LOGINหลังจากที่บิดา มารดาและพี่ชายทั้งสองจากไปได้สักพัก ด้านหน้าประตูเรือนนอนของลู่ฟางหนิงพลันบังเกิดเสียงดังเอะอะโวยวายขึ้น หลังเสียงนั้นเงียบหายไปไม่นานก็ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งในอาภรณ์สีฟ้าอ่อน
“หนิงหนิง เจ้าฟื้นแล้วหรือ”
ซูเยี่ยนหลิงพรวดพราดเข้ามาอย่างไร้มารยาท เพราะถือว่าตนเองเป็นสหายสนิทของลู่ฟางหนิง สาวใช้ด้านนอกจึงไม่กล้าห้ามปรามนาง ส่วนเสียงดังเอะอะโวยวายนั้น เป็นเพราะสาวใช้ของซูเยี่ยนหลิงบอกให้นางรักษากิริยามารยาท นางจึงหันไปด่าสาวใช้นางนั้นด้วยความไม่พอใจ
ยามที่ซูเยี่ยนหลิงพบว่าสหายรักของตนมีสภาพที่อิดโรยเพราะนอนซมจากพิษไข้ นางก็เผยสีหน้าราวกับเป็นห่วงเป็นใยออกมา หากแต่ลู่ฟางหนิงในยามนี้ไม่สามารถมองสตรีตรงหน้าเป็นสหายรักได้อีกต่อไปแล้ว แต่กระนั้นนางก็ไม่คิดที่จะแสดงความรู้สึกเกลียดชังที่อัดแน่นอยู่เต็มอกออกมาให้อีกฝ่ายได้รับรู้
เพราะนางจะกระทำทุกวิถีทางให้ชีวิตของซูเยี่ยนหลิงย่อยยับเหมือนกับนางในชาติที่แล้ว อีกทั้งนางก็ยังไม่รู้ว่าในยามนี้ซูเยี่ยนหลิงได้ร่วมมือกับโจวหยางเทียนคิดร้ายต่อนางแล้วหรือไม่ นางต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างชัดเสียก่อน
“หนิงหนิง เป็นเพราะข้าไม่ดีเองจึงทำให้เจ้าพลัดตกน้ำจนล้มป่วยเช่นนี้” ซูเยี่ยนหลิงนั่งลงพร้อมกับเอื้อมไปกุมมือของลู่ฟางหนิงเอาไว้ หากเป็นเมื่อก่อน ลู่ฟางหนิงคงจะเชื่อสนิทใจว่าซูเยี่ยนหลิงเป็นห่วงนางจากใจจริง แต่เมื่อนางได้มีโอกาสหวนคืนกลับมาในชีวิตที่สอง นางจึงมองออกว่าการกระทำของสตรีตรงหน้านั้นเสแสร้งมากเพียงใด
ลู่ฟางหนิงนึกย้อนไปถึงวันที่นางตกสระน้ำ นางก็ราวกับจะจดจำได้ว่าก่อนที่จะตกลงไปในสระน้ำอันเย็นเฉียบ นางรู้สึกเหมือนมีมือของใครบางคนผลักนาง ในตอนนั้นจำได้ว่าอิ๋นฉายเป็นคนบอกกับนางว่าเห็นซูเยี่ยนหลิงผลักนางตกน้ำ หากแต่ยามนั้นนางไม่เคยนึกแคลงใจอีกฝ่ายจึงไม่ได้เก็บคำพูดของอิ๋นฉายมาใส่ใจเท่าใดนัก และคิดว่าตนเองลื่นล้มจนพลัดตกน้ำไปเอง
แต่เมื่อลองไตร่ตรองให้ดีอีกครั้ง ในตอนนั้นมีเพียงแค่นางกับซูเยี่ยนหลิงเท่านั้นที่อยู่ตรงสระน้ำด้วยกัน หากไม่ใช่ฝีมือของซูเยี่ยนหลิงแล้วจะเป็นผู้ใดไปได้อีกเล่า
เมื่อคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเองล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของซูเยี่ยนหลิง ประกายตาของลู่ฟางหนิงก็เผยความเย็นชาออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเห็น
“เรื่องที่ข้าตกน้ำจะเป็นความผิดของเจ้าไปได้อย่างไร หากมิใช่ว่าเจ้าเป็นคนทำให้ข้าตกน้ำ จริงหรือไม่?” ลู่ฟางหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง ทว่าคำพูดของนางกลับทำให้สหายรักอย่างซูเยี่ยนหลิงเกิดอาการร้อนตัวขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“หนิงหนิง เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนผลักเจ้าตกน้ำได้อย่างไร เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเจ้าที่ไม่ระวังเอง ข้าแค่ยื่นมือไปช่วยเจ้าไม่ทันก็เท่านั้น เหตุใดเจ้าจึงได้กล่าวหาข้าเช่นนี้ ข้าเป็นสหายที่ดีของเจ้ามาโดยตลอด เจ้ากล่าวเช่นนี้ออกมา ข้าเสียใจมากรู้หรือไม่”
แม้จะแสร้งบีบน้ำตาออกมาเพื่อเรียกความสงสารจากลู่ฟางหนิง ทว่าภายในใจของซูเยี่ยนหลิงกลับเต้นสั่นระรัวไม่หยุด เพราะนางจงใจผลักลู่ฟางหนิงตกน้ำจริงๆ ส่วนสาเหตุนั้นล้วนเกิดจากความอิจฉาริษยาทั้งสิ้น
ที่จริงแล้วซูเยี่ยนหลิงในยามนี้รู้สึกริษยาลู่ฟางหนิงมาโดยตลอดเพราะฝ่ายนั้นมีหน้าตาที่งดงามกว่า มีฝีมือการต่อสู้และการยิงธนูที่เก่งกาจกว่า อีกทั้งยังเก่งศาสตร์ทั้งสี่ที่สตรีพึงมี นับว่าลู่ฟางหนิงเป็นหญิงสาวที่โดดเด่นทั้งความสามารถและชาติตระกูลในกลุ่มของหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน
ส่วนเหตุผลที่ซูเยี่ยนหลิงเข้ามาตีสนิทกับลู่ฟางหนิงนั้นเป็นเพราะนางอยากทำให้ตนเองดูโดดเด่นบ้าง แต่กาอย่างซูเยี่ยนหลิงก็ยังเป็นกาอยู่วันยังค่ำ ต่อให้ย้อมขนเป็นสีขาวทั้งตัวก็มิอาจกลายเป็นหงส์เทียบเคียงกับลู่ฟางหนิงได้
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าเป็นคนผลักข้าตกน้ำเสียหน่อย ข้าเพียงแค่พูดเปรยๆ ออกมาก็เท่านั้น แล้วเจ้าจะร้อนตัวไปเพื่อเหตุอันใด”
ยิ่งได้เห็นสีหน้าที่แสดงออกอย่างชัดเจนของซูเยี่ยนหลิง ลู่ฟางหนิงจึงมั่นใจว่าสาเหตุที่นางพลัดตกน้ำเป็นฝีมือของซูเยี่ยนหลิงจริงๆ มิเช่นนั้นอีกฝ่ายคงจะไม่ร้อนรนเช่นนี้
ทางด้านของซูเยี่ยนหลิงเมื่อเห็นว่าลู่ฟางหนิงราวกับกำลังจ้องจับผิดตน นางก็รู้สึกเคลือบแคลงใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะปกติแล้วเวลาที่นางพูดอันใดออกไป ลู่ฟางหนิงมักคล้อยตามนางอยู่เสมอ และไม่เคยโต้แย้งนางแม้เพียงประโยคเดียว แต่เมื่อลู่ฟางหนิงฟื้นขึ้นมาหลังจากที่นอนซมเพราะพิษไข้สามวันสามคืน อีกฝ่ายก็ราวกับว่าจะไม่เชื่อคำโกหกของนางอีกต่อไปแล้ว หรือว่าพิษไข้จะทำให้ลู่ฟางหนิงฉลาดขึ้นมามากกว่าเดิม
และเพราะไม่อยากให้ลู่ฟางหนิงจับคำโกหกของตนได้ ซูเยี่ยนหลิงจึงแสร้งคุยเรื่องอื่นกลบเกลื่อน ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานเทศกาลล่าสัตว์ที่จะถูกจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้มากกว่า
แม้ว่า ‘ซูป๋อเหวิน’ บิดาของซูเยี่ยนหลิงจะมีตำแหน่งเป็นเพียงรองเจ้ากรมพิธีการ แต่บิดาของนางก็นับว่าเป็นขุนนางคนหนึ่งในราชสำนัก ดังนั้นครอบครัวสกุลซูจึงได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ในครั้งนี้ด้วย
“หนิงหนิง ข้ารู้ว่าเจ้ามีฝีมือการยิงธนูที่เก่งกาจมากกว่าผู้ใด ไปล่าสัตว์ครานี้ข้าอยากได้กระต่ายป่ามาเลี้ยงสักตัว เจ้าจะหามาให้ข้าได้หรือไม่” ซูเยี่ยนหลิงพยายามใช้น้ำเสียงออดอ้อน หวังว่าลู่ฟางหนิงจะยอมทำตามคำขอของนาง ทว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงนั้น นางได้ไปคุยโอ้อวดกับใครต่อใครว่านางจะล่ากระต่ายป่ามาให้ดู
ลู่ฟางหนิงจดจำได้ว่าในชีวิตก่อนซูเยี่ยนหลิงก็เอ่ยเช่นนี้กับนาง และเมื่อนางหากระต่ายป่ามาได้ นางก็มอบให้อีกฝ่ายทันที ทว่านางกลับมารู้ทีหลังว่าซูเยี่ยนหลิงเอากระต่ายป่าตัวนั้นไปโอ้อวดกับสตรีคนอื่นๆ ว่าเป็นตนเองที่ล่ามาได้ แต่เพราะนางไม่อยากทำร้ายจิตใจของซูเยี่ยนหลิง นางจึงปล่อยเรื่องนี้ไปและให้ซูเยี่ยนหลิงได้โอ้อวดกับสตรีคนอื่นๆ ตามใจชอบ แต่ชาตินี้อย่าหวังเลย นอกจากนางจะไม่ล่ากระต่ายป่ามาให้ นางยังจะทำให้ซูเยี่ยนหลิงรู้สึกอับอายจนต้องมุดแผ่นดินหนีเลย คอยดู!
“ได้สิ เพียงแค่กระต่ายป่าตัวเดียว เหตุใดข้าจะหามาให้เจ้าไม่ได้”
“ขอบใจเจ้ามากนะหนิงหนิง” ซูเยี่ยนหลิงได้ยินดังนั้นก็แย้มรอยยิ้มออกมา ทว่าในใจวางแผนการร้ายไปแล้วร้อยแปดตลบ “เช่นนั้นข้าก็ควรจะต้องรีบไปเก็บของเหมือนกัน แล้วเจอกันวันพรุ่งนี้นะ”
หลังจากกล่าวคำลาเสร็จสิ้น ซูเยี่ยนหลิงก็เดินทางออกจากจวนสกุลลู่อย่างอารมณ์ดี อย่างไรในงานเทศกาลล่าสัตว์วันพรุ่งนี้ นางจะต้องโดดเด่นกว่าสตรีในวัยเดียวกัน เพราะผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นขุนนางผู้มีอำนาจและเหล่าเชื้อพระวงศ์ผู้สูงส่ง บางทีหากนางมีผลงานที่โดดเด่น นางอาจจะเข้าตาบุรุษสักคน โดยเฉพาะรุ่ยอ๋อง บุรุษที่นางเคยพบเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง
เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม อีกทั้งยังมีนิสัยอ่อนโยน เพียงแค่นึกถึงหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น หัวใจของซูเยี่ยนหลิงก็เต้นสั่นไหวขึ้นมาจนยากจะควบคุม และในระหว่างทางที่กำลังกลับจวน นางก็พบเข้ากับรุ่ยอ๋องโดยบังเอิญ
ทว่านางหารู้ไม่ ว่าการพบกันในครานี้หาใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่นางคิด เพราะทุกอย่างล้วนถูกรุ่ยอ๋องวางแผนการมาแล้วทั้งสิ้น
“คุณหนูซู พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ”
ซูเยี่ยนหลิงได้ยินน้ำเสียงที่สุดแสนจะนุ่มนวลและอ่อนโยนของชายหนุ่มตรงหน้า นางถึงกับสติหลุดลอยไปชั่วขณะ
หลังจากที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานรางวัลให้กับผู้ชนะเสร็จสิ้น เทศกาลล่าสัตว์ในปีนี้ก็ได้สิ้นสุดลง ขบวนรถม้าของเหล่าเชื้อพระวงศ์เริ่มทะยอยเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ขณะที่ขบวนรถม้าของเหล่าขุนนางและครอบครัวจำต้องรั้งรอเพื่อติดตามไปทีหลัง ซูเยี่ยนหลิงจึงอาศัยช่วงจังหวะนี้เข้าไปสนทนากับลู่ฟางหนิงที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทางเหมือนกับคนอื่นๆ“หนิงหนิงเจ้าได้ล่ากระต่ายป่ามาให้ข้าหรือไม่”ก่อนหน้านี้ซูเยี่ยนหลิงเคยขอร้องให้ลู่ฟางหนิงล่ากระต่ายป่ามาให้นาง ดังนั้นเมื่อการล่าสัตว์จบลงนางจึงมาทวงถามตามคำสัญญานั้น เมื่อกลับเมืองหลวงไปแล้ว นางจะได้นำกระต่ายป่าไปโอ้อวดเพราะต้องการให้ตนเองดูโดดเด่นในหมู่สตรีวัยเดียวกันโดยที่ผลงานทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นของลู่ฟางหนิงทั้งสิ้นลู่ฟางหนิงเมื่อพบว่าซูเยี่ยนหลิงเดินมาหาตน นางก็ลอบกรอกตาด้วยความเบื่อหน่าย เพราะนางไม่อยากเห็นหน้าสตรีนางนี้อีกต่อไปแล้ว แต่กระนั้นนางก็ยังต้องเก็บกลั้นอารมณ์นั้นเอาไว้ แล้วหันกลับไปเอ่ยตอบซูเยี่ยนหลิงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เพราะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเจ้า ข้าจึงไม่ได้เข้าป่าล่าสัตว์ต่อ นอกจากไก่ป่าสองตัว ข้าก็ล่าอย่างอื่นไม่ได้อีกเลย”ซูเยี
ลู่ฟางหนิงไม่เข้าใจตนเองเช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุใดนางถึงได้เดินหนีโจวหยางอวี้มาเช่นนี้ หรืออาจเป็นเพราะในชีวิตก่อนนางเคยทำผิดไว้กับเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง นางจึงยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะสนทนากับเขา“หนิงหนิงเจ้าเป็นอันใดหรือ เหตุใดสีหน้าถึงได้เป็นเช่นนั้น”ลู่เหว่ยหรงเอ่ยถามน้องสาว เมื่อเห็นว่านางเดินกลับมายังกระโจมที่พักด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าใดนัก อาการของซูเยี่ยนหลิงก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงขนาดนั้น เพราะรุ่ยอ๋องช่วยเหลือไว้ได้ทัน ดังนั้นเขาจึงคิดว่าอาการป่วยของนางอาจกำเริบขึ้นมา“หรือว่าเจ้าไข้ขึ้น?” ลู่เหว่ยหรงเอื้อมมือไปวัดความร้อนบนหน้าผากของน้องสาว แต่เมื่อพบว่านางไม่มีความผิดปกติอันใด คิ้วทั้งสองข้างก็ขมวดมุ่นเข้าหากันลู่ฟางหนิงดึงมือพี่ชายคนรองออก เอ่ยว่า “ข้ามิได้เป็นอันใดเจ้าค่ะ พี่รองอย่าได้เป็นกังวลไปเลย ข้าแค่เหนื่อยจากการเข้าป่าล่าสัตว์เท่านั้น พักผ่อนสักประเดี๋ยวคงจะดีขึ้น”ลู่เหว่ยหรงได้ยินน้องสาวเอ่ยบอกเช่นนั้นจึงพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนั้นเจ้าก็รีบพักผ่อนเถิด หากถึงเวลาอาหารเย็นแล้วเดี๋ยวข้าจะมาเรียกอีกครั้ง”“เจ้าค่ะ” ลู่ฟางหนิงรับคำ ก่อนจะเดินเข้ากระโจมที
แม้โจวหยางเทียนจะโมโหมากเพียงใดที่แผนการของตนล้มเหลว แต่กระนั้น เขาก็ยังประคองร่างของซูเยี่ยนหลิงมาส่งยังกระโจมที่พักของอีกฝ่ายราวกับเป็นห่วงนางจากใจจริง ทว่าความเป็นจริงนั้นเขากลับก่นด่านางในใจว่าไม่ได้เรื่อง แค่มอบถุงหอมถุงเดียวให้กับลู่ฟางหนิงก็ทำไม่สำเร็จ เช่นนี้เขาจะใช้ประโยชน์อันใดจากนางได้อีกทว่าซูเยี่ยนหลิงที่ถูกรุ่ยอ๋องประคองมายังกระโจมที่พักกลับคิดเข้าข้างตนเองว่าเขามีความรู้สึกที่พิเศษมอบให้กับนาง มิเช่นนั้น เขาคงไม่ประคองนางมาส่งถึงที่พักเช่นนี้ทางด้านของลู่จางหมิ่นกับลู่เหว่ยหรงที่ล่ากวางมาได้หลายตัว เมื่อได้ยินว่าสหายของน้องสาวเกิดอันตรายก็รีบมาดูอาการของนางด้วยความห่วงใยทันที เพราะพวกเขาก็เห็นซูเยี่ยนหลิงเป็นน้องสาวคนหนึ่งเช่นกัน แม้พวกเขาอยากจะหาสาเหตุการคลุ้มคลั่งของม้า ทว่าลู่ฟางหนิงกลับเอ่ยห้ามเอาไว้ บอกว่าม้าของซูเยี่ยนหลิงอาจจะเพียงแค่ตกใจเท่านั้น เพราะนางไม่อยากให้ซูเยี่ยนหลิงรู้ว่าทุกอย่างเป็นแผนการของโจวหยางเทียนนางอยากให้ชีวิตของซูเยี่ยนหลิงและครอบครัวพังพินาศเหมือนกับนางในชาติที่แล้วก่อน ตอนนั้นบอกความจริงกับอีกฝ่ายก็นับว่ายังไม่สายเกินไป“พี่ใหญ่ พี่รอง ข
หลังจากที่ได้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จนเสร็จเรียบร้อย ทุกคนจึงได้มารวมตัวกันที่ลานพิธี เมื่อฮ่องเต้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ เทศกาลล่าสัตว์จึงได้เริ่มต้นขึ้นในขณะที่เหล่าบุรุษเข้าป่าล่าสัตว์ กลุ่มของฮองเฮา สนมชายาและเหล่าสตรีชนชั้นสูงบางคนที่ไม่ชอบกิจกรรมผาดโผนก็ได้รั้งรออยู่ยังที่พัก ระหว่างนี้ฮองเฮาได้จัดงานเลี้ยงน้ำชาขึ้น เพื่อให้เหล่าสตรีทั้งหลายรู้สึกไม่เบื่อหน่าย แต่กระนั้นก็ยังมีสตรีหลายคนที่เข้าป่าตามเหล่าบุรุษไปล่าสัตว์ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มขององค์หญิงสามซึ่งเป็นพระธิดาเพียงพระองค์เดียวของฮองเฮาเมื่อสตรีหลายนางเห็นองค์หญิงสามเป็นผู้นำกลุ่มสตรีเข้าป่าล่าสัตว์ หลายคนก็ควบอาชาตามนางไป ส่วนมากเพื่อต้องการประจบเอาใจ เพราะองค์หญิงสามเป็นพี่น้องร่วมอุทรกับองค์รัชทายาท หากพวกนางสามารถตีสนิทกับองค์หญิงสามได้ การเข้าถึงองค์รัชทายาทก็คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวซูเยี่ยนหลิงเห็นว่าสตรีหลายคนติดตามองค์หญิงสามไปแล้ว นางก็เอ่ยคะยั้นคะยอให้ลู่ฟางหนิงตามไปเช่นกัน “ฟางหนิง พวกเราติดตามกลุ่มขององค์หญิงสามไปกันเถิด”ลู่ฟางหนิงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าปฏิเสธ หากนางติดตามกลุ่มขององค์หญิงสามไป เหตุการณ์เหมือนในช
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวสกุลลู่ทั้งสี่ชีวิตกำลังเตรียมตัวเดินทางไปเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ที่ภายในหนึ่งปีจะจัดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น และปีนี้ก็เป็นปีแรกที่ลู่ฟางหนิงสามารถเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ได้ลู่ฮูหยินออกมาส่งสามี บุตรชายและบุตรสาวขึ้นรถม้าที่หน้าประตูจวน ภายในใจของนางยังมีความกังวลมากมายเพราะบุตรสาวเพิ่งหายจากอาการป่วย แม้ในใจของลู่ฮูหยินไม่อยากให้ลู่ฟางหนิงเข้าร่วมงานเทศกาลล่าสัตว์ครั้งนี้ แต่ในเมื่อบุตรสาวขอร้องอ้อนวอนขนาดนั้น นางจะใจจืดใจดำรั้งบุตรสาวไว้ได้อย่างไร ดังนั้นลู่ฮูหยินจึงกำชับให้สามีและบุตรชายทั้งสองคนดูแลลู่ฟางหนิงให้มากเป็นพิเศษ อย่าให้นางได้รับอันตรายใดๆ เด็ดขาด“ท่านแม่อย่าเป็นกังวลเลย ท่านพ่อ พี่ใหญ่และพี่รองมีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งกาจขนาดนั้น คงไม่ปล่อยให้ข้าได้รับอันตรายง่ายๆ หรอกเจ้าค่ะ”ลู่ฟางหนิงผละออกจากอ้อมกอดของมารดา พร้อมกับพูดปลอบใจให้นางเลิกกังวลเสียที ทว่าลู่ฮูหยินก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลได้ อย่างไรลู่ฟางหนิงก็เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนาง ลู่หนิงเหอเห็นเช่นนั้นก็เข้าไปโอบบ่าภรรยา กล่าวว่า “ฮูหยินไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลหนิงหนิงของพวกเราเ
แม้ซูเยี่ยนหลิงจะเคยพานพบบุรุษรูปงามมามากมาย ทว่านางปฏิเสธไม่ได้ว่ารุ่ยอ๋องเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ชวนให้รู้สึกน่าหลงใหลมากกว่าคนอื่นๆหากวันนั้นรถม้าของนางไม่เกิดพังระหว่างทาง นางก็คงไม่ได้รู้จักกับรุ่ยอ๋องเช่นนี้ อีกทั้งวันนี้ยังได้พบกับเขาเข้าโดยบังเอิญ หากไม่กล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะโชคชะตานำพา นางก็ไม่รู้จะกล่าวว่าอย่างไรแล้ว “คารวะท่านอ๋องเพคะ”ซูเยี่ยนหลิงยอบกายคำนับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทางขวยเขิน ยามที่นางช้อนสายตาขึ้นมองก็พบว่าเขากำลังแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้ ด้วยภาพลักษณ์เช่นนี้จึงทำให้ไม่มีผู้ใดระแคะระคายว่ารุ่ยอ๋องจะหมายปองตำแหน่งรัชทายาทของน้องชายอย่างโจวหยางอวี้ กระทั่งฮ่องเต้เองก็ไม่เคยคิดว่าพระโอรสองค์โตจะมีความคิดที่มักใหญ่ใฝ่สูงเช่นกัน หากแต่ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าภายใต้หน้ากากอันแสนอ่อนโยนนี้จะซ่อนความชั่วร้ายไว้มากมายเพียงใด“คราวก่อนที่ท่านอ๋องช่วยหม่อมฉันเอาไว้ หม่อมฉันยังไม่ได้ตอบแทนเลย หากท่านอ๋องไม่รังเกียจ หม่อมฉันขอเลี้ยงน้ำชาท่านอ๋องสักจอกจะได้หรือไม่เพคะ”แน่นอนว่าบุญคุณของรุ่ยอ๋องในครั้งนั้น ซูเยี่ยนหลิงไม่มีวันลืม ทว่าการเชิญชวนนี้ก็หาใช่เพื่อตอบแทนบุญคุณเสียท







