Masukสองชั่วยามผ่านไป
โจวหยางอวี้แสร้งนอนป่วยอยู่บนเตียง พลันได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คนดังขึ้นที่ด้านหน้าประตูตำหนัก จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงสนทนากันเบาๆ เขาจดจำน้ำเสียงเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเสียงของพระมารดาและน้องสาวของเขา
หวังฮองเฮานั่งลงข้างเตียงของโจวหยางอวี้ โดยมีองค์หญิงสามยืนอยู่ด้านข้าง ทั้งสองต่างมองโจวหยางอวี้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย โดยเฉพาะหวังฮองเฮาที่ยามนี้เอื้อมไปจับมือของบุตรชายมากุมไว้
“อวี้เอ๋อร์ เมื่อใดเจ้าจะฟื้นขึ้นมา”
โจวหยางอวี้รับรู้ได้ถึงความห่วงใยของหวังฮองเฮาผ่านความอบอุ่นจากฝ่ามือของพระนาง แม้เขาจะรู้สึกเสียใจที่เขาต้องทำเช่นนี้ แต่เพราะเขาไม่อยากให้พวกนางสองคนต้องตายเพราะน้ำมือของโจวหยางเทียน เขาจำต้องแสร้งเล่นละครให้แนบเนียนอย่างถึงที่สุด เรื่องที่เขาฟื้นขึ้นมาจะให้ใครล่วงรู้ไม่ได้เป็นอันขาด นอกจากองครักษ์ประจำกาย
“อีกไม่นาน เสด็จพี่ต้องฟื้นขึ้นมาแน่เพคะ ยามนี้เสด็จพ่อประกาศรับสมัครหมอจากทั่วทุกสารทิศ อย่างไรก็ต้องมีสักคนที่รักษาอาการป่วยของเสด็จพี่ได้”
โจวหยางอวี้ได้ยินคำพูดนี้ของน้องสาว เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าในชีวิตก่อนตลอดระยะเวลาที่เขานอนป่วยไม่รู้สึกตัว ทั้งเสด็จพ่อ เสด็จแม่และน้องสาวของเขาพยายามมากขนาดไหน กว่าที่จะรักษาอาการป่วยของเขาจนหาย โชคดีที่ยามนั้นหนิงอ๋องพาหมอเทวดาตงหยางเดินทางเข้าเมืองหลวง หลังจากได้รับการรักษาจากหมอเทวดาเขาจึงฟื้นขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์ ทว่าน่าเสียดายเพราะหลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน ลู่ฟางหนิงก็ก่อกบฏเพื่อให้โจวหยางเทียนได้ครองบัลลังก์
ชาตินี้เขาหวังว่านางจะไม่ทำเช่นนั้นเพื่อโจวหยางเทียนอีก
”แม่ก็เชื่อเช่นนั้น ว่าสักวันพี่ชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมา”
หวังฮองเฮาเอ่ยขึ้นอย่างมีความหวัง ในเมื่อบุตรชายของนางยังมีลมหายใจอยู่ นางจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้เขาจะนอนป่วยนานถึงหนึ่งเดือน หนึ่งปี หรือสิบปี อย่างไรเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ สักวันจะต้องฟื้นขึ้นมาอย่างแน่นอน ขอเพียงนางไม่หมดหวังไปเสียก่อน
“ฮองเฮาได้เวลาป้อนยาองค์รัชทายาทแล้วเพคะ“ หมัวมัวคนสนิทของหวังฮองเฮารับถ้วยยามาจากหมอหลวง ก่อนจะยื่นให้กับหวังฮองเฮา
หลายวันมานี้ยาทุกถ้วยขององค์รัชทายาทเป็นพระนางที่ลงมือป้อนด้วยตนเอง หนึ่งเพราะห่วงความปลอดภัยขององค์รัชทายาท พระนางกลัวว่าจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีใช้โอกาสนี้ในการลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทอีกครั้ง ส่วนประการที่สองเพราะนางเป็นมารดาของโจวหยางอวี้ ตั้งแต่เล็กที่เขาเจ็บป่วย พระนางก็ป้อนยาให้เขากินเองมาโดยตลอด ต่อให้ยามนี้เขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทว่าเขาก็ยังเป็นบุตรชายของนาง
หลังจากที่ป้อนยาช้อนสุดท้ายเสร็จสิ้น และพบว่าบุตรชายทานยาได้จนหมด สีหน้าของหวังฮองเฮาก็ดีขึ้น เพราะนี่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี
“หากไม่เกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้กับพี่ชายของเจ้าเสียก่อน ป่านนี้ตำหนักบูรพาคงจะได้ประกาศข่าวดีไปนานแล้ว”
“เสด็จแม่หมายความว่าอย่างไรเพคะ” โจวหว่านถิงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ทันที
หวังฮองเฮาแย้มรอยยิ้มออกมาในรอบหลายวัน ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามนั้น “ภายในงานเลี้ยงชมบุปผา แม่คิดที่จะประกาศตำแหน่งพระชายาของพี่ชายเจ้า ทว่าน่าเสียดายที่พี่ชายเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน”
“เสด็จแม่หมายความว่า หากไม่เกิดเรื่องลอบสังหารขึ้นกับเสด็จพี่ เสด็จแม่จะมอบสมรสพระราชทานให้เสด็จพี่หรือเพคะ” ดวงตาของโจวหว่านถิงทอประกายด้วยความตื่นเต้นทันที เพราะนางก็อยากรู้เช่นกันว่าพระมารดาจะเลือกสตรีนางใดมาเป็นพี่สะใภ้ของนาง
โจวหยางอวี้ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงก็อยากรู้เช่นกัน ทว่าจะให้เขาลุกขึ้นไปถามพระมารดาเองก็ไม่ได้ ดังนั้นภายในใจจึงภาวนาขอให้น้องสาวถามคำถามนั้นแทนเขาที ว่าสตรีใดที่จะได้แต่งเข้าตำหนักบูรพาของเขา
“ใช่แล้ว แม่หาคนที่เหมาะสมกับพี่ชายของเจ้าได้แล้ว”
หากนึกถึงคนที่เหมาะสม ภายในใจของโจวหว่านถิงมีตัวเลือกอยู่สองคน หนึ่งคือเหยียนลั่วเฟย และสองคือลู่ฟางหนิง แต่ถ้าให้นางคาดเดา พระมารดาของนางต้องเลือกเหยียนลั่วเฟยอย่างแน่นอน เพราะนางเป็นถึงบุตรสาวของท่านอัครเสนาบดี
“แล้วคนที่เสด็จแม่เห็นว่าเหมาะสมกับเสด็จพี่คือสตรีจากตระกูลใดหรือเพคะ”
คำถามนี้ไม่เพียงโจวหว่านถิงเท่านั้นที่รอคอยคำตอบ ทว่าโจวหยางอวี้ก็เฝ้ารอคอยไม่ต่างกัน เขาลุ้นยิ่งนักว่าพระมารดาจะยกสตรีใดให้แต่งงานกับเขา จนกระทั่งกรอบหน้าหล่อเหลามีเม็ดเหงื่อผุดซึมออกมาด้วยความตื่นเต้น
“แม่อยากให้ลู่ฟางหนิงแต่งงานกับพี่ชายของเจ้า”
เป็นลู่ฟางหนิง ไม่ใช่เหยียนลั่วเฟย!
หลังได้ยินคำพูดของพระมารดา โจวหยางอวี้ก็แทบจะกระโดดลงจากเตียงนอนด้วยความดีใจ ทว่าเขาเป็นคนที่ข่มกลั้นอารมณ์ของตนเองได้ดีพอสมควร ยามนี้เขาจึงไม่ได้เผลอลืมตัวจนทำให้ความลับแตก
ทว่าคนที่ออกอาการตื่นเต้นยินดียิ่งกว่าเขา เห็นทีจะเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวอย่างโจวหว่านถิง นางรีบเอื้อมไปจับมือของหวังฮองเฮาเอาไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยถามย้ำอีกรอบว่านางไม่ได้หูฝาด “เสด็จแม่จะให้ลู่ฟางหนิงแต่งงานกับเสด็จพี่จริงๆ หรือเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่”
“เจ้าฟังไม่ผิดหรอก แม่อยากให้พี่ชายของเจ้าแต่งงานกับนางจริงๆ” หวังฮองเฮามองบุตรสาวด้วยสายตาอ่อนโยน
โจวหว่านถิงเมื่อได้รับคำยืนยันที่ชัดเจน นางก็แย้มรอยยิ้มออกมาไม่ยอมหุบ เพราะในบรรดาพระสหายร่วมชั้นเรียน นางชอบลู่ฟางหนิงมากที่สุด หากอีกฝ่ายจะกลายมาเป็นพี่สะใภ้ของนาง นางไม่มีอะไรต้องคัดค้านอีกแล้ว นางสนับสนุนเต็มที่
“แล้วเหตุใดเสด็จแม่ถึงได้เลือกหนิงหนิงละเพคะ หากถามถึงความเหมาะสม หม่อมฉันคิดว่าเหยียนลั่วเฟยเหมาะสมมากกว่า เพราะบิดาของนางมีตำแหน่งสูงที่สุดในราชสำนัก”
โจวหว่านถิงเอ่ยถามด้วยความสงสัยอีกครั้ง โจวหยางอวี้ที่ได้ยินน้องสาวเอ่ยเช่นนั้นก็อยากลุกไปเขกกระบาลนางยิ่งนัก เสด็จแม่ให้เขาแต่งกับลู่ฟางหนิงก็ดีแล้ว จะถามหาสตรีคนอื่นทำไมอีกเล่า!
หวังฮองเฮาได้ยินคำถามนั้นของบุตรสาวก็แย้มรอยยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบ “เหยียนลั่วเฟยก็เหมาะสมอยู่หรอก แต่แม่คิดว่าลู่ฟางหนิงเหมาะสมกับพี่ชายของเจ้ามากกว่า”
เสด็จแม่ของเขาช่างพูดได้ดียิ่งนัก…
ส่วนเหตุผลที่หวังฮองเฮาเลือกลู่ฟางหนิงมาเป็นพระชายาของโจวหยางอวี้ แทนที่จะเป็นเหยียนลั่วเฟย เพราะพระนางสังเกตเห็นว่าโจวหยางอวี้สนใจในตัวของลู่ฟางหนิงมากกว่าสตรีอื่น พระนางอยากให้บุตรชายแต่งงานกับสตรีที่เขารัก
“แต่น่าเสียดายนัก ที่หม่อมฉันไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับหนิงหนิงด้วยตนเองได้” โจวหว่านถิงมีสีหน้าเศร้าสลดลงเล็กน้อย เพราะยามนี้ลู่ฟางหนิงไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวง เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ นางจึงแสดงความยินดีต่อหน้าอีกฝ่ายไม่ได้ ที่สำคัญพี่ชายของนางยังไม่ฟื้นขึ้นมา หากนางนำเรื่องนี้ไปบอกลู่ฟางหนิง อีกฝ่ายคงปวดใจเปล่าๆ
โจวหยางอวี้ที่ได้ยินคำพูดนั้นของน้องสาว เขาก็อยากลุกขึ้นไปถามนางยิ่งนักว่าลู่ฟางหนิงไปไหน หากเขาจำไม่ผิด ยามนี้นางน่าจะยังอาศัยอยู่ในเมืองหลวง นางคงยังไม่ได้ไปฝึกฝีมือที่ค่ายทหารสกุลลู่หรอกกระมัง
ทว่าความคิดของโจวหยางอวี้จำต้องหยุดชะงักกลางอากาศ เมื่อโจวหว่านถิงเอ่ยขึ้นอีกประโยค “เมื่อไม่กี่วันก่อน นางมาลาหม่อมฉัน บอกว่าจะไปอยู่ที่ค่ายทหารกับบิดาและพี่ชาย ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้กลับมาที่เมืองหลวงอีกครั้ง”
สิ้นคำพูดของโจวหว่านถิง โจวหยางอวี้ที่นอนอยู่บนเตียงก็รู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขากำลังถูกบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก เหตุใดนางต้องไปที่ค่ายทหารสกุลลู่ด้วย เขาไม่อยากให้นางกลายเป็นแม่ทัพหญิงคนแรกของแคว้นโจว เขาไม่อยากให้นางก่อกบฏเพื่อโจวหยางเทียน เขาอยากให้นางเป็นเพียงคุณหนูรองสกุลลู่เท่านั้น
เขาจะทำเช่นไรดี…
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
โจวหยางอวี้นิ่งค้างไปชั่วขณะ เพราะไม่คิดว่าลู่ฟางหนิงจะถามเขาเช่นนี้ “เจ้ายังจดจำเรื่องนั้นได้หรือ?”ลู่ฟางหนิงพยักหน้าตอบรับ “ไม่เพียงจดจำเรื่องนี้ได้เท่านั้น แต่เรื่องอื่นๆ ที่พระองค์เคยช่วยเหลือหม่อมฉันให้รอดพ้นจากอันตรายที่รุ่ยอ๋องสร้างขึ้น หม่อมฉันก็จำได้ขึ้นใจเช่นกัน” ดวงหน้าของโจวหยางอวี้เร
เมื่อมาถึงสถานที่เงียบสงบ โจวหยางอวี้จึงจ้องมองลู่ฟางหนิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ภายในใจของเขามีคำถามมากมายที่อยากจะถามนาง แต่ตอนนี้เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองมีเวลาจำกัด เพราะยานอนหลับที่เขาให้ไห่เฉิงนำไปให้ขันทีและนางกำนัลในตำหนักดื่มใกล้จะหมดฤทธิ์แล้ว ตอนนี้เขาต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุด ก
โจวหยางอวี้เมื่อเห็นว่าบุคคลปริศนาตรงหน้าจ้องมองมาทางตนเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ เขาก็กระชับดาบในมือแน่น เพราะเขาไม่รู้ว่าคนผู้นี้มาดีหรือมาร้าย และเป็นคนของใครกันแน่แม้เขากับไห่เฉิงจะจับนักฆ่าที่ซูป๋อเหวินจ้างวานมาสังหารเจ้ากรมหวังได้สำเร็จ แต่เขาก็ยังต้องการจดหมายลวงของซูป๋อเหวินเพื่อใช้เป็นหล
ลู่ฟางหนิงที่แอบติดตามซูป๋อเหวินมาตั้งแต่แรกเฝ้ามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างใจเย็น ชาติก่อนนางไม่รู้ว่าบิดาของซูเยี่ยนหลิงได้ตำแหน่งเจ้ากรมมาด้วยวิธีการใด อีกทั้งนางยังแสดงความยินดีกับซูเยี่ยนหลิงเหมือนกับคนโง่คนหนึ่งแต่เมื่อนางผ่านความตายมาชาติหนึ่งแล้ว นางจะไม่มีวันให้บิดาของซูเยี่ยนหลิ







