Masukหลังจากที่ลู่ฟางหนิงได้กำจัดเสี้ยนหนามของโจวหยางเทียนไปจนหมด ในที่สุด เขาก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้คนใหม่ของแคว้นโจว อีกเจ็ดวันข้างหน้าถึงจะสถาปนาขึ้นครองบัลลังก์อย่างเป็นทางการ เซวียกุ้ยเฟยมารดาของเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเซวียไทเฮา ส่วนการแต่งงานของเขากับลู่ฟางหนิงได้ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในเวลาต่อมา
ลู่ฟางหนิงสวมใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงมงคลกำลังนั่งรอเจ้าบ่าวอยู่ภายในห้องหออย่างใจจดใจจ่อ หลังจากที่มือของนางต้องเปื้อนเลือดผู้คนมากมายเพื่อโจวหยางเทียน ในที่สุด นางกับเขาจะได้ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขเสียที
ดวงหน้าของลู่ฟางหนิงในยามนี้จึงเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี และเมื่องานแต่งของพวกเขาเสร็จสิ้น โจวหยางเทียนจะแต่งตั้งนางขึ้นเป็นฮองเฮาเคียงข้างบัลลังก์กับเขาตราบชั่วนิจนิรันดร์ ในขณะที่ลู่ฟางหนิงกำลังเพ้อฝันถึงชีวิตอันสวยงามที่กำลังรออยู่ เบื้องหน้าของนางพลันปรากฏฝีเท้าของคนผู้หนึ่ง ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงระบายรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง เพราะฝีเท้านี้เป็นของโจวหยางเทียน เจ้าบ่าวของนางไม่ผิดแน่
ทว่าไม่นานรอยยิ้มของลู่ฟางหนิงก็ต้องหุบลง เมื่อพบว่าด้านข้างของเขากลับปรากฏฝีเท้าของคนอีกผู้หนึ่ง แม้จะมองไม่เห็นดวงหน้าของเจ้าของฝีเท้านั่น แต่ขนาดและลักษณะของรองเท้าเป็นของสตรีไม่ผิดแน่
“ลู่ฟางหนิง หน้าที่ของเจ้าจบลงแล้ว”
น้ำเสียงที่เคยอ่อนโยนของโจวหยางเทียน มาบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาแข็งกระด้าง ลู่ฟางหนิงที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นรู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก จนไม่สามารถควบคุมสีหน้าของตนได้อีกต่อไป
“ท่านอ๋อง ท่านหมายความว่าอย่างไรเพคะ?” ลู่ฟางหนิงเอ่ยถามออกไปราวกับคนโง่ แม้ในใจเริ่มตระหนักได้แล้วว่าตนเองกำลังจะถูกรุ่ยอ๋องหักหลัง
“ในเมื่อข้าได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องเก็บสตรีร้ายกาจเช่นเจ้าเอาไว้ข้างกายอีกต่อไป ส่วนครอบครัวของเจ้า ตอนนี้คงถูกประหารด้วยข้อหากบฏไปแล้วกระมัง”
“ไม่จริง ท่านอ๋อง เหตุใดถึงทำกับหม่อมฉันเช่นนี้!”
ดวงตากลมโตของลู่ฟางหนิงเบิกโพลงเพราะไม่คาดคิดว่าหลังจากที่นางทำทุกอย่างเพื่อโจวหยางเทียน สุดท้ายเมื่อเขาได้ในสิ่งที่ต้องการ เขากลับเขี่ยนางทิ้งอย่างไม่ไยดี แล้วคำบอกรักที่เขาพร่ำบอกนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เช่นนั้นก็เป็นเพียงคำลวงที่เขาสร้างขึ้นมาให้นางตายใจหรอกหรือ
โจวหยางเทียนมองลู่ฟางหนิงด้วยสายตาเย็นชา ก่อนน้ำเสียงเย้ยหยันจะเอ่ยขึ้นอีกรอบ “ลู่ฟางหนิง ก่อนที่เจ้าจะตายตามครอบครัวของเจ้าไป ข้าจะบอกความจริงทั้งหมดให้เจ้าได้รับรู้ก็แล้วกัน”
“...” แม้ไม่อยากได้ยินในสิ่งที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมา ทว่าลู่ฟางหนิงก็ยังได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นอย่างชัดเจนเต็มสองรูหู
“คนที่ช่วยเหลือเจ้ามาโดยตลอดแท้จริงแล้วหาใช่ข้า แต่เป็นโจวหยางอวี้ บุรุษที่เจ้าสังหารไปเพื่อให้ข้าได้ขึ้นครองบัลลังก์ต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในตอนที่เจ้าพลัดตกจากหลังม้า หรือแม้แต่ตอนที่เจ้าถูกโจรดักซุ่มทำร้าย อ้อ...แล้วก็มีอีกเรื่องที่ข้าลืมบอกเจ้าไปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นข้าที่จงใจสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเอง หากจะพูดให้ถูก ข้าเป็นคนทำให้ม้าของเจ้าคุ้มคลั่ง จ้างกลุ่มโจรไปดักทำร้ายเจ้า ทว่าช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่น้องชายของข้าดันช่วยเหลือเจ้าไว้ได้ทุกครั้ง แต่เพราะโจวหยางอวี้ไม่เคยปรากฏตัวเพื่อรับความดีความชอบเหล่านั้นไป ข้าจึงรีบสวมรอยทำทีว่าเป็นคนช่วยเหลือเจ้าไว้เอง คนอย่างเจ้าช่างโง่เขลายิ่งนักที่ถูกข้าหลอกใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ขอบใจนะที่เจ้ายอมให้มือของตนเองเปื้อนเลือดแทนข้า ฮ่าๆๆ”
หลังสิ้นคำพูดนั้น โจวหยางเทียนก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ลู่ฟางหนิงที่ได้ยินดังนั้นทั้งรู้สึกเจ็บปวดและผิดหวังจนพูดอันใดไม่ออก
นางถูกโจวหยางเทียนหลอกใช้มาตั้งแต่แรก เพราะความโง่เขลาและหลงมัวเมากับคำบอกรักจอมปลอมของเขา นางจึงทำให้ทุกคนในครอบครัวก้าวไปสู่หายนะ รวมถึงตัวนางด้วยเช่นกัน
และเมื่อนางได้ทราบความจริงทุกอย่าง ร่างกายของนางก็ทรุดลงพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ความรู้สึกต่างๆ อัดแน่นอยู่ภายในอกจนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
ในใจคิดโทษตนเองอยู่ซ้ำๆ นางรู้แล้วว่าตนเองพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะความโง่เขลา โง่ซ้ำ โง่ซากที่มองไม่ออกว่าบุรุษตรงหน้านั้นชั่วช้ามากเพียงใด
นางคับแค้นใจจนแทบกระอักเลือดออกมา แม้อยากจะพุ่งตัวเข้าไปกระชากร่างของบุรุษตรงหน้าให้แหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทว่าชั่วขณะที่คิดจะกระโดดเข้าไป ร่างกายของนางก็ยิ่งไร้เรี่ยวแรง
“เหตุใดร่างกายของข้า....”
สายตาของลู่ฟางหนิงจ้องมองไปยังจอกน้ำชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะกลางห้องทันที ในตอนนั้น นางถึงได้รู้ว่าโจวหยางเทียนต้องใส่บางสิ่งบางอย่างผสมลงไปในนั้นอย่างแน่นอน ร่างกายของนางถึงได้ไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้
“เพิ่งรู้ตัวละสิว่าในน้ำชามียาพิษผสมอยู่...”
หลังจากได้ยินถ้อยคำนั้น ดวงตาของลู่ฟางหนิงก็แข็งกร้าวด้วยความอาฆาตแค้นที่เสียรู้ให้กับโจวหยางเทียนมาโดยตลอด ทว่าชั่วขณะที่คิดว่าตนเองกำลังจะตายด้วยน้ำมือของบุรุษชั่ว ร่างของใครบางคนที่นางเหมือนจะเห็นในคราแรกก็เดินมาปรากฏตัวตรงหน้า
ลู่ฟางหนิงเบิกตาค้างด้วยความตกใจอีกครั้ง เมื่อพบว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของนางคือ ‘ซูเยี่ยนหลิง’ สหายรักของนาง และนางยิ่งตกใจมากกว่าเดิม เมื่อพบว่าหน้าท้องของซูเยี่ยนหลิงขยายใหญ่ราวกับตั้งครรภ์มาแล้วหลายเดือน ในขณะที่นางทั้งสับสนและตกใจกับภาพตรงหน้า โจวหยางเทียนก็ได้บอกความจริงอีกเรื่องให้นางได้รับรู้
“อ้อ...แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าลืมบอกเจ้าไป ข้ากับหลิงเอ๋อร์พวกเราสานสัมพันธ์กันมานานแล้ว หลังจากที่เจ้าตายไปตำแหน่งฮองเฮาจะตกเป็นของนาง”
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างเข้าด้วยกัน ลู่ฟางหนิงก็เข้าใจแล้วว่านางถูกชายคนรักกับสหายคนสนิทรวมหัวกันหลอกใช้ แม้จะไม่รู้ว่าพวกเขาแอบไปสานสัมพันธ์กันตอนไหน แต่นางก็มั่นใจว่าการที่โจวหยางเทียนเข้าหานาง เป็นเพราะเขาต้องการหลอกใช้นางและยืมอำนาจสกุลลู่ของนางกำจัดเสี้ยนหนามเพื่อให้เขาได้ครองบัลลังก์อย่างง่ายดาย
ลู่ฟางหนิงเคยคิดว่าตนเองเป็นคนที่เก่งกาจและฉลาดที่สุด แม้แต่ศัตรูในสนามรบ นางก็สังหารมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่านางกลับมองความจอมปลอมของชายคนรักกับสหายคนสนิทไม่ออกได้อย่างไร ในตอนนั้น นางจึงระเบิดหัวเราะออกมาราวกับคนบ้า และก่อนที่พิษร้ายจะได้ช่วงชิงลมหายใจของนางไป นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยความอาฆาตแค้น พร้อมกับจ้องมองไปทางชายโฉดหญิงชั่วที่รวมหัวกันหลอกใช้นาง
“ชีวิตนี้แม้นตายข้าก็ไม่เสียดาย แต่พวกเจ้าสองคนจงจำไว้ ว่าพวกเจ้าล้วนติดค้างข้า ส่วนคนที่ข้าติดค้างอย่างแท้จริงคือโจวหยางอวี้ ชาตินี้แม้มิอาจชดใช้ จะขอตามไปชดใช้ให้ในชาติหน้า...”
หลังสิ้นคำพูดนั้น ลู่ฟางหนิงก็กระอักเลือดสีดำออกมา ดวงตาทั้งสองข้างยังเบิกกว้าง ราวกับว่ายังไม่สามารถปล่อยวางเรื่องในอดีตได้
หากสวรรค์ยอมมอบโอกาสให้นางอีกครา นางขอสัญญาว่าจะไม่ยอมให้ความรักบังตาจนทำให้ตนเองและครอบครัวต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เด็ดขาด แต่นางก็สุดจะรู้ว่าสวรรค์จะยอมเมตตาให้โอกาสคนชั่วช้าเช่นนางหรือไม่...
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
ยามนี้ด้านนอกกำแพงเมืองหลวงมีกองทัพสกุลลู่นับหมื่นนายพร้อมอาวุธครบมือ ประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวงต่างอกสั่นขวัญผวาเมื่อพบเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทหารรีบปิดประตูเมืองไม่ให้ผู้ใดเข้าออก ส่วนประชาชนทั้งหมด ทางการได้จัดหาสถานที่ปลอดภัยเอาไว้ให้แล้ว หากว่าเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นทหารสกุลลู่ยังคงลังเลเ
ในขณะที่ภายในงานเลี้ยงเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ราชองครักษ์ต่างก็กรูกันเข้ามาคุ้มครองโจวฮ่องเต้ หนิงอ๋องให้คนของตนพาหมอเทวดาออกไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว จากนั้นเขากับโจวหยางอวี้ก็ชักดาบออกมา ก่อนจะเข้าห้ำหั่นกับพวกกบฏโจวหว่านถิงเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย นางกำนัลและองครักษ์รีบเข้ามาคุ้มกันนางทันที
วันถัดมา โจวฮ่องเต้และหวังฮองเฮาทรงจัดงานเลี้ยงขอบคุณให้กับหนิงอ๋องและหมอเทวดาตงหยางอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงที่มีอยู่แล้วของหมอเทวดาตงหยางก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่เขาสามารถรักษาอาการประชวรขององค์รัชทายาทจนหายขาดได้งานเลี้ยงในวันนี้ นอกจากจะมีเหล่าเชื้อพระวงศ์เข้าร่วมแล้ว โจวฮ่องเต้และหวังฮองเฮาย
หลังจากปรึกษาหารือกับบิดาและพี่ชายทั้งสองเสร็จสิ้น ลู่ฟางหนิงก็ตรงไปยังเรือนของลู่อวิ้นเหมยซึ่งอยู่ท้ายจวนสกุลลู่ นางมาที่นี่เพราะต้องการพิสูจน์ว่าลู่อวิ้นเหมยเป็นคนที่ขโมยตราแม่ทัพไป เพื่อช่วยเหลือโจวหยางเทียนจริงหรือไม่ และหากว่าใช่นางจะทำอย่างไรกับพี่สาวต่างมารดาคนนี้ดีหลังจากที่เห็นลู่ฟางหนิงป







