تسجيل الدخولเมื่อหลี่เจียงออกไปแล้ว ซูหมี่ก็กระทืบเท้าเต้นเร่าอย่างไม่พอใจ พร้อมตะโกนเรียกซุนลี่เข้ามาหา
“ซุนลี่ เจ้าตามไปแอบฟังดูซิว่านังท่านหญิงนั่นพูดอะไรกับสามีข้าบ้าง”
“เพคะองค์หญิง” ซุนลี่รับคำสั่งและตรงไปยังเรือนเล็กหลังจวนทันที
“หนิงเอ๋อ เจ้ามีเรื่องอะไรสำคัญจะพูดกับข้างั้นหรือ” หลี่เจียงเอ่ยถามหว่านหนิง ซึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะ สีหน้าท่าทางเรียบเฉย
“ชิงเอ๋อ เจ้าออกไปเฝ้าหน้าประตูอย่าให้ใครมารบกวน” หว่านหนิงบอกคนสนิท
“เจ้าค่ะ” อ้ายชิงรับคำสั่ง
“แม่ทัพจิ้ง เชิญท่านนั่งลงก่อนเถิด” หว่านหนิงเอ่ยเรียกหลี่เจียงอย่างห่างเหิน ทำให้เขารู้สึกประหลาดและเจ็บแปลบใจขึ้นมาแวบหนึ่ง
“หนิงเอ๋อ เหตุใดเจ้าจึงเรียกข้าห่างเหินเช่นนั้นเล่า” หลี่เจียงถามนางกลับไป
“ข้ามีเรื่องสำคัญจะถามท่าน” หว่านหนิงไม่ตอบแต่เกริ่นเข้าเรื่องสำคัญแทน หลี่เจียงถอนใจเล็กน้อย
“อืม เจ้ามีอะไรก็ว่ามาเถอะ”
“ข้าอยากรู้ว่าท่านแม่ทัพกับจิ้งฮูหยินจะกักขังลงโทษข้าเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่”
หว่านหนิงถามในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ หลี่เจียงหน้าสลดไปชั่วครู่เพราะเขาลืมไปแล้วจริงๆว่าปล่อยหว่านหนิงเอาไว้ในเรือนหลังเล็กผุพัง ไร้ผู้คนมาดูแลเอาใจใส่นอกจากอ้ายชิงคนสนิทของนางมาเดือนหนึ่งแล้ว
“หนิงเอ๋อ ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวข้าจะไปบอกท่านแม่ว่าข้าเป็นคนอนุญาตให้เจ้าออกจากที่นี่เอง”
“แต่เจ้าต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่งก่อน” หลี่เจียงเอ่ย
“เรื่องอะไร” หว่านหนิงถามกลับไป
“ต่อไปเจ้าอย่าได้ไปหาเรื่องอะไรหมี่เอ๋ออีกจะได้หรือไม่”
คำกล่าวของหลี่เจียง ราวกับน้ำเย็นจัดราดรดลงมาบนศีรษะของหว่านหนิงทำให้นางรู้สึกชาไปทั้งตัว เย็นเยียบเข้าไปถึงหัวใจ เจ็บแปลบราวกับถูกเข็มนับร้อยนับพันเล่มกำลังทิ่มแทงนางอยู่
“แม่ทัพจิ้งมีคำถามหนึ่งที่ท่านติดค้างข้าเอาไว้เมื่อเดือนก่อน”
“อะไรงั้นรึ”
“ที่ผ่านมาท่านไม่รู้จักว่าข้าเป็นคนเช่นไรเลยงั้นหรือ ท่านเชื่อว่าข้าผลักเถียนซูหมี่ตกลงไปในสระบัวจริงๆ?” หว่านหนิงถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง และคำถามนั้นก็ทำให้หลี่เจียงอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออก
“ว่าอย่างไรล่ะ คำถามง่ายๆเช่นนี้ข้าคิดว่าไม่ยากเกินไปสำหรับแม่ทัพจิ้งหรอกกระมัง”
“แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของท่านแล้ว ไม่ตอบออกมาข้าก็รู้”
“ท่านไม่เชื่อข้า แต่กลับเชื่อสตรีที่เพิ่งรู้จักพบเจอกันไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ”
“มะ ไม่ใช่เช่นนั้นนะหนิงเอ๋อ”
“เพียงแต่ตอนเกิดเหตุมีพยานแวดล้อมมากมาย ต่างให้การตรงกันว่าเห็นเจ้าผลักหมี่เอ๋อลงไปในสระบัวนั่น”
“ข้าเป็นหัวหน้าครอบครัว ผู้ปกครองจวนแม่ทัพ ย่อมต้องให้ความเป็นธรรมตามพยานรู้เห็นและหลักฐานเบื้องหน้าสิ” หลี่เจียงเอ่ยแก้ตัว
“ฮึ พยานรู้เห็นงั้นเหรอ”
“แล้วท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ใส่ความข้า”
“ส่วนหลักฐานก็คือซูหมี่ตกลงน้ำไปเปียกปอนขึ้นมาร้องห่มร้องไห้ ท่านไม่ได้เห็นกับตาตัวเองด้วยซ้ำว่าข้าผลักนางลงไป แต่ท่านก็เชื่อนางหมดใจไปแล้ว”
“ท่านไม่เชื่อใจข้า กล่าวหาต่อว่า ถึงขั้นลงมือทำร้ายข้าต่อหน้าผู้คนมากมาย”
“แม่ทัพจิ้ง ท่านคงลืมไปแล้วว่าก่อนแต่งงานท่านเคยให้คำสัตย์สาบานอะไรเอาไว้กับข้าสินะ”
“หนิงเอ๋อ ข้า ข้าไม่เคยลืม” หลี่เจียงเอ่ยเสี่ยงแผ่ว
“ไม่เคยลืม แต่ท่านก็ทำผิดคำสาบานไปแล้ว” หว่านหนิงเอ่ยอย่างเจ็บแค้น
“เอาล่ะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็หย่าขาดจากกันเถอะ” หว่านหนิงตัดสินใจเอ่ยปากขอแยกทางกับหลี่เจียง
หลังจากแน่ใจแล้วว่าบุรุษตรงหน้าไม่ใช่จิ้งหลี่เจียงบุรุษที่นางเคยรักและมอบใจให้เมื่อหลายปีก่อนอีกต่อไปแล้ว
“ไม่ ไม่นะหนิงเอ๋อ ข้าไม่หย่า หนิงเอ๋อข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าทำเพื่อบ้านเมือง ผู้คนและเหล่าทหาร เจ้าต้องมีเหตุผลหน่อยสิ” หลี่เจียงเอ่ยอ้างกลับไปสีหน้าท่าทางร้อนรน
“ท่านทำเพื่อบ้านเมืองเสียสละแต่งให้องค์หญิงต่างแคว้น ส่วนข้าไม่มีเหตุผลงั้นเหรอ?”
“แม่ทัพจิ้ง ข้าไม่ได้ห้ามและไม่ได้บอกให้ท่านปฏิเสธเถียนซูหมี่ ยอมกระทั่งให้ท่านกับท่านแม่รับนางเข้ามาเป็นฮูหยินเอกแห่งจวนโหว เหยียบย่ำเกียรติแห่งบุตรีของจวนจางกั๋วกง”
“แต่พวกท่านกระทำกับข้าเช่นไร ไม่รู้ตัวบ้างเลยงั้นรึ!” หว่านหนิงสวนกลับไป ทำให้หลี่เจียงต้องนิ่งเงียบอีกครั้ง เพราะไม่อาจโต้แย้งหรือเอ่ยอ้างอะไรกลับมาได้อีก
เมื่อหลี่เจียงออกไปแล้ว ซูหมี่ก็กระทืบเท้าเต้นเร่าอย่างไม่พอใจ พร้อมตะโกนเรียกซุนลี่เข้ามาหา “ซุนลี่ เจ้าตามไปแอบฟังดูซิว่านังท่านหญิงนั่นพูดอะไรกับสามีข้าบ้าง” “เพคะองค์หญิง” ซุนลี่รับคำสั่งและตรงไปยังเรือนเล็กหลังจวนทันที “หนิงเอ๋อ เจ้ามีเรื่องอะไรสำคัญจะพูดกับข้างั้นหรือ” หลี่เจียงเอ่ยถามหว่านหนิง ซึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะ สีหน้าท่าทางเรียบเฉย “ชิงเอ๋อ เจ้าออกไปเฝ้าหน้าประตูอย่าให้ใครมารบกวน” หว่านหนิงบอกคนสนิท “เจ้าค่ะ” อ้ายชิงรับคำสั่ง “แม่ทัพจิ้ง เชิญท่านนั่งลงก่อนเถิด” หว่านหนิงเอ่ยเรียกหลี่เจียงอย่างห่างเหิน ทำให้เขารู้สึกประหลาดและเจ็บแปลบใจขึ้นมาแวบหนึ่ง “หนิงเอ๋อ เหตุใดเจ้าจึงเรียกข้าห่างเหินเช่นนั้นเล่า” หลี่เจียงถามนางกลับไป “ข้ามีเรื่องสำคัญจะถามท่าน” หว่านหนิงไม่ตอบแต่เกริ่นเข้าเรื่องสำคัญแทน หลี่เจียงถอนใจเล็กน้อย “อืม เจ้ามีอะไรก็ว่ามาเถอะ” “ข้าอยากรู้ว่าท่านแม่ทัพกับจิ้งฮูหยินจะกักขังลงโทษข้าเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่”หว่านหนิงถามในสิ่งที่ตั้งใจเอ
“ชิงเอ๋อ เจ้าไปตามหลี่เจียงมาพบข้าทีเถอะ” หว่านหนิงเอ่ยกับคนสนิท “ได้เจ้าค่ะคุณหนู ว่าแต่ท่านต้องการเรียกแม่ทัพจิ้งมาพบด้วยเรื่องใดงั้นหรือเจ้าคะ” อ้ายชิงถามออกไปตามตรง “ข้าอยากรู้ว่าเขาจะปล่อยให้ข้าถูกกักตัวอยู่ที่นี่ไปอีกนานเท่าไหร่” “เจ้าค่ะ ข้าจะไปตามแม่ทัพจิ้งมาพบคุณหนูเดี๋ยวนี้” หลังได้ยินคำตอบอ้ายชิงก็รีบออกไปทันที “ท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ คุณหนูของข้ามีเรื่องต้องการสนทนากับท่านเจ้าค่ะ” อ้ายชิงมาตามหลี่เจียงที่เรือนซูหมี่ ซึ่งช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนมานี้เขามักจะขลุกตัวอยู่ที่นี่แทบไม่ได้ออกไปไหน นอกจากไปค่ายทหารที่ดูแลในเมืองหลวง เข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้วก็มักจะกลับมาอยู่กับซูหมี่ แม้นแต่กับจิ้งฮูหยินมารดาเขาก็แทบจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเลยด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนว่าจิ้งฮูหยินกลับยิ่งพอใจ เมื่อเห็นบุตรชายหลงใหล เข้ากันได้ดีกับลูกสะใภ้สูงศักดิ์เป็นองค์หญิงต่างแคว้นเช่นนี้ จึงไม่ได้ว่ากล่าวหรือคิดตำหนิติเตียนอะไรบุตรชาย ส่วนหว่านหนิงที่นางสั่งลงโทษกักขังเอาไว้นานนับเดือนจนลืมไปแล้ว นางก็ไม่คิดใส่ใจ ปล่อยให้หว่านหนิง
ทางด้านหลี่เจียงหลังกลับออกมาจากเรือนหว่านหนิงก็รีบร้อนตรงมาหาซูหมี่ที่กำลังนอนหลับตาอย่างผ่อนคลายอยู่บนเตียงทันที “หมี่เอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ แล้วตามหมอหรือยัง” หลี่เจียงตรงเข้ามาหาซูหมี่ ถามไถ่นางด้วยความเป็นห่วง “ท่านพี่ ข้ามิได้เป็นอันใดมากหรอกเจ้าค่ะ นี่ก็อุตส่าห์บอกซุนลี่แล้วว่าอย่ารบกวนท่านที่ไปเยี่ยมเยียนพี่หญิงที่เรือนหลัง นางก็ไม่ฟัง”ซูหมี่ทำเป็นอ่อนแรงค่อยๆขยับเขยื้อนกายขึ้นมาโดยมีหลี่เจียงช่วยประคับประคองอย่างใส่ใจ“ไม่เป็นไรมากอะไรกัน ใบหน้าเจ้าซีดเซียวถึงเพียงนี้ ซุนลี่คิดถูกแล้วล่ะที่รีบไปตามข้ามา”หลี่เจียงเอ่ยด้วยสีหน้าท่าทางเป็นห่วงเป็นใยซูหมี่ ซึ่งมีใบหน้าหน้าซีดเซียวจากการแต่งแต้มให้ดูเหมือนคนป่วย ก่อนสั่งสาวใช้ให้ไปตามหลี่เจียงมานั่นเองทั้งนี้ก็เพื่อขัดขวางไม่ให้หลี่เจียงใช้เวลาอยู่กันตามลำพังกับหว่านหนิง เพราะเกรงว่านางจะพูดจาเปิดโปงตัวเองแล้วบุรุษโง่งมเชื่อน้ำคำสตรีง่ายดายอย่างเขาจะหันกลับไปหาคนรักเก่า“ท่านพี่ข้าไม่เป็นอะไรมากจริงๆเจ้าค่ะ เพียงแค่พักผ่อนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้..ก็เป็นเพราะท่านนั่นแหละเจ้าค่ะ”ซูหมี่เอ่ยด้วยท่าทางเขินอายกร
หลี่เจียงแม่ทัพจิ้งที่เคยรักทะนุถนอมคุณหนูของนางมากว่าผู้ใด ตามใจและยกย่องเทิดทูนนางเหนือผู้อื่น ไม่เคยเหลียวมองสตรีที่ไหน หากแต่ยามนี้กลับมีสายตาเฝ้ามองไปยังองค์หญิงแคว้นเซี่ย ซึ่งผู้คนในเมืองหลวงต่างเล่าลือว่าเป็นสตรีงามล่มเมือง ยากจะหาหญิงใดมาเปรียบได้ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ “หนิงเอ๋อ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หลี่เจียงเดินทางมาพบหว่านหนิงหลังผ่านคืนวันสมรสกับซูหมี่ไปได้สัปดาห์หนึ่งเต็มๆ โดยก่อนหน้านี้ไม่คิดจะถามไถ่หรือแวะเวียนมาเยี่ยมนางเลยแม้นแต่น้อย “ท่านพี่ ท่านมาพบข้าได้แล้วหรือเจ้าคะ” หว่านหนิงถามสามีด้วยสีหน้าท่าทางและน้ำเสียงเย็นชาเรียบเฉย “อ้ายชิง เจ้าออกไปก่อน ข้าต้องการพูดคุยกับหนิงเอ๋อตามลำพัง” หลี่เจียงไม่ตอบหว่านหนิงแต่หันไปไล่สาวใช้คนสนิทของนางให้ออกจากห้องไปซึ่งอ้ายชิงไม่ยอมขยับแต่เมื่อเห็นหว่านหนิงพยักหน้าส่งสัญญาณให้นางออกไปจึงยอมปฏิบัติตามโดยดี“หนิงเอ๋อ เจ้าอย่าโกรธเคืองข้าเลยนะ เจ้าเองไม่น่าไปทำร้ายหมี่เอ๋อเช่นนั้นเลยนี่นา”หลี่เจียงเอ่ยพร้อมขยับตัวเข้ามานั่งข้างกายหว่านหนิงบนเตียง พร้อมยื่นมือเข้าไปโอบไหล่บอบบางขอ
หลังจากเถียนซูหมี่องค์หญิงแคว้นเซี่ยได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินเอกจวนจิ้งโหวนับจากนั้นไม่นานก็มีการจัดพิธีสมรสอย่างใหญ่โตให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงได้รับรู้โดยทั่วกัน ท่ามกลางความชื่นบานของจิ้งฮูหยินที่ได้เป็นถึงแม่สามีขององค์หญิงแคว้นเซี่ย ส่วนบุตรชายของนางจิ้งหลี่เจียงก็กลายเป็นราชบุตรเขยแคว้นเซี่ยไปในทันที “คุณหนู ท่านจะยอมทนให้สกุลจิ้งกับองค์หญิงแคว้นเซี่ยดูถูกเหยียดหยามและทำร้ายใส่ความท่านเช่นนี้ต่อไปงั้นหรือเจ้าคะ” ถังอ้ายชิงสาวใช้คนสนิทของหว่านหนิงเอ่ยถามผู้เป็นนาย ซึ่งยามนี้ต้องนอนซมอยู่บนเตียงไม้ผุเก่าในเรือนเล็กๆหลังจวน เนื่องด้วยถูกลงโทษโบยอย่างหนักในข้อหาทำร้ายองค์หญิงแคว้นเซี่ยฮูหยินเอกของจวนให้ได้รับบาดเจ็บเพราะริษยา ทั้งที่ความจริงแล้ว เรื่องทุกอย่างเป็นเพราะซูหมี่
‘ตุ่บบตุ่บบตุ่บบ’ เสียงไม้กระบองฟาดลงไปบนหลังของหญิงสาวร่างกายบอบบางซึ่งยามนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวโฉมงามที่กำลังถูกทุบตีนางนั้นมีนามว่าจางหว่านหนิงหรือท่านหญิงผิงอันบุตรีอันเป็นที่รักของจางกั๋วกงหรือจางซุนเช่อ ขุนศึกผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นฉู่ซึ่งยามนี้ย้ายครอบครัวกลับไปปกปักรักษาชายแดนเหนือ สถานที่อันเคยเกิดศึกสงครามต่อเนื่องกับแคว้นเหยียนศัตรูคู่แค้นยาวนานนับปีแต่ราวหกปีก่อนแคว้นเหยียนกลับพ่ายศึกตกเป็นเมืองขึ้นของแคว้นฉู่ด้วยฝีมือการนำทัพอันเก่งกาจของจางกั๋วกงภายใต้กลยุทธ์ทางการศึกที่ได้รับการชี้นำจากกุนซือมากความสามารถ เมื่อบ้านเมืองสงบสุขจางกั๋วกงจึงวางใจฝากฝังบุตรสาวให้แก่สกุลจิ้ง ของจิ้งโหวหรือจิ้งม่อเฉิงสหายรักที่ร่วมออกรบทัพจับศึกมาด้วยกันนานนับสิบปี สองครอบครัวรู้จักคุ้นเคยมาช้านาน ห







