Masukด้านเฟิ่งจูหลานนั้น เพราะยามนี้กิจการที่ร้านกำลังไปได้ดี นางจึงค่อนข้างวุ่นวายไม่น้อยเลย หญิงสาวลงทุนจ้างคนงานหยิงมาหนึ่งคนเพื่อให้คอยทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ซึ่งคนงานหญิงผู้นี้ก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้นางพอจะเบาแรงลงไปได้มาก ส่วนถงเสี่ยวก็คอยช่วยนางดูแลเรื่องงานจุกจิกภายในร้าน ด้านคนรับใช้ที่บ้านสวนตระกูลเฟิ่งเมื่อเห็นว่ายามนี้ไม่อาจพึ่งพาหรงหมัวหมัวได้อีกแล้ว จึงหันมาประจบประแจงเอาใจเฟิ่งจูหลาน คอยช่วยงานนางอย่างไม่มีข้อแม้ เฟิ่งจูหลานเองก็ไม่ใช่คนใจดำ หากคนพวกนี้ยอมรับในตัวนางอย่างจริงใจ นางก็ไม่ได้ตระหนี่เลยแม้แต่น้อย
“ถงเสี่ยว ร้านที่สั่งให้ทำกล่องเครื่องประทินโฉมยังไม่นำสินค้ามาส่งอีกหรือ?”
เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามถงเสี่ยว สาวใช้น้อยที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบเดินเข้ามาหาเจ้านายพร้อมกับเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม
“เรียนคุณหนู เห็นว่าจะมาส่งเย็นวันนี้น่ะเจ้าค่ะ”
“อ้อ เช่นนั้นหลังจากเสร็จงานแล้วเจ้าก็กลับไปก่อนเถอะ ข้าจะอยู่คิดบัญชีต่ออีกหน่อย เสร็จแล้วจะรีบตามกลับไป”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
ถงเสี่ยวรับคำ ตลอดทั้งวันร้านค้ามีลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย และสินค้าเดิมก็ขายหมดแล้ว คืนนี้เฟิ่งจูหลานยังต้องทำสินค้าใหม่ไปวางขายเพิ่ม ช่วงฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ สินค้าที่ทำออกมาย่อมมีเพียงเท่านี้แล้ว และนางก็คิดจะขายสินค้าตามฤดูกาลเท่านั้น หากอยากได้ดอกไม้มาทำสินค้าในต่างฤดูกาลออกไป คาดว่าราคาปุ๋ยที่ใช้บำรุงสวนดอกไม้อาจจะแพงกว่าเดิมหลายเท่าตัว อย่างไรย่อมต้องคิดให้ถี่ถ้วนรอบคอบเสียหน่อย
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเย็นย่ำ ในที่สุดร้านค้าของเฟิ่งจูหลานก็ปิดทำการขาย ยามนี้เหล่าสาวใช้กลับไปกันหมดแล้ว เฟิ่งจูหลานจึงนำสมุดบัญชีออกไปนั่งตรวจที่ศาลาริมสระบัวด้านหลังร้าน นางต้มชากุหลาบหอมๆ เอาไว้กาหนึ่ง หญิงสาวตรวจบัญชีอย่างละเอียดพลางจิบชาไปในคราวเดียวกัน บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างเย็นสบาย มีสายลมพัดเข้ามาในศาลาอยู่ตลอดเวลา เฟิ่งจูหลานยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว เพราะเพ่งมองตัวเลขตรงหน้านานเกินไป ทำให้นางรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเสียดื้อๆ
ในขณะที่นางกำลังยกมือขึ้นนวดบ่าไหล่ของตนเองอยู่นั้น กลับสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ตัว ยังไม่ทันที่นางจะได้หันไปมองก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างพาดอยู่บนลำคอ เมื่อนางชำเลืองสายตามองก็พบว่ามันคือมีดสั้นสีเงินที่มีประกายวาววับเล่มหนึ่ง
“หากไม่อยากตายก็ปิดร้านนี้ไปเสีย ได้ยินว่าเป็นแค่คุณหนูตกอับมิใช่หรือ อย่าได้คิดจะทำการค้าแข่งกับเจ้าถิ่นเลย”
น้ำเสียงเย็นเฉียบของบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมา ทำเอาเฟิ่งจูหลานใจหายวาบ แรกเริ่มนางคิดเพียงว่าอยากจะเปิดทำการค้าแต่กลับลืมไปเสียสนิทเลยว่าก่อนที่นางจะเปิดร้าน อย่างไรย่อมต้องมีเจ้าถิ่นเดิมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อขัดผลประโยชน์และร้านของนางก็ขายดีเกินหน้าเกินตามากกว่าพวกเขามีหรือที่คนเหล่านั้นจะยินยอม
ครานี้นางประมาทเกินไปจริงๆ ถึงกับไม่ระมัดระวังตนเองเลย อีกทั้งหลายวันก่อนองค์รกัษ์ของเซี่ยเสวียนเย่ก็ถูกเรียกตัวให้เดินทางกลับเมืองหลวงกระทันหันเพื่อไปทำเรื่องบางอย่างให้กับเซี่ยเสวียนเย่ ทำให้ยามนี้ไม่มีคนคอยปกป้องนางเลยแม้แต่คนเดียว
ช่างเถอะ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนมิใช่หรือ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หญิงสาวจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยกับบุรุษปริศนาผู้นั้น
“ข้ายื่นข้อเสนอให้เจ้า เจ้าอยากได้เงินเท่าใด ข้าจะมอบให้ แต่ปล่อยข้าไปซะ”
เฟิ่งจูหลานคิดจะหันไปมอง แต่ชายปริศนากลับไม่มีทางยอมให้นางมองเห็นเขาได้อย่างชัดเจน ซ้ำยังออกแรงกดคมมีดลงไปบนลำคอขาวเนียนของนางอีกด้วย เฟิ่งจูหลานรู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อยนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยโชยมาปะทะนาสิก
“เจ้าอย่าคิดจะใช้เงินมาหลอกล่อข้า มันไม่ได้ผลหรอก ข้ามาที่นี่เพื่อต้องการบอกให้เจ้าปิดร้านเสีย ไม่ได้มาเพื่อเจรจาผลประโยชน์อันใดกับเจ้าทั้งนั้น”
เมื่อเห็นว่าเจรจาไม่ได้ผล และคนชั่วผู้นี้ก็ต้องการให้นางตกปากรับคำว่าจะปิดกิจการในทันที เฟิ่งจูหลานย่อมต้องคิดแผนการรับมืออีกครั้ง แต่ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้คิดหาวิธีเอาตัวรอด กลับมีลูกธนูจิ๋วดอกหนึ่งพุ่งเฉียดใบหน้าของนางไป ก่อนจะปักเข้าที่ดวงตาของคนผู้นั้นอย่างรวดเร็ว มันส่งเสียงร้องโหยหวน คิดจะหาทางหลบหนี แต่ผู้มาใหม่กลับไวกว่า เขาวิ่งเข้าไปคว้าตัวคนชั่วผู้นั้นเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที ก่อนจะกระชากผ้าปิดหน้าของมันออก
“คิดว่าเป็นใคร ที่แท้ก็ลิ่วล้อของเถ้าแก่ฉินนี่เอง ทำไม? เจ้านายของพวกแกกลัวว่าคนอื่นจะได้ดีเกินหน้าเกินตาอย่างนั้นหรืออย่างไร เลยส่งแกมาข่มขู่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง หน้าตัวเมียจริงๆ”
เฟิ่งจูหลานรีบหันกลับไปมองทันที ก่อนจะพบว่าคนที่มาช่วยนางก็คือเสิ่นสวินนั่นเอง
ชายหนุ่มลากตัวคนชั่วมาตรงหน้านาง ก่อนจะยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน
“ไปศาลาว่าการกันเถอะ อย่าได้ใจดีปล่อยตัวมันไป ไม่อย่างนั้นเจ้าจะไม่ปลอดภัย”
เรื่องราวที่ผูกร้อยเรียงกันเช่นนี้ ค่อนข้างทำให้เฟิ่งจูหลานรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ที่ไปติดต่อร้านค้านางไม่เคยรู้เลยว่าร้านแห่งนี้มีความเกี่ยวพันกับเสิ่นสวินมากถึงเพียงนี้ ทำให้นางค่อนข้างเหนือความคาดหมายอย่างมากเสิ่นสวินรีบสั่งให้คนนำของเหล่านั้นเข้าไปเก็บเอาไว้ในร้านให้เฟิ่งจูหลาน ก่อนจะหันมาเอ่ยกับนาง“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าจะซื้อร้านของข้าเอาไว้กบดานหนีจากคำนินทาของผู้คนเสียอีก แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีหัวการค้าเช่นนี้”“เหตุใดข้าจะต้องคอยหลบหน้าผู้คนด้วย พวกเขาไม่ได้หาให้ข้ากินเหตุใดข้าต้องสนใจ เสิ่นสวินปากท่านนี่มันไม่เป็นมงคลเลยจริงๆ นะ”“บุรุษรูปงามก็ปากเสียแบบนี้แหละ”เฟิ่งจูหลานได้ฟังก็กลอกตาไปมาอย่างอดรนทนไม่ได้ นอกจากจะปากเสียและเจ้าชู้แล้ว เขายังหลงตัวเองอย่างหน้ามืดตามัวอีกด้วยเสิ่นสวินเดินเข้ามาในร้านของเฟิ่งจูหลาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นว่าเฟิ่งจูหลานทำการตกแต่งร้านค้าของเขาใหม่ นางไม่ได้ทำอันใดมากนัก เพียงเพิ่มของตกแต่งเล็กน้อย และบรรยากาศทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน มันทำให้เขาเริ่มคิดถึงท่านแม่ขึ้นมา เดิมทีร้านนี้แต่ก่อนเป็นร้านขายผ้าทั่วไป แต่พ
เฟิ่งจูหลานเห็นด้วยกับคำพูดนี้ของเสิ่นสวิน นางรีบจัดการเก็บบัญชีเอาไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะปิดร้านและเดินตามเสิ่นสวินไปยังศาลาว่าการทันที เรื่องราวจบลงที่คนผู้นั้นถูกจับ และมันยังซัดทอดไปถึงเถ้าแก่ฉิน เถ้าแก่ร้านเครื่องประทินโฉมอีกร้านที่เปิดมาก่อนนางหลายสิบปี เถ้าแก่ฉินขัดขืนและยังวางท่าข่มขู่เจ้าหน้าที่ แต่เสิ่นสวินที่เป็นบุตรชายท่านเจ้าเมืองย่อมมีอำนาจมากกว่าเถ้าแก่ร้านค้าเช่นเขา เสิ่นสวินจึงขอร้องให้คนของทางการรีบตรวจสอบร้านค้าของเถ้าแก่ฉินเสีย เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่าเครื่องประทินโฉมของเถ้าแก่ฉินมีสารปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมากและยังขายเกินราคาอีกด้วย เถ้าแก่ฉินถึงกับหน้าซีดเผือด และจ้องมองเสิ่นสวินเขม็งก่อนจะถูกคนของทางการลากตัวไปเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งจูหลานก็หันมาเอ่ยขอบคุณเสิ่นสวิน“ขอบคุณท่านมาก”เสิ่นสวินพยักหน้าให้เฟิ่งจูหลานเล็กน้อย เขาทอดสายตามองบาดแผลตรงลำคอของนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม“ไปหาหมอสักหน่อยดีหรือไม่?”เฟิ่งจูหลานเกือบลืมไปเสียสนิทแล้วว่าตนเองได้รับบาดเจ็บหากเสิ่นสวินไม่เอ่ยทักขึ้นมา นางส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มให้เขา“ไม่ต้องหรอก เ
ด้านเฟิ่งจูหลานนั้น เพราะยามนี้กิจการที่ร้านกำลังไปได้ดี นางจึงค่อนข้างวุ่นวายไม่น้อยเลย หญิงสาวลงทุนจ้างคนงานหยิงมาหนึ่งคนเพื่อให้คอยทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ซึ่งคนงานหญิงผู้นี้ก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้นางพอจะเบาแรงลงไปได้มาก ส่วนถงเสี่ยวก็คอยช่วยนางดูแลเรื่องงานจุกจิกภายในร้าน ด้านคนรับใช้ที่บ้านสวนตระกูลเฟิ่งเมื่อเห็นว่ายามนี้ไม่อาจพึ่งพาหรงหมัวหมัวได้อีกแล้ว จึงหันมาประจบประแจงเอาใจเฟิ่งจูหลาน คอยช่วยงานนางอย่างไม่มีข้อแม้ เฟิ่งจูหลานเองก็ไม่ใช่คนใจดำ หากคนพวกนี้ยอมรับในตัวนางอย่างจริงใจ นางก็ไม่ได้ตระหนี่เลยแม้แต่น้อย“ถงเสี่ยว ร้านที่สั่งให้ทำกล่องเครื่องประทินโฉมยังไม่นำสินค้ามาส่งอีกหรือ?”เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามถงเสี่ยว สาวใช้น้อยที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบเดินเข้ามาหาเจ้านายพร้อมกับเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม“เรียนคุณหนู เห็นว่าจะมาส่งเย็นวันนี้น่ะเจ้าค่ะ”“อ้อ เช่นนั้นหลังจากเสร็จงานแล้วเจ้าก็กลับไปก่อนเถอะ ข้าจะอยู่คิดบัญชีต่ออีกหน่อย เสร็จแล้วจะรีบตามกลับไป”“เจ้าค่ะคุณหนู”ถงเสี่ยวรับคำ ตลอดทั้งวันร้านค้ามีลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย และสินค้าเดิมก็ขายหมดแล้ว คืนนี้เฟิ่งจูหลานยังต้องทำสินค
เดิมทีกุหลาบพวกนี้ในยุคโบราณมักจะนำเอาไปเคี่ยวทำน้ำหอม หรือหมักน้ำส้มสายชูเพื่อล้างหน้า แต่เพราะวิธีทำยังไม่ได้ทันสมัยเท่ากับยุคปัจจุบัน ทำให้เครื่องประทินโฉมที่ทำมาจากกุหลาบและน้ำส้มสายชูมีกลิ่นฉุน และกรดแรงเกินไปจนแสบผิวเฟิ่งจูหลานนำเมล็ดชาที่ตากแห้งแล้วมาตำจนเป็นผงละเอียด จากนั้นนางก็นำผงชาที่ตำละเอียดไปต้มกับน้ำสะอาด ด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณหนึ่งเค่อ ต่อมาก็นำมากรองเศษตะกอนออกด้วยผ้าไหมกรองละเอียด 2-3 ชั้น จะได้น้ำสกัดที่มีลักษณะเป็นน้ำใสๆ ที่พอเขย่าแล้วจะเกิดฟองนุ่ม น้ำสกัดตัวนี้ล่ะคือตัวเชื่อมที่ทำให้น้ำกับน้ำมันรวมตัวกันได้ ต่อมานางก็จัดการต้มน้ำดอกกุหลาบ ผสมน้ำส้มสายชูหมักเจือจาง และน้ำผึ้ง มืออีกข้างใช้ตะกร้อไม้ไผ่กวนตีน้ำมันสกัดจากเมล็ดชาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อกวนไปเรื่อยๆ น้ำใสกับน้ำมันจะค่อยๆ เปลี่ยนสีจากของเหลวใส กลายเป็นของเหลวสีขาวนวล นุ่มลื่น มีความข้นนิดๆ เหมือนน้ำนม หลังจากนั้นนางก็ตักใส่ขวดใบใสและพักเอาไว้ และนำน้ำกุหลาบที่เตรียมเอาไว้เททับลงไปด้านบน เวลาจะใช้ให้เขย่าขวด 3-4 ครั้ง เพื่อให้เนื้อเนียนผสมเข้ากันชั่วคราวแล้วรีบหยดทาผิว เพราะสารสกัดจา
เมื่อตกลงทำสัญญากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งจูหลานและเสิ่นสวินก็ทำการจมอบเงินและทำสัญญาซื้อขายกันอย่างรวดเร็ว โดยที่เขาให้ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เป็นผู้ช่วยในที่ว่าการอำเภอมาเป็นพยานในการซื้อขายครั้งนี้ด้วย เมื่อได้ร้านค้ามาอยู่ในมือแล้ว เฟิ่งจูหลานก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก และเมื่อได้เดินดูภายในร้านนางก็ยิ่งรู้สึกชอบเข้าไปใหญ่ ภายในร้านตกแต่งได้อย่างงดงามอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นด้านหลังร้านยังมีสระบัวสวยงามตั้งอยู่ด้วย นับว่างดงามมากจริงๆ“ท่านไม่เสียดายแน่หรือที่ขายร้านนี้ ท่านเป็นถึงบุตรชายคนรองของท่านเจ้าเมือง ดูแล้วไม่น่าขาดแคลนเงิน เหตุใดต้องขายร้านนี้ด้วยเล่า?”นางหันมาเอ่ยถามเสิ่นสวินอีกคราเพราะเกรงว่าเขาจะเปลี่ยนใจ ก่อนจะมองเห็นแววความเศร้าใจสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาของชายหนุ่มไป ก่อนที่เขาจะรีบเก็บสายตานั้นกลับคืนและเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดังเดิม“ข้าเบื่อแล้ว ไม่อยากจะดูแลร้านนี้ ข้าไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น มีสตรีมากมายรอให้ข้าไปเกี้ยวพาอยู่ เจ้าไม่ต้องถามให้มากความหรอกน่า ซื้อแล้วก็แล้วไปเถอะ ทำไม หรือติดใจในตัวข้า ได้ร้านไปแล้ว ยังอยากจะได้เจ้าของร้านเดิมอีกหรือ?”“หุบปากไปเถอะ
เฟิ่งจูหลานหันกลับไปมอง ก่อนจะพบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง หน้าตาของเขาหล่อเหลา ยามยิ้มจะเห็นลักยิ้มปรากฏเด่นชัดบนข้างแก้มทั้งสองข้าง ดวงตาทั้งสองฉายแววขี้เล่นหยอกเย้า ท่าทางดูเจ้าเล่ห์อย่างมาก นางไม่เคยพบเห็นเขามาก่อน และจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่มีคนผู้นี้อยู่เลยแม้แต่น้อย“คุณชายเป็นเจ้าของร้านนี้หรือเจ้าคะ?”เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามอย่างนอบน้อม นางสังเกตดูจากการแต่งกายของเขาแล้ว คาดว่าคงจะเป็นลูกผู้ดีมีเงินอย่างแน่นอน ชายหนุ่มตรงหน้าจ้องมองนางพร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยตอบ“ใช่แล้ว นี่คือสินเดิมที่มารดาข้าทิ้งเอาไว้ให้น่ะ หากเจ้าชอบ ข้าลดราคาให้อีกก็ได้นะ”เขาเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงสวย เฟิ่งจูหลานได้ฟังเช่นนั้นก็ย่นหว่างคิ้ว เกิดมานางเพิ่งเคยเห็นคนที่เอาสินเดิมของมารดาตนเองมาขายกินเช่นนี้“ของของมารดาท่าน ไม่เก็บเอาไว้ดูต่างหน้าหน่อยหรือ เหตุใดต้องขายด้วยเล่า หากเป็นเช่นนี้ข้าไม่ซื้อดีกว่า ไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก”เมื่อเห็นว่าเฟิ่งจูหลานทำท่าจะเดินจากไป ชายหนุ่มผู้นั้นก็รีบตรงเข้ามาขวางหน้านาง พลางโบกพัดในมือและเอ่ย“จะรีบไปไหนเล่าแม่นางคนงาม เอาอย่างนี้ หาก







