Masukเรื่องราวที่ผูกร้อยเรียงกันเช่นนี้ ค่อนข้างทำให้เฟิ่งจูหลานรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ที่ไปติดต่อร้านค้านางไม่เคยรู้เลยว่าร้านแห่งนี้มีความเกี่ยวพันกับเสิ่นสวินมากถึงเพียงนี้ ทำให้นางค่อนข้างเหนือความคาดหมายอย่างมาก
เสิ่นสวินรีบสั่งให้คนนำของเหล่านั้นเข้าไปเก็บเอาไว้ในร้านให้เฟิ่งจูหลาน ก่อนจะหันมาเอ่ยกับนาง
“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าจะซื้อร้านของข้าเอาไว้กบดานหนีจากคำนินทาของผู้คนเสียอีก แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีหัวการค้าเช่นนี้”
“เหตุใดข้าจะต้องคอยหลบหน้าผู้คนด้วย พวกเขาไม่ได้หาให้ข้ากินเหตุใดข้าต้องสนใจ เสิ่นสวินปากท่านนี่มันไม่เป็นมงคลเลยจริงๆ นะ”
“บุรุษรูปงามก็ปากเสียแบบนี้แหละ”
เฟิ่งจูหลานได้ฟังก็กลอกตาไปมาอย่างอดรนทนไม่ได้ นอกจากจะปากเสียและเจ้าชู้แล้ว เขายังหลงตัวเองอย่างหน้ามืดตามัวอีกด้วย
เสิ่นสวินเดินเข้ามาในร้านของเฟิ่งจูหลาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นว่าเฟิ่งจูหลานทำการตกแต่งร้านค้าของเขาใหม่ นางไม่ได้ทำอันใดมากนัก เพียงเพิ่มของตกแต่งเล็กน้อย และบรรยากาศทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน มันทำให้เขาเริ่มคิดถึงท่านแม่ขึ้นมา เดิมทีร้านนี้แต่ก่อนเป็นร้านขายผ้าทั่วไป แต่พอท่านแม่จากไปมันก็ถูกปิดตายเอาไว้มาโดยตลอด
เฟิ่งจูหลานมองเห็นความเศร้าใจพาดผ่านสายตาของชายหนุ่ม ก่อนที่มันจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เสิ่นสวินหันมามองหญิงสาวก่อนจะเอ่ย
“เจ้าตกแต่งร้านได้ดีมากเลยนะ ไม่ได้ทำลายกลิ่นอายเดิมเลยแม้แต่น้อย”
“หากท่านคิดถึงมารดาก็แวะเวียนมานั่งเล่นได้ ข้าไม่ว่าอันใดหรอก แค่อย่าสร้างปัญหาให้ข้าก็พอ”
เฟิ่งจูหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ในขณะที่กำลังตรวจดูสินค้าที่เพิ่งนำมาส่ง นางรู้สึกซาบซึ้งที่เขาช่วยเหลือและยังมอบอาวุธป้องกันตัวให้กับนาง ในเมื่อเรื่องนี้นั้นไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับนางมากนัก นางจึงไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยให้มากความ
เสิ่นสวินหันมามองเฟิ่งจูหลานเล็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่านางจะมีน้ำใจกับเขาเช่นนี้ รอยยิ้มอ่อนโยนพลันปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา
“ขอบใจเจ้ามาก เช่นนั้นข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยการออกแบบกล่องใส่เครื่องประทินโฉมให้แก่เจ้า หากเจ้ามีลวดลายที่ชอบก็บอกมาได้เลย ข้าจะช่วยทำให้ ครั้งนี้ข้าไม่คิดเงินหรอกนะ”
เมื่อได้ยินคำว่าไม่คิดเงิน ดวงตาของเฟิ่งจูหลานก็ทอประกายเจิดจ้าคราหนึ่ง เสิ่นสวินอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง
“ท่านพูดเองนะ มิใช่มาเปลี่ยนใจภายหลังเล่า”
“ไม่มีวันเปลี่ยนใจแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าเขาตกปากรับคำเป็นหมั้นเป็นเหมาะเฟิ่งจูหลานก็รู้สึกดีใจไม่น้อย
“เช่นนั้นข้ามีลวดลายหนึ่งอย่างจะให้ท่านช่วยทำ”
เอ่ยจบนางก็นำกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นส่งให้กับเขา เสิ่นสวินรับไปดูพลางย่นหว่างคิ้วเล็กน้อย
“นี่คือ?”
“มันเรียกว่ารูปหัวใจ ข้าอยากได้แบบนี้ ท่านทำได้หรือไม่?”
“ได้สิ ได้แน่นอน อีกสองวันเจ้าไปที่ร้านของท่านตาข้าได้เลย ข้าจะให้คนเตรียมของเอาไว้ให้เจ้า”
“ขอบคุณท่านมากนะ ยามนี้ข้าสะสางงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว คงต้องขอตัวกลับก่อน”
“ให้ข้าไปส่งดีหรือไม่?”
“ไม่ต้องหรอก ข้ามีหน้าไม้ของท่านแล้ว”
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า”
เฟิ่งจูหลานพยักหน้า ก่อนจะเดินหอบข้าวของกลับบ้านสวนของตนไป เสิ่นสวินมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวไปจนลับสายตา ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย เขามุ่งหน้ากลับไปยังจวนท่านเจ้าเมือง เมื่อมาถึงหน้าประตูจวนก็พบเข้ากับเสิ่นหลางจวิน พี่ชายต่างมารดาของเขาเข้าพอดี เสิ่นหลางจวินปรายสายตามองเสิ่นสวินอย่างเบื่อหน่ายและดูแคลน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ท่านพ่อกำลังรอเจ้าอยู่ วันนี้เจ้าก่อเรื่องที่ไม่ควรเข้าเสียแล้ว คิดจะเสนอหน้าเป็นคนดี คราวนี้ท่านพ่อไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่”
เอ่ยจบเสิ่นหลางจวินก็เดินจากไปทันที ทิ้งให้เสิ่นสวินยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ดวงตาของชายหนุ่มฉายแววเย็นชา ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในจวนอย่างรวดเร็ว
ด้านเฟิ่งจูหลานเมื่อกลับมาถึงบ้านสวนแล้ว ก็เห็นว่าถงเสี่ยวกำลังยืนรอนางอยู่ที่หน้าเรือน สาวใช้น้อยเดินไปเดินมาด้วยความร้อนรน เมื่อเห็นว่านางมาถึงแล้ว ก็รีบวิ่งเข้ามาทันที
“มีอันใดหรือถงเสี่ยว เหตุใดจึงดูร้อนรนปานนี้?”
เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามสาวใช้คนสนิทด้วยความสงสัย ถงเสี่ยวจึงรีบเอ่ยทันที
“คุณหนู มีจดหมายด่วนจากพระราชนัดดาเจ้าค่ะ คนที่มาส่งย้ำว่าให้คุณหนูรีบเปิดอ่านโดยเร็ว คุณหนูบ่าวใจคอไม่ดีเลยเจ้าค่ะ!”
“เอาจดหมายฉบับนั้นมาให้ข้าดูหน่อย”
ถงเสี่ยวพยักหน้ารับก่อนจะรีบนำจดหมายฉบับนั้นมาส่งมอบให้กับเฟิ่งจูหลานทันที เมื่อเฟิ่งจูหลานเปิดจดหมายออกอ่าน สีหน้าก็พลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เนื้อหาในจดหมายมีใจความว่าอีกสิบวันราชครูเฟิ่งจะส่งคนเดินทางมารับป้ายวิญญาณของนางกลับไปไว้ยังจวนตระกูลเฟิ่งที่เมืองหลวง
นางลืมไปได้อย่างไรกันว่ายามนี้ตนเองคือคุณหนูรองของจวนราชครู ต่อให้นางตาย พวกเขาก็ต้องมารับป้ายวิญญาณของนางกลับไปอยู่ดี
ไม่ได้การ ต้องมองหาแผนสำรองแล้ว!
เรื่องราวที่ผูกร้อยเรียงกันเช่นนี้ ค่อนข้างทำให้เฟิ่งจูหลานรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ที่ไปติดต่อร้านค้านางไม่เคยรู้เลยว่าร้านแห่งนี้มีความเกี่ยวพันกับเสิ่นสวินมากถึงเพียงนี้ ทำให้นางค่อนข้างเหนือความคาดหมายอย่างมากเสิ่นสวินรีบสั่งให้คนนำของเหล่านั้นเข้าไปเก็บเอาไว้ในร้านให้เฟิ่งจูหลาน ก่อนจะหันมาเอ่ยกับนาง“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าจะซื้อร้านของข้าเอาไว้กบดานหนีจากคำนินทาของผู้คนเสียอีก แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีหัวการค้าเช่นนี้”“เหตุใดข้าจะต้องคอยหลบหน้าผู้คนด้วย พวกเขาไม่ได้หาให้ข้ากินเหตุใดข้าต้องสนใจ เสิ่นสวินปากท่านนี่มันไม่เป็นมงคลเลยจริงๆ นะ”“บุรุษรูปงามก็ปากเสียแบบนี้แหละ”เฟิ่งจูหลานได้ฟังก็กลอกตาไปมาอย่างอดรนทนไม่ได้ นอกจากจะปากเสียและเจ้าชู้แล้ว เขายังหลงตัวเองอย่างหน้ามืดตามัวอีกด้วยเสิ่นสวินเดินเข้ามาในร้านของเฟิ่งจูหลาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นว่าเฟิ่งจูหลานทำการตกแต่งร้านค้าของเขาใหม่ นางไม่ได้ทำอันใดมากนัก เพียงเพิ่มของตกแต่งเล็กน้อย และบรรยากาศทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน มันทำให้เขาเริ่มคิดถึงท่านแม่ขึ้นมา เดิมทีร้านนี้แต่ก่อนเป็นร้านขายผ้าทั่วไป แต่พ
เฟิ่งจูหลานเห็นด้วยกับคำพูดนี้ของเสิ่นสวิน นางรีบจัดการเก็บบัญชีเอาไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะปิดร้านและเดินตามเสิ่นสวินไปยังศาลาว่าการทันที เรื่องราวจบลงที่คนผู้นั้นถูกจับ และมันยังซัดทอดไปถึงเถ้าแก่ฉิน เถ้าแก่ร้านเครื่องประทินโฉมอีกร้านที่เปิดมาก่อนนางหลายสิบปี เถ้าแก่ฉินขัดขืนและยังวางท่าข่มขู่เจ้าหน้าที่ แต่เสิ่นสวินที่เป็นบุตรชายท่านเจ้าเมืองย่อมมีอำนาจมากกว่าเถ้าแก่ร้านค้าเช่นเขา เสิ่นสวินจึงขอร้องให้คนของทางการรีบตรวจสอบร้านค้าของเถ้าแก่ฉินเสีย เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่าเครื่องประทินโฉมของเถ้าแก่ฉินมีสารปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมากและยังขายเกินราคาอีกด้วย เถ้าแก่ฉินถึงกับหน้าซีดเผือด และจ้องมองเสิ่นสวินเขม็งก่อนจะถูกคนของทางการลากตัวไปเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งจูหลานก็หันมาเอ่ยขอบคุณเสิ่นสวิน“ขอบคุณท่านมาก”เสิ่นสวินพยักหน้าให้เฟิ่งจูหลานเล็กน้อย เขาทอดสายตามองบาดแผลตรงลำคอของนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม“ไปหาหมอสักหน่อยดีหรือไม่?”เฟิ่งจูหลานเกือบลืมไปเสียสนิทแล้วว่าตนเองได้รับบาดเจ็บหากเสิ่นสวินไม่เอ่ยทักขึ้นมา นางส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มให้เขา“ไม่ต้องหรอก เ
ด้านเฟิ่งจูหลานนั้น เพราะยามนี้กิจการที่ร้านกำลังไปได้ดี นางจึงค่อนข้างวุ่นวายไม่น้อยเลย หญิงสาวลงทุนจ้างคนงานหยิงมาหนึ่งคนเพื่อให้คอยทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ซึ่งคนงานหญิงผู้นี้ก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้นางพอจะเบาแรงลงไปได้มาก ส่วนถงเสี่ยวก็คอยช่วยนางดูแลเรื่องงานจุกจิกภายในร้าน ด้านคนรับใช้ที่บ้านสวนตระกูลเฟิ่งเมื่อเห็นว่ายามนี้ไม่อาจพึ่งพาหรงหมัวหมัวได้อีกแล้ว จึงหันมาประจบประแจงเอาใจเฟิ่งจูหลาน คอยช่วยงานนางอย่างไม่มีข้อแม้ เฟิ่งจูหลานเองก็ไม่ใช่คนใจดำ หากคนพวกนี้ยอมรับในตัวนางอย่างจริงใจ นางก็ไม่ได้ตระหนี่เลยแม้แต่น้อย“ถงเสี่ยว ร้านที่สั่งให้ทำกล่องเครื่องประทินโฉมยังไม่นำสินค้ามาส่งอีกหรือ?”เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามถงเสี่ยว สาวใช้น้อยที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบเดินเข้ามาหาเจ้านายพร้อมกับเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม“เรียนคุณหนู เห็นว่าจะมาส่งเย็นวันนี้น่ะเจ้าค่ะ”“อ้อ เช่นนั้นหลังจากเสร็จงานแล้วเจ้าก็กลับไปก่อนเถอะ ข้าจะอยู่คิดบัญชีต่ออีกหน่อย เสร็จแล้วจะรีบตามกลับไป”“เจ้าค่ะคุณหนู”ถงเสี่ยวรับคำ ตลอดทั้งวันร้านค้ามีลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย และสินค้าเดิมก็ขายหมดแล้ว คืนนี้เฟิ่งจูหลานยังต้องทำสินค
เดิมทีกุหลาบพวกนี้ในยุคโบราณมักจะนำเอาไปเคี่ยวทำน้ำหอม หรือหมักน้ำส้มสายชูเพื่อล้างหน้า แต่เพราะวิธีทำยังไม่ได้ทันสมัยเท่ากับยุคปัจจุบัน ทำให้เครื่องประทินโฉมที่ทำมาจากกุหลาบและน้ำส้มสายชูมีกลิ่นฉุน และกรดแรงเกินไปจนแสบผิวเฟิ่งจูหลานนำเมล็ดชาที่ตากแห้งแล้วมาตำจนเป็นผงละเอียด จากนั้นนางก็นำผงชาที่ตำละเอียดไปต้มกับน้ำสะอาด ด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณหนึ่งเค่อ ต่อมาก็นำมากรองเศษตะกอนออกด้วยผ้าไหมกรองละเอียด 2-3 ชั้น จะได้น้ำสกัดที่มีลักษณะเป็นน้ำใสๆ ที่พอเขย่าแล้วจะเกิดฟองนุ่ม น้ำสกัดตัวนี้ล่ะคือตัวเชื่อมที่ทำให้น้ำกับน้ำมันรวมตัวกันได้ ต่อมานางก็จัดการต้มน้ำดอกกุหลาบ ผสมน้ำส้มสายชูหมักเจือจาง และน้ำผึ้ง มืออีกข้างใช้ตะกร้อไม้ไผ่กวนตีน้ำมันสกัดจากเมล็ดชาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อกวนไปเรื่อยๆ น้ำใสกับน้ำมันจะค่อยๆ เปลี่ยนสีจากของเหลวใส กลายเป็นของเหลวสีขาวนวล นุ่มลื่น มีความข้นนิดๆ เหมือนน้ำนม หลังจากนั้นนางก็ตักใส่ขวดใบใสและพักเอาไว้ และนำน้ำกุหลาบที่เตรียมเอาไว้เททับลงไปด้านบน เวลาจะใช้ให้เขย่าขวด 3-4 ครั้ง เพื่อให้เนื้อเนียนผสมเข้ากันชั่วคราวแล้วรีบหยดทาผิว เพราะสารสกัดจา
เมื่อตกลงทำสัญญากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งจูหลานและเสิ่นสวินก็ทำการจมอบเงินและทำสัญญาซื้อขายกันอย่างรวดเร็ว โดยที่เขาให้ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เป็นผู้ช่วยในที่ว่าการอำเภอมาเป็นพยานในการซื้อขายครั้งนี้ด้วย เมื่อได้ร้านค้ามาอยู่ในมือแล้ว เฟิ่งจูหลานก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก และเมื่อได้เดินดูภายในร้านนางก็ยิ่งรู้สึกชอบเข้าไปใหญ่ ภายในร้านตกแต่งได้อย่างงดงามอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นด้านหลังร้านยังมีสระบัวสวยงามตั้งอยู่ด้วย นับว่างดงามมากจริงๆ“ท่านไม่เสียดายแน่หรือที่ขายร้านนี้ ท่านเป็นถึงบุตรชายคนรองของท่านเจ้าเมือง ดูแล้วไม่น่าขาดแคลนเงิน เหตุใดต้องขายร้านนี้ด้วยเล่า?”นางหันมาเอ่ยถามเสิ่นสวินอีกคราเพราะเกรงว่าเขาจะเปลี่ยนใจ ก่อนจะมองเห็นแววความเศร้าใจสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาของชายหนุ่มไป ก่อนที่เขาจะรีบเก็บสายตานั้นกลับคืนและเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดังเดิม“ข้าเบื่อแล้ว ไม่อยากจะดูแลร้านนี้ ข้าไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น มีสตรีมากมายรอให้ข้าไปเกี้ยวพาอยู่ เจ้าไม่ต้องถามให้มากความหรอกน่า ซื้อแล้วก็แล้วไปเถอะ ทำไม หรือติดใจในตัวข้า ได้ร้านไปแล้ว ยังอยากจะได้เจ้าของร้านเดิมอีกหรือ?”“หุบปากไปเถอะ
เฟิ่งจูหลานหันกลับไปมอง ก่อนจะพบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง หน้าตาของเขาหล่อเหลา ยามยิ้มจะเห็นลักยิ้มปรากฏเด่นชัดบนข้างแก้มทั้งสองข้าง ดวงตาทั้งสองฉายแววขี้เล่นหยอกเย้า ท่าทางดูเจ้าเล่ห์อย่างมาก นางไม่เคยพบเห็นเขามาก่อน และจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่มีคนผู้นี้อยู่เลยแม้แต่น้อย“คุณชายเป็นเจ้าของร้านนี้หรือเจ้าคะ?”เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามอย่างนอบน้อม นางสังเกตดูจากการแต่งกายของเขาแล้ว คาดว่าคงจะเป็นลูกผู้ดีมีเงินอย่างแน่นอน ชายหนุ่มตรงหน้าจ้องมองนางพร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยตอบ“ใช่แล้ว นี่คือสินเดิมที่มารดาข้าทิ้งเอาไว้ให้น่ะ หากเจ้าชอบ ข้าลดราคาให้อีกก็ได้นะ”เขาเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงสวย เฟิ่งจูหลานได้ฟังเช่นนั้นก็ย่นหว่างคิ้ว เกิดมานางเพิ่งเคยเห็นคนที่เอาสินเดิมของมารดาตนเองมาขายกินเช่นนี้“ของของมารดาท่าน ไม่เก็บเอาไว้ดูต่างหน้าหน่อยหรือ เหตุใดต้องขายด้วยเล่า หากเป็นเช่นนี้ข้าไม่ซื้อดีกว่า ไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก”เมื่อเห็นว่าเฟิ่งจูหลานทำท่าจะเดินจากไป ชายหนุ่มผู้นั้นก็รีบตรงเข้ามาขวางหน้านาง พลางโบกพัดในมือและเอ่ย“จะรีบไปไหนเล่าแม่นางคนงาม เอาอย่างนี้ หาก







