี่ชายทั้งสองเสร็จสิ้น ลู่ฟางหนิงก็ตรงไปยังเรือนของลู่อวิ้นเหมยซึ่งอยู่ท้ายจวนสกุลลู่ นางมาที่นี่เพราะต้องการพิสูจน์ว่าลู่อวิ้นเหมยเป็นคนที่ขโมยตราแม่ทัพไป เพื่อช่วยเหลือโจวหยางเทียนจริงหรือไม่ และหากว่าใช่นางจะทำอย่างไรกับพี่สาวต่างมารดาคนนี้ดีหลังจากที่เห็นลู่ฟางหนิงป
![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






