Masukเย็นวันนั้นเองกวินขับรถไปรับมินตราที่บริษัทและขับมาส่งเธอที่บ้าน หญิงสาวได้ชวนเขาทานอาหารมื้อเย็นที่นั่นเป็นการตอบแทนที่เขาขับรถมาส่งเธอ
แต่เนื่องจากแม่บ้านขอลากระทันหันทำให้มินตราต้องแสดงฝีมือทำอาหารเองโดยเลือกทำเมนูที่ไม่ยุ่งยาก และกวินก็ยืนยันที่จะช่วยเธอทำอาหารมื้อนั้นด้วยกัน แต่ถึงแม้จะเป็นเพียงอาหารง่ายๆ แต่เขาก็รู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดเธอ ซึ่งเขาก็บอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า...ทำไมเขาถึงมีความรู้สึกพิเศษกับผู้หญิงคนนี้ ทั้งที่เขาไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน ในระหว่างที่ทานอาหารกันนั้นกวินก็ชวนหญิงสาวคุยไปด้วย
“ผมไม่ยักรู้ว่าคุณก็ทำอาหารอร่อยเหมือนกัน ตอนแรกผมนึกว่าคุณทำอาหารไม่เป็นซะอีก”
“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นคะ”
“ที่ผมคิดแบบนั้นก็เป็นเพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้วลูกคุณหนูอย่างพวกคุณ จะไม่ค่อยเข้าครัวทำอะไรกินกันเองแบบนี้หรอกครับ เห็นมีแต่ออกคำสั่งแต่เพียงอย่างเดียว แต่พอผมมาเห็นคุณเข้าครัวทำอาหารด้วยท่าทางทะมัดทะแมงก็เลยรู้สึกแปลกใจ”
“ฟ้าเพิ่งจะรู้นะคะว่าพวกคุณมองพวกเราเป็นแบบนี้นี่เอง แต่มันก็จริงของคุณค่ะ อาจเป็นเพราะพวกเราถูกเลี้ยงดูมาแบบได้รับความสะดวกสบาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ จนดูเหมือนกับเป็นคนที่ไม่มีแก่นสารในชีวิตให้พวกคุณมาดูถูกเอาได้แบบนี้”
เธอพูดไปยิ้มไปกวินยิ้มตอบพร้อมกับคิดในใจว่าผู้หญิงคนนี้ยิ้มสวยและฉลาดที่จะตอบ
“ผมถึงได้บอกว่าผมแปลกใจไงครับ”
“ฟ้ากับตะวันคงเป็นข้อยกเว้นที่ไม่เข้าพวก อาจเป็นเพราะเราต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนอกตั้งแต่จบไฮสคูลที่นี่ และถึงแม้ว่าพ่อจะหาคนมาคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้เรา แต่เราสองคนก็ชอบที่จะทำอะไรด้วยตัวเองมากกว่า ฝีมือการทำอาหารของฟ้ายังเรียกว่าธรรมดาค่ะ ถ้าคุณได้มีโอกาสทานอาหารที่ตะวันเป็นคนทำแล้วล่ะก็คุณจะต้องติดใจไปอีกนานเลยล่ะค่ะ”
“ตะวันทำอาหารอร่อยมากเลยเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ ฝีมือของตะวันไม่ธรรมดานะคะ ตะวันมักจะใช้เวลาว่างไปฝึกงานเพื่อที่จะเรียนรู้วิธีการทำอาหารจากเชฟที่มีฝีมือของโรงแรมระดับห้าดาวในอเมริกา และทำอาหารได้มากมายหลาก หลายชนิดเลยล่ะค่ะไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย จีน อาหารฝรั่งไปจนถึงอาหารอิตาเลี่ยน อาหารเกาหลีหรือแม้แต่อาหารญี่ปุ่นก็เคยทำค่ะ”
กวินทำหน้าเหมือนไม่ค่อยจะเชื่อคำพูดของเธอ เพราะเขาไม่คิดว่าเมธาวีจะทำอะไรได้เก่งอย่างที่มินตราโฆษณาไว้ หญิงสาวเองก็ดูเหมือนจะรู้ทันความคิดของกวิน ก็เลยบอกกับเขาว่าถ้าอยากรู้ว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงหรือไม่ กวินก็คงจะต้องลองพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง
“นั่นสิครับไว้มีโอกาสเมื่อไรผมคงจะต้องขอร้องให้คุณตะวันทำอาหารให้ผมทานบ้าง”
“ปกติตอนที่เราอยู่อเมริกาตะวันจะเป็นคนรับหน้าที่ทำอาหารค่ะ ส่วนฉันก็มีหน้าที่ขับรถไปที่มอลล์เพื่อที่จะไปช่วยตะวันซื้อของสำหรับมาทำอาหาร”
กวินรู้สึกมีความสุขที่ได้รับฟังเรื่องราวความผูกพันของสองพี่น้องต่างบิดามารดา แต่กลับมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งแบบนี้ สำหรับเขาเองถึงแม้ว่าจะรักสู่ขวัญ แต่ก็ยังไม่มีความผูกพันกันมากเท่าพวกเธอสองคน และดูเหมือนว่ามินตราเองก็จะมีความสุขที่ได้พูดถึงเรื่องราวของตัวเองกับน้องสาว ยามที่อยู่ห่างไกลสายตาของพ่อ กวินจึงปล่อยให้เธอบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เพราะตัวเขาเองก็อยากที่จะฟังเรื่องราวของเธอให้มากกว่านี้
“ผมเคยได้ยินข่าวมาว่าคุณตะวันเคยประสบอุบัติเหตุตอนอยู่ที่อเมริกา ช่วงนั้นคุณวิชญะเดินทางไปอเมริกาบ่อยมาก พวกคุณคงจะวุ่นวายกันมากเลยใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่เราทุกข์กันมากที่สุด หมอบอกว่าบาดแผลภายนอกของตะวันไม่เป็นอะไรมากแต่เธอก็ยังไม่ยอมฟื้น จากอุบัติเหตุในครั้งนั้นทำให้ตะวันต้องนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่นานสองเดือนกว่าจะรู้สึกตัว จากนั้นเป็นต้นมาพวกเราก็ไม่อยากให้ตะวันขับรถอีกเลยถ้าไม่จำเป็น”
“แล้วทำไมเธอถึงฟื้นขึ้นมาละครับ”
“มันเหมือนกับปาฏิหารย์เลยค่ะใช้คำนี้น่าจะได้ หมอแนะนำให้เราพยายามพูดคุยกับตะวัน พ่อกับฟ้าก็ทำแบบนั้นทุกวัน วันที่ตะวันฟื้นเป็นวันที่พ่อมาเฝ้าแล้วก็พูดกับตะวันถึงความรู้สึกของพ่อ ฟ้ายังจำคำพูดของพ่อได้ทุกคำราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง...” มินตรานึกย้อนไปถึงคำพูดของพ่อที่พูดกับน้องสาวก่อนที่เมธาวีจะรู้สึกตัว
‘พ่อเหนื่อยมาก เมื่อไรตะวันจะตื่นขึ้นมาซะที...อย่าทรมานพ่อด้วยวิธีนี้อีกเลยนะ...เพราะว่าพ่อไม่รู้ว่าตัวเองจะมีความเข้มแข็งมากพอ ที่จะรอให้ตะวันกลับมาเป็นลูกสาวที่น่ารักสดใสคนเดิมของพ่อได้อีกนานแค่ไหน ตะวันจะปล่อยให้พ่อกับพี่ฟ้าของลูกต้องเป็นทุกข์แบบนี้ไปอีกนานเท่าไร’
“ฟ้ายังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะเป็นวันที่พ่อทุกข์ที่สุดที่ต้องเห็นตะวันนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรามานานถึงสองเดือนเต็มแบบนั้น ฟ้าเองก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากความรู้สึกของพ่อ ในวันนั้นพ่อพูดทั้งน้ำตา ตั้งแต่ฟ้าจำความได้ฟ้าไม่เคยเห็นพ่อเป็นทุกข์ และร้องไห้แบบนี้มาก่อนเลยค่ะ พอพ่อพูดจบตะวันก็เริ่มขยับตัว เธอรับรู้ถึงความทุกข์ของพ่อและเธอก็ลืมตาขึ้นมา ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะเป็นความจริง แต่มันก็เป็นไปแล้ว หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นพวกเราไม่อยากให้ตะวันขับรถอีกเลย และตะวันเองก็ต้องการเช่นนั้น ฟ้าก็เลยจะเป็นคนขับรถให้เวลาที่ตะวันจะไปไหนตลอดระยะเวลาที่เราอยู่ที่โน่นค่ะ”
“เป็นแบบนี้นี่เองคุณบอกว่าน้องสาวของคุณชอบทำอาหาร แล้วตัวคุณเองละครับชอบทำอะไรเป็นพิเศษในเวลาที่คุณว่าง”
เธอตอบว่าชอบเล่นกีฬาทุกประเภท แต่ที่เล่นบ่อยตอนอยู่ที่อเมริกาก็เห็นจะเป็นบาสเก็ตบอล กวินบอกว่าเขาเองก็ชอบออกกำลังกายเช่นกัน ไว้คราวหน้าจะชวนเธอไปเล่นกีฬาด้วยกัน
งานเลี้ยงฉลองสมรสของปิยภัศร์กับเมธาวีผ่านไปอย่างราบรื่นไม่มีที่ติ ภาพความประทับใจต่างๆ ก็จะยังคงอยู่ในใจของแขกผู้มีเกียรติ รวมถึงสื่อมวลชนที่มีโอกาสมาร่วมงานนี้ไปอีกนาน และงานนี้ก็คงจะเป็นงานที่ได้รับการกล่าวขานกันไปอีกนานแสนนาน เฉกเช่นเดียวกับงานแต่งงานของกวินและมินตรา หลังจากที่ฟังผู้ใหญ่ให้โอวาทคู่บ่าวสาวในการครองรักกันแล้ว ก็เป็นเวลาที่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะอยู่ด้วยกันตามลำพัง ปิยภัศร์ช่วยถอดชุดแต่งงานของเมธาวีออก พร้อมกับบอกให้เธอไปอาบน้ำ เพื่อที่จะได้มาพักผ่อนเพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว หญิงสาวยอมทำตามอย่างว่าง่ายเธอใช้เวลาไม่นานก็เดินออกมาจากห้องน้ำ และบอกให้เขาไปอาบน้ำไวไวก่อนที่เธอจะหลับไปซะก่อน พร้อมกับปิดปากหาวปิยภัศร์ยิ้มอย่างเอ็นดู “ถ้าคุณง่วงก็นอนไปก่อนได้เลยนะตะวันไม่ต้องรอผม” แต่เธอกลับบ่นพึมพำคนเดียว “จะมีใครเหมือนคุณไหมนะ ในวันแต่งงานของตัวเองแต่คุณกลับบอกให้เจ้าสาวนอนได้เลยโดยไม่ต้องรอ นี่ฉันไม่มีเสน่ห์ขนาดนั้นเลยเหรอ” หญิงสาวเดินไปนอนรอเขาบนเตียงโดยสวมแต่เสื้อคลุมเพียงตัวเดียวเท่านั้น เธอรอเขาอยู่น
“พี่ภัศร์ยังไม่ได้บอกผมเลยว่าทำไมถึงได้เข้าใจตะวันผิดจนถึงขั้นทะเลาะกัน” “ฉันเห็นนายพาตะวันไปเลือกซื้อแหวนแต่งงาน” “พี่ก็เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยเหรอครับ ดาก็เห็นเหมือนกัน มันเป็นความบังเอิญที่ลงตัว” “ขอฉันเตะนายสักทีซิ...โทษฐานที่นายมากอดเมียฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต” “พี่ภัศร์คงจะไม่ได้คิดที่จะทำอย่างที่พูดใช่ไหมครับ ผมเป็นน้องชายของพี่นะ” “คาดโทษไว้ก่อนละกัน เพราะถึงจะเป็นน้องชายก็ไม่มีสิทธิที่จะมากอดพี่สะใภ้ โดยที่พี่ชายยังไม่ได้อนุญาตเข้าใจไหม” “หวงมากนะเนี่ย” ภูริเอ่ยแซวพี่ชาย เมธาวีหันไปมองปิยภัศร์เพื่อเป็นการเตือนเขาว่าเธอหิวแล้ว “จริงด้วยมัวแต่คุยกันเพลินผมเลยลืมว่าคุณกำลังหิว ป่านนี้เจ้าตัวเล็กของเราคงหิวจนตาลายแล้ว” “อย่าบอกนะว่าพี่ภัศร์กับตะวันกำลังจะมีลูกด้วยกัน” “ก็มันใช่นี่” “ถือเป็นข่าวดี...ยินดีด้วยนะคะ” “ขอบคุณครับ” “พี่ภัศร์คงจะดีใจมากเลยล่ะสิ” “แน่นอนอยู่แล้วแต่ตอนนี้เราเข้าไปคุยกันต่อที่ห้องอาหารดีกว่า เชิญ
พูดมาถึงตรงนี้เมธาวีก็ทำตาโตอย่างนึกขึ้นมาได้ ที่เขาบอกว่าเห็นเธอไปเลือกซื้อแหวนกับภูริน้องชายของเขา ทำให้หญิงสาวคาดคั้นเขา “คุณบอกว่าคุณเห็นฉันกับน้องชายของคุณไปเลือกซื้อแหวนด้วยกัน แล้วคุณไปทำอะไรที่นั่น” “ผมก็ไปทำธุระของผมน่ะสิ” หญิงสาวแบมือไปตรงหน้าเขา “ไหนล่ะคะแหวนของฉัน” “แหวนวงนี้ผมไปสั่งทำพิเศษเพื่อคุณโดยเฉพาะเลยนะ ผมพิถีพิถันมากทั้งออกแบบแหวนเองควบคุมการคัดเพชรเอง เพื่อให้แน่ใจว่าผมจะได้เพชรงามน้ำหนึ่งมาประดับแหวนให้คุณ นี่ไงคุณชอบไหม” เขาส่งกล่องแหวนให้เธอ หญิงสาวรับมาเปิดดู เธอพบแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวสีชมพูเป็นเพชรเม็ดใหญ่ และเป็นเพชรน้ำหนึ่งอย่างที่เขาบอก “ชอบค่ะคุณจะไม่ใส่ให้ฉันเหรอคะ” เขาหยิบแหวนวงนั้นมาสวมนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ ก่อนที่จะยกมือเรียวบางนั้นขึ้นมาสัมผัสกับริมฝีปากของตนเองอย่างบางเบา “ความจริงแล้วผมเลือกออกแบบไว้อีกวงหนึ่ง แต่ผมว่าแบบนั้นเพชรมันจะเล็กกว่าวงนี้ ผมก็เลยให้เขาทำแบบนี้แทน ตั้งใจไว้ว่าจะใช้แหวนวงนี้ขอคุณแต่งงานแต่มาเห็นภาพบาดตาซะก่อน” “ความผิดขอ
“คุณตกลงที่จะแต่งงานกับผมแล้วใช่ไหม ผมดีใจจังเลยดีใจจนอยากที่จะตะโกนออกมาดังๆ ที่คุณจะอยู่ที่นี่ต่อในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายของผม” “โอ๊ย!! ปล่อยฉันก่อนค่ะ ฉันเวียนหัวไปหมดแล้วนะ” เขาหัวเราะพร้อมกับเลิกจับเธอเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาแบบนั้น “ผมขอโทษ...คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า...หน้าคุณดูซีดจังเลย” “คุณสังเกตเห็นด้วยเหรอคะ” “เห็นสิผมสังเกตเห็นตั้งแต่คุณเดินเข้ามาในบ้านแล้ว” “แต่ก็ยังใจร้ายพูดไล่ฉันออกจากบ้านไปหน้าตาเฉยแบบไม่สะทกสะท้าน คุณคงจะเบื่อขี้หน้าฉันเต็มทีแล้วใช่ไหมคะ” เธอพูดพร้อมกับค้อนเขา “ใครว่าที่จริงแล้วผมเสียใจมากเลยนะที่จะต้องคืนอิสระภาพให้คุณ แต่คุณตกลงรับปากแต่งงานกับผมแล้วนะ” “ค่ะแต่ว่า...” “ทำไมต้องมีแต่ด้วยล่ะตะวัน” “คุณฟังฉันให้จบก่อนได้ไหมคะ ฉันจะพูดว่าฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ แต่ว่าคุณต้องจัดพิธีแต่งงานของเราเร็วหน่อยนะคะ เพราะฉันกลัวว่าถ้าให้รอนานเกินไปจะใส่ชุดแต่งงานไม่ได้” “คุณหมายความว่ายังไง...นี่คุณกำลังจะบอกผมว่าคุณกำลังตั
“ผู้ชายคนอื่นที่ไหน...ภูริเป็นน้องชายของผมนะครับป้าวรรณ” “ก็นั่นล่ะค่ะป้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคุณทำแบบนี้ทำไม” “เพื่อตะวัน ผมทำทุกอย่างเพื่อตะวัน ต่อไปนี้ผมจะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของเธอ ในเมื่อตะวันกับภูริรักกันผมจะจัดพิธีแต่งงานให้พวกเขาเอง” “คุณภัศร์ทราบได้ยังไงกันคะ ว่าคุณตะวันกับคุณภูรักกัน เธอเคยบอกคุณเหรอคะ” “ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบอกเรื่องนี้กับผมหรอกครับ ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน และวันนี้ผมก็เห็นเขาไปเลือกซื้อแหวนแต่งงานด้วยกัน แถมยังกอดกันต่อหน้าต่อตาผม แล้วแบบนี้ป้าวรรณยังจะให้ผมขัดขวางความรักของพวกเขาอีกเหรอครับ การที่ผมตัดสินใจแบบนี้ไม่ใช่ผมไม่เสียใจ ที่จริงแล้วต้องบอกว่าผมหัวใจสลายถึงจะถูก และก็ไม่รู้ว่าเมื่อไม่มีตะวันแล้วผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง” “ป้าว่ามันจะต้องมีการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น ทำไมคุณภัศร์ไม่ลองหันหน้าพูดคุยกับคุณตะวันล่ะคะ” “ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้วครับป้าวรรณ ผมให้อิสระเธอไปแล้วตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าตะวันจะเดินออกไปจากบ้านหลังนี้เมื่อไรเท
“ผมรักคุณรับปากแต่งงานกับผมนะครับ” เธอมองแหวนวงนั้นมันสวยมากบอกถึงรสนิยมของคนเลือกได้เป็นอย่างดี “ฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ” ชายหนุ่มยิ้มออกมาด้วยความดีใจ และหยิบแหวนวงนั้นสวมให้กับหญิงอันเป็นที่รักของเขาพร้อมกับยกมือของเธอขึ้นมาจูบ ภูริชวนญาดาไปพบพี่ชายของเขาและว่าที่พี่สะใภ้ที่บ้าน ญาดาเองรู้สึกประหม่าไม่น้อยที่จะต้องไปพบพี่ชายของเขา แต่ภูริจับมือของเธอไว้ตลอดเวลาราวกับจะถ่ายทอดความอบอุ่นและกำลังใจจากเขาไปสู่เธอนั่นเอง “ผมชักจะรู้สึกกลัวซะแล้วสิ ถ้าพี่ภัศร์เขาเข้าใจผมกับตะวันผิดเหมือนกับที่คุณเข้าใจจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่าครับ ไม่แน่ว่าตอนนี้พวกเขาอาจจะกำลังต้องการความช่วยเหลือจากเรา จะตีกันตายไปข้างหนึ่งหรือยังก็ไม่รู้” “พี่ชายของคุณเคยลงไม้ลงมือกับผู้หญิงด้วยเหรอคะ” “ไม่หรอกครับผมหมายถึงตะวันต่างหาก ป่านนี้จะทุบพี่ผมช้ำไปทั้งตัวแล้วมั้ง โทษฐานที่เขาไม่เชื่อใจเธอเหมือนอย่างที่คุณเข้าใจผิดในตัวผม” เมื่อเมธาวีเดินเข้าไปในบ้านพบว่าปิยภัศร์นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกด้วยสีหน้าเงียบขรึม ท







