เข้าสู่ระบบบทที่ 4
“เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็เดินเข้าไปหานางใกล้ ๆ เพื่อดูให้แน่ชัดว่าสตรีที่ทำตัวไม่เหมือนสตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่ ช่างเป็นสตรีที่กล้าหาญเสียจริง ริอ่านปีนกำแพงหนีออกจากจวน
“เจ้าคือผู้ใด”
“ข้าคือบุตรคนรองของท่านราชครู คุณหนูหลัว หลัวอี๋อิ่ง” นางเอ่ยแนะนำตัวออกไปอย่างเย่อหยิ่ง
“เช่นนั้นหรือ ถ้าเจ้าเป็นบุตรสาวท่านราชครูจริง เหตุใดจึงต้องปีนออกจากจวนด้วยเล่า” เขาแสร้งถาม จะเป็นนางจริงหรือ เมื่อวานเขายังได้ยินข่าวว่านางป่วย ไม่สามารถต้องลมได้ เหตุใดวันนี้จึงมาปีนกำแพงเล่นเช่นนี้เล่า
“จริงสิ ข้าเพียงแค่ต้องการหาความสำราญให้ตัวเองก็เท่านั้น เจ้าอย่าถามมากรีบมาช่วยข้าเดี๋ยวนี้” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างมีอารมณ์ นางเหนื่อยที่จะต้องนั่งอยู่แบบนี้แล้ว อิงอิงก็ไปไหนไม่รู้ ปล่อยให้นางนั่งอยู่ตรงนี้ผู้เดียว
“เหตุใดข้าต้องช่วยเจ้า” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้ายังคงเย็นชาเช่นเดิม
“หากเจ้าไม่ช่วยข้า ข้าจะบอกท่านพ่อว่าเจ้ารังแกข้า” นางพูดถึงเพียงนี้จะไม่กลัวก็ถือว่าหาญกล้าเกินไปแล้ว
“ข้าต้องกลัวหรือ” เขาพูดขึ้นพร้อมกลับหมุนตัวเดินออกไปไม่สนใจนางอีก
เมื่อเห็นเช่นนั้นหญิงสาวก็ตะโกนออกมาด้วยความโมโห นางอยากจะบีบคอเขาให้ตายเสียให้ได้
“เจ้ากลับมาเดี๋ยวนี้นะ!! เจ้าคนไร้น้ำใจ!!”
หญิงสาวที่ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้ จึงค่อย ๆ ร่วงตกกำแพงไป
ทางด้านอิงอิงที่หาของเจอแล้วก็รีบเดินกลับมาหาคุณหนู แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะภาพที่นางเห็นก็คือหญิงสาวตะโกนด่าคนผู้หนึ่ง แล้วร่างกายของนางก็ค่อย ๆ ร่วงตกลงไปด้านล่าง
“คุณหนูระวังเจ้าค่ะ!” แม้จะตะโกนออกไปก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ตุบ!!
“คุณหนู” อิงอิงร้องขึ้นด้วยความตกใจ แล้วรีบปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มที่ได้ยินเสียงก็หันกลับมาดูด้วยสายตาเย็นชา แต่ก็ไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยแต่อย่างใด ทำให้หญิงสาวที่นอนกองอยู่บนพื้นเคียดแค้นเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรมาก และสาวใช้ของนางก็มาแล้ว เขาจึงเดินออกมาเพื่อที่จะไปทำธุระของตนเองให้เสร็จ
“เจ้ากล้าเดินหนีข้าหรือ ข้าจะไปฟ้องท่านพ่อ” นางตะโกนไล่หลังชายผู้นั้นไปเพื่อกลบเกลื่อนความอายของตน ดีที่ถนนนี้ไม่ค่อยมีผู้คนผ่านเท่าใดนัก หากไม่มีชายผู้นั้นนางคงไม่ตกลงมาเช่นนี้
“คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ” อิงอิงถามขึ้นอย่างเป็นห่วง นางออกไปแค่ครู่เดียว เหตุใดคุณหนูจึงไปทะเลาะกับผู้อื่นได้เล่า
“ไม่เป็นไร” นางตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ พร้อมกับมองไปทางที่บุรุษผู้นั้นเดินจากไป
“รีบลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ วันนี้คุณหนูจะออกไปเดินตลาดมิใช่หรือ” นางพูดเพื่อให้นายสาวของนางลืมเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้น พร้อมกับค่อย ๆ ประคองให้ลุกขึ้น
“อย่าให้ข้าเจออีกล่ะกัน เจ้าไม่รอดแน่” นางพูดอย่างเคียดแค้น นางจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ในวันนี้เลย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างอารมณ์ดีเมื่อคิดว่าตนจะได้ออกไปเดินตลาด “เช่นนั้นเราไปกันเถิด ว่าแต่ที่นี่ห่างจากตลาดมากหรือไม่”
“ไม่ไกลเจ้าค่ะ เดินไปครู่เดียวก็ถึงแล้ว”
“ดี ข้าไม่อยากเดินไกล” หากเดินไกลนางคงจะเดินไม่ไหว
หลังจากเดินเข้ามาในจวนสกุลหลัวแล้ว เขาก็ตรงไปที่ห้องหนังสือของท่านราชครูทันที เขามาที่นี่บ่อยครั้ง เพียงแต่ไม่ได้เข้ามาในฐานะรัชทายาท และไม่เคยเข้าทางประตูใหญ่สักครั้ง จึงไม่ค่อยมีคนรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเขาและราชครูหลัวมากนัก
เมื่อเข้ามาในห้อง ราชครูหลัวก็เอ่ยทำความเคารพผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่า
“ถวายบังคมองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านราชครูอย่าได้มากพิธี เราคนกันเองทั้งนั้น” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุขุม ราชครูผู้นี้เป็นคนที่เขานับถือมากผู้หนึ่ง เขาจึงให้ความเคารพมากกว่าผู้อื่น
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้ข่าวว่าบุตรสาวของท่านไม่สบาย อาการเป็นเช่นไรบ้าง” เขาลองถามออกไป
“อาการของนางไม่ค่อยจะดีนัก ไม่สามารถต้องลมได้ในช่วงนี้ จึงพักผ่อนอยู่แต่ในเรือนพ่ะย่ะค่ะ” เขาบอกอาการของบุตรสาวด้วยความกังวล หลายวันก่อนนางก็อาการดีขึ้น แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดอาการจึงได้แย่ลงอีก
“เช่นนั้นเดี๋ยวข้าส่งหมอหลวงมาตรวจดูอาการของนางที่จวน ท่านราชครูเห็นว่าเป็นเช่นไร” เขาอยากจะรู้นักว่านางจะแก้ตัวเช่นไร
“ขอบพระทัยเป็นอย่างสูงพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยขอบคุณด้วยความดีใจ หมอหลวงใช่ว่าจะเชิญมาได้ง่าย ๆ เป็นวาสนาของจวนสกุลหลัวแล้ว
ทั้งสองคุยกันครู่หนึ่ง จากนั้นองค์รัชทายาทเซี่ยเจี้ยนจื้อก็ขอตัวกลับ เพราะเขามีธุระต้องไปทำต่อ
ในขณะที่ซือซือกำลังรินชาอยู่นั้น หลัวลู่ชิงก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปชมวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ก็พลันมองไปเห็นศาลาริมน้ำ ที่พี่สาวของนางได้ตกลงไป ก็พลันนึกแผนการดี ๆ ขึ้นได้ จึงเอ่ยขึ้น“ข้าว่าเราออกไปนั่งที่ศาลาริมน้ำตรงนั้นดีหรือไม่เจ้าคะพี่รอง”“ไปนั่งรับลมตรงนั้นก็ดี” นางพูดขึ้นพร้อมกับยิ้ม ๆ จากนั้นก็หันหน้าไปสั่งซือซือที่ยืนอยู่ “ซือซือ... ไปเตรียมสถานที่ให้พวกข้า”“เจ้าค่ะคุณหนู” ซือซือจำต้องก้มหน้ารับคำสั่ง อย่าให้ข้าได้มีอำนาจบ้างก็แล้วกัน“เจ้าคิดที่จะทำอันใด” นางถามน้องสาว แม้จะรู้ว่าในใจของน้องสาวต้องมีแผนการอะไรซ่อนอยู่ แต่นางก็ยอมที่จะเดินตามแผนการนั้น“พี่รองรอดูเถิด นางทำให้ท่านต้องตกน้ำเกือบตาย ข้าก็จะทำให้นางต้องตกลงไปในน้ำนั้นบ้าง” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างมีโทสะ หากไม่เพราะสองคนนั้น พี่สาวของนางคงไม่ต้องประสบเคราะห์เช่นนั้นหลัวอี๋อิ่งไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่ส่งยิ้มไปให้น้องสาวเท่านั้นทางด้านซือซือที่ถูกใช้ให้มาจัดสถานที่ ก็จัดด้วยความเกรี้ยวกราด ให้นางม
บทที่ 8เมื่อสองพี่น้องเดินเข้านั่งในห้อง หลัวอี๋อิ่งก็ได้เรียกสาวใช้ที่ท่านตาส่งมาเข้ามาในห้อง เอ่ยว่า “พวกเจ้าทั้งสามคน ท่านตาเรียกพวกเจ้าให้ไปพบที่จวนสกุลหาน” นางแจ้งเรื่องให้พวกนางรู้ พร้อมกับยื่นเงินและจดหมายหนึ่งฉบับให้พวกนางตอบรับพร้อมกับรับเงินและจดหมายก่อนจะเดินออกไป อย่างรวดเร็วหลังจากนั้นนางก็หันไปพูดกับสาวใช้อีกสองคน “ส่วนพวกเจ้าสองคน ออกไปซื้อขนมมาให้กับข้ากับน้องสาม” พูดพร้อมกับยื่นเงินให้พวกนาง นางนั้นกล่าวต่อว่า “แล้วก็ไปตามซือซือมาคอยรับใช้พวกข้าสองคนด้วย”หลังจากที่สาวใช้ออกไปแล้ว หลัวอี๋อิ่งก็หันไปพูดกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “เจ้าอยากทำอะไรก็ทำเถิด”“ข้าจะทำอันใดได้เล่า” นางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ภายในใจกับมีแผนการอยู่มากมาย แม้นางจะยอมตัดใจจากบุรุษผู้นั้น แต่บัญชีแค้นนี้ นางไม่อาจปล่อยวางได้ คอยดูเถิดว่าข้าจะทำอะไรได้บ้างไม่นานซือซือก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์นั้น แต่นางก็ยังคงเก็บอาการได้เป็นอย่างดี“คุณหนูเรียกบ่าวมาพบมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลัวอี๋อิ่งก็ได้แต่ลอบยิ้มในใจ นางไม่สามารถออกหน้าเรื่องซือซือได้ มีน้องสาวผู้นี้จัดการให้ก็ถือว่าไม่เลว“แล้วเจ้าเล่า จะเอาเช่นไรต่อไปเรื่องของถางอีเฟย” นางรู้เช่นนี้แล้วยังจะมีใจรักต่อเขาอีกหรือ หญิงสาวได้แต่คิดในใจ“หากเขามีสตรีที่รักอยู่แล้ว ข้าก็ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยว” นางคิดมาตลอดว่าตัวเองยังคงมีหวัง เพราะเขาและพี่สาวไม่ได้รักกัน แต่วันนี้เมื่อรู้ว่าเขานั้นมีสตรีที่ชอบพออยู่แล้ว ก็เกิดอาการเสียใจอยู่ไม่น้อย“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี บุรุษที่ทำตัวเช่นนั้น เจ้าก็อย่าไปให้ใจเลย” ยังดีที่น้องสาวของนางไม่ได้งมงายในรักมากเกินไป“ข้าคิดมาตลอดว่าพวกท่านไม่ได้มีใจให้กัน ข้าอาจจะพอมีหวังที่จะได้หัวใจของเขามาครอบครองอยู่บ้าง แต่เมื่อได้มารู้ว่าเขามีสตรีในดวงใจอยู่แล้ว จึงคิดว่ายอมตัดใจเสียแต่ตอนนี้ ดีกว่าจะต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย“เราเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า ไว้วันหน้าเราออกมาเที่ยวเช่นนี้ดีอีกดีหรือไม่”“ดีเจ้าค่ะ”สอ
บทที่ 7หานเฟยเจี้ยออกจากจวนสกุลหลัว หลังจากนั้นเขาก็รีบก้าวขึ้นรถม้า หมอที่ทุกคนเข้าใจว่ากลับไปแล้ว ตอนนี้กับนั่งรอเขาอยู่บนรถม้า“หลานสาวของข้า อาการเป็นเช่นไรบ้าง” เขาถามขึ้นด้วยความอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วหลานสาวเขาเป็นอะไรกันแน่“ร่างกายของคุณหนูปกติดีทุกอย่างขอรับ ด้านจิตใจก็ไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วง”เมื่อได้ยินหมอพูดออกมาเช่นนั้นเขาก็เบาใจลงมาได้บ้าง แล้วเพราะอะไรนางถึงได้เปลี่ยนไป หรือเพราะเหตุการณ์นั้นจึงทำให้นางเข้มแข็งขึ้น หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ดี เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเพราะนางอีกหลัวอี๋อิ่งพักผ่อนอยู่ในจวนอีกหลายวัน เมื่อเห็นว่าในจวนนี้ไม่มีอะไรให้ทำนอกจาก ฝึกศาสตร์ต่าง ๆ จึงคิดหาวิธีที่จะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีก“อิงอิง ไปตามน้องสามมาพบข้าหน่อย บอกว่าข้าจะพานางออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก และพาไปพบพี่อีเฟยด้วย” หญิงสาวพูดขึ้นในขณะที่ตายังคงหลับอยู่“เจ้าค่ะ” นางตอบรับแล้วเดินออกไปทำตามคำสั่งทันที&ldq
หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความอิ่มเอม โดยไม่รู้เรื่องเลยว่าปัญหากำลังเดินทางมาหาตนเองเมื่อทานอาหารเช้าเสร็จก็มานอนเล่นอย่างสบายอารมณ์ ในยุคนี้ไม่มีอะไรทำมากนัก นอกจากฝึกศาสตร์ต่าง ๆ แล้ว ก็ไม่มีอะไรทำอีก ซึ่งนางจึงเลือกที่จะนอน มากกว่าจะฝึกฝนศาสตร์เหล่านั้นในขณะที่นางกำลังนอนพักผ่อนอยู่นั้น อิงอิงก็เดินเข้ามาแจ้งถึงการมาของคนที่นางคาดไม่ถึง“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านผู้เฒ่าหานมาหาเจ้าค่ะ”“เจ้าว่าอย่างไรนะ!! ท่านตามาหาข้าหรือ” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างตกใจ พร้อมกับดีดตัวขึ้นจากที่นอนทันที ท่านตาไม่เคยมาหานางที่จวน มีแต่นางที่เดินทางไปหา หรือว่าสองคนนี้จะไปเล่าอะไรให้ท่านฟัง เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็หันไปถามอิงอิงที่นั่งก้มหน้าอยู่ ด้วยสายตาจับผิด “เจ้าไปเล่าอันใดให้ท่านตาของข้าฟังหรือไม่”“บ่าวไม่ได้เล่าอันใดเลยเจ้าค่ะ บางที่นายท่านผู้เฒ่าอาจจะเป็นห่วงสุขภาพคุณหนูก็ได้นะเจ้าค่ะ” นางเลือกที่จะโกหกออกไป เพราะหากคุณหนูรู้อาจจะไม่ยอมให้นางคอยอยู่รับใช้ข้างกายต่อ เช่นนั้นจะยิ่งไม่แย่ไปกันใหญ่หรือ“เช่นนั้น
บทที่ 6ในเวลาช่วงพลบค่ำ สามนายบ่าวพากันพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ทางด้านซือซือก็ได้ลอบออกไปพบกับถางอีเฟย ที่ประตูด้านหลังจวน ประตูนี้ไม่มีคนใช้ สร้างไว้เพื่อขนของเท่านั้น จึงสะดวกต่อการแอบลอบพบกัน“ซือซือคิดถึงคุณชายเหลือเกินเจ้าค่ะ” เมื่อพบหน้ากัน หญิงสาวก็โผเข้ากอดชายคนรักด้วยความคิดถึง ทำให้ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธได้“ข้าจะมาที่จวนนี้ให้บ่อยขึ้นดีหรือไม่” เขาเอ่ยขึ้น เพราะหลังวันปักปิ่นของหลัวอี๋อิ่ง เขายังไม่ได้พูดคุยกับนางอย่างจริงเลย วันที่เขามาเยี่ยมหลัวอี๋อิ่งวันนั้น ก็ได้พูดคุยกันเพียงแค่นิดเดียว“หากเราไม่ลอบพบกันเช่นนี้ ซือซือคงจะไม่ได้พบหน้าคุณชายอีกแล้ว” นางพูดขึ้นด้วยท่าทีน่าสงสาร“ทำไมหรือ?” ชายหนุ่มถามขึ้นอย่างสงสัย หากนางยังอยู่ในจวน เหตุใดจะไม่ได้พบหน้ากันเล่า“คุณหนูให้ซือซือเฝ้าที่เรือนเจ้าค่ะ ไม่ให้ออกไปข้างนอก” นางแสร้งบอกด้วยนำเสียงตัดพ้อ ช่างน่าตายนัก คิดที่จะขังนางเอาไว้แต่ในเรือน“เหตุใดต้องให้เจ้าเฝ้าเรือน คนที่เคยทำหน้าที่ไปไหนเสียเล่า”“คุ







