Mag-log in“ไหนเจ้าบอกว่าไม่ไกลไง ข้าเดินไม่ไหวแล้วนะ” หลัวอี๋อิ่งบ่นเป็นครั้งที่สามตั้งแต่เดินออกมาจากจวน นางเดินไม่ไหวแล้ว
“ไม่ไกลนะเจ้าคะ บ่าวยังไม่เหนื่อยเลย” ระยะทางเพียงเท่านี้ไม่ได้ถือว่าไกลเลย
“แต่ข้าไม่ไหวแล้ว” หญิงสาวยังคงพูดขึ้นอย่างไม่ยอม หากจะให้นางเดินต่อไปนางคงจะเดินไม่ไหว เส้นทางมีก็ไม่มีรถม้าผ่านมาสักคัน
“เดินอีกหน่อยเถิดเจ้าค่ะ อีกไม่นานก็ถึงตลาดแล้ว” นางพูดขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปประคองคุณหนูเพื่อเดินต่อ
“ไม่ ข้าบอกว่าข้าเดินไม่ไหวแล้ว” นางยังคงพูดขึ้นอย่างไม่ยอม พร้อมกับนั่งลงไปที่พื้นด้วยท่าทีขึงขัง
“คุณหนูจะทำเช่นไรเล่าเจ้าคะ รถม้าก็ไม่มีผ่านมาสักคัน” นางพูดขึ้นอย่างจนใจ นี้ก็ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย คุณหนูก็ยอมแพ้เสียแล้ว
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือก นางจึงลองเสนอทางออกที่ดีที่สุดให้
“หรือว่าเราจะกลับจวนกันก่อนเจ้าคะ”
“ไม่ ข้าจะไม่ยอมกลับจวนอย่างเด็ดขาด” นางเดินมาถึงขนาดนี้แล้วจะยอมกลับไปเฉย ๆ ได้อย่างไร ร่างกายนี้ก็ช่างอ่อนแอยิ่งนัก เดินได้ไม่เท่าไหร่ก็เหนื่อยเสียแล้ว แต่ก็อาจจะเพราะยังไม่หายดีด้วยกระมัง จึงได้เหนื่อยง่ายเช่นนี้
“คุณหนูเจ้าคะ มีรถม้าผ่านมาเจ้าค่ะ” นางพูดขึ้นอย่างมีความหวัง ยังไงก็ขอให้ไปถึงตลาดก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
“เจ้าขว้างทางรถเร็วเข้า” น้ำเสียงที่เปล่งออกมามีความดีใจอย่างเห็นได้ชัด
“ข้างหน้ามีสาวใช้ของคุณหนูหลัวขว้างทางอยู่พ่ะย่ะค่ะ” หยางจิน เอ่ยรายงานผู้เป็นนาย เขาจำหน้าของคุณหนูหลัวและสาวใช้ได้
“หยุดรถ ดูว่านางจะทำอันใด” เขาพูดขึ้นพร้อมกับเปิดหน้าต่างเพื่อดูเหตุการณ์ด้านนอก
ภาพที่เขาเห็นทำให้เขาไม่อาจเชื่อสายตาตนเอง คุณหนูหลัวในคำร่ำลือนั้นคือสตรีที่เรียบร้อย แม้อายุจะน้อย แต่ฝีมือด้านต่าง ๆ ไม่เป็นรองใคร
แล้วที่เขาเห็นตรงหน้าคืออันใด นั่งลงกับพื้น ไหนจะที่เจอกันครั้งแรกที่นางกำลังปีนหนีออกจากจวน ไม่ได้รักษาท่าทีของคุณหนูในห้องหอเลยสักนิด แม้เขาจะไปจวนสกุลหลัวบ่อย แต่ก็ไม่เคยพบหน้ากัน เลยไม่รู้ว่าคำร่ำลือหรือสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเขาในตอนนี้ สิ่งใดเป็นเรื่องจริงกันแน่
เขาหยุดรถม้าตรงหน้าสาวใช้ผู้นั้น ก่อนจะเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“แม่นางมีอันใดหรือ”
“คือคุณหนูของข้าไม่สบายเดินต่อไปไม่ไหว ไม่ทราบว่าจะขอติดรถม้าของพวกท่านไปด้วยได้หรือไม่” นางเลือกที่จะพูดเพียงครึ่งเดียว เพราะไม่อาจทำให้ภาพลักษณ์ของคุณหนูเสียไปมากกว่านี้
“คุณหนูของเจ้าจะสามารถร่วมเดินทางไปกับข้าได้จริงหรือ” ชายหนุ่มเปิดผ้าม่านออก เพื่อให้นางได้รู้ว่านี่คือรถม้าของเขา เขาก็เข้าไปในจวนสกุลหลัวนานอยู่ เหตุใดพวกนางยังคงเดินไม่ถึงอีก
“เป็นเจ้านี่เอง ใครอยากจะร่วมเดินทางไปกับเจ้ากัน” นางพูดขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง นางไม่มีทางขอร้องคนเช่นนั้นอีก
“เช่นนั้นก็สั่งให้คนของเจ้าหลบทางรถม้าของข้าด้วย” เขาที่ไม่อยากจะถกเถียงกับนาง
“เช่นนั้นคุณหนูจะต้องเดินอีกไกลนะเจ้าคะ” อิงอิงหันไปกระซิบกับนายสาว เพราะนางดูแล้ว ยังไงคุณหนูก็เดินไปไม่ถึงตลาด
“ไหนเจ้าบอกว่าอีกไม่ไกลไง” หญิงสาวหันไปพูดกับสาวใช้ เพราะหากระยะทางอีกไม่ไกล นางก็จะทนเดินไปให้ถึง ไม่ยอมร้องขอความชายเหลือจากบุรุษผู้นั้นเป็นอันขาด
“ที่เราเดินมา ยังไม่ถึงครึ่งทางเลยเจ้าค่ะ”
เซี่ยเจี้ยนจื้อฟังเจ้านายและสาวใช้คุยกันด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพียงแค่เอ่ยคำขอร้องสักสองสามประโยค ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย นางช่างเป็นคนที่แปลกประหลาดเสียจริง
“นะเจ้าคะคุณหนู ถึงตลาดเราค่อยจ้างรถม้ากลับมาส่งที่จวน หากช้าไปกว่านี้ คุณหนูจะไม่มีเวลาเดินชมตลาดนะเจ้าคะ” อิงอิงยังคงพยายามโน้มน้าวเจ้านาย หากชักช้าอยู่แบบนี้ คงจะได้กลับจวนมืดค่ำ
“หากคุณหนูของเจ้าไม่ไปก็หลบทางเถิด คุณชายของข้ายังมีธุระที่ต้องไปทำอีก” หยางจินพูดขึ้น พวกเขายังต้องมีงานที่ต้องไปทำอีก จะให้มาเสียเวลาเพราะเรื่องนี้เห็นทีจะไม่เหมาะสม
“คุณหนู” อิงอิงเร่งให้หญิงสาวตัดสินใจ เพราะถ้ารถม้าคันนี้ผ่านไปแล้ว ไม่รู้จะมีรถม้าคันอื่นผ่านมาอีกหรือไม่
“ก็ได้” หญิงสาวจำใจ เพราะนางก็ไม่อยากจะเดินต่อแล้วเช่นกัน
“ให้พวกข้าติดรถไปด้วยนะเจ้าคะ” สุดท้ายก็ยังคงเป็นอิงอิงที่เอ่ยคำขอร้อง หากให้ผู้เป็นนายเอ่ยมีหวังคงต้องไม่ต้องเดินทางกันพอดี
หยางจินมองหน้าผู้เป็นนายแวบหนึ่ง ก็เอ่ยอนุญาต จะอย่างไรก็เป็นบุตรสาวของท่านราชครูหลัว ให้เดินไปกันเพียงแค่สองคนเช่นนี้ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นคงจะไม่ดี
“ขึ้นมาเถิด เจ้าก็พาเจ้านายของเจ้าไปนั่งในรถม้าเสีย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ขอบคุณ” นางเอ่ยขอบคุณทั้งสองคน แล้วเดินไปประคองเจ้านายที่นั่งอยู่ให้ไปขึ้นรถม้า
ตอนพิเศษ 3“วันนี้เหนื่อยหรือไม่เพคะ ฝ่าบาท” หลัวอี๋อิ่งที่เห็นสีหน้าของพระสวามีไม่สู้นัก จึงได้เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“ก็นิดหน่อย แต่ยามเมื่อได้เห็นหน้าเจ้า ข้าก็หายเหนื่อยแล้วล่ะ” เขาหยอดคำหวาน จนนางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆเมื่อสองปีก่อน ฮ่องเต้เซี่ยจินเซียว ที่เห็นว่าตัวเองนั้นควรพักผ่อนเสียทีจึงได้สละราชสมบัติให้องค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์แทนต่อจากเขา พร้อมกับให้เห็นผลว่าตัวเองนั้นแก่แล้วจึงอยากจะใช้เวลาที่เหลือออกไปท่องเที่ยวกับพระชายาคู่ทุกข์คู่ยากกันสองคน ส่วนหน้าที่ต่อจากนี้ก็ปล่อยให้ลูกหลานได้ดูแลกันต่อไปในวันที่เขาได้ขึ้นครองราชย์ นางก็ได้ขึ้นรับตำแหน่งเป็นฮองเฮามารดาของแผ่นดิน เหล่าขุนนางต่างพากันเสนอชื่อบุตรสาวของตัวเองแต่งเข้าวังสนม ทำให้นางปวดหัวเสียหลายวัน แต่ถึงแม้จะมีสนมเต็มวัง แต่เขากลับไม่ไปนอนค้างตำหนักไหน ในทุก ๆ วันเขาจะต้องมานอนกับนาง เกือบรุ่งสางก็จะกลับตำหนักของตัวเอง มีหลายครั้งที่เขาแทบไม่ได้พักผ่อน เพราะต้องเร่งตรวจฎีกาตลอดทั้งคืน
ตอนพิเศษ 2สามเดือนต่อมาในที่สุดนางก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง และครั้งนี้นางกับแพ้ท้องอย่างหนัก และที่แย่ที่สุดเมื่อผู้เป็นสามีเข้าใกล้นางเพียงนิดเดียว นางก็อาเจียนจนแทบหมดแรง เดือดร้อนหมอหลวงที่ต้องรีบเร่งมาดูอาการของนาง หมอหลวงตรวจดูอาการอยู่พักหนึ่ง ก็ได้ข้อสรุปมาว่า นางแพ้กลิ่นของผู้เป็นสามี ดังนั้นเขาจึงถูกให้อยู่ห่างจากนาง จนกว่าอาการแพ้ท้องจะหายไป แม้เขาจะไม่ยินยอมในตอนแรก แต่เมื่อเห็นอาการที่หนักหนาอยู่พอสมควร เขาจึงต้องจำใจอยู่ห่างจากนางด้วยความไม่เต็มใจนักท้องนี้เหมือนจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง โชคยังดีที่นางมีอิงอิง และลั่วลั่วติดตามมาคอยดูแลนาง สองคนนี้อยู่กับนางมานาน ย่อมรู้ใจกันดี ใช่ว่านางกำนัลคนอื่น ๆ จะไม่ดีนะ นางเพียงแค่คุ้นชินกับคนเดิม ๆ เสียมากกว่า“พระชายาเพคะ หม่อมฉันต้มน้ำขิงร้อน ๆ มาให้พระนางดื่มแก้กระหายเพคะ” อิงอิงยื่นถ้วยน้ำขิงส่งให้นาง“อืม... ขอบใจเจ้ามาก น้ำขิงนี้ดียิ่ง”“พระชายาเพคะ หม่อมฉันคิดว่าท้องนี้ล้วนหนักหนานัก หม่อมฉันดูแล้ว จะต้อง
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่ พวกข้าสองคนลงความคิดเห็นว่า พวกเราอยากจะมีน้องสาวเพิ่มอีกหนึ่งหรือสองคนพ่ะย่ะค่ะ ยามที่ข้ากับน้องไปเรียน ก็จะเห็นเพื่อน ๆ ต่างพากันพูดถึงน้องสาวด้วยความปลื้มปีติ ข้าสงสัยจึงได้ถามพวกเขาว่า มีน้องสาวแล้วดีอย่างไร แล้วคำตอบที่ได้ คือความสุข เพราะเด็กผู้หญิงมักอ่อนแอ และพี่ชายก็จะมีหน้าที่ปกป้องนางสาวจากอันตรายพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยจงซี อธิบายอย่างยืดยาวให้พวกท่านได้ฟังอย่างละเอียด หลังจากนั้นได้กล่าวต่อว่า “เสด็จแม่มีน้องสาวให้พวกข้าเถิดพ่ะย่ะค่ะ”.หลัวอี๋อิ่งที่กำลังนั่งดื่มช้า เมื่อบุตรชายพูดจบประโยคนางก็ถึงกับสำลักน้ำชาไอดัง แค่ก แค่ก จนผู้เป็นสามีต้องลูบหลังนางเบา ๆ“จงซี เจ้าก็มีน้องสาวอยู่แล้ว ใยถึงอยากมีอีก เจ้ามิรักเซียนเอ๋อร์น้อยแล้วหรือ” เด็กผู้หญิงที่นางกล่าวถึงนั้น เป็นบุตรสาวของลู่ชิง ซึ่งโดยปกติแล้ว พวกเขามักจะมาเล่นด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง มีเพียงช่วงหลังมานี้ ที่โอรสของนางทั้งสองคนต้องเข้ารับการศึกษา ทำให้ไม่เวลาไปเล่นกับฟางเซียนน้อย อีกทั้งน้องสาวของนางก็กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง จึงไม่ได้มานั่งจิบน้ำชากับนางเ
ตอนพิเศษ 1หลัวอี๋อิ่งหลังจากที่แต่งงานได้เพียงไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์บุตรคนแรกเป็นองค์ชายน้อย เซี่ยจงซี.... หลังจากนั้นอีกหนึ่งปีให้หลัง นางก็ต้องครรภ์องค์ชายน้อย คนที่สอง เซี่ยเว่ยซวง... เรียกได้ว่าเขานั้นเอาแต่คิดจะมีลูกกับนาง อีกหลาย ๆ คน“ท่านไม่คิดจะให้ข้าได้พักผ่อนบ้างเลยหรือ? เอะอะจะพาเข้าแต่ห้อง แบบนี้ร่างกายของข้าจะมิแย่เอาหรือเพคะ” หญิงสาวโอดครวญ หากรู้ว่าเขาจะมีนิสัยแบบนี้ มิสู้แต่งกับคนอื่นยังดีเสียกว่า“เสี่ยวอิ่ง... โบราณเขาบอกว่า การมีลูกเยอะ ย่อมเป็นเรื่องที่ดียิ่ง เจ้ามิเห็นด้วยกับข้าหรือ?”“ไม่...ข้ามิเห็นด้วย หากท่านยังไม่ยอมให้ข้าได้พักผ่อน ข้าจะไม่ให้ท่านมานอนที่ตำหนักของข้าอย่างเด็ดขาด” นางปฏิเสธเสียงแข็ง ดูเอาเถิด ขนาดร่างกายของนางแทบจะไม่ไหวแล้ว เขาก็ยังพยายามที่จะมีลูกกับนางอีกให้ได้“เสี่ยวอิ่ง” เขาทำเสียงเว้าวอน แต่นางก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่าจะเว้นระยะห่างไปอีกสองปี เขาคงมิรู้หรอกว่า เวลาที่นางเจ็บท้องมันทรมานขนาดไหน
บทส่งท้ายหลังจากงานแต่งของหลัวลู่ชิงไม่นาน ทั้งหลัวเหวินซานและไป่ตงเล่อก็ได้เข้าทำงานในราชสำนักหลัวเหวินซานเลือกที่จะเข้ากองทัพกับสกุลหาน และเดินทางไปปกป้องชายแดน ร่วมกับญาติผู้พี่ไป่ตงเล่อสอบได้ตำแหน่งในกรมพระคลัง กรมเดียวกับที่บิดาเขาเป็นเสนาบดีอยู่ เขาตั้งใจจะทำงานต่อจากบิดา และแบ่งเบาภาระหน้าที่ของบิดาส่วนถางอีเฟยทำเรื่องขอไปดูแลงานราชการที่ต่างเมือง เขาอยากหายออกไปจากเมืองหลวงสักพัก เขาทำใจได้เมื่อไหร่ เขาค่อยเดินทางกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองหลวงอีกครั้งและงานสำคัญที่ทุกคนรอรอคอยก็มาถึง งานสมรสระหว่างองค์รัชทายาทและหลัวอี๋อิ่งงานนี้คนที่ตั้งตารอมากที่สุดก็คือองค์รัชทายาทเซี่ยเจี้ยนจื้อ เขานับวันรออย่างใจจดใจจอ เขาแทบจะนอนไม่หลับ และตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อจะออกไปรับตัวเจ้าสาวทางด้านหลัวอี๋อิ่งก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเช่นกัน นางต้องตื่นมาแต่งตัว โดยมีกูกูจากวังหลวงจัดการให้ทุกอย่างตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นางต้องฝึกมารยาทภายในวัง โดยมีกูกูมาสั่งสอน และนางต้
“องค์รัชทายาทคงไม่รอให้นานขนาดนั้น” ดูก็รู้ว่าองค์รัชทายาทอยากอยู่กับพี่สาวของนางให้เร็วที่สุด เขาไม่ปล่อยเวลาไปนานดอก“มารอดูกันว่าผู้ใดจะได้ออกเรือนก่อนกัน” เมื่อสิ้นคำพูดของหลัวอี๋อิ่ง สองพี่น้องก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ทั้งสองพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง ก็แยกย้ายกันเข้าเรือนผ่านไปเพียงไม่กี่วัน จวนสกุลไป่ก็นำขบวนของหมั้นมาที่จวนสกุลหลัว ของถูกนำมาหมั้นยาวสุดลูกหูลูกตา สกุลไป่แม้จะเป็นขุนนาง แต่พวกเขาก็มีกิจการค้าขายไม่น้อย นอกจากตำแหน่งขุนนางแล้ว พวกเขายังมีตำแหน่งเป็นคหบดีที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวงด้วยการเจรจาจบไปด้วยดี เหลือก็เพียงแต่รอให้ไป่ตงเล่อจบออกมา แล้วมาทำการแต่งงานเท่านั้นสมรสพระราชทานระหว่างองค์รัชทายาทเซี่ยเจี้ยจื้อและหลัวอี๋อิ่งถูกกำหนดแล้วในอีกหกเดือนข้างหน้างานแต่งของหลัวอี๋อิ่งจะถูกจัดขึ้นหลังจากงานแต่งของน้องสาวเพียงสามเดือนเท่านั้นองค์รัชทายาทไม่พอใจเป็นอย่างมากที่งานสมรสของเขาต้องรออีกหกเดือน เขาเข้าไปขอร้องบิดาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะงานสมรสครั
“เจ้าคือคุณหนูใหญ่ฮวนใช่หรือไม่” น้ำเสียงที่นิ่งสงบถูกเปล่งออกมา หลัวอี๋อิ่งพอจะเดาออกว่าคือนาง“ฮ่าฮ่า เจ้าช่างฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก แต่จะดีกว่านี้หากเจ้าฉลาดเร็วกว่านี้” เสียงหัวเราะดังขึ้น รู้ว่าเป็นนางแล้วอย่างไร สุดท้ายนางก็ไม่มีโอกาสได้ไปบอกผู้ใดอยู่ดี&l
“คุณหนูรองหลัว หลัวอี๋อิ่งรับราชโองการ”สิ้นคำพูดของกงกง หลัวอี๋อิ่งและคนสกุลหลัวก็คุกเขาเพื่อรอรับราชโองการ“คุณหนูรองสกุลหลัว รูปโฉมโดดเด่น มีความสามารถ กิริยามารยาทเรียบร้อย เหมาะสมที่จะเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท จึงได้มอบราชโองการหมั้นหมาย จบราชโองการ”
บทที่ 21หลังจากทานอาหารร่วมกันเสร็จ หลัวอี๋อิ่งก็ตั้งใจว่าจะ แยกจากเขา เพราะนางและน้องสาวตั้งใจว่าจะเลือกซื้อของต่อ“เจ้าจะไปที่ใดต่อหรือ” เขาถาม เมื่อเห็นว่านางกำลังจะลุกเดินออกไปจากห้อง“ทำไม? ท่านจะไปกับข้าหรื
“ต้องทำเช่นไรหรือเจ้าคะ” หานเจียหนิงก็ถามขึ้นด้วยความดีใจ ขอเพียงแค่ให้บุตรสาวของนางหายจากอาการป่วย นางก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างนักพรตเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถามขึ้นด้วยคำถามที่ทุกคนก็คาดไม่ถึง“บุตรของท่านมีคู่หมั้นคู่หมายแล้วใช่หรือไม่”“เจ้าค่







