LOGINท้องฟ้าของเช้าวันนี้เป็นสีฟ้าอ่อนเจือด้วยเมฆขาวระเรื่อ สายลมเย็น ๆ พัดผ่านบริเวณวัดแห่งหนึ่งในย่านชานเมือง วัดนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นศูนย์กลางของการกุศลและการเลี้ยงดูเด็กกำพร้า บริเวณรอบ ๆ วัดมีต้นไม้สูงใหญ่มากมายให้ร่มเงาเสียงนกพิราบเกาะริมกำแพงบ้าง เสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ที่ดังแผ่ว ๆ ตามสายลมชวนให้รู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก
ก้าวแรกที่เจ๊ปูกับตี้ตี้เดินเข้ามาในเขตวัด คือก้าวแห่งความตั้งใจอันแน่วแน่ในการทำบุญให้ พ่อแม่และเจ๊ณี
กลิ่นธูปจาง ๆ ปะปนอยู่ในอากาศทำให้บรรยากาศรอบวัดดูศักดิ์สิทธิ์และสุขสงบ ตี้ตี้ยกมือขึ้นป้องแดดพลางมองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาที่ตื่นเต้นเล็กน้อย ถึงแม้ทั้งสองจะมาวัดนี้อยู่เนือง ๆ แต่ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามา ก็ยังมีความรู้สึกดี ๆ เหมือนเป็นการได้มาเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เสมอ
“เจ๊ วันนี้เราจะเริ่มทำอะไรก่อนดีคะ?”
“ก็ทำบุญตามพิธีไปก่อนนะ แล้วค่อยเอาของมาให้เด็กกำพร้า จากนั้นก็ไปถวายสังฆทานให้พระ จะได้อุทิศให้พ่อกับแม่และเจ๊ณีด้วย”
น้ำเสียงของเจ๊ปูดูนุ่มนวลอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งปกติเธอจะพูดจาห้วน ๆ กึ่งตลกกึ่งดุ แต่วันนี้เมื่อเข้าวัด เธอก็ปรับมาอยู่ในโหมดสำรวมมากขึ้น
ทันทีที่เดินผ่านประตูวัด เจ๊ปูกับตี้ตี้ก็เห็นลุงหาน ชายชราอายุประมาณหกสิบกว่าปี มีผมหงอกนิด ๆ ใส่เสื้อเชิ้ตสีซีดกับกางเกงผ้าสบาย ๆ สวมหมวกปีกกว้างพอป้องแดดได้ เขายืนอยู่หน้าแผงขายอาหารปลาที่เรียงเป็นถุงหลายขนาด เมื่อเห็นเจ๊ปูเขารีบสาวเท้าเข้ามาหาอย่างมีความหวัง
“สวัสดีครับเจ๊ปู! วันนี้จะให้อาหารปลาด้วยไหมครับ ผมจะได้เตรียมถุงใหญ่ไว้ให้”
“ค่ะเตรียมหลายถุงหน่อยนะคะลุงหาน เผื่อเวลาฉันตกทุกข์ได้ยากจะได้มีคนเอาอาหารมาให้แบบนี้บ้าง เอ้านี่เงินค่าอาหารปลาคะ”
เจ๊ปูหยิบแบงค์พันสี่ใบยื่นให้ลุงหาน สายตาของลุงหานเป็นประกายด้วยความปลื้มใจ เพราะเจ๊ปูถือว่าเป็นลูกค้าขาประจำรายใหญ่ที่สุดของเขา เวลามาถึงวัดทีไรเธอจะเหมาอาหารปลาทีละหลายถุงเสมอ
“ขอบคุณมากครับเจ๊ปู เดี๋ยวผมรีบไปเตรียมให้เลยนะครับ”
ลุงหานกล่าวพลางยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนจะหันหลังไปจัดการถุงอาหารปลาให้เรียบร้อย ส่วนเจ๊ปูกับตี้ตี้ก็เดินตรงไปที่ศาลาด้านข้างโบสถ์ ซึ่งเป็นศาลาที่มักใช้ประกอบพิธีสวดบังสุกุลหรือสวดงานศพ วันนี้เจ๊ปูตั้งใจจะถวายสังฆทานและทำพิธีอุทิศให้เจ๊ณีที่นี่
ระหว่างทางเดินในวัด ตี้ตี้คล้องแขนเจ๊ปูแน่นอย่างสนิทสนมเหมือนทุกที ใบหน้าจิ้มลิ้มของนังตี้แฝงความสงสัยแบบเด็กซื่อ ๆ ที่กำลังรอคำตอบจากผู้ใหญ่
“เจ๊ หนูถามจริง เจ๊ทำบุญเยอะขนาดนี้บ่อย ๆ ทำไมอ่ะคะ? แบบ…ทำบุญทีเป็นแสน ๆ ทุกครั้งเลย”
คำถามถูกยิงตรงเหมือนลูกธนู เจ๊ปูเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนตอบเสียงเรียบ แต่แฝงความภูมิใจ
“ไม่รู้สิ ฉันทำเพราะฉันอยากทำ ทำแล้วฉันก็สบายใจดี”
คำตอบของเธอฟังดูธรรมดา แต่เต็มไปด้วยน้ำเสียงของคนที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ ตี้ตี้พยักหน้าอย่างเข้าใจแต่ก็ยังไม่หยุดคุ้ย
“เหมือนที่เจ๊ไปแจกเงินให้ผู้ชายใช่ไหม?”
คำถามนี้ทำเอาเจ๊ปูชะงักกึก เธอหันมามองตี้ตี้ทันที พลางตีแขนเบา ๆ
“อีบ้า! นังตี้ อย่าพูดเรื่องนี้ในวัดเว้ย ฉันดูเป็นคนเลวขึ้นมายังไงก็ไม่รู้”
เธอทำเสียงดุ แต่ก็แอบหลุดขำ
“แต่ก็นะ…ฉันไม่ไปแล้วหล่ะ!”
ตี้ตี้ตาโตขึ้นทันที
“อ้าว! ทำไมอ่ะเจ๊?”
“ก็เด็กในร้านที่ฉันเคยให้เงินไป เขามีเมียกันหมดแล้วไงเล่า! ฉันเลือกกินเฉพาะคนที่ไม่มีเมียโว้ย ฉันไม่ปีนต้นงิ้วเหมือนแกหรอกนะนังตี้”
“อร้าย เจ๊! นู๋ไม่ได้ปีนต้นงิ้วนะคะ หนูแค่…ลูบ ๆ คลำคลำจูบจูบเล็กเล็กน้อยน้อย ยังซิงอยู่เลยค่ะ! ไม่มีอะไรลึกซึ้งจริงจริง!”
เจ๊ปูหยุดเดินแล้วหันมาจ้องตี้ตี้ทันที ด้วยสายตาตกใจแบบเล่นใหญ่
“ตี้ตี้! นี่มันวัดนะเว้ย แกห้ามโกหกตกนรกนะยะ!”
ตี้ตี้ยกมือไหว้แบบกวน ๆ พลางตอบเสียงดังอย่างมั่นใจ
“จริง ๆ เจ๊! นู๋สาบานต่อหน้าปลาในคลองเลยก็ได้ นู๋ยังเวอร์จิ้นล้านเปอร์เซ็นต์จริงจริงค่ะ!”
เจ๊ปูสูดหายใจลึกพยายามระงับสติ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แอบแฝงความเจ็บปวด
“ทำไมแกไม่บอกฉันตั้งแต่แรก…”
ตี้ตี้ยิ้มร่า
“ฮ่า ๆ ๆ เจ๊ รู้สึกผิดที่ว่าหนูใช่ไหมล่ะคะ?”
เจ๊ปูส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนตอบกลับทันที
“เปล่าหรอก… ฉันแค่เสียดายเงินที่จ่ายแทนแกไปต่างหาก!”
ตี้ตี้ถึงกับอ้าปากค้าง
“จ่ายอะไรอ่ะเจ๊?”
“ก็ฉันนึกว่าแก…ได้กินไปแล้ว เลยจ่ายหนักให้ทุกคนที่แกลากไปน่ะสิ”
ตี้ตี้หน้าเหวอ
“เจ๊...ทำไม..”
“พอ! ไม่ต้องถามแล้ว! เชอะ! ทำไมวันนี้มีแต่เรื่องวุ่นวายก็ไม่รู้”
เจ๊ปูตัดบทพลางยกหลังมือขึ้นปิดหน้า
“เมื่อเช้าก็เผลอกดเงินในแอปให้นักเขียนไปตั้งแสนเหรียญ พอตอนนี้ก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองเปย์ผู้ชายฟรีอีก เฮ้อ…ชีวิตฉัน”
ตี้ตี้หัวเราะคิกคักเหมือนจะยั่วเจ๊ปูแต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ เพราะรู้ดีว่าเจ๊ของเธอบ่นไปงั้น แต่ไม่เคยซีเรียสกับเงินที่เสียไปจริง ๆ
ทันทีที่ทั้งสองเดินมาถึงบริเวณศาลาเล็ก ๆ ใกล้โบสถ์ เด็กกำพร้าหลายคนในชุดนักเรียนเก่า ๆ กำลังช่วยกันกวาดลานวัดและเล่นกันอย่างสนุกสนาน พอเห็นเจ๊ปูและตี้ตี้ เด็ก ๆ ก็รีบวางไม้กวาดแล้ววิ่งกรูเข้ามาไหว้
“สวัสดีค่ะ/ครับเจ๊ปู!พี่ตี้”
เจ๊ปูยิ้มกว้างทันทีที่เห็นเด็ก ๆ แล้วพูดเสียงดังอย่างอบอุ่น
“สวัสดีลูก! วันนี้เจ๊มีของมาฝากอีกเพียบ!”
ตี้ตี้ยืนมองภาพนั้นพลางกระซิบกับตัวเองเบา ๆ
“ถึงจะบ่นเยอะ แต่เจ๊ปูก็คือเจ๊ปู…เจ๊ที่แสนดีที่หนึ่ง”
เจ๊ปูโบกมือยิ้มกว้างแบบเป็นกันเอง ก่อนจะหยิบซองเงินสองซองยื่นให้กับตัวแทนพระครูที่ยืนรอรับ
“หลวงพ่อคะ นี่เงิน 100,000 บาท ถวายให้วัดนะคะ อุทิศบุญให้เจ๊ณีเหมือนเดิม ส่วนอีก 100,000 บาท หนูมอบให้เด็ก ๆ ใช้เป็นทุนการศึกษา”
หลวงพ่อยิ้มรับด้วยความเมตตาพลางให้ศีลให้พร แล้วตี้ตี้ก็คอยยกสังฆทานตามหลังเจ๊ปู ซึ่งภายในประกอบไปด้วยของจำเป็น ทั้งอาหารแห้ง ยารักษาโรคและเครื่องสังฆภัณฑ์ต่าง ๆ จากนั้นก็มีการสวดมนต์ ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้ทุกคนที่จากไป
บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยเสียงอนุโมทนาบุญของผู้คนที่แวะเวียนมาทำบุญ บางคนที่ได้ยินว่ามีเศรษฐินีใจบุญอย่างเจ๊ปูมาทำบุญ ก็ต่างมองกันด้วยความประหลาดใจและแอบชื่นชม เนื่องจากเจ๊ปูเป็นมหาเศรษฐีที่ใจบุญที่สุดที่ใคร ๆ ก็รู้จัก
เมื่อเสร็จพิธีการพื้นฐาน ทั้งสองก็เดินมายังระเบียงเล็ก ๆ ที่ทอดยาวเหนือบึงน้ำข้างวัด ตรงนี้เองคือจุดที่ผู้คนมักให้อาหารปลา ลุงหานยืนยิ้มเฝ้าถุงอาหารปลาที่เรียงซ้อนหลายชั้นไว้ให้ พร้อมส่งเสียงบอก
“อาหารปลาพร้อมแล้วครับเจ๊ปู ผมจัดเต็มให้ตามสั่งเลย”
“ขอบคุณมากนะคะลุงหาน วันนี้ฉันขอแจกอาหารปลาเยอะหน่อย บางทีทำบุญกับสัตว์ก็ทำให้ใจสบาย”
“ครับ ๆ เจ๊ปู”
จากนั้นเจ๊ปูและตี้ตี้ก็ช่วยกันหยิบถุงอาหารปลา แบ่งกันคนละหลาย ๆ ถุง แล้วเริ่มโปรยให้ปลาที่กำลังว่ายวนอยู่ในบึง เหล่าปลาตัวใหญ่ตัวเล็กหลากสายพันธุ์ต่างแย่งกันฮุบอาหารอย่างพร้อมเพรียง
“กินเยอะ ๆ นะเจ้าปลา ขอให้พวกแกมีกินไม่อดไม่อยาก”
เจ๊ปูพูดด้วยเสียงอ่อนโยน แววตาดูมีความสุขเล็ก ๆ
“เจ๊ หนูช่วยค่ะ”
ตี้ตี้เองก็โปรยอาหารปลาอย่างสนุกสนาน บางครั้งเธอให้ลงไปครั้งละเยอะ ๆ ทำให้มีเสียงน้ำกระเพื่อมดังตู้มต้ามอย่างน่าตื่นเต้น
“เจ๊ ทำไมปลามันไม่อิ่มสักทีคะ?”
“มันคงอร่อยน่ะสิ แกลองชิมดูสิ”
เจ๊ปูจงใจพูดแหย่ตี้ตี้เล่น แต่ตี้ตี้กลับหยิบเม็ดอาหารปลาขึ้นมาชิมจริง ๆ
“ยี้! ไม่อร่อยเลยอ่ะเจ๊!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ตี้ตี้ของเจ๊ ถ้าไม่มีเธอ ฉันคงเหงาน่าดู”
“เจ๊… ขอบคุณที่เจ๊ดูแลหนูนะคะ หนูรักเจ๊จริง ๆ นะ ถ้าตายพร้อมกันได้ หนูก็อยากตายพร้อมเจ๊ ไม่อยากให้เจ๊เหงา… ถ้าหนูตายก่อน เจ๊ก็จะไม่มีหนูอยู่ด้วย หรือถ้าเจ๊ตายก่อนหนูก็คิดถึงเจ๊แย่เลย”
เจ๊ปูได้ยินตี้ตี้พูดถึงความตายก็ขมวดคิ้วนิด ๆ แต่ก็หัวเราะกลบเกลื่อนเพื่อลดความโศกเศร้า
“นังตี้! ฉันกำลังจะซึ้ง แกดันมาพูดเรื่องความตาย ไม่น่ารักเลยนะ ไป ๆ…กลับบ้านดีกว่า ฉันจะกลับไปนอนอ่านนิยายแล้ว”
“เจ๊ วันนี้ไม่เข้าตลาดเหรอ?”
“ไม่!จ้ะ แล้วฉันจะจ้างผู้จัดการมาทำงานให้เปลืองเงินทำไม ถ้าฉันต้องไปตลอด? ฮ่า ๆ ปล่อยเขาทำงานเถอะ ส่วนเราก็ไปทำในสิ่งที่ชอบกัน”
“โอเคค่ะเจ๊ งั้นขากลับหนูขับเองนะ”
เจ๊ปูพยักหน้ารับพร้อมยื่นกุญแจรถให้ตี้ตี้อย่างเคยชิน ทั้งสองเดินออกจากวัดไปยังลานจอดรถริมถนนที่อยู่ด้านหน้าวัด ซึ่งมีรถของเจ๊ปูจอดอยู่
ตี้ตี้ขึ้นนั่งที่เบาะคนขับ ส่วนเจ๊ปูก็นั่งเอนหลังบนเบาะข้างคนขับ สวมแว่นกันแดดปิดตาหาวเล็กน้อยเพราะรู้สึกง่วง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะบรรยากาศที่วัดเงียบสงบ จึงทำให้เธออยากงีบสักพัก
รถเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้า ๆ สองข้างทางยังคงเป็นต้นไม้และบ้านเรือนชานเมืองที่ไม่หนาแน่นนัก ใช้เวลาไม่นานก็ออกมาถึงถนนเส้นหลักที่เชื่อมกับตัวเมือง ตี้ตี้ขับไปฟังวิทยุไปอย่างอารมณ์ดี
“เจ๊ กลับไปเจ๊จะอ่านนิยายเรื่องอะไรอ่ะ?”
“เรื่องแม่ทัพพ่ายรัก พระเอกหล่อมากนังตี้ ชื่อจ้าวจื่อฮ่าว แต่ฉันชอบตัวรองมากกว่า ส่วนนางเอกก็สวยนะแต่ไม่ใช่สไตล์ฉัน แบบฉันต้องตัวร้าย หวังเมิ่งเหยาเท่านั้น”
ขณะที่ตี้ตี้กำลังฟังเจ๊ปูพูดเพลิน ๆ รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของทั้งสอง โดยที่คาดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา
“ปี๊น ๆ ๆ”
เสียงแตรรถบรรทุกดังไล่หลังมา พร้อมกับเสียงยางบดถนนครูดดังเอี๊ยดอ๊าด ตี้ตี้หันไปมองกระจกข้างเห็นรถบรรทุกสีแดงคันใหญ่กำลังแล่นแซงมาโดยที่ดูเหมือนคนขับจะคุมรถไม่อยู่
“เจ๊!!!”
เสียงตี้ตี้ร้องลั่น ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง รถบรรทุกก็เสียหลักพุ่งเข้าหารถของเจ๊ปูอย่างจัง เสียงปะทะดังสนั่น โครม!!! แรงกระแทกมหาศาลทำให้รถคันเล็กพลิกคว่ำไปหลายตลบ เศษกระจกแตกกระจายเต็มพื้นถนน
ความรู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง เจ๊ปูรับรู้ถึงแรงกระแทกก่อนสติจะดับวูบไปในทันที ร่างของเธอและตี้ตี้กระเด็นไปตามแรงเหวี่ยงภายในตัวรถ สายเข็มขัดนิรภัยรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
หลังจากเสียงปะทะอันกึกก้อง ทุกอย่างรอบตัวเงียบลงกะทันหัน…
ภาพเบื้องหน้าที่เจ๊ปูเห็นหลังลืมตาขึ้นอีกครั้ง คือภาพของรถตัวเองที่พังยับเยินตรงกลางถนน ควันขาว ๆ ลอยออกมาจากห้องเครื่อง แถมยังมีประกายไฟเล็ก ๆ สะท้อนออกมา สถานการณ์ดูเสี่ยงต่อการระเบิดเต็มที
“ตี้… ตี้… แกอยู่ไหน?”
เจ๊ปูพยายามก้าวเข้าไปหา แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าร่างของตัวเองนอนหมดสติอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยเลือดและรอยแผล ฟันแทบหักร่างกายบิดเบี้ยวเหมือนกระดูกหักหลายจุด
“ตายละ… นี่ฉันกำลังเห็นตัวเองเหรอ?”
หัวใจเต้นแรงด้วยความตกใจและสับสน ก่อนจะหันไปมองอีกฟากหนึ่งของรถ พบว่าตี้ตี้ก็นอนกองอยู่บนพวงมาลัย เลือดสีแดงฉานเปรอะเปื้อนไปทั่ว
“เจ๊…”
เสียงแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากของตี้ตี้ก่อนนิ่งเงียบไป ซึ่งในสายตาของเจ๊ปูเองก็ไม่แน่ใจว่าตี้ตี้จะยังมีลมหายใจอยู่หรือเปล่า ใจหนึ่งอยากพุ่งเข้าไปกอดร่างของตี้ตี้ แต่ก็เข้าใจว่าสถานะของตัวเองตอนนี้คือ วิญญาณ
ทันใดนั้น ก็มีเงาร่างใหญ่ปรากฏข้าง ๆ เจ๊ปู เธอหันไปมองก็เห็นเป็นตี้ตี้ แต่มาในสภาพโปร่งแสงเหมือนเธอไม่มีผิด
“เจ๊… เราตายแล้วเหรอ?”
“ยังอยู่มั้ง กำลังยืนมองร่างตัวเองแบบนี้ ไม่รู้จะเรียกว่ายังไง”
ทั้งสองยืนมองสภาพเละเทะของร่างตนเองในรถด้วยหัวใจเต้นรัว ไม่ทันได้ตั้งสติ ก็มีชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าผมยาวประบ่า ใส่ชุดดำสนิทยืนอยู่ห่าง ๆ และยังสวมหมวกทรงประหลาดสีดำอีกต่างหาก ใบหน้าคมคายเหมือนหลุดออกมาจากละครพีเรียด
“ผู้คุมวิญญาณ!”
ทั้งเจ๊ปูและตี้ตี้ร้องอุทานออกมาพร้อมกัน เพราะนึกถึงเรื่องเล่าที่เคยอ่านในนิยาย
“ข้ามารับพวกเจ้า…”
ชายหนุ่มพูดเสียงเย็นเฉียบ
“นางสาวอมรินทร์ และนายพิพัฒน์ มารายงานตัว!”
เจ๊ปูกับตี้ตี้มองหน้ากัน แล้วก็ขยับถอยหลังโดยอัตโนมัติ นึกสงสัยว่าชื่อที่เรียกนั้นอาจจะเป็นชื่อของวิญญาณดวงอื่นก็ได้ ไม่ใช่ชื่อของพวกเธอ
“อ้าว… เจ้าจะถอยไปทำไม?”
ผู้คุมวิญญาณถามเสียงสงสัย
“เอ่อ… หนูชื่อสมศักดิ์ค่ะ”
ตี้ตี้ว่าพลางชี้นิ้วมาที่ตัวเอง
“ฉันชื่อพรภานะคะ”
ผู้คุมวิญญาณชะงักไปครู่หนึ่ง ทำสีหน้าราวกับรับรู้อะไรบางอย่าง
“รีบกลับเข้าร่างของพวกเจ้าเดี๋ยวนี้ ก่อนจะสายเกินไป!”
เจ๊ปูและตี้ตี้ที่สติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว พอได้ยินว่าเข้าร่างก็พร้อมกันตอบรับเสียงหลง
“ค่ะ! / คร้า!”
ทั้งสองจึงรีบวิ่งเข้าไปใกล้รถทันที พยายามหาวิธีที่จะสวมวิญญาณกลับลงไปในร่าง แต่แล้ว…
“บึ้ม!”
เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น ขณะเดียวกันตัวรถก็ลุกเป็นไฟสีแดงฉาน แรงระเบิดทำให้เศษเหล็กกระเด็นออกมาและมีควันดำพวยพุ่ง
“ไม่เหลือ!”
ตี้ตี้อุทาน มือไม้สั่นเทา
“ร่างพวกเราเข้าไม่ได้แล้วสิคะท่านผู้คุมวิณญาณ!”
“แล้ว… เอายังไงดีคะเนี่ย?”
เจ๊ปูเสียงสั่น สีหน้าตื่นตระหนกสุด ๆ
ผู้คุมวิญญาณดูเหมือนจะครุ่นคิดนิ่งไปหนึ่งอึดใจ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ
“ใจเย็น ๆ เราจัดการได้…”
เขาพูดแค่นั้นก็หายตัวไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทิ้งให้เจ๊ปูกับตี้ตี้ยืนหัวโด่กันอยู่ริมถนนที่ว่างเปล่า เสียงรถพยาบาลและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพิ่งมาถึง ร่างที่ไหม้เกรียมของทั้งสองในซากรถถูกเก็บไปอย่างน่าเวทนา ส่วนเจ๊ปูกับตี้ตี้ที่เป็นวิญญาณก็มองเห็นทุกอย่างอย่างชัดเจน แต่ไร้คนใดรับรู้การมีตัวตนของพวกเธอ
ยิ่งเวลาผ่านไป บริเวณจุดเกิดเหตุเริ่มสลาย ผู้คนทยอยไปรถกู้ภัยก็จากไป ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบงัน ช่วงพลบค่ำใกล้เข้ามาทุกที แสงอาทิตย์สีส้มสาดสะท้อนถนนที่ยังมีร่องรอยของน้ำดับเพลิงขังอยู่
“เจ๊… เราถูกทิ้งหรือเปล่า?”
ตี้ตี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ฉันว่าใช่…”
เจ๊ปูตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ดูเหมือนผู้คุมวิญญาณจะลืมพวกเรานะ”
ทั้งคู่ทำหน้าเหวอ ๆ ตี้ตี้นั่งลงกับพื้นถนน พยายามเอามือไปจับก้อนหินข้างทาง แต่ก็คว้าได้แค่อากาศ
“เจ๊… แล้วเราจะทำไงกันดีล่ะ?”
“ใจเย็น ๆ ตี้ ให้ฉันคิดก่อน… อย่างแรก… เราต้องตะโกนเรียกสวรรค์ให้สวรรค์รับรู้!”
เจ๊ปูพูดด้วยความมุ่งมั่นอย่างไร้เหตุผล ตี้ตี้ดูสับสนแต่ก็พยักหน้าตาม
“จะดีเหรอเจ๊?”
“ดีสิ เชื่อฉันสิ บางทีถ้าตะโกนดัง ๆ… สวรรค์น่าจะได้ยินเรา!”
ทั้งสองเตรียมตั้งท่า หายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเปล่งเสียง
“หนึ่ง สอง สา...”
แต่ยังไม่ทันได้นับถึงสามดี ก็มีพลังงานลี้ลับบางอย่างดูดร่างของทั้งสองหายวับเข้าไปในหลุม
“กรี๊ดดดดดดด!!!”
เสียงกรีดร้องของเจ๊ปูและตี้ตี้ดังขึ้นพร้อมกันเมื่อถูกดูดหายเข้าไปในหลุมมิติเฉพาะกิจบางอย่าง ในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพรอบตัวบิดเบี้ยวกลายเป็นเส้นสายสีดำขมุกขมัว ภายในหัวของทั้งสองพร่าเบลอไปหมด ราวกับว่าพวกเธอไม่มีโอกาสได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นใด ๆ ทั้งสิ้น
ดินแดนเหนือซึ่งเคยถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบและความแร้นแค้น บัดนี้กลับกลายเป็นดินแดนทองคำที่ผู้คนต่างแย่งชิงอยากเข้ามาใช้ชีวิตอาคารโรงเรือนเพาะปลูกขยายตัวไปอีกนับสิบเรือน ท้องทุ่งที่เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งยามฤดูหนาว บัดนี้กลับอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารเมล็ดพันธุ์ที่พระชายานำมาในตอนแรกถูกชาวบ้านมองว่าเป็นเพียงความฝัน แต่ในวันนี้พวกเขากำลังเก็บเกี่ยวพืชผลด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะดังทั่วท้องตลาด แม่ค้าต่างส่งเสียงเรียกขานลูกค้ากันอย่างคึกคัก ขณะที่แรงงานของทางการนั่งล้อมวงกอดเงินก้อนแรกของตนเองไว้แน่น รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาแสดงถึงความปลื้มปิติ"ฮือ...ข้ามีเงินแล้ว!" ชายวัยกลางคนคนหนึ่งสะอื้นออกมา สายตาของเขาเปล่งประกาย"โชคดีเหลือเกิน ที่วันนั้นพวกเขาทิ้งเรามาให้นายหญิง!"หญิงชราคนหนึ่งพึมพำ พร้อมยกแขนเสื้อซับน้ำตา"สวรรค์ ขอบคุณท่านที่ส่งพระชายามาให้พวกเรา!"เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานกว้าง ทุกคนรู้ดีว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยถูกทอดทิ้ง ให้มองเป็นเพียงแรงงานที่ไร้ค่าของครอบครัว แต่ตอนนี้พวกเขากลับกลายเป็นผู้มีชีวิตที่มั่นคง ได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรม ไม่มีผู้ใดกล้าหยามหมิ่นพวกเขาอีกต่อไปแ
ข่าวการตั้งครรภ์ของพระชายาดังกระฉ่อนไปทั่วแดนเหนือเร็วยิ่งกว่าลมหนาว ชาวบ้านพากันออกมาโค้งคำนับขอบคุณสวรรค์กันที่หน้าประตูเรือนเสียงสวดอวยพรดังกระหึ่ม บ้างก็ตื่นเต้นเสียจนเผลอจุดประทัดน้อย ๆ ฉลองกันเองโดยไม่ต้องรอประกาศจากวังเมิ่งเหยาถูกดูแลประคบประหงมราวกับไข่ทองคำที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ หัวจะโขกโต๊ะหน่อยก็มีมือมารับ ผ้าห่มหล่นจากไหล่ก็มีคนพร้อมจะเข้ามาคลุมให้เหนื่อยหน่อยก็มีหมอนนุ่มวางให้พิงอย่างกับราชินี แม้แต่น้ำชาในถ้วยก็ยังมีคนทดสอบอุณหภูมิให้ก่อนดื่ม! และที่สำคัญที่สุด ท่านอ๋องไท่เฟิงก็ประกบติดนางราวเงา มีดวงตาคมกริบจับจ้องไม่ให้คลาดสายตา เหมือนกับว่าตัวเองเป็นนักโทษชั้นสูง ในเรือนจำแดนเหนือเสียจริง ๆนางเข้าใจอยู่หรอกว่าสามีรักมาก แต่จะเฝ้าไม่ให้ห่างถึงขนาดนี้มันมากไปไหม!? แค่เดินไปล้างหน้าล้างตา นางก็ต้องถูกพยุงขึ้นลงราวกับเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ของโลกนี้! ดีที่นางมีมิติเป็นที่หลบภัยเวลาจะถ่ายหนัก! คิดแล้วก็สะท้านใจ ถ้านางไม่มีมิติต้องแย่แน่ ๆ ! แค่คิดว่าจะต้องนั่งปลดทุกข์โดยมีคนหล่อเฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ นางก็อยากกลั้นไปจนชาติหน้าแล้ว!หากเป็นเช่นนั้น สักวันนางคงได้เป็นโรคริ
แดนเหนือยามนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านหิมะขาวโพลน อุณหภูมิที่หนาวเหน็บทำให้บรรยากาศรอบด้านดูเงียบสงบ ราวกับทั้งเมืองต้องมนตร์ในฤดูหนาวแต่ปีนี้นั้นแตกต่างออกไป ชาวบ้านทุกครัวเรือนได้รับของแจกจากพระชายาแห่งแดนเหนือ ทุกคนต่างซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ ผ้าห่มผืนใหญ่หนานุ่มที่แต่เดิมมีเพียงขุนนางหรือคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถครอบครอง บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวได้รับ ชาวบ้านที่เคยต้องอดทนต่ออากาศหนาวกัดกระดูก ยามนี้สามารถหลับตาลงอย่างอบอุ่นภายในเรือนของตนเองแม้พระชายาจะยังไม่ได้เข้าพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกนางเป็นอื่นไปได้นอกจากพระชายาหรือนายหญิง ทุกคำเรียกขานเต็มไปด้วยความเคารพและสำนึกในบุญคุณในตำหนักของท่านอ๋องแห่งแดนเหนือ ไฟในเตาผิงลุกโชนให้ความอบอุ่น เมิ่งเหยานั่งเอนกายพิงอกแกร่งของไท่เฟิง ขณะที่ดวงตาคู่งามจับจ้องจดหมายในมือ นางอ่านข้อความของบิดาอย่างตั้งใจ[เหยาเอ๋อร์ลูกรัก ลูกเป็นเช่นไรบ้าง สบายดีหรือไม่ พ่อสบายดี เจ้าไม่ต้องกังวล พ่ออยากขอบคุณลูกนับร้อยนับพันครั้ง วันที่ลูกบอกกับพ่อวันนั้นพ่อยังไม่เข้าใจ แต่วันนี้พ่อได้เข้าใจแล้ว พ่อได้พบนางแล้ว แม
เมิ่งเหยาตั้งตารอคอยการกลับมาของไท่เฟิงมาถึงเจ็ดวันแล้ว แต่เขากลับไร้ซึ่งข่าวคราว นางที่เริ่มกระวนกระวายจึงไม่อาจรอได้อีกต่อไป"ฉีคัง รายงานมาเดี๋ยวนี้" นางเอ่ยเสียงเย็น สายตาจับจ้ององครักษ์หนุ่มที่ยืนตรงหน้าอย่างเคร่งขรึม ฉีคังก้มศีรษะก่อนตอบ"นายหญิง พวกเราไม่ได้รับการติดต่อจากท่านอ๋องเลยขอรับ เมื่อสองวันก่อนข้าส่งคนไปแล้ว วันนี้น่าจะได้ข่าวแน่ขอรับ""ที่ที่เขาไปนั้น ไกลมากหรือไม่?"เมิ่งเหยาถามต่อ"ใช้ม้าเดินทางหนึ่งวันขอรับ"เมิ่งเหยาพยักหน้าแม้ใจจะยังร้อนรุ่ม แต่ความเชื่อมั่นในตัวเขายังไม่เสื่อมคลายบ่ายวันนั้นคนของฉีคังก็กลับมาพร้อมข่าวดี"นายหญิง ท่านอ๋องเสด็จมาถึงแล้วขอรับ"ดวงตาของเมิ่งเหยาฉายแววโล่งใจ นางยกยิ้มบางก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปยังลานหน้าตำหนัก ทว่าเมื่อขบวนของไท่เฟิงมาถึง นางกลับต้องชะงัก‘สตรีนางนั้นเป็นใคร?’ดวงตาคมของนางจับจ้องไปยังร่างบอบบางที่ก้าวลงมาจากรถม้า‘นี่สินะ...เหตุผลที่ทำให้เขาต้องกลับมาช้า’ไท่เฟิงลงจากหลังม้าและเดินตรงเข้ามาหานางทันที แขนแกร่งคว้าร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแน่นหนา ราวกับต้องการปลอบโยนนางให้คลายกังวล“พี่คิดถึงเจ้ายิ่งนัก”เมิ่งเหยาเอง
รถม้าของเมิ่งเหยาวิ่งเข้าไปภายในวังหลวงอย่างราบรื่น ด้านข้างมีทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าดูอยู่ตลอดทาง ไม่มีใครกล้าหยุดรถม้าที่ประทับตราสัญลักษณ์ของไท่เฟิงล้อรถหมุนอย่างมั่นคง ตรงไปยังเขตชั้นกลางของวังหลวง จุดที่สูงศักดิ์เพียงพอให้ขุนนางระดับสูงเข้าถึงได้ แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงเขตชั้นในซึ่งเป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดิเมิ่งเหยาลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้ในใจจะร้อนรนแต่นางยังคงรักษาความสงบไว้ดั่งเดิมเมื่อเท้าแตะพื้น หญิงสาวก้าวเดินไปยังตำหนักฮองเฮาโดยไม่หยุดชะงัก องครักษ์และนางกำนัลที่เฝ้าตำหนักต่างก้มหัวคำนับทันทีที่เห็นเมิ่งเหยาเข้ามา"เหยาเอ๋อร์ ทำไมกลับมาไว?"เสียงหวานของตานชิงดังขึ้น ก่อนที่ร่างของฮองเฮาผู้สูงศักดิ์จะเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมิ่งเหยาไม่รอช้าเข้าไปจับมือนางแน่น ดวงตาฉายแววจดจ่อและหนักแน่น"ชิงชิง ข้ามีเรื่องต้องแจ้งเจ้า"น้ำเสียงของนางจริงจังจนตานชิงชะงักไปรอยยิ้มจางลง ก่อนจะพยักหน้าแล้วดึงเมิ่งเหยาเข้าไปด้านในนางเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ที่นางพบเด็กขอทาน คำโกหกของเถ้าแก่ร้านขายข้าว และกระท่อมเก่าของปู่หลานที่แทบไม่มีข้าวกรอกหม้อนางบอกเล่าถึงสายต
เด็กน้อยกอดถุงข้าวแน่นจนมือน้อย ๆ เกร็งขึ้น เขาวิ่งตรงไปที่ท้ายประตูเมืองทางทิศตะวันตก ราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านี้ สิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนจะสูญหายไปสายตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล ทุกย่างก้าวรีบเร่งขาเล็กเล็กที่ผอมแห้งแทบจะไม่มีแรงพยุงร่าง แต่เขากลับไม่หยุด เด็กน้อยหลบเลี้ยวหายเข้าไปในซอกกำแพงแคบแคบ จนร่างเล็ก ๆ ของเขากลืนหายไปกับเงามืดเมิ่งเหยามองตามร่างนั้นด้วยสายตาครุ่นคิด ความสงสัยในใจนางทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีเงื่อนงำบางอย่างถูกซ่อนไว้ นางไม่ลังเลที่จะก้าวตามเข้าไปมุมหลืบเล็ก ๆ นี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงทางตัน แต่จากท่าทางเร่งรีบของเด็กน้อย นางมั่นใจว่าต้องมีเส้นทางลับบางอย่างอาเปี่ยวรับรู้ความต้องการของนายหญิงโดยไม่ต้องเอ่ยคำ เขาตรวจสอบบริเวณรอบรอบอย่างละเอียด ก่อนจะพบช่องลับเล็ก ๆ ทางหมารอด ที่เด็กน้อยมุดออกไปนอกกำแพงเมือง เมิ่งเหยาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เอวบางของนางถูกโอบประคองโดยองครักษ์หนุ่ม ก่อนที่ร่างทั้งสองจะทะยานข้ามกำแพงเมืองไปอย่างรวดเร็วทันทีที่เท้าของพวกเขาสัมผัสพื้นด้านนอก สายลมเย็นยะเยือกจากป่ารกชัฏกรีดผ่านผิวกาย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกั
ณ จวนแม่ทัพหวัง“ท่านพ่อเจ้าคะ!”เสียงใสของชิงชิงดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใสที่พุ่งตรงเข้ามาหา หวังอันกั๋ว ผู้ที่ปกติเวลาต่อกรกับศัตรูร้ายไม่เคยถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียวแต่ตอนนี้เขาต้องถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างระแวดระวัง“นายหญิง ได้โปรดเรียกข้าอย่างเป็นทางการเถิดขอรับ…” หวังอันกั๋วพยายามปรับสีหน้าให้สงบ แต
เมิ่งเหยาถูกอุ้มขึ้นอย่างง่ายดายราวกับนางไม่มีน้ำหนัก เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากบาง ดวงตาเฉี่ยวคมเหลือบมองบุรุษที่กำลังโอบอุ้มนางไว้ความคิดบางอย่างพลันผุดขึ้นในใจอย่างอดไม่ได้‘ผู้ชายที่นี่งานดีมาก ชิงชิงต้องกรี๊ดแน่ หล่อเหลาอย่างกับเทพบุตรในภาพวาด! นี่เรียกได้ว่า หล่อวัวตายควายล้ม หล
ย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อนในวันแรกที่ตี้ตี้ลืมตาตื่นขึ้นในร่างใหม่แล้วเจอกับบุรุษที่น่ากลัว นางรีบตั้งหลักทันที ตี้ตี้เริ่มประมวลปรับตัวกับชีวิตใหม่ในร่างของหลินตานชิงฮองเฮาผู้เลอโฉม น่าแปลกที่ความทรงจำของนางนั้นไม่ปะติดปะต่อ เธอจึงต้องสอบถามหลี่หยู นางกำนันคนสนิทเกี่ยวกับตัวตนของนางเพิ่มเติมเมื่อ
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านยอดไม้ในป่าลึก เมิ่งเหยาค่อย ๆ ออกจากมิติด้วยสีหน้าสงบก่อนมองไปรอบ ๆ จุดที่นางเข้ามิติเมื่อวันก่อน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนางหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะเรียกเข็มทิศออกมาจากมิติ เป็นเข็มทิศโลหะสีดำที่ดูเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกหนักแน่นในมือ เมิ่งเหย







