LOGINเช้าวันหนึ่ง พ่อบ้านกู้เดินเข้ามาในเรือนท้ายจวนของหลิวฟางหลินพร้อมแจ้งเรื่องสำคัญให้นางด้วยสีหน้าลำบากใจ
“อนุหลิน ท่านแม่ทัพมีคำสั่งให้บ่าวจัดการเรื่องตบแต่งท่านออกไปกับบุรุษที่คู่ควร พร้อมจะจัดหาสินเดิมให้ด้วย เชิญอนุหลิวระบุสิ่งของที่อยากให้บ่าวจัดการใส่ไปในสินเดิมเลยขอรับ” ในที่สุดวันที่นางคาดว่าจะมาถึงก็มาแล้ว อนุหลิวเช่นนางในเมื่อไม่มีประโยชน์ก็ย่อมไม่ควรอยู่ให้เปลืองข้าวปลาจวนหลี่นั่นล่ะ หลิวฟางหลินนิ่งไปเพียงชั่วครู่ก็พยักหน้ารับคำอย่างสงบจนคนที่เผยสีหน้าประหลาดใจกลายเป็นพ่อบ้านกู้เสียแล้ว “เอ่อ พ่อบ้านกู้ข้ายินดีแต่งออกไปเพียงแต่ข้ามีเรื่องอยากร้องขอนอกจากสินเดิมเสียหน่อยเจ้าค่ะ” พ่อบ้านกู้พยักหน้าตอบรับทันใดเพราะใจของเขาเต็มไปด้วยความเวทนาต่อสตรีตรงหน้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว “เชิญอนุหลิวบอกมาก่อนขอรับเดี๋ยวบ่าวจะไปแจ้งท่านแม่ทัพอีกที” ฟางหลินหยักยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะขอกระดาษและหมึกเพื่อจดสิ่งที่นางอยากได้รวมถึงสิ่งที่อยากขอเพิ่มเติมให้เขาอย่างกระตือรือร้น ในเมื่ออย่างไรนางก็เลี่ยงที่จะต้องแต่งให้กับบุรุษไม่ได้นางก็ขอกอบโกยผลประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วกัน พ่อบ้านกู้ตอนนี้กำลังยืนถือแผ่นกระดาษและร่ายข้อความในนั้นให้เจ้านายอย่างหลี่หยวนฟังอย่างตั้งใจ “อนุหลิวต้องการให้บ่าวหาบุรุษตามที่นางต้องการขอรับ นางไม่ขออันใดมากเพียงแต่บุรุษผู้นั้นต้องไม่มีสตรีคนรักอยู่แล้ว อายุไม่ต้องมากกว่านางเยอะ หน้าตาไม่แย่ รูปร่างไม่อ้วนลงพุง หน้าที่การงานไม่ต้องถึงขนาดเป็นขุนนางระดับสูงเพียงแต่ต้องไม่เกียจคร้าน --- ที่สำคัญนางอยากให้บ่าวส่งรายชื่อบุรุษไปให้นางพิจารณาก่อนเจรจาตกลงขอรับ” คุณสมบัติมากมายนี้ทำให้หลี่หยวนเงยหน้าฟังพ่อบ้านกู้ฟังอย่างตั้งใจตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ นัยน์ตาว่างเปล่าบัดนี้เต็มไปด้วยความฉงนชัดเจน “นางบอกเช่นนี้เองเลยหรือ?” ไม่เพียงแต่หลี่หยวนที่ประหลาดใจที่คำร้องขอเหล่านี้แสดงออกว่าอนุผู้นี้ดูไม่ค่อยเสียใจที่ถูกจับแต่งออกไปอย่างที่ควร แต่มันก็ดีต่อเขาที่ไม่ต้องการมีสตรีอยู่รอบๆให้ยุ่งยากนั่นล่ะ “ขอรับ นายท่านจะให้บ่าวทำอย่างไรต่อดีขอรับ?” “ทำตามที่นางต้องการเถอะ” หลี่หยวนสลัดเรื่องยุ่งยากนี้ออกไปและก้มลงมองอักษรที่ทำอยู่ตรงหน้าแทน ทว่าก่อนที่พ่อบ้านกู้จะออกไปเขาก็เอ่ยเสียงเข้มทั้งที่ไม่เงยหน้าอีกรอบ “หลังจากนี้หากไม่มีเรื่องสำคัญอันใดก็ให้เจ้าตัดสินใจเองได้เลยแล้วกัน” นอกจากงานและมิตรสนามในค่ายทารแล้วพ่อบ้านกู้รู้ดีว่าเจ้านายเขาไม่อยากนำมาคิดให้หนักสมอง เช่นนั้นแล้วเขาจึงใช้เวลาหลายวันในการรวบรวมรายชื่อบุรุษที่ตรงคุณสมบัติมาให้ฟางหลินพิจารณา... 6 เขาชอบยุ่งกับสตรีที่มีเจ้าของแล้ว ม้วนกระดาษรายนามบุรุษที่มีคุณสมบัติพอเหมาะคู่ควรแต่งงานกับนางถูกวางลงเบื้องหน้าฟางหลิงแล้ว "อนุหลิว นี่คือรายนามบุรุษในเมืองหลวงที่ตรงตามที่ท่านต้องการ โปรดพิจารณาด้วยขอรับ" ฟางหลินเลิกคิ้วแปลกใจกับความรวดเร็วนี้ แต่ก็ยอมรับรายชื่อมาอ่านผ่านๆ ตา สายตากวาดไปตามตัวอักษรอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะยิ้มบาง ๆตอบไปให้ "ข้าขอเก็บไว้ก่อน แล้วจะรีบบอกเมื่อข้าตัดสินใจได้แล้ว" พ่อบ้านกู้ค้อมศีรษะรับคำ ก่อนจะก้าวถอยออกไปโดยไม่ซักถามเพิ่มเติม หลังจากพ่อบ้านจากไปฟางหลินมองรายชื่อนั้นอีกครั้ง มือเรียวบางลูบไล้กระดาษเบา ๆ อย่างครุ่นคิด แม้จะอยากมีชีวิตที่เป็นอิสระโดยไม่พึ่งพาบุรุษ แต่นางก็รู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ สตรีล้วนต้องเกี่ยวข้องกับบุรุษ หากตนเองไม่มีทั้งเงินและอำนาจมากพอการอยู่คนเดียวย่อมยาก ในเมื่ออย่างไรนางก็ต้องแต่งงาน นางก็ต้องเลือกบุรุษที่สามารถให้ชีวิตเรียบง่ายแก่ตน ได้ก็เท่านั้น เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็เก็บรายชื่อใส่แขนเสื้อก่อนจะออกเดินทางไปยังโรงสุราที่เคยติดต่อขายเหล้า ตลอดวันนางใช้ข้อมูลในรายชื่อสอบถามเถ้าแก่เนี้ยของหอนางโลมเบื้องต้นก่อน โรงสุราเป็นสถานที่ที่ข้อมูลเดินทางรวดเร็ว ใครเป็นคนเช่นไร อยู่ที่ใด มีนิสัยอย่างไร พวกนางล้วนรู้กันหมด ฟางหลินนั่งจิบชาอยู่ในห้องรับรองของเถ้าแก่เนี้ย มือเรียวถือรายชื่อนั้นไว้ ขณะที่เถ้าแก่เนี้ยนั่งตรงข้าม หัวเราะเบา ๆ "คุณหนูหลิวคงเป็นคนแรกเลยกระมังที่ตั้งใจสืบข้อมูลบุรุษเพื่อมาเป็นสามีได้ละเอียดเพียงนี้" ฟางหลินหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนเอ่ยอย่างไม่จริงจัง "ชีวิตนี้ได้เกิดมาทั้งทีย่อมต้องใส่ใจเรื่องสรรหน่อยนั่นล่ะ อนาคตข้าเลือกไม่ได้มากแต่หากมีอะไรที่ข้าเลือกได้ก็ขอเลือกหน่อยเท่านั้น" เถ้าแก่เนี้ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะไล่ข้อมูลที่นางรู้จักในใบรายชื่อทีละคนให้ฟัง คุณชายตระกูลหนึ่งเป็นบุตรชายคนโตของพ่อค้าใหญ่ แต่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้ ซึ่งฟางหลินก็ขีดชื่อเขาออกทันที อีกคนเป็นคุณชายตระกูลขุนนางเล็กๆถึงแม้มีความสามารถ ทว่าถูกมารดาและญาติพี่น้องควบคุมชีวิตทุกฝีก้าว นางก็ขีดชื่อเขาออกเช่นกัน จนกระทั่งเหลือเพียงสองชื่อ คุณชายรองสกุลจาง บุรุษผู้เกิดในตระกูลพ่อค้าขนาดกลาง แม้ไม่ได้มั่งคั่งนักแต่ก็มีทรัพย์สินที่ได้รับการแบ่งสรรจากพี่ชายคนโตจนเปิดร้านพอเลี้ยงครอบครัวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด และ บัณฑิตจากตระกูลชาวนา ผู้สอบผ่านจอหงวนระดับเมืองหลวง แม้จะเกิดในครอบครัวที่ยากจนทว่ามีความสามารถและความคิดที่ก้าวหน้า จนเหล่าสตรีในหอนางโลมลือกันให้ทั่วว่าอยากเป็นภรรยาเขา ทั้งสองคนนี้ นางต้องไปสืบดูด้วยตนเองต่อว่าลักษณะนิสัยส่วนตัวเป็นอย่างไรผลของการกระทำในบ้านร้างนั้น...หมิงจูเดินสำรวจไปตามความมืด นางรู้สึกถึงเสียงฝีเท้าที่พยายามจะเงียบย่างเข้ามาจากด้านหลัง นางหยุดเดินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบโดยไม่หันไปมอง“เจ้าจะออกมาจากที่ซ่อนหรือให้ข้าไปลากออกมาเอง?”เสียงฝีเท้าชะงักลง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากมุมมืดที่มาของเสียงฝีเท้านั้น“เจ้านี่ฉลาดเกินไปจริงๆ น่าเสียดายที่ความฉลาดของเจ้าจะใช้ไม่ทันการณ์”บุรุษในชุดดำหลายคนเดินออกมาพร้อมท่อนไม้ในมือหมิงจูยิ้มมุมปาก ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความนิ่งสงบ “เจ้าคิดว่าข้าจะหลงกลแผนตื้นๆ เช่นนี้หรือ?”สีหน้าตระหนกเกิดขึ้นบนหน้ายับย่นของบุรุษชุดดำชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนเป็นหยักยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างคนเหนือกว่า“เป็นสตรีอย่าได้ปากเก่งนักเลย แม้เจ้าจะสู้ไม้ในมือพวกข้าได้แต่จะสามารถสู้ธูปปลุกกำหนัดได้หรือไม่นั้นก็ต้องมาดูกัน! หึหึ”อา ใช่แล้ว กลิ่นแรกที่หมิงจูเข้ามานั้นคือกลิ่นหอมอ่อนจนพาลให้นึกถึงคราที่นางถูกพิษกำหนัดของฮ่าวเทียนขึ้นมา เพียงแต่คนละกลิ่นเท่านั้น!ดูท่าแล้วชาวเมืองหลวงยุคนี้เขาจะนิยมจัดการศัตรูด้วยการใช้พิษกำหนัดเสียจนน่ารำคาญสิ้นดีสินะที่เบื้องนอกบ้านร้าง... จวิ้นอี้ยืนรออย
ยามเย็นที่จวนของหมิงจูถูกปกคลุมด้วยแสงอาทิตย์อัสดง รถม้าของนางจอดนิ่งอยู่ที่ลานหน้าจวนอย่างเรียบง่าย เมื่อหมิงจูก้าวลงจากรถม้าสายตาของนางก็เผลอจับจ้องไปที่จวนข้างเคียง รถม้าคันหรูประดับตราสัญลักษณ์ตระกูลเฉินจอดอยู่เช่นกันเฉินอวี่ในชุดหรูหราทรงภูมิกำลังลงจากรถม้าด้วยท่าทีสง่างาม ดวงตาคมกริบของเขาเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหมิงจูที่กลับมาจวนเร็วกว่าปกติ"เจ้ากลับมาเร็วนัก เหตุใดจึงไม่ไปที่ร้านหรือ?"เฉินอวี่ถามด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัย พลางก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความเป็นห่วงหมิงจูที่ยืนสงบนิ่งอยู่สูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้ามองเขา แววตาของนางฉายแววบางอย่างที่เฉินอวี่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดูเจ้าเล่ห์เกินบรรยายจนพาลให้จังหวะหัวใจหยุดไปโดยพลัน"ข้าพบเรื่องยุ่งยากมาเล็กน้อย..." นางเอ่ยพลางเม้มปากเล็กน้อย "และ...โดนพิษกำหนัดเข้าอีกครั้ง"คำพูดของหมิงจูทำให้เฉินอวี่ตัวแข็งค้าง ความเป็นห่วงพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจเขาในทันที"เจ้าว่าอะไรนะ! เจ้าได้รับพิษอีกแล้ว? ใครกันกล้าทำเช่นนี้กับเจ้า!"หมิงจูแค่นยิ้มบาง ๆ ท่ามกลางสายตาของเฉินอวี่ที่เต็มไปด้วยความร้อนรน นางเอ่ยเสียงแผ่ว"เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าการแก้พิษ ครา
บทส่งท้ายยามเช้าที่แสงตะวันสาดผ่านม่านเมฆอย่างอ่อนโยน ลานพิธีที่จวนตระกูลเฉินถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยผ้าสีแดงสด ประดับด้วยโคมไฟและดอกไม้หอมที่อบอวลในอากาศ เสียงขับร้องและดนตรีจีนดั้งเดิมขับขานด้วยความไพเราะเจ้าบ่าวเฉินอวี่ในชุดแต่งงานสีแดงหรูหราประดับลวดลายประดับดิ้นทอง เดินนำหน้าออกมาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ข้างกายของเขาคือ หมิงจูในชุดเจ้าสาวสีแดงลายดอกโบตั๋นทองอันอ่อนช้อย สวมผ้าคลุมหน้าบางเบาร่างกายขยับเคียงกันอย่างเป็นธรรมชาติ เสียงประทัดดังสนั่นขึ้นในยามที่ทั้งสองคุกเข่าเบื้องหน้าฟ้าดิน“คารวะฟ้าดิน!”ผู้ทำพิธีเอ่ยเสียงดัง ขณะทั้งสองคนก้มลงคารวะฟ้าดินเป็นครั้งแรก เสียงผู้ร่วมงานส่งเสียงแสดงความยินดีดังกระหึ่ม“คารวะบิดามารดา!” หมิงจูและเฉินอวี่หันไปยัง ฮูหยินเฉินและเจ้าตระกูลเฉิน ซึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งสำคัญ ฮูหยินเฉินนั้นมีน้ำตาคลอเบ้ากลับยิ้มอย่างปลื้มปีติ เจ้าตระกูลเฉินก็เอ่ยอย่างอารมณ์ดีไม่ต่างกัน“หมิงจู เจ้าได้บุตรชายข้าไปแล้ว ขอฝากให้เจ้าช่วยปรามเขาให้หน่อย”ฮูหยินเฉินกล่าวแทรกด้วยเสียงขำ “ใช่แล้ว หมิงจู เจ้าต้องเป็นสะใภ้ที่เด็ดขาดในแบบของเจ้าเองนั่นแหละ แล้วก็ขอให้มีลูกเต็มบ้านห
ช่วงกลางวันวันหนึ่ง ณ ห้องโถงทานอาหารในจวนเฉินฮูหยินเฉินนั่งหัวโต๊ะอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าของนางยิ้มแย้มตั้งแต่ต้นมื้ออาหาร ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่ส่งไปยังว่าที่สะใภ้คนโปรดอย่างหมิงจู หมิงจูเองก็นั่งตัวตรงอย่างสำรวม แม้นางจะคีบอาหารของตัวเองแต่กลับถูกแย่งชิงคีบให้อยู่เรื่อยไป“หมิงจู ทานนี่สิ ไก่ตุ๋นยาแม่ครัวใหญ่ทำพิเศษวันนี้เพื่อเจ้าทีเดียว” ฮูหยินเฉินคีบเนื้อไก่นุ่มละมุนใส่ชามของหมิงจูจนแทบล้น “แล้วนี่ก็เป็ดรมควันที่ข้าสั่งมาจากห้องครัวหลังจวน เขาว่ากันว่าช่วยบำรุงเลือดลม”หมิงจูยิ้มเจื่อนๆ พลางกล่าวขอบคุณ นางไม่ได้มีโอกาสคีบอาหารใส่ถ้วยด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะไม่ทันไร ฮูหยินเฉินก็ยื่นตะเกียบมาอีกครั้งพร้อมซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งหอมกรุ่น“กินเยอะๆ เถอะอย่ามัวแต่ทำงาน” ฮูหยินเฉินกล่าวอย่างอาทร “เจ้าเป็นสตรีที่ซูบผอมเกินไป ถ้าหากแต่งเข้าจวนเราแล้วข้าอยากให้เจ้าเปล่งปลั่งดูสุขภาพดี”เฉินอวี่ที่นั่งข้างๆ หมิงจูหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขาจับจ้องใบหน้าที่แดงระเรื่อของหมิงจูด้วยความชอบใจ “ท่านแม่เอ็นดูนางจนลืมบุตรชายคนนี้ไปแล้วกระมัง”ฮูหยินเฉินหันขวับไปหาเฉินอวี่ ตบโต๊ะเบาๆ อย่างหยอก
“อาจู... เจ้าไม่เห็นบอกบิดาเลยเล่าว่าเจ้าสนิทกับคุณชายเฉินถึงเพียงนี้ ไว้จัดเวลาได้ก็พาคุณชายเฉินไปนั่งคุยที่จวนเราบ้างเถอะ...”การเปลี่ยนท่าทีของเจ้าตระกูลไป๋ชั่งน่าไม่อายเกินกว่าใครจะรับไหวเสียจริง หมิงจูหรี่ตามองตอบกลับอย่างเย็นชา นางไม่ได้ตอบรับคำชมของเจ้าตระกูลไป๋ นางเมินคำพูดของเขาแสดงออกถึงความห่างเหินชัดเจน“ข้าเกรงว่าท่านเจ้าตระกูลไป๋อาจเข้าใจผิดไปเล็กน้อย ข้าหาใช้คนตระกูลไป๋อีกต่อไปแล้ว และในอนาคตก็คงจะไม่ใช่อีกแน่นอน”หมิงจูวางตัวชัดเจนเพื่อตัดโอกาสการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากนางและคนที่เกี่ยวข้องกับนางแบบเด็ดขาด ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ยังทางฮูหยินเฉินพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเมื่อครู่“ฮูหยินเฉินโปรดเรียกข้าว่าหมิงจูเถอะเจ้าค่ะ การเรียกข้าด้วยแซ่ไป๋นั้น คงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก...”คำกล่าวนี้ทำให้เจ้าตระกูลไป๋ที่อยากคืนดีด้วยถึงกับหน้าซีดเผือด จวิ้นอี้กำมือแน่นไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาฮูหยินเฉินนั้นมองเรื่องราวนี้แล้วกลับหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ นางลอบยิ้มมองไปทางบุตรชายด้วยสายตาที่ต่างจากตอนแรก เป็นสายตาชื่นชมและยินดีที่ส่งไปหาเฉินอวี่เพราะเขาทำสิ่งที่นางถูกใจยิ่งนั่นเอง
หลุมพราง“อาอวี่ เจ้าจะไม่แนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าหรือ?”เฉินอวี่ยิ้มบางส่งไป รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เขาหันมามองคนข้างหลังแวบหนึ่งบรรยากาศรอบศาลากลางสวนเต็มไปด้วยอบอุ่นบางอย่างจากท่าทีของเฉินอวี่ยามพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในความชื่นฉ่ำนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหัวใจของคนตระกูลไป๋ที่เพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมิงจูเมื่อตอนสายไป...“ท่านแม่ หลังจากนี้ข้าจะกลับมาจวนอย่างที่ท่านต้องการแล้ว และก็พาสตรีที่ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยขอรับ”ฮูหยินเฉินชะงัก นางเบิกตากว้างหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองบุตรชายอย่างจับผิดทันที เพราะบุตรชายที่ขอออกไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีอยู่ดีดีกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพร้อมกับบอกว่ามีสตรีในดวงใจมาแนะนำ เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้นางคิดดีได้อย่างไรหากบุตรชายนางไม่ไปหลงเสน่ห์มารยาสตรีเข้าแล้ว“เจ้าไปถูกตาต้องใจสตรีที่ไหนกัน? มีที่มาจากตระกูลใดคู่ควรที่จะมาดูแลจวนเฉินของเราหรือไม่! หรือถูกเสน่ห์มารยาสตรีขายเรือนร่างหลอกเอาหรือไม่?!”เฉินอวี่เพียงยิ้มบางอย่างเข







