Masukหลังจากเถียนซูหมี่องค์หญิงแคว้นเซี่ยได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินเอกจวนจิ้งโหว นับจากนั้นไม่นานก็มีการจัดพิธีสมรสอย่างใหญ่โตให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงได้รับรู้โดยทั่วกัน
ท่ามกลางความชื่นบานของจิ้งฮูหยินที่ได้เป็นถึงแม่สามีขององค์หญิงแคว้นเซี่ย ส่วนบุตรชายของนางจิ้งหลี่เจียงก็กลายเป็นราชบุตรเขยแคว้นเซี่ยไปในทันที
“คุณหนู ท่านจะยอมทนให้สกุลจิ้งกับองค์หญิงแคว้นเซี่ยดูถูกเหยียดหยามและทำร้ายใส่ความท่านเช่นนี้ต่อไปงั้นหรือเจ้าคะ” ถังอ้ายชิงสาวใช้คนสนิทของหว่านหนิงเอ่ยถามผู้เป็นนาย
ซึ่งยามนี้ต้องนอนซมอยู่บนเตียงไม้ผุเก่าในเรือนเล็กๆหลังจวน เนื่องด้วยถูกลงโทษโบยอย่างหนักในข้อหาทำร้ายองค์หญิงแคว้นเซี่ยฮูหยินเอกของจวนให้ได้รับบาดเจ็บเพราะริษยา
ทั้งที่ความจริงแล้ว เรื่องทุกอย่างเป็นเพราะซูหมี่กับสือซุนลี่สาวใช้ข้างกายนางวางแผนใส่ความหว่านหนิงทั้งสิ้น
โดยซูหมี่ทำทีเป็นมาเยี่ยมเยียนหว่านหนิงที่เรือนนางพร้อมทำขนมแคว้นเซี่ยมาให้ด้วยความหวังดี
แต่สุดท้ายขณะชักชวนกันสนทนาพูดคุยริมสระบัวในสวนดอกไม้ ซูหมี่ก็แกล้งทำเป็นถูกผลักจนลื่นไถลตกลงไปในน้ำ ให้สาวใช้โวยวายและส่งคนไปตามหลี่เจียงกับจิ้งฮูหยินมาที่เรือน
จากนั้นก็กล่าวหาให้ร้ายหว่านหนิงว่าเป็นคนผลักนางตกน้ำ ด้วยไม่พอใจที่นางเข้ามาแย่งชิงตำแหน่งฮูหยินเอกและกำลังจะเข้าพิธีสมรสกับหลี่เจียงในอีกไม่ช้านี้
ทำให้หว่านหนิงโดนหลี่เจียงตบหน้าอย่างแรงจนเลือดกลบปากล้มกลิ้งลงไปบนพื้นและถูกจิ้งฮูหยินสั่งโบย 30 สิบไม้
แม้นหว่านหนิงจะยืนยันหนักแน่นปฏิเสธคำกล่าวหา พวกเขาก็ไม่ยอมเชื่อกลับเข้าข้างซูหมี่ทุกอย่าง
อ้ายชิงสาวใช้คนสนิทของหว่านหนิงพยายามห้ามปรามเข้าช่วยเหลือแต่สุดท้ายก็ถูกนำตัวไปขัง กว่าจะโดนปล่อยออกมาหว่านหนิงก็เจ็บปวดปางตายและถูกส่งตัวมาขังเอาไว้ในเรือนเก่าซอมซ่อนี้แล้ว
“ชิงเอ๋อ ในเมื่อข้าเลือกแต่งให้กับสกุลจิ้งแล้ว ตัวข้าก็ต้องยอมรับชะตากรรมนี้”
“แต่ข้าจะหาทางพิสูจน์ให้หลี่เจียงกับท่านแม่รู้ว่าโฉมหน้าที่แท้จริงขององค์หญิงแคว้นเซี่ยนั่นเป็นอย่างไรกันแน่” หว่านหนิงเอ่ยอย่างคับแค้นใจ
“คุณหนู ดูแม่ทัพจิ้งหลงใหลในตัวเถียนซูหมี่นั่นมาก แม้นแต่คำกล่าวของท่านก็ไม่ยอมเชื่อถือ เช่นนี้แล้วเราจะเปิดเผยโฉมหน้าของนังจิ้งจอกต่างแคว้นนั่นได้หรือเจ้าคะ”
อ้ายชิงเอ่ยตามความจริงที่ทุกคนในจวนจิ้งโหวต่างรับรู้กันดี และตระหนักได้ว่าผู้ใดคือฮูหยินคนสำคัญของจวน ต่างพากันหันไปเอาอกเอาใจซูหมี่กันหมด
“แม้นแต่จิ้งฮูหยินที่เคยรักเอ็นดูคุณหนูมาก ยามนี้กลับเปลี่ยนใจหันไปปลาบปลื้มกับตำแหน่งแม่ยายขององค์หญิงแคว้นเซี่ยแทน”
“และดูจะพึงพอใจเป็นพิเศษกับสถานะราชบุตรเขยแคว้นเซี่ยของบุตรชายนะเจ้าคะ”
คำพูดของคนสนิททำเอาหว่านหนิงถึงกับพูดไม่ออก เพราะรู้แน่แก่ใจดีแล้วว่า ยามนี้หลี่เจียงสามีนางหาใช่สามีแสนดีคนเดิมที่นางเคยรู้จักอีกต่อไป
แม่สามีที่เคยดีกับนาง ยกย่องให้เกียรตินางที่เป็นถึงท่านหญิงที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานยศศักดิ์ให้ด้วยพระองค์เอง ก็กลับกลายเป็นดูถูกเหยียดหยามนาง ยกองค์หญิงต่างแคว้นให้อยู่เหนือกว่า
“หากไม่ลองดูจะรู้ได้อย่างไรกัน ที่สำคัญข้าเองก็อยากรู้นักว่าจิ้งหลี่เจียงเปลี่ยนใจไปแล้วจริงๆ”
หว่านหนิงเอ่ยกับคนสนิท นัยน์ตาแดงเรื่อ มั่นใจอยู่หลายส่วนว่าบุรุษที่รู้จักคบหากันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ผูกสมัครรักใคร่นานหลายปี ยามนี้ปันใจให้สตรีอื่นแล้ว
แต่ถึงกระนั้นหว่านหนิงยังคงอยากให้โอกาสตัวเอง และให้โอกาสบุรุษที่นางรักหมดใจได้รำลึกถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมายาวนาน หันกลับมามองนางอีกครั้ง ไม่ยอมตัดใจไปง่ายดายเช่นนี้
“แล้วคุณหนูจะไม่บอกทางด้านนายท่านให้ทราบเอาไว้งั้นหรือเจ้าคะ” อ้ายชิงเอ่ยถึงจวนกั๋วกง ทางด้านจางกั๋วกง จางฮูหยินและอี้เสียนซื่อจื่อ ครอบครัวพ่อแม่และพี่ชายของหว่านหนิง
“อย่าเลย ข้าไม่อยากให้พวกท่านต้องทุกข์กังวลใจไปเปล่าๆ”
“ในเมื่อข้ายืนยันและตกลงปลงใจแต่งให้สกุลจิ้งแล้ว ข้าก็ต้องหาทางแก้ปัญหาและยืนหยัดด้วยตัวเอง มิใช่มีเรื่องอันใดก็หันหน้าไปฟ้องพ่อแม่กับพี่ชาย”
หว่านหนิงยืนยันหนักแน่น อ้ายชิงทำสีหน้าท่าทางหนักใจ ทั้งยังเป็นห่วงผู้เป็นนายไม่น้อย เพราะนางเองก็ดูออกว่าหลี่เจียงเปลี่ยนไปหลังกลับจากศึกพร้อมพาซูหมี่มาด้วยกันนั่นแหละ
เมื่อหลี่เจียงออกไปแล้ว ซูหมี่ก็กระทืบเท้าเต้นเร่าอย่างไม่พอใจ พร้อมตะโกนเรียกซุนลี่เข้ามาหา “ซุนลี่ เจ้าตามไปแอบฟังดูซิว่านังท่านหญิงนั่นพูดอะไรกับสามีข้าบ้าง” “เพคะองค์หญิง” ซุนลี่รับคำสั่งและตรงไปยังเรือนเล็กหลังจวนทันที “หนิงเอ๋อ เจ้ามีเรื่องอะไรสำคัญจะพูดกับข้างั้นหรือ” หลี่เจียงเอ่ยถามหว่านหนิง ซึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะ สีหน้าท่าทางเรียบเฉย “ชิงเอ๋อ เจ้าออกไปเฝ้าหน้าประตูอย่าให้ใครมารบกวน” หว่านหนิงบอกคนสนิท “เจ้าค่ะ” อ้ายชิงรับคำสั่ง “แม่ทัพจิ้ง เชิญท่านนั่งลงก่อนเถิด” หว่านหนิงเอ่ยเรียกหลี่เจียงอย่างห่างเหิน ทำให้เขารู้สึกประหลาดและเจ็บแปลบใจขึ้นมาแวบหนึ่ง “หนิงเอ๋อ เหตุใดเจ้าจึงเรียกข้าห่างเหินเช่นนั้นเล่า” หลี่เจียงถามนางกลับไป “ข้ามีเรื่องสำคัญจะถามท่าน” หว่านหนิงไม่ตอบแต่เกริ่นเข้าเรื่องสำคัญแทน หลี่เจียงถอนใจเล็กน้อย “อืม เจ้ามีอะไรก็ว่ามาเถอะ” “ข้าอยากรู้ว่าท่านแม่ทัพกับจิ้งฮูหยินจะกักขังลงโทษข้าเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่”หว่านหนิงถามในสิ่งที่ตั้งใจเอ
“ชิงเอ๋อ เจ้าไปตามหลี่เจียงมาพบข้าทีเถอะ” หว่านหนิงเอ่ยกับคนสนิท “ได้เจ้าค่ะคุณหนู ว่าแต่ท่านต้องการเรียกแม่ทัพจิ้งมาพบด้วยเรื่องใดงั้นหรือเจ้าคะ” อ้ายชิงถามออกไปตามตรง “ข้าอยากรู้ว่าเขาจะปล่อยให้ข้าถูกกักตัวอยู่ที่นี่ไปอีกนานเท่าไหร่” “เจ้าค่ะ ข้าจะไปตามแม่ทัพจิ้งมาพบคุณหนูเดี๋ยวนี้” หลังได้ยินคำตอบอ้ายชิงก็รีบออกไปทันที “ท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ คุณหนูของข้ามีเรื่องต้องการสนทนากับท่านเจ้าค่ะ” อ้ายชิงมาตามหลี่เจียงที่เรือนซูหมี่ ซึ่งช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนมานี้เขามักจะขลุกตัวอยู่ที่นี่แทบไม่ได้ออกไปไหน นอกจากไปค่ายทหารที่ดูแลในเมืองหลวง เข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้วก็มักจะกลับมาอยู่กับซูหมี่ แม้นแต่กับจิ้งฮูหยินมารดาเขาก็แทบจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเลยด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนว่าจิ้งฮูหยินกลับยิ่งพอใจ เมื่อเห็นบุตรชายหลงใหล เข้ากันได้ดีกับลูกสะใภ้สูงศักดิ์เป็นองค์หญิงต่างแคว้นเช่นนี้ จึงไม่ได้ว่ากล่าวหรือคิดตำหนิติเตียนอะไรบุตรชาย ส่วนหว่านหนิงที่นางสั่งลงโทษกักขังเอาไว้นานนับเดือนจนลืมไปแล้ว นางก็ไม่คิดใส่ใจ ปล่อยให้หว่านหนิง
ทางด้านหลี่เจียงหลังกลับออกมาจากเรือนหว่านหนิงก็รีบร้อนตรงมาหาซูหมี่ที่กำลังนอนหลับตาอย่างผ่อนคลายอยู่บนเตียงทันที “หมี่เอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ แล้วตามหมอหรือยัง” หลี่เจียงตรงเข้ามาหาซูหมี่ ถามไถ่นางด้วยความเป็นห่วง “ท่านพี่ ข้ามิได้เป็นอันใดมากหรอกเจ้าค่ะ นี่ก็อุตส่าห์บอกซุนลี่แล้วว่าอย่ารบกวนท่านที่ไปเยี่ยมเยียนพี่หญิงที่เรือนหลัง นางก็ไม่ฟัง”ซูหมี่ทำเป็นอ่อนแรงค่อยๆขยับเขยื้อนกายขึ้นมาโดยมีหลี่เจียงช่วยประคับประคองอย่างใส่ใจ“ไม่เป็นไรมากอะไรกัน ใบหน้าเจ้าซีดเซียวถึงเพียงนี้ ซุนลี่คิดถูกแล้วล่ะที่รีบไปตามข้ามา”หลี่เจียงเอ่ยด้วยสีหน้าท่าทางเป็นห่วงเป็นใยซูหมี่ ซึ่งมีใบหน้าหน้าซีดเซียวจากการแต่งแต้มให้ดูเหมือนคนป่วย ก่อนสั่งสาวใช้ให้ไปตามหลี่เจียงมานั่นเองทั้งนี้ก็เพื่อขัดขวางไม่ให้หลี่เจียงใช้เวลาอยู่กันตามลำพังกับหว่านหนิง เพราะเกรงว่านางจะพูดจาเปิดโปงตัวเองแล้วบุรุษโง่งมเชื่อน้ำคำสตรีง่ายดายอย่างเขาจะหันกลับไปหาคนรักเก่า“ท่านพี่ข้าไม่เป็นอะไรมากจริงๆเจ้าค่ะ เพียงแค่พักผ่อนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้..ก็เป็นเพราะท่านนั่นแหละเจ้าค่ะ”ซูหมี่เอ่ยด้วยท่าทางเขินอายกร
หลี่เจียงแม่ทัพจิ้งที่เคยรักทะนุถนอมคุณหนูของนางมากว่าผู้ใด ตามใจและยกย่องเทิดทูนนางเหนือผู้อื่น ไม่เคยเหลียวมองสตรีที่ไหน หากแต่ยามนี้กลับมีสายตาเฝ้ามองไปยังองค์หญิงแคว้นเซี่ย ซึ่งผู้คนในเมืองหลวงต่างเล่าลือว่าเป็นสตรีงามล่มเมือง ยากจะหาหญิงใดมาเปรียบได้ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ “หนิงเอ๋อ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หลี่เจียงเดินทางมาพบหว่านหนิงหลังผ่านคืนวันสมรสกับซูหมี่ไปได้สัปดาห์หนึ่งเต็มๆ โดยก่อนหน้านี้ไม่คิดจะถามไถ่หรือแวะเวียนมาเยี่ยมนางเลยแม้นแต่น้อย “ท่านพี่ ท่านมาพบข้าได้แล้วหรือเจ้าคะ” หว่านหนิงถามสามีด้วยสีหน้าท่าทางและน้ำเสียงเย็นชาเรียบเฉย “อ้ายชิง เจ้าออกไปก่อน ข้าต้องการพูดคุยกับหนิงเอ๋อตามลำพัง” หลี่เจียงไม่ตอบหว่านหนิงแต่หันไปไล่สาวใช้คนสนิทของนางให้ออกจากห้องไปซึ่งอ้ายชิงไม่ยอมขยับแต่เมื่อเห็นหว่านหนิงพยักหน้าส่งสัญญาณให้นางออกไปจึงยอมปฏิบัติตามโดยดี“หนิงเอ๋อ เจ้าอย่าโกรธเคืองข้าเลยนะ เจ้าเองไม่น่าไปทำร้ายหมี่เอ๋อเช่นนั้นเลยนี่นา”หลี่เจียงเอ่ยพร้อมขยับตัวเข้ามานั่งข้างกายหว่านหนิงบนเตียง พร้อมยื่นมือเข้าไปโอบไหล่บอบบางขอ
หลังจากเถียนซูหมี่องค์หญิงแคว้นเซี่ยได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินเอกจวนจิ้งโหวนับจากนั้นไม่นานก็มีการจัดพิธีสมรสอย่างใหญ่โตให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงได้รับรู้โดยทั่วกัน ท่ามกลางความชื่นบานของจิ้งฮูหยินที่ได้เป็นถึงแม่สามีขององค์หญิงแคว้นเซี่ย ส่วนบุตรชายของนางจิ้งหลี่เจียงก็กลายเป็นราชบุตรเขยแคว้นเซี่ยไปในทันที “คุณหนู ท่านจะยอมทนให้สกุลจิ้งกับองค์หญิงแคว้นเซี่ยดูถูกเหยียดหยามและทำร้ายใส่ความท่านเช่นนี้ต่อไปงั้นหรือเจ้าคะ” ถังอ้ายชิงสาวใช้คนสนิทของหว่านหนิงเอ่ยถามผู้เป็นนาย ซึ่งยามนี้ต้องนอนซมอยู่บนเตียงไม้ผุเก่าในเรือนเล็กๆหลังจวน เนื่องด้วยถูกลงโทษโบยอย่างหนักในข้อหาทำร้ายองค์หญิงแคว้นเซี่ยฮูหยินเอกของจวนให้ได้รับบาดเจ็บเพราะริษยา ทั้งที่ความจริงแล้ว เรื่องทุกอย่างเป็นเพราะซูหมี่
‘ตุ่บบตุ่บบตุ่บบ’ เสียงไม้กระบองฟาดลงไปบนหลังของหญิงสาวร่างกายบอบบางซึ่งยามนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวโฉมงามที่กำลังถูกทุบตีนางนั้นมีนามว่าจางหว่านหนิงหรือท่านหญิงผิงอันบุตรีอันเป็นที่รักของจางกั๋วกงหรือจางซุนเช่อ ขุนศึกผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นฉู่ซึ่งยามนี้ย้ายครอบครัวกลับไปปกปักรักษาชายแดนเหนือ สถานที่อันเคยเกิดศึกสงครามต่อเนื่องกับแคว้นเหยียนศัตรูคู่แค้นยาวนานนับปีแต่ราวหกปีก่อนแคว้นเหยียนกลับพ่ายศึกตกเป็นเมืองขึ้นของแคว้นฉู่ด้วยฝีมือการนำทัพอันเก่งกาจของจางกั๋วกงภายใต้กลยุทธ์ทางการศึกที่ได้รับการชี้นำจากกุนซือมากความสามารถ เมื่อบ้านเมืองสงบสุขจางกั๋วกงจึงวางใจฝากฝังบุตรสาวให้แก่สกุลจิ้ง ของจิ้งโหวหรือจิ้งม่อเฉิงสหายรักที่ร่วมออกรบทัพจับศึกมาด้วยกันนานนับสิบปี สองครอบครัวรู้จักคุ้นเคยมาช้านาน ห







